Beranda / โรแมนติก / ประกาศิตซาตาน / ๑ แค่สบตาก็ถูกใจ (๔)

Share

๑ แค่สบตาก็ถูกใจ (๔)

Penulis: Kaowsethong
last update Tanggal publikasi: 2026-02-25 17:16:54

ไม่คิดว่าความต้องการจะสัมฤทธิ์ผลเร็วขนาดนี้ ชายหนุ่มถึงกับตกตะลึงเมื่อเลิกงานแล้วเขาแอบเดินโฉบผ่านห้องจัดเลี้ยง เพื่อมองดูว่าข้างในมีการแสดงรำหรือเปล่า ก่อนพบว่านางบุษบาของตนได้วิ่งหน้าตื่นขึ้นบันไดก่อนจะชะงักเมื่อพบเขา

            ธนนท์ปภพถึงกับเม้มปากแน่นไม่คิดว่าเรื่องบังเอิญจะมีจริง รีบตีหน้าเคร่งขรึมอย่างเดียวเร็ว โดยที่หล่อนเป็นฝ่ายทักเขาก่อน

            “อ้าวคุณ เจอกันอีกแล้ว” หยุดยืนตรงหน้าพร้อมโบกมือทักทาย เพิ่งเห็นหน้าสดของเธอครั้งแรกยิ่งรู้สึกว่าสวยกว่าแต่งเต็มเสียอีก โดยเขาไม่รู้ว่าหล่อนทั้งทาครีมกันแดกและโบกรองพื้นพร้อมตบด้วยแป้งพัฟเพื่อปกปิดรอยแดงและรอยดำจากสิว เติมสีสันให้ใบหน้าด้วยบลัชออนสีอ่อนเข้ากับปากสีชมพูระเรื่อ ค่อยมาแต่งเพิ่มหลังเวทีก่อนขึ้นทำการแสดง

            “ครับ” ตอบสั้นเหมือนเดิมจนเธอคิดจะขอตัว แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามเรื่องที่ไหว้วานชายหนุ่มให้หาเจ้าของเงิน จึงต้องสืบสาวราวเรื่องเสียก่อน ทั้งที่นึกเกรงใจเขาอยู่เหมือนกัน

            “เจอเจ้าของไหมคะ”

            “น่าจะเจอแล้วครับ” ตอบไปเท่าที่พอจะนึกออก โยนงานให้คนอื่นทำแล้วก็ไม่ได้ถามว่าเจอเจ้าของหรือเปล่า

ไม่สนผลลัพธ์อยู่แล้วเพราะมันไม่ใช่เรื่องของตน ที่สนคือหญิงตรงหน้ามากกว่าเพียงแต่สายตาที่มองจ้องนิ่งจนเธอรู้สึกเหมือนว่าตนเองทำผิดตลอดเวลา

            รีบก็รีบแต่เหมือนคนตรงหน้าอยากคุย เธอเหลือบมองนาฬิกาข้อมือพบว่ายังเหลืออีกหลายนาที อย่างไรก็เข้าไปแต่งหน้าแต่งตัวทัน จึงได้พูดคุยกับเขา

            “คุณทำงานที่นี่เหมือนกันเหรอ อยู่แผนกไหนคะไม่เคยเจอมาก่อนเลย” ชุดที่เขาสวมวันนี้เป็นเชิ้ตสีฟ้าแขนยาวที่ถูกพับขึ้นถึงข้อศอก โชว์นาฬิกาเรือนหรูที่หล่อนไม่ทราบว่ามันราคาเท่าไหร่เพราะไม่ได้สนใจ แต่ดูโดยรวมเขาเหมือนนักบริหารมากกว่าเป็นพนักงานในโรงแรม

            “บริหาร” ตอบสั้นโดยไม่ได้ขยายความมากไปกว่านั้น

            “คุณต้องเก่งมากแน่เลย เอาไว้หนูเรียนจบแล้วจะมาสมัครงานด้วยนะคะ” คิดว่าเขาน่าจะอยู่ฝ่ายบุคคล ถ้าหล่อนเรียนจบแล้วมาสมัครงานอาจคุยกันได้ง่ายหน่อย คิดดังนั้นดวงตากลับเป็นประกาย เดือนหน้าก็เรียนจบแล้วจึงมองหางานในอนาคตเอาไว้

