เข้าสู่ระบบลูกแก้วสองลูกหมุนวนไปมาอยู่ในมือขณะที่สายตาทอดมองนาฬิกาทรายอย่างใจเย็น ชายหนุ่มปรายตามองสาวรับใช้แล้วสะบัดหน้าไปทางประตูเป็นสัญญาณว่าให้พวกหล่อนออกไป แต่ก่อนที่จะออกพวกเธอเดินเข้ามาเตรียมจะเก็บถาดอาหารของที่เซรัสทานไปได้เพียงครึ่งทว่าเขากลับยกมือห้ามแล้วสะบัดมือบอกให้พวกเธอออกไปอีกครั้ง เมื่อประตูห้องปิดลงแล้วก็วางลูกแก้วคู่นั้นลงบนโต๊ะแล้วหันกลับไปลงกลอนปิดประตูให้สนิท แล้วรีบวิ่งไปหยิบห่อผ้ามาคลุมอาหารแห้ง ๆ เอาไว้ เขาตักแต่ละสิ่งเพียงเล็กน้อยไม่ให้เสียหน้าตาเดิมแล้วซ้อนมันอีกชั้นด้วยผ้าตาถี่ที่มักใช้ห่ออาหารหนีออกหลังวังตอนที่เล่นกับไคเอล
เขาปีนออกทางด้านหลังซึ่งเชื่อมกับทางเดินมืดอย่างที่เคย ไม่นานนักเท้าก็สัมผัสพื้นดินจึงรีบวิ่งไปทางเดิมไม่ลืมระวังอาหารให้อยู่ในสภาพดีเช่นเดิม ชุดที่ใส่ออกมาถูกกิ่งไม้ฟาดจนเป็นรอยดินรอยยางอีกครั้ง ระหว่างที่เปลี่ยนความเร็วเป็นและปรับจังหวะจากวิ่งเป็นเดินเขาก็มองรอยพวกนั้นพลางคิดในใจว่าคงจะต้องทิ้งเสื้อตัวนี้อีกแล้ว แต่อย่างไรเสียใครจะมาสนใจว่าเสื้อผ้าของเขามีครบหรือไม่ หากเขาไม่โวยวายขึ้นมาใครจะกล้าสงสัย เป็นเรื่องปกติที่เซรัสจะมาหยุดที่หน้าบ้านไม้พร้อมกับสภาพที่ดูไม่จืดแต่ต่างจากครั้งก่อนนิดหน่อยตรงที่เขาเหงื่อท่วมตัวเหมือนกับวิ่งหนีอะไรมา ก่อนจะขึ้นบ้านเขาจัดเสื้อผ้ามอมแมมให้เข้าที่อีกครั้งแล้วเดินขึ้นไปตามแสงตะเกียงที่ถูกจุดเหมือนทุกครั้ง ไคเอลคงจะสละเวลาออกมาจัดการเรื่องพวกนี้ให้ ส่วนเทร่าถ้าบอกว่าหายไปสามวันเขาก็จะไม่เห็นเงาเธอไปสามวัน เซรัสวางห่ออาหารลงบนโต๊ะแล้วเดินรอบบ้านตามหาหญิงสาวไร้ชื่อเรียกคนนั้น ก่อนจะออกไปเขารอเธออยู่นานสองนานก่อนดวงตาสวยจะถูกน้ำตาเคลือบไว้แล้วพูดกับเขาเสียงสั่นว่า “ฉันจำไม่ได้” แค่นั้นเซรัสก็ไม่ได้คาดคั้น ทุกอย่างล้วนมีเหตุของมันเสมอ ตอนนี้แค่เรียกเธอให้ออกมากินอะไรสักหน่อยแล้วค่อยคุยเรื่องอาการป่วย “เธอ...ฉันกลับมาแล้วนะ มากินอะไรก่อนไหม?” ไม่มีร่องรอยของเธออยู่ในห้องอาหาร เขาจึงรีบสาวเท้าลงไปยังห้องหนังสือ เมื่อจับบานประตูหัวใจก็เต้นระส่ำไม่อยากนึกภาพว่าจะเจอเธอหรือไม่ ปึง! “ฟู่ว...” แต่แล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าเธอนอนหลับอยู่ตรงโซฟาตัวเดิม ที่มือมีรอยเขม่าดำเป็นปื้นหากเดาไม่ผิดคนที่จุดตะเกียงพวกนี้คงจะเป็นเธอ “เธอ...” เซรัสส่งเสียงเรียกพร้อมกับเดินเข้าไปแต่ก็ต้องสะดุดเมื่อเห็นตัวอักษรเรียงกันบนแผ่นกระดาษอ่านได้ว่า “เฟย์ลิน” เซรัสอ่านออกเสียงเหมือนปลุกให้เธอขยับลืมตา หญิงสาวลุกขึ้นมายกมือขยี้ตาแต่ก็ถูกเซรัสดึงเอาไว้ “มือเธอเปื้อน” ร่างบางพยักหน้าหงึก