Teilen

บทที่ 5

เซี่ยเค่อ
หัวใจของอวี๋ซือเหมียนกระตุกวูบ

“เจ้าลูกไม่เอาไหน!”

ในที่สุดฮ่องเต้จิ่งหยางก็อดรนทนไม่ไหว ขว้างแท่นฝนหมึกใส่เขา เฟิงเสวียนนี่กลับเอียงศีรษะหลบอย่างระรื่น จึงหลบพ้นไปได้

“เจ้าหลับนอนกับเขาแล้ว ยังคิดจะไม่รับผิดชอบอีกหรือ!”

“ข้าหลับนอนกับใครแล้วต้องรับผิดชอบด้วยหรือ เช่นนั้นเสด็จพ่อก็พระราชทานคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอว่านฮวาให้แต่งกับข้าเสียเลยสิ!” เฟิงเสวียนนี่กล่าวยิ้ม ๆ

ขนตาที่หลุบต่ำของอวี๋ซือเหมียนสั่นไหวเล็กน้อย การเอานางไปเปรียบกับหญิงคณิกาก็เป็นการดูหมิ่นนางอยู่แล้ว ทว่าหากวันนี้นางแต่งกับเฟิงเสวียนนี่ไม่ได้ เกรงว่าภายภาคหน้าคงมีชีวิตไม่สู้หญิงคณิกาเสียด้วยซ้ำ

“หญิงคณิกาแห่งหอว่านฮวาจะเอามาเทียบกับแม่หนูอวี๋ได้อย่างไร!” ฮ่องเต้จิ่งหยางรู้สึกว่าตนคงถูกเจ้าลูกอกตัญญูผู้นี้ทำให้โมโหตายเข้าสักวัน

“แต่ข้าก็หลับนอนกับนางที่หอว่านฮวานั่นแหละ!” เฟิงเสวียนนี่เงยหน้ามองอวี๋ซือเหมียนด้วยรอยยิ้ม “ไม่เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาสิ อุตส่าห์วางแผนทุกวิถีทางเพื่อขึ้นเตียงข้า เจ้าต้องการอะไรกันแน่ คงไม่ใช่เพราะแผนที่ขุมทรัพย์ในตำนานของตระกูลเจ้าไม่มีผู้สืบทอด เลยเห็นว่าข้าเหมาะสมหรอกนะ!”

อวี๋ซือเหมียนสูดหายใจลึก ก่อนโขกศีรษะคำนับ “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันถูกใส่ร้าย ระหว่างที่หม่อมฉันดื่มชากับสหายสนิท จู่ ๆ ก็ถูกคนลอบทำร้ายจนหมดสติ เมื่อตื่นขึ้นมาก็อยู่บนเตียงของเสวียนอ๋องแล้ว ตระกูลข้าไม่มีแผนที่ขุมทรัพย์อะไรทั้งนั้น ตอนที่ข้าอยู่กับอ๋องเสวียน เสื้อผ้าทั้งหมดถูกเขาฉีกจนขาด ตอนจากมาก็สวมเสื้อผ้าของเขา ข้าไม่มีแผนที่ขุมทรัพย์ติดตัวอย่างแน่นอน!”

มุมปากของเฟิงเสวียนนี่ยกขึ้น เขาเพียงเอ่ยถึงเรื่องนี้ประโยคเดียว แม่หนูผู้นี้ก็หัวไวเสียจริง ถึงกับอาศัยคำพูดของเขาปัดความเกี่ยวข้องกับแผนที่ขุมทรัพย์เสียหมดจด

“ก็จริง ข้านึกว่าจะค้นเจอสมบัติอะไรจากตัวนางเสียอีก สุดท้ายแม้แต่เอี๊ยมปักลายเป็ดยวนยางคู่ก็ฉีกจนขาด ยังไม่เจออะไรสักอย่าง สมบัติก็ไม่ได้ แถมยังได้ตัวปัญหามาอีก ข้าไม่เอาด้วย ใครอยากแต่งก็แต่งไป!”