            “เรียนอะไรล่ะ” คุยแล้วก็ติดลมจึงได้ถามเหมือนต้องการซักประวัติหล่อน

            “เรียนบัญชี ปวส.ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาค่ะ” รีบบอกอย่างรวดเร็วคิดว่าเขาอาจจะใจดีพิจารณาหล่อนเป็นพิเศษก็ได้

            “หวังว่าจะได้ร่วมงานกันนะ”

ชายหนุ่มยังคงตีหน้าขรึมเหมือนเดิมแต่ในใจก็คิดไปไกลถึงวันที่หญิงสาวจะได้เดินเข้ามาทำงานที่เดียวกัน เผลอจ้องใบหน้าหวานนานกว่าปกติ จนเธอเริ่มทำตัวไม่ถูกคิดจะเดินออกไปก็ถูกเขารั้งไว้ด้วยคำถาม

            “ค่ะ”

            “วันนี้มารำเหมือนเดิมเหรอ” เขานึกว่าตัวเองอาจจะต้องรอเก้อ ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้พบโดยบังเอิญ

            “คะ...คุณรู้ด้วยเหรอคะว่าหนูเป็นนางรำ”

นึกตกใจไม่คิดว่าชายหนุ่มจะทราบ เขาดูเป็นคนเคร่งขรึมน่าจะไม่ชอบดูการแสดงใดนอกจากยิงปืนอย่างเดียว ค่อนข้างเซอร์ไพรส์พอสมควรที่อีกฝ่ายรู้ว่าตนเป็นนางรำ

            “เห็นน่ะ”

            “อ้อ ค่ะ วันนี้มารำเหมือนเดิม”

พยักหน้าแข็งขันพร้อมเอ่ยรับด้วยรอยยิ้ม เธอชอบงานของตัวเองเป็นอย่างมากถึงจะทำแค่ช่วงหลังเลิกเรียนแต่ก็ช่วยให้มีเงินใช้จ่ายโดยไม่ต้องพึ่งครอบครัวมากนัก ที่สำคัญได้ทำในสิ่งที่รักอย่างการร่ายรำ

            “ทำเป็นพาร์ทไทม์เหรอ”

            “ใช่ค่ะ หาเงินช่วยพ่อแม่อีกแรงน่ะค่ะ”

เธอไม่ได้อธิบายเรื่องครอบครัวมากกว่านั้น ดวงตากลมชะเง้อมองทางประตูหลายครั้งอยากขอตัวไปทำงาน แต่เหมือนว่าเขายังอยากคุยกับเธอมากกว่านี้อีกสักหน่อย มองข้ามภาษากายเล็กน้อยที่หญิงสาวแสดงให้เห็นว่ากำลังร้อนใจ

            “รำสวยดี เรียนหรือเปล่า” ท่วงท่ารำแสนงดงามยังคงตราตรึงในใจ

            เหมือนว่าเธอเดินหลุดออกมาจากภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น เป็นความรู้สึกเกินบรรยายที่เขาก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไรเหมือนกัน

            “เรียนพิเศษน่ะค่ะ ตอนเด็กชอบรำเลยเรียนเพิ่มเอง...คุณชอบดูรำเหรอคะ” ถามกลับบ้างซึ่งคนที่ไม่ค่อยชอบดูการแสดงร่ายรำเท่าไหร่เลือกจะตอบแบบรักษาน้ำใจ ซึ่งต่างจากปกติเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เขามักตอบตามตรง

            แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอนิสัยกลับเปลี่ยนไปเป็นอ่อนโยนมากขึ้น...

