LOGIN๑๐
ถือกำเนิดซาตาน
ผ่านมากว่าสิบเอ็ดปีที่ไม่เคยพบหน้าเขาสักครั้ง ติดตามข่าวของชายหนุ่มผ่านทางหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์เท่านั้น แววตากลมโตสั่นไหวหัวใจเต้นรัวกับการพบที่ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ หล่อนไม่ทราบว่าเหตุใดเขาจึงได้มาประกันตัวเธอได้ ใครเป็นคนไปบอกเขาถึงเรื่องนี้
นึกอับอายกับสภาพของตัวเอง ก้มหน้ามองกายแต่งกายที่เป็นเพียงเสื้อยืดกางเกงขาสามส่วน ใบหน้าไม่แต่งแต้มสิ่งใดทั้งผมก็มัดลวกๆ เธอไม่คิดว่าตัวเองจะถูกจับมายังโรงพักเพราะอดีตนายจ้างแจ้งความว่าขโมยเครื่องเพชรราคาสิบล้าน ของกลางยังพบในห้องของหล่อนอีกต่างหาก ไม่อาจปฏิเสธได้แล้วถ้าให้ต่อสู้หล่อนก็คงไม่ชนะ
พยายามคิดหาทางเอาตัวรอดแต่ก็มืดแปดด้านเพราะเธอไม่รู้จักใครเลยสักคน
หนีออกจากบ้านด้วยทุนติดตัวน้อยนิด นำของมีค่าไปแลกเงินแล้วสมัครทำงานด้านการเงินที่บริษัทการเงิน ก่อนลาออกเพราะมีปัญหาเรื่องผู้ชายในที่ทำงานมาติดพันแต่เขามีภรรยาแล้ว เรื่องของหล่อนถูกใส่สีตีไข่ไปทั่วที่ทำงานจนตัดสินใจออกมาเป็นครูสอนรำที่สถาบันสอนพิเศษ
ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี เงินดีและสวัสดิการก็น่าพึงพอใจ แต่แล้วทุกอย่างก็วนกลับไปเป็นเหมือนเดิม มีเสี่ยมาติดพันแล้วภรรยาของอีกฝ่ายเกิดหึงหวงจนใส่ความหล่อน เกือบต้องเข้ากรงขังแล้วถ้าไม่ได้คนตรงหน้าช่วยไว้
แต่ทำไมการเจอกันในรอบสิบเอ็ดปี...หล่อนถึงได้น่าสมเพชขนาดนี้
“แม่ครับบบบบ” ยังไม่ทันได้พูดอะไรกับเขา ลูกชายก็ร้องเรียกมาแต่ไกลพร้อมวิ่งเข้ามากอดแม่เอาไว้ เธอเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มกว้างแล้วย่อกายมากอดเด็กชายเช่นเดียวกัน น้ำตาคลอเบ้าจวนจะไหลไม่คิดว่าจะได้ออกมากอดลูกอีกครั้ง
“รวิ!” สองแม่ลูกกอดกันแน่นเพราะทั้งชีวิตหล่อนเหลือเพียงแค่รวิกานต์แค่คนเดียว
พระอาทิตย์ที่สว่างไสวในชีวิตของเธอ เป็นความสดใสและเหตุผลเดียวที่ทำให้อัญชิสายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ
ทั้งที่ความจริงหล่อนคิดจะลาโลกไปแล้วด้วยซ้ำ
“ผมไปตามพ่อมาช่วยแม่” ลูกชายผละออกแล้วเดินมายืนข้างพ่อ ก่อนไขความกระจ่างให้หล่อนด้วยใบหน้าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ต่างจากร่างบางซึ่งเผยอปากค้างไม่คิดว่าเด็กน้อยวัยสิบขวบจะเก่งกล้าขนาดนี้
สำคัญกว่านั้นคือลูกรู้ได้อย่างไรว่าธนนท์ปภพเป็นพ่อ!
หล่อนถึงกับพูดไม่ออก พยายามเปล่งเสียงถามออกไปโดยที่ดวงตาคมมองหล่อนด้วยความหงุดหงิด หลังทราบเรื่องทั้งหมดจากคุณอาที่เป็นผู้กำกับการประจำสถานีตำรวจก็ยิ่งมองหล่อนด้วยแววตาดูแคลนมากกว่าเดิม
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี...หล่อนก็ยังใช้หน้าตาหากินกับชายผู้ร่ำรวยเหมือนเดิม
“ไป ไปได้ยังไง แล้วทำไมถึงรู้...” คำถามวิ่งวนเต็มหัวแต่ไม่ทันได้คำตอบก็ถูกเขาขัดขึ้นมาเสียก่อน ดวงตาคมจ้องหล่อนนิ่งรับรู้ถึงรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขา เผลอเม้มปากแน่นทราบดีว่าเขาก็คงไม่ได้เต็มใจจะช่วยเธอหรอก
“จะคุยกันหน้าโรงพักอีกนานไหม รีบออกจากที่นี่แล้วไปเก็บของสักที” ถอนหายใจเสียงดังให้รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังหงุดหงิด แล้วดูเหมือนว่าหญิงสาวจะทราบเป็นอย่างดี เธอจึงพยายามสงบปากสงบคำแล้วเดินตามแรงจูงของลูกชายที่ดูเหมือนจะชอบคนเป็นบิดามากทีเดียว
“ไปกันครับแม่ รถพ่อกว้างมากแล้วก็เย็นสบายด้วยนะ ไปกันเถอะครับ” ยอมเดินตามแรงดึงกระทั่งมาถึงรถยนต์ของเขาที่อีกฝ่ายใช้มาหลายปี ยี่ห้อเดิมเพียงแค่เปลี่ยนรุ่นให้ทันสมัยมากขึ้น หล่อนชะงักไม่ยอมขึ้นบนรถ เลือกจะคุยกับเขาเรื่องที่อีกฝ่ายให้ความช่วยเหลือตน
แม้ไม่ทราบว่าบุตรชายรู้เรื่องเขาได้อย่างไร แต่ก็ต้องของคุณที่ธนนท์ปภพทำให้หล่อนออกมาจากกรงขังได้
“ขอบคุณที่ช่วยประกันตัวนะคะ ฉันจะพยายามหาเงินมาคืนคุณครบทุกบาททุกสตางค์ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย...” ไม่คิดจะให้เขาช่วยโดยที่ตัวเองไม่ตอบแทน จึงคิดจะคืนเงินแต่คาดว่าเป็นจำนวนไม่น้อยจึงอยากผ่อนจ่าย
ช่วงนี้หล่อนมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ งานที่ทำก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำต่อหรือเปล่า เมื่อภรรยาของเสี่ยที่มาติดพันหล่อนพยายามรังแกกันทุกทาง คิดแล้วก็นึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง
ไม่รู้ทำไมถึงมีกรรมกับเรื่องผู้ชายนัก...