ฮ่องเต้จิ่งหยางเดือดดาล “เจ้าลูกตัวแสบ พูดเหลวไหลอะไร! เจ้าเป็นคนไปยุ่งกับนางเอง วันนี้เจ้าจะแต่งก็ต้องแต่ง ไม่แต่งก็ต้องแต่ง! ใครอยู่ข้างนอก ส่งคุณหนูอวี๋ไปจวนอ๋องเสวียนแล้วส่งคนไปจับตาอ๋องเสวียนไว้ คืนนี้ให้แต่งงานกันเลย!”

“คืนนี้หรือ?” เฟิงเสวียนนี่โมโหจนหลุดหัวเราะ รีบร้อนถึงเพียงนี้ หรือกลัวว่าหากปล่อยไว้นานจะเกิดเรื่องแทรกซ้อน?

“ได้สิ ในเมื่อท่านตั้งใจแน่วแน่จะยัดนางขึ้นเตียงข้าถึงเพียงนี้ ก็อย่ามาเสียใจภายหลังแล้วกัน!”

เฟิงเสวียนนี่ลุกขึ้น เดินออกไปพลางบ่นพึมพำ “คืนนี้แต่งงาน พรุ่งนี้กลางคืนก็เอาศพไปทิ้งกลางป่า!”

“เจ้า...” ฮ่องเต้จิ่งหยางโมโหจนตบโต๊ะลุกขึ้น ก่อนนึกได้ว่าอวี๋ซือเหมียนยังคุกเข่าอยู่ จึงกระแอมอย่างกระอักกระอ่วน

“แม่หนูอวี๋ เจ้าอย่าไปฟังเจ้าลูกคนนี้พูดเหลวไหล ตอนนี้เจ้าตั้งครรภ์อยู่ เขาไม่กล้าทำอะไรเจ้าหรอก”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” อวี๋ซือเหมียนโขกศีรษะคำนับอย่างนอบน้อม ภายนอกแสดงท่าทีดีใจอย่างยิ่ง ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย

ไม่กล้าทำอะไรนางอย่างนั้นหรือ? ฮ่องเต้จิ่งหยางประเมินความโหดเหี้ยมของลูกชายตนต่ำเกินไปหรือไม่

เฟิงเสวียนนี่เพิ่งก้าวพ้นตำหนักจิ่งหลง ก็มีคนรีบตามมาจากด้านหลัง

แววขบขันวาบผ่านดวงตาของเฟิงเสวียนนี่ ทว่าพอหันกลับมา สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความรำคาญ “ขันทีฝู มีธุระอันใดหรือ!”

“เสวียนอ๋อง ฝ่าบาทมีรับสั่ง!” สวีฝูยิ้มพลางโน้มตัวเข้าไปเล็กน้อย ก่อนกระซิบว่า “...”

เฟิงเสวียนนี่เลิกคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตบไหล่เขา “ก็ได้ ข้าจะไว้หน้าเสด็จพ่อสักครั้ง! คนผู้นี้ข้ารับไว้แล้ว!”

เมื่อราตรีมาเยือน ทั่วทั้งจวนเสวียนอ๋องแขวนโคมแดงและผ้าแพรมงคล อวี๋ซือเหมียนสวมชุดเจ้าสาวที่ไม่ค่อยพอดีตัว นั่งอยู่ในเกี้ยวซึ่งคนหามพาวนไปตามถนนหนึ่งรอบ ก่อนจะหามเข้าจวน ตลอดทางไม่มีแม้แต่เสียงประทัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสียงฆ้องกลอง

แต่งตั้งนางเป็นถึงพระชายาเอก แต่พิธีแต่งงานกลับจัดอย่างขอไปที ช่างเหลวไหลและพิกลอย่างบอกไม่ถูก

ทว่าอวี๋ซือเหมียนเองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ นางกำผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวในมือแน่น ใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย ดูจากท่าทีของเฟิงเสวียนนี่แล้ว เขาคงไม่ยอมประนีประนอมง่าย ๆ นางต้องทำอย่างไรจึงจะหาทางอยู่ในจวนอ๋องเสวียนต่อไปได้

ในที่สุดเกี้ยวเจ้าสาวก็ถูกหามเข้ามาในจวน ขณะทำพิธีคำนับฟ้าดิน กลับมีเสียงไก่ขันดังมาจากในห้อง อวี๋ซือเหมียนจึงถามแม่สื่อด้วยความสงสัย “เหตุใดจึงมีเสียงไก่ขันหรือ?”