ๆ แล้วสะบัดหน้าเพื่อให้ตัวเองตื่นแทนที่จะทำแบบเมื่อครู่ “ฉันเอาอาหารมาให้ เธอไปกินก่อนเถอะ” เซรัสลุกขึ้นจะเดินนำแต่กลับถูกคว้าข้อมือเอาไว้ “เฟย์ลิน” เธอขยับพูดเสียงค่อยจนเซรัสต้องเอียงหัวกลับลงมาฟัง “เฟย์ลิน ชื่อฉัน...” เซรัสหันมามองหน้าโดยไม่เพิ่มระยะห่างระหว่างเขาและเธอ “อือ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้ง ฉันชื่อเซรัส” หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างแล้วขยับออกมาเพราะลมหายใจเริ่มติดขัด พยักหน้าหงึก ๆ แล้วเสมองไปทางอื่น “ฉันนึกอยู่นานมาก ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน แต่สุดท้ายก็จำได้แค่ว่าฉันชื่อเฟย์ลิน” แม้ไม่หันมาแต่เขาเห็นความเศร้าในแววตาของหล่อน “ต่อให้จำอะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่ลืมวิธีกินอาหารถูกไหม?” “อื้อ?” เซรัสยิ้มให้แล้วยื่นมือไปตรงหน้าเธอ “มาสิ ไปหาอะไรกินก่อน แล้วค่อยมาคิดก็ได้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน ฉันมีเวลาให้เธอคิดอีกเยอะเลยล่ะ” หญิงสาวหันกลับมามอง มือนั้นที่ยื่นมาเรียกเหงื่อชื้นบนมือเธอทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสด้วยซ้ำ เธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินผ่านมือนั้นไปหยุดที่ประตู ผายมือเล็ก ๆ เชิงว่าให้เซรัสนำขึ้นไป อีกคนเก็บมือกลับมาแล้วปัดมันกับกางเกงท่าทีดูเก้กังแต่ไม่ได้ออกอาการไม่พอใจที่ถูกหญิงสาวปฏิเสธ คนทั้งสองนั่งห่างกันคนละฝั่งของโต๊ะ อาหารที่เซรัสห่อมาเรียงอยู่ตรงหน้าเฟย์ลิน เธอตักสิ่งที่ใกล้ที่สุดใส่ปากตามด้วยเสียงของเซรัส “ฉันตักมันอย่างละคำ คนที่เอามาให้จะได้ไม่สงสัย เธอไม่รังเกียจกันใช่ไหม” เฟย์ลินส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อว่า “แค่มีอาหารให้กิน ให้ยารักษา มันนับเป็นบุญคุณมากกว่าจะมาถือสาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นะ” เมื่ออาหารถึงท้องเธอก็พูดเสียงแจ้ว เซรัสมองทุกการกระทำของหญิงสาวแม้จะนอนมาหลายวันหรือดูอ่อนล้ามากแค่ไหนแต่เธอไม่ได้พยายามจะยัดทุกอย่างเข้าปากแล้วรีบกินเข้าไปเหมือนคนที่อดมานาน เฟย์ลินตักทีละอย่างกินทีละคำและเคี้ยวอย่างใจเย็นจนเขาสบายใจว่าเธอจะไม่สำลักอาหาร แล้วจึงลุกขึ้นเทน้ำใส่แก้ววางมันลงข้าง ๆ เธออย่างเงียบ ๆ ก่อนจะกลับไปนั่งประจำที่เดิม ท่าทางของเธอดูสงบเสงี่ยมและครอบครัวคงสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ดูดีเสียยิ่งกว่าเจ้าหญิงจากหลายเมืองด้วยซ้ำ “ท่านกินมาหรือยัง? ที่บอกว่ากินอย่างละคำน่าจะไม่อิ่มใช่ไหม?” เซรัสส่ายหน้า