            “น่าจะ...” เธอได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับ แล้วตัดสินใจเอ่ยขอตัวอย่างรวดเร็ว

            “วันนี้ถ้าว่างไปดูได้นะคะ...หนูสายแล้วไปก่อนนะคะ” ร่างแบบบางวิ่งไปทางด้านหลังของห้องจัดเลี้ยงเพื่อเตรียมตัวแสดงโชว์ เขาสบโอกาสแอบแฝงตัวเข้าไปรับชมการร่ายรำของนางบุษบาอีกครั้ง รอยยิ้มประดับริมฝีปากอยู่เสมอก่อนจะต้องรีบออกมาเพื่อทำงานที่คั่งค้าง

            เอกสารทุกอย่างถูกเซ็นเรียบร้อยก่อนแฟ้มตรงหน้าจะถูกเลขานุการหยิบไปถือ กำลังจะเดินออกจาห้องกลับถูกเจ้านายรั้งเอาไว้เสียก่อน

            “คุณเจตน์ ผมอยากได้ประวัติ...” กำลังจะให้คนตรงหน้าไปสืบเรื่องของหล่อน แต่พอลองคิดดูอีกทีเขาต้องการรู้จักเธอด้วยตัวเองมากกว่า

            “ประวัติ...” เจตน์ลากเสียงยาวเพื่อรอฟังประโยคเต็ม เพราะดูเหมือนคนตรงหน้าจะยังพูดไม่จบ

            “ไม่มีอะไรครับ”

            เลือกบอกปัดก่อนหยิบเสื้อสูทมาถือเอาไว้ เดินออกจากห้องทำงานไปขึ้นรถยนต์ที่คนรถขับมาจอดหน้าโรงแรมเพื่อรอเจ้านาย ร่างสูงเดินไปนั่งข้างหลังพร้อมเอนกายพิงเบาะ เหม่อมองออกนอกกระจกดูการสัญจรที่เริ่มโล่งเพราะผ่านช่วงเวลาเลิกงานไปพักใหญ่แล้ว ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีทึบพร้อมกับแสงไฟรอบถนนที่เปิดสว่าง

            ก่อนสายตาของเขาจะมองเห็นใครบางคนที่ยืนอยู่ริมฟุตบาทเหมือนกำลังรอรถ ไม่รอช้ารีบบอกคนรถของตัวเองทันที

            “จอดรถหน่อยครับ” ไม่พลาดโอกาสที่จะได้คุยกับหญิงสาว

รีบเดินเข้าไปหาเธอโดยเร็วก่อนที่อีกฝ่ายจะหันมาเห็นพร้อมกับเอ่ยทักเหมือนตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอชายหนุ่มบ่อยขนาดนี้

            “คุณยังไม่กลับบ้านเหรอคะ”

            “รอรถน่ะ...” เดินมาหยุดยืนข้างเธอ แต่แล้วร่างบางกลับทำในสิ่งที่เขาไม่อยากเชื่อคือขึ้นขวบมอเตอร์ไซค์ตรงหน้าที่ชายหนุ่มเพิ่งสังเกตเห็น รถออกจะคันใหญ่ทำไมเขาถึงไม่เห็นในตอนแรก

            “ให้หนูไปส่งไหม ซ้อนท้ายได้นะแต่มีหมวกอันเดียว” เขามองหล่อนที่มีน้ำใจแต่ตนก็ต้องเลือกปฏิเสธด้วยความเสียดาย

            “ไม่เป็นไร คุณกลับเถอะ...” พูดยังไม่ทันจบเธอก็หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า

ก่อนที่เขาจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนให้ดอกกุหลาบสีขาวมาก่อน ส่วนใหญ่ได้แต่สีแดงอย่างเดียว

            เธอ...คิดเหมือนกันหรือเปล่า

            “ให้คุณค่ะ”

ยื่นดอกกุหลาบสีขาวไปตรงหน้าเขาพร้อมกับยิ้มหวานให้ชายหนุ่มเพื่อเป็นการผูกมิตร เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งอึ้งมากกว่าเดิม

            รอยยิ้มสดใสของเธอ...กำลังทำหัวใจเขาเต้นแรง

            “ครับ?”