หญิงดูแลพิธีแต่งงานอึกอักอยู่นาน ก่อนตอบว่า “พระชายา คืนนี้ท่านอ๋องมีธุระด่วนจึงมาไม่ได้ จึงให้คนนำไก่ตัวผู้มาเข้าพิธีแต่งงานแทนเขากับท่าน!”

อวี๋ซือเหมียน “...”

ใช้ไก่ตัวผู้แทนเจ้าบ่าวหรือ? เรื่องพิสดารที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นนี้ เฟิงเสวียนนี่ก็ยังคิดออก แต่ก็ดี นางเองก็ไม่อยากเห็นหน้าเขา จึงปิดปากเงียบเสีย

นางจะถือเสียว่าสามีของตนเป็นไก่ตัวหนึ่งก็แล้วกัน

ทางที่ดีเขาควรเที่ยวเล่นอยู่ข้างนอกสักสิบวันครึ่งเดือนแล้วค่อยกลับมา นางจะได้ตั้งหลักในจวนให้มั่นคง

ส่วนเจ้าบ่าวที่อ้างว่ามีธุระด่วนจนกลับมาไม่ได้นั้น เวลานี้กำลังชนจอกดื่มสุรากับเหล่าคุณชายเสเพลกลุ่มหนึ่งอยู่ที่หอว่านฮวา

เมื่อดื่มกันไปได้หลายรอบ คุณชายจากตระกูลมั่งคั่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เริ่มกรึ่ม ต่างโอบกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมแขน พลางพูดจาทะลึ่งไม่หยุด

ไม่รู้ว่าใครเอ่ยถึงโศกนาฏกรรมของจวนกั๋วกงขึ้นมา คนหนึ่งจึงกล่าวอย่างหมดอารมณ์ว่า

“คุณหนูใหญ่แห่งจวนกั๋วกงเป็นถึงหญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ทั้งยังเป็นหญิงมากความสามารถที่มีชื่อเสียง คาดไม่ถึงว่านิสัยแท้จริงจะสำส่อนถึงเพียงนี้!”

เซียวชีหันไปมองนายท่านของตนที่กำลังดื่มสุราอย่างสบายอารมณ์โดยไม่รู้ตัว แม้แต่หายใจแรงก็ยังไม่กล้า

“นั่นสิ ตอนคนทั้งครอบครัวถูกฆ่าล้างตระกูล นางกลับกำลังลักลอบพบชายชู้อยู่! ตอนนั้นข้าอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ตอนนางวิ่งกลับมา เสื้อผ้าก็ไม่เรียบร้อย ที่สวมอยู่ยังเป็นเสื้อของบุรุษอีกต่างหาก”

‘ชายชู้’ อย่างเฟิงเสวียนนี่ยิ้มมองเขา “เสื้อตัวนั้นเจ้าคุ้นตาบ้างหรือไม่ ดูเหมือนทำจากผ้าไหมอวิ๋นฮวาของข้าหรือเปล่า!”

ทุกคนพากันหัวเราะลั่น ต่างคิดว่าเขากำลังพูดเล่น

“อาเสวียน เจ้าช่างมีอารมณ์ขันเสียจริง!” ไจ๋อวี้ ซื่อจื่อแห่งจวนเยี่ยนโหวกล่าวยิ้ม ๆ “คุณหนูอวี๋ทั้งเฉลียวฉลาดและมีจิตใจงดงาม สำรวมรู้มารยาท การบรรเลงเพลง ‘ผีผาสิง’ ของนางเรียกได้ว่าสะเทือนฟ้าดิน สะท้านภูตผี ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนสตรีที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม เป็นไปได้หรือไม่ว่านางถูกคนใส่ร้าย?”

ไจ๋อวี้หวนนึกถึงใบหน้าอ่อนโยนงดงามไร้ที่ติของอวี๋ซือเหมียน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เชื่อว่านางจะเป็นสตรีเช่นนั้น

“รัฐทายาทอวี้ ที่เขาว่ารู้หน้าไม่รู้ใจอย่างไรเล่า เจ้าไม่เห็นหรอก เรือนร่างของอวี๋ซือเหมียนนั่นเย้ายวนยิ่งกว่าคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอหงเฝิ่นเสียอีก ยามร้องไห้ก็งดงามน่าเวทนาดุจดอกสาลี่ต้องหยาดฝน เสียงเล็ก ๆ นั่นยิ่งชวนหลงใหลแทบเอาชีวิตคน ตอนนั้นข้าคิดเลยนะ หากนางมาร้องไห้อยู่ใต้ร่างข้า ข้าคงได้ขึ้นสวรรค์แน่!”