แล้วสลับจานที่เป็นซุปอุ่นร้อน ๆ ให้เธอ “ค่อย ๆ กินนะ” หญิงสาวพยักหน้าลืมคำถามของตนเมื่อครู่ ซึ่งเป็นความต้องการของเซรัส จะให้ตอบอย่างไรเพราะการกินอย่างละคำของเขามันคือการกินจากอาหารหลายสิบอย่างที่บางทีอาจจะอิ่มตั้งแต่ยังชิมไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ “มีไข้หรือเปล่า หรือปวดเนื้อปวดตัวไหม อาการตอนนี้เป็นอย่างไร อยากได้ยาอะไรเพิ่มหรือเปล่า” หญิงสาวกลืนน้ำซุปแล้วค่อยหันมาตอบ “ไม่เลย ฉันแค่ปวดหัวคงเป็นเพราะพยายามจะนึกเรื่องของตัวเอง” “ถ้าไม่ไหวก็ยังไม่ต้องพยายาม” “ถ้าฉันนึกไม่ออก ฉันจะกลับบ้านอย่างไง แค่ชื่อกว่าจะนึกออกได้ก็เกือบจะข้ามวัน แล้วไหนจะบ้าน ทางกลับบ้านอีกคงนึกอีกนาน ถ้าไม่รีบนึกตอนนี้คงจะ...” “ก็ไม่เป็นไรเลย” เซรัสรีบจบคำพูดทุกอย่างของเฟย์ลิน “นึกไม่ได้ก็ยังไม่เป็นไร นึกไม่ออกตอนนี้เค้นไปเธอเองจะป่วยไปอีกรอบ” “แต่ฉันเกรงใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันมานอนบ้านท่านกี่คืนแล้ว” “แค่คืนเดียว แต่ถ้าคืนนี้อีกคืนฉันก็ไม่ถือหรอกนะ” มือที่จับช้อนอยู่หมดแรงกะทันหันปล่อยมันกระทบจานเกิดเสียงกริ๊งหนึ่งครั้งแล้วรีบหันไปหยิบผ้ามาเช็ดคราบอาหารที่เปื้อนพร้อมกับช้อนเมื่อครู่ “ฉันหมายความตามที่พูด เธออยู่ที่นี่ได้จนกว่าจะหายดี ทั้งร่างกายและความทรงจำ” “แต่ฉันเป็นใครก็ไม่รู้ เป็นคนดีหรือคนร้าย จะทำร้ายท่านหรือเปล่า ท่านไว้ใจฉันได้อย่างไร” เซรัสเพียงส่งยิ้มกับอาการร้อนรนของหญิงสาว เพิ่งเคยเจอเหมือนกันคนบาดเจ็บที่บอกว่าตัวเองอาจจะเป็นคนไม่ดี “แล้วถ้าเธอเป็นคนไม่ดี เธอจะไปนอนที่ไหน” “ก็...คงสักที่ในป่าจนกว่าจะนึกอะไรได้” เซรัสส่ายหน้ารอยยิ้มนั้นแสนเอ็นดูกับท่าทางที่เรียกว่าไร้เดียงสา “แต่ฉันไม่ใช่คนไม่ดีขนาดที่จะปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ออกไปใช้ชีวิตในป่าคนเดียวหรอกนะ ยิ่งผู้หญิงที่บาดเจ็บแล้วจำอะไรไม่ได้ ต่อให้เธอจำอดีตของตัวเองได้ว่าเป็นนักฆ่าหรือเป็นโจรสาวจากไหน แต่ฉันก็ปล่อยให้เธอไปเสี่ยงคนเดียวในป่าไม่ได้หรอก บ้านของฉัน ให้เธออยู่ได้จนกว่าเธอจะพร้อม ในทุกด้าน...”เซรัสเป็นคนแรกที่หันหลังให้ทุกคนเขาเดินออกไปสองสามก้าว ก่อนจะหยุดเหมือนคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดโดยไม่หันกลับมา“ไปคุยกันที่บ้าน” เสียงนั้นสั่งโดยไม่ระบุผู้รับแต่ส่งผลให้คนทั้งสองเดินตามมาโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร คนทั้งสามก้าวไปเรื่อย ๆ โดยไม่มองหาหมุดหรือจุดนำทางใดเพียงแต่ก้าวไปตามสัญชาตญาณและสติที่ค่อย ๆ กลับมาระหว่างที่เดิน แม้เสียงฝีเท้าจะขาดไปบ้าง