ถึงกับอุทานในลำคอด้วยความสงสัยแต่ก็ยอมรับดอกไม้จากหญิงสาว

            “ฉันชื่ออัญชิสานะคะ”

แนะนำตัวเพราะคุยกันมาสักพักยังไม่รู้จักชายหนุ่ม เธอจึงเลือกจะบอกชื่อตัวเองก่อนรู้ว่าอย่างไรคนตรงหน้าก็ต้องบอกชื่อตัวเองกลับ

            “หนึ่งครับ”

            “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะพี่หนึ่ง” เธอยิ้มให้เขาพร้อมโบกมือลากก่อนขับมอเตอร์ไซค์ออกจากตรงนั้น

            เหลือเพียงชายคนหนึ่งที่มองตามหล่อนไปจนลับตาแล้วถือกุหลาบขาวเอาไว้ในมือ...

            พร้อมรอยยิ้มหายากที่ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ไหว...

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ประกาศิตซาตาน   ๒๑ ซาตานกลับใจ (๔)

    ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั

  • ประกาศิตซาตาน   ๒๑ ซาตานกลับใจ (๓)

    เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า

  • ประกาศิตซาตาน   ๒๑ ซาตานกลับใจ (๒)

    “อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่

  • ประกาศิตซาตาน   ๒๑ ซาตานกลับใจ (๑)

    ๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว

  • ประกาศิตซาตาน   ๒๐ ไม่ยอมเสียเธอ (๔)

    ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม

  • ประกาศิตซาตาน   ๒๐ ไม่ยอมเสียเธอ (๓)

    หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล

  • ประกาศิตซาตาน   ๑๓ ไม่เคยเป็นที่หนึ่ง (๔)

    เขาทราบดีว่าไม่อาจปิดบังเรื่องของรวิกานต์ได้ แต่ก็ยังไม่พร้อมจะบอกใครแล้วดูเหมือนคนที่บ้านจะไม่ทราบเลยสักคนว่าตอนนี้ตนเป็นพ่อคนแล้ว ร่างสูงใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เขาไม่ได้กลับไปหาเธอที่บ้านหลังนั้น เลือกจะทำงานตามหน้าที่ของตัวเองแล้วกลับบ้านตรงเวลาทุกวันเพื่อชิมอาหารที่น้องสาวทำ

  • ประกาศิตซาตาน   ๑๓ ไม่เคยเป็นที่หนึ่ง (๓)

    ความตั้งใจของลูกสร้างรอยยิ้มแก่พ่อแม่ อาหารมื้อนั้นเต็มไปด้วยความสุข เป็นมื้อแรกที่ไร้ซึ่งการทะเลาะเบาะแว้ง เธอลอบมองเขาบ่อยครั้ง ขณะเดียวกันชายหนุ่มก็เหลือบมองอัญชิสาเช่นเดียวกัน อบอุ่นหัวใจอย่างน่าประหลาดจนไม่อยากให้อาหารมื้อนี้จบลง... แต่เมื่อมีความสุขแล้ววันจากลาก็ต้องมา

  • ประกาศิตซาตาน   ๑๓ ไม่เคยเป็นที่หนึ่ง (๒)

    “พูดคำอื่นบ้างจะตายหรือไง” กำข้อมือเล็กแน่นกว่าเดิม เขาโมโหที่เธอทำเมินเฉยแล้วมองผ่านตนเหมือนเป็นอากาศ เขาเป็นผีหรือไง! “ฉันอยากไปค่ะ” ตอบเสียงดังฟังชัดต่างจากความจริง ซึ่งเขาก็พอจะมองออกเพียงแต่ไม่อยากจะหาเรื่องหล่อนมากกว่านี้ จำต้องปล่อยร่างบางเป็นอิสระ ผลักเธอออกห่างจนเซถ

  • ประกาศิตซาตาน   ๑๒ ผู้โดนกระทำตลอดไป (๔)

    “เฮ้ย ลากกูไปไหนวะ มึงจะพากูไปไหน ปล่อยสิ ปล่อยนะเว้ย!” คนก่อกวนถูกลากออกไปข้างนอก โดยที่ร่างสูงเดินไปหาคนสนิทของตัวเองก่อนจะสั่งเสียงเข้ม เพราะตนอารมณ์ร้อนเกินกว่าจะอยู่สังสรรค์ต่อได้ “คุณเจตน์ฝากรับรองต่อด้วย ผมมีธุระต้องไปจัดการ” พูดจบก็เดินกลับไปยังรถส่วนตัวแล้วสั่งคนขับ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status