เฟิงเสวียนนี่มองคนผู้นั้นอย่างไร้อารมณ์ ในหัวกลับนึกถึงสตรีที่คืนนั้นอยู่ใต้ร่างเขา ร้องไห้อ้อนวอนอย่างน่าเวทนาและไร้ทางสู้ แววสังหารวาบผ่านดวงตา

ตะเกียบในมือเขาสะบัดวูบ แล้วก็ ‘บังเอิญ’ แทงเข้าที่ลูกตาของคนผู้นั้นพอดี เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดแสนสาหัสดังขึ้นในทันใด ทำให้กลุ่มคนที่กำลังหัวเราะครื้นเครงเงียบกริบ ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน

เฟิงเสวียนนี่ดวงตาพร่ามัว เห็นได้ชัดว่าเริ่มเมาอยู่บ้าง เขาถือตะเกียบอีกแท่งไว้ พลางยิ้มอย่างไร้พิษภัย “เอ๊ะ ตะเกียบของข้าเล่า เหตุใดถึงบินไปได้? ให้ตายสิ งอกขาวิ่งไปเองเสียแล้ว”

เซียวชีรู้สึกสะใจขึ้นมาทันที อย่างไรเสียก็เป็นพระชายาของจวนพวกเขา ไหนเลยจะยอมให้ผู้อื่นล่วงเกินตามอำเภอใจ

มุมตาของทุกคนกระตุก รัฐทายาทอวี้รีบส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ลากคนผู้นั้นออกไป

เฟิงเสวียนนี่มีอารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งยังพร้อมกลับหน้าเป็นคนละคนอย่างไร้เยื่อใยได้ทุกเมื่อ เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทุกคนจึงชินเสียแล้ว อีกทั้งผู้ที่บาดเจ็บก็เป็นเพียงบุตรชายขุนนางขั้นเจ็ด ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

งานเลี้ยงดำเนินต่อไป ทว่าเฟิงเสวียนนี่กลับลุกขึ้นกะทันหัน เดินโซเซออกไปด้านนอก

“ท่านอ๋อง ท่านจะไปไหน?”

“คืนนี้ข้าแต่งงาน! จะกลับจวนไปเข้าหอ!”

ทุกคน “...”

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 30

    เมื่อเสี่ยวชุ่ยได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนทรุดเข่าลงกับพื้นดังตุ้บ “องค์หญิงใหญ่ โปรดเมตตาด้วย พระชายาของข้า...”“เสี่ยวชุ่ย!” อวี๋ซือเหมียนรีบขัดคำพูดของนาง “องค์หญิงใหญ่เพียงล้อข้าเล่นเท่านั้น เจ้าจะตื่นตระหนกไปไย!”“เจ้าคิดว่าข้ากำลังล้อเล่นหรือ?” เฟิงอวิ๋นจีแค่นหัวเราะอวี๋ซือเหมียนมองแววโหดเหี้ยมในดวงตาของเฟิงอวิ๋นจีที่เหมือนกับเฟิงเสวียนนี่ไม่มีผิด ก่อนยกมุมปากขึ้น “อาการที่ลำคอขององค์หญิงเป็นมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ทราบว่าหมอหลวงรักษาหายหรือยังเพคะ? แน่นอน หากองค์หญิงไม่ไว้ใจหม่อมฉัน เช่นนั้นก็เชิญหาผู้มีฝีมือกว่านี้เถิดเพคะ!”อวี๋ซือเหมียนดึงเสี่ยวชุ่ยที่คุกเข่าอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้น ก่อนเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง“หยุด!” เฟิงอวิ๋นจีเงยหน้าขึ้น “คุณหนูอวี๋อายุยังน้อย แต่อารมณ์กลับร้อนไม่เบาเลยนะ!”“หม่อมฉันเพียงมีเจตนาดี กลับถูกมองในทางร้าย ไม่ว่าเป็นใครก็คงไม่พอใจเพคะ!” อวี๋ซือเหมียนสบตานางอย่างสงบนิ่ง ไม่ยอมอ่อนข้อแต่ก็ไม่แข็งกร้าว“บังอาจ! เจ้ากล้าลบหลู่องค์หญิง” เด็กหนุ่มชุดม่วงที่ยืนอยู่ข้างเฟิงอวิ๋นจีตวาดเสียงเย็น“ถอยไป!” เฟิงอวิ๋นจีโบกมือให้เด็กหนุ่มผู้นั้น “เตรียมพู่กันกับ