ทิ้งระยะไกล-ใกล้ออกไปแล้วแต่ว่าใครจะเดินตามทันหรือไม่ทันแต่เซรัสยังคงปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งกับคำถามโดยไม่เหลียวหลังมามอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีบ้านไม้กลางป่าปรากฏขึ้นตรงหน้า มันยืนอยู่อย่างเดียวดาย และโอบล้อมด้วยความรู้สึกอ้างว้างทว่าเป็นที่ที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปาก ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เหมือนที่พักใจประตูถูกเปิดออก กลิ่นไม้เก่าและสมุนไพรจาง ๆ ต้อนรับพวกเขาเหมือนกับว่าห่างหายกันไปนานทั้งที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นความเงียบภายในบ้านไม่ใช่ความว่างเปล่าแต่เป็นความคุ้นเคย แต่ต่างจากเดิมเล็กน้อยตรงที่เมื่อเซรัสเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารเขาก็นั่งลงข้าง ๆ ตรงที่มีตะกร้าขนมปังและแยมผลไม้ตรงหน้า ไคเอลยังยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปน
เซรัสกลับมาถึงวังในสภาพที่ฝีเท้าหนักแน่นกว่าตอนจากมา ความวูบโหวงที่เหลือค้างจากคืนฝนดาวตกยังไม่หายไป แต่คราวนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาลังเล หากเป็นแรงผลักให้เขาต้องพิสูจน์บางอย่างให้ชัดเจนเสียทีว่ากำแพงเวทย์นั้นไม่ใช่ของเทร่าเขานั่งรอไคเอลอยู่ในห้องเงียบ ๆ ใกล้ปีกตะวันตก ตะเกียงถูกจุดไว้เพียงดวงเดียว แสงสลัวสะท้อนวัตถุชิ้นเล็กบนฝ่ามือของเขา เครื่องประดับผมรูปผีเสื้อ แต่งแต้มด้วยเพชรใสบริสุทธิ์ ลวดลายประณีตเกินกว่าจะเป็นของชาวบ้านทั่วไปเซรัสหมุนมันช้า ๆ ปล่อยให้แสงตะเกียงสะท้อนแตกเป็นประกายบนเหลี่ยมเพชร ความทรงจำในคืนนั้นย้อนกลับมา ภาพมันนอนอยู่หน้าบ้านไม้ ราวกับหล่นมาพร้อมกับคำขอพร เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเก็บมันไว้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นของใคร แต่ทุกครั้งที่มอง หัวใจกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด เมื่อเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เขากำมือแน่น ก่อนจะคลายออก แล้วเก็บเครื่องประดับนั้นไว้ในอกเสื้อ ใกล้หัวใจที่สุด ราวกับไม่อยากให้ไคเอลเห็นมันในตอนนี้“เจ้าเรียกข้ามา?” ไคเอลพูด เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง “อืม” เซรัสพยักหน้า “คืนนี้…ข้าจะเข้าไป” ไม่มีคำถามว่า ไปไหนแต่ไคเอลรู้ดี เขานั่งลงตรงข้าม ความเงียบปกค