“ถึงใช้เวลาทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาคืนครบหรอก ช่างมันเถอะฉันถือว่าทำบุญทำทาน รีบขึ้นรถแล้วบอกที่อยู่ของเธอมาสักที” หันมาตอบอย่างไม่คิดจะรักษาน้ำใจคนฟัง เธอถึงกับสะอึกก่อนจะวางมือบนไหล่ลูกชาย ไม่อยากให้เด็กน้อยได้ยินคำพูดพวกนั้นแต่เหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว
“ไม่รบกวน...” ไม่ต้องการขึ้นรถเขา อยากจะบอกลากันตรงนี้แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอม เขาบังคับทางสายตาและน้ำเสียงคุกคามอย่างเห็นได้ชัด จนหล่อนไม่อาจปฏิเสธได้
“อย่าให้ฉันต้องหงุดหงิดมากกว่านี้ รีบบอก” คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน เธอเห็นอย่างนั้นจึงต้องรีบบอกเพื่อตัดปัญหา ไม่อยากทะเลาะกับชายหนุ่มต่อหน้าบุตรชายที่เริ่มมองผู้ใหญ่สลับกันด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เจอเขา สภาพตอนนี้ก็ไม่มีความสวยเหมือนครั้งอดีต แม้หน้าตาจะไม่ได้เปลี่ยนไปมากแต่สถานะทางการเงินต่างกันราวฟ้ากับเหว
ไม่มีสิ่งใดจะเชิดหน้าชูตาได้เลยยามกลับมาพบกันอีกครั้ง ชีวิตที่ผ่านมาของเธอช่างน่าสมเพชสิ้นดี
“อยู่ที่...” บอกที่อยู่ของตัวเองแล้วเข้ามานั่งเบาะหลังข้างเขา โดยมีลูกชายนั่งคั่นกลางเอาไว้
คนรถทราบที่อยู่ของหล่อนก็ขับไปตามทางอย่างแม่นยำไม่ต้องใช้แอพนำทางด้วยซ้ำ บนรถไม่ได้เงียบเหงาเพราะลูกชายชวนคุยสร้างบรรยากาศสนุกสนาน หันไปถามพ่อและชี้ชวนดูสิ่งรอบข้างบ้าง โดยที่ไม่ยอมปล่อยแขนแม่ให้เป็นอิสระด้วยซ้ำ
ตอนแรกนึกว่าจะหมดหวังแล้ว แต่พ่อก็สามารถช่วยแม่ออกจากห้องขังได้ ความรู้สึกที่มีต่อพ่อจึงเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ก่อนรถคันหรูจะแล่นมาจอดหน้าทางเข้าซอยเล็ก ต้องเดินเข้าไปข้างในก่อนพบกับอาคารสี่ชั้นเป็นห้องพักที่ไม่มีความปลอดภัยเลยสักนิด
เขาขมวดคิ้วตั้งแต่ทางเดินที่เปิดตลอดเวลาแถมยังไม่มีคนเฝ้าดูแล รอบข้างเสียงดังแล้วมีเด็กเล็กวิ่งผ่านไปมา เสียงดังโวยวายของกลุ่มผู้ชายที่ตั้งวงเหล้าแต่หัววัน เขาหงุดหงิดตั้งแต่ลงจากรถจนเข้ามาในห้องขนาดเล็กของหล่อนที่เท่ากับห้องน้ำบ้านเขา
“ห้องหรือรูหนู เล็กขนาดนี้อยู่กันได้ยังไง” หลุดพูดความคิดของตัวเองออกไป ก่อนตัดความรำคาญไม่อยากฟังเธอตัดพ้อจึงสั่งเสียงเฉียบ
“เก็บของเท่าที่จำเป็นออกมา ส่วนของที่เหลือฉันจะให้แม่บ้านเก็บแล้วส่งตามไปให้ทีหลัง” พูดจบก็เตรียมเดินออกจากห้อง ไม่คิดจะอยู่นานกว่านี้ถึงแม้ว่าในห้องสี่เหลี่ยมจะไม่ได้สกปรก ทุกอย่างวางไว้เป็นระเบียบและสะอาดกว่าที่คิด แต่จากสภาพภายนอกไม่รู้สองแม่ลูกอยู่กันได้อย่างไร
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