ตลอดทางกลับไม่มีบทสนทนาใดระหว่างคนทั้งคู่ เขาเลือกที่จะเดินผ่านบ้านพักกลางป่าต่อไปอีกหลายอึดใจจนถึงรั้วของวัง เสียงที่ตามมาด้านหลังก็หยุดลง เซรัสหันไปมองไคเอลที่ยังคงเงียบมาตลอดทาง ต่างคนต่างใช้ความเงียบกดดันให้แต่ละคนออกปากพูดก่อน แต่เป็นไคเอลเองที่ทนไม่ไหว เขาเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาในจังหวะที่เซรัสจะหันหลังกลับไป“อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นนาง...ได้ไหม?”คำขอที่หลุดออกมาฟังดูเบากว่าความเงียบที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัว เซรัสชะงักค้าง เท้าข้างหนึ่งก้าวพ้นแนวรั้วไปแล้วแต่กลับหยุดลง เขาไม่หันกลับมา ไม่ปฏิเสธ และไม่รับปาก ความนิ่งเฉยนั้นทำให้ไคเอลรู้คำตอบครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องได้ยินคำใด ลมยามค่ำพัดผ่านแนวกำแพงหิน เสียงใบไม้เสียดสีกันกลบลมหายใจของคนทั้งคู่ เซรัสค่อย ๆ ดึงเท้ากลับมา ยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างที่หนักเกินจะพูดออกมาเป็นถ้อยคำ“ข้าไม่ได้อยากคิดแบบนั้น” เขาเอ่ยในที่สุด เสียงต่ำและเรียบ “แต่ข้าก็ไม่อาจทำเป็นไม่คิด” ไคเอลเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมทอดมองแผ่นหลังตรงหน้าที่ดูห่างไกลขึ้นทุกที แม้จะยืนอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง“ถ้าอย่างนั้น…ขอเวลาให้มันพิสูจน์ตัวเอง” เซรัสไม่ตอบ
เซรัสถอนหายใจไม่รู้กี่รอบกี่หนตั้งแต่เข้ามานั่งฟังประชุมในห้องโถงใหญ่พร้อมกับผ้าพันแผลที่พันเอาไว้อย่างเปิดเผยพร้อมกับแถลงที่มาของแผลนี้แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวผู้กระทำ ทำให้ลูกพี่ลูกน้องออกอาการนั่งไม่ติดแต่ก็ไม่อาจแสดงตัวหรืออธิบายอะไรได้ทำเพราะสิ่งที่จะตามมาคือการครอบครองยาพิษ ทว่าเขาก็ต้องถือเดิมพันอีกข้อหนึ่งเอาไว้คือที่มาของยารักษาและการมีอยู่ของเทร่าที่ถูกเก็บเป็นความลับ“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายได้ ขอให้ทุกอย่างพร้อมโดยเร็วที่สุด” เมื่อสิ้นเสียงสั่งผู้กล่าวก็เดินลงจากที่นั่งตามด้วยเซรัสที่ครั้งนี้ไม่แสดงอาการว่ามีเรื่องคาใจใด ๆ พอพวกเขาหันหลังแน่นอนว่าต้องมีการเปิดวงถกเถียงกันของข้าราชการทั้งสองฟาก ส่วนคนที่ถูกดึงเอาไว้ก็เป็นญาติจากเมืองชายขอบที่ขุนนางฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นพวกตระกูลใหม่และสามารถมาต่อรองอำนาจกับราชวงศ์แบบเขาได้ ซึ่งเซรัสเคยชินเสียแล้วเพราะการคิดจะล้มอำนาจเก่ามีแทบทุกสมัยเพียงแค่รุนแรง เบาบ้าง บางทีเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงและบางครั้งก็กลายเป็นกบฏ“แผลเป็นอย่างไรบ้าง” ราชาถามและยังคงเดินต่อไป เซรัสรีบก้าวไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อให้ท่านได้ยินคำตอบชัด ๆ“ดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ย
แม้ดวงตาและสีผมจะกลับมาเปล่งประกายสดใสเช่นเดิมแต่เมื่อของที่เคยเสริมกำลังนั้นหายไปสองมือและสองขาก็หมดแรงเอาเสียดื้อ ๆ เฟย์ลินประคองร่างอ่อนแรงไปให้ถึงโซฟาที่อยู่กลางบ้านอีกแค่เอื้อมเธอก็จะคว้ามันเป็นที่ยึดเกาะได้แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับหมดลงเสียดื้อ ๆ ทิ้งร่างที่ชาตึงลงกับพื้นให้ช้าที่สุดเท่าที่แรงจะรั้งไว้ได้ เธอไม่พยายามที่จะส่งเสียงเรียกให้ใครมาช่วยเพราะตอนนี้คนอื่น ๆ พากันออกไปข้างนอกไม่รู้กำหนดว่าจะกลับมาเมื่อไร ส่วนเจ้าแมวดำก็หายไปไหนสักที่ตามที่มันสบายใจ เฟย์ลินไม่ได้หวังว่าจะมีใครมาช่วยเธอได้ทันเวลา เพียงแค่ขอให้เรี่ยวแรงจะกลับมาก่อนที่ใครสักคนจะมาถึงที่นี่ตะวันลับฟ้าแต่ยังไม่มีแสงจากตะเกียงไฟทำให้เซรัสต้องคลำทางเพื่อมาถึงบ้านหลังนี้ เขารู้สึกไม่ดีนักจึงรีบสาวเท้าเพื่อให้บ้านอยู่ในระยะสายตาสลัดรองเท้าทิ้งไว้หน้าประตูเปิดเข้าไปแทบสุดแรงแล้วหันซ้ายหันขวา“เฟย์ลิน” เขาร้องเรียกเธอแทนที่จะหาแสงสว่าง แต่เมื่อเรียกซ้ำอีกหลายหนแล้วยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับเขาก็ควานหาไม้ขีดไฟมาจุดตะเกียงที่อยู่ใกล้มือ ถือมันส่องไปรอบ ๆ แล้วรีบเดินเข้าไปตรงโซฟาเมื่อเห็นปลายเท้าเรียวยื่นออกมา“เฟย์ลิน!” เซร
“อ่านตำรายามันเคร่งเครียดขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซรัสปิดหนังสือพอดีกับที่เฟย์ลินเดินผ่านเข้ามาเธอยกถาดผ้าพันแผลพร้อมกับยามาวางไว้ตรงหน้า เซรัสดึงหนังสือมาไว้ข้างตัวแล้วกระเถิบตัวออกมาให้เฟย์ลินช่วยล้างแผลได้ง่ายขึ้น“ขอโทษทีนะ” เธอเอ่ยแล้วค่อย ๆ เปิดเสื้อเขาออกพอให้ได้เห็นแผลแล้วแกะผ้าพันแผลเก่าออก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้า ๆ และเบามือจนเซรัสคลายอาการเกร็งเมื่อครู่ลง พอหายใจได้ปกติเขาก็ปล่อยสายตาได้สำรวจรอบ ๆ มากขึ้นแต่มันกลับมาจดจ้องอยู่ที่เสี้ยวหน้าของหญิงสาว ผิวสีน้ำนมถูกเจือด้วยเลือดฝาดอ่อน ๆ แพขนตาสบกันเป็นระยะยามที่เงยหน้าขึ้นมาถามเขาซ้ำ ๆ ว่าเจ็บหรือไม่ ยิ่งเส้นผมสีฟ้าสลับกับสีบลอนด์ทำให้เธอดูโดดเด่นในสายตาเขา เส้นผมสีแปลก การแต่งตัวแปลก ๆ ที่ตรึงตราจนเขาสรุปกับตนเองได้แล้วว่าไม่อยากจะหาที่มาของคนตรงหน้าถ้าเธอไม่ร้องขอ“เสร็จแล้ว” เฟย์ลินเอ่ยเสียงใสถอยออกมาแล้วส่งยิ้มให้แทนคำขอบคุณสำหรับความอดทนเมื่อครู่แล้วจึงเก็บทุกอย่างเข้าถาด หญิงสาวลุกพรวดแต่หางตาดันไปสะดุดกับบางสิ่งใต้ครัวไม่ทันได้หายใจถึงครึ่งหนูตัวโตก็คลานออกมาจากใต้ตู้เก็บของเธอสะดุ้งทิ้งตัวลงโซฟาด้วยแขนขาหมดแรง เฟย์ลินหลับต