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 29

    เฟิงอวิ๋นจีกำลังจะหันกายเข้าไปในห้องรับรอง แต่อวี๋ซือเหมียนกลับเอ่ยเรียกนางไว้ “องค์หญิง!”“เจ้ามีธุระอันใด?” เฟิงอวิ๋นจีหันกลับมามอง“ขอถามองค์หญิง ไม่ทราบว่าช่วงนี้ลำคอไม่ค่อยสบายใช่หรือไม่เพคะ? หม่อมฉันเคยเรียนวิชาแพทย์อยู่หลายปี และเคยพบผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการคล้ายกับองค์หญิง หากองค์หญิงไม่รังเกียจ หม่อมฉันขอตรวจอาการให้เพคะ”“เจ้ายังรักษาโรคเป็นด้วยหรือ?” เฟิงอวิ๋นจีค่อนข้างประหลาดใจ นางได้ยินมานานแล้วว่าคุณหนูแห่งจวนกั๋วกงคือยอดหญิงผู้มีความสามารถอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ไม่ว่าจะพิณ หมากล้อม อักษร ภาพวาด บทกวีหรือร้อยกรอง ล้วนเชี่ยวชาญทั้งสิ้น คิดไม่ถึงว่านางจะรู้วิชาแพทย์ด้วย“พอรู้เพียงผิวเผินเท่านั้น!” อวี๋ซือเหมียนตอบอย่างถ่อมตนแววเย็นเยียบอันตรายวาบผ่านดวงตาคมกริบของเฟิงอวิ๋นจี มุมปากนางยกขึ้น “ได้สิ เช่นนั้นเจ้าก็ตรวจให้ข้าดู!”อาการเจ็บคอของนางเป็นมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว เชิญหมอหลวงในวังมาตรวจจนหมดก็ยังหาสาเหตุไม่พบ นางเองก็อยากเห็นว่าเด็กสาวผู้นี้จะมีความสามารถสักเพียงใดเสี่ยวชุ่ยมองเหนียงเหนียงของตนเดินตามองค์หญิงใหญ่เข้าไปในห้องชิวเยว่อย่างตกตะลึง ร้อนใจจนแทบมีเ

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 28

    เฟิงเสวียนนี่ในอาภรณ์แพรสีขาวมีคราบเลือดเปรอะเต็มปลายแขนเสื้อ แม้แต่เชือกป่านในมือก็ถูกย้อมจนแดงฉาน ดวงตาของเขาเย็นเยียบชวนหวาดหวั่น เต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง เมื่อควบผ่านอวี๋ซือเหมียน เขาเหลือบตามองอย่างเย็นชา มุมปากยกเป็นรอยยิ้มมืดมนคลุ้มคลั่งสายลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านไป ฝุ่นริมถนนฟุ้งกระจายในพริบตา เสี่ยวชุ่ยรีบขยับมายืนบังอยู่เบื้องหน้าอวี๋ซือเหมียน“เหนียงเหนียง ไม่ได้ตกใจใช่หรือไม่เจ้าคะ?”อวี๋ซือเหมียนเหม่อมองไปยังทิศทางที่เฟิงเสวียนนี่หายลับไป รู้สึกหนาวเย็นไปถึงกระดูกผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้สติ นางส่ายหน้า “ไม่เป็นไร!”เสี่ยวชุ่ยยิ้มเจื่อน แววตาเจือความเห็นใจ ก่อนอดเอ่ยปลอบไม่ได้ “เหนียงเหนียงอย่ากลัวเลย คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนชั่วที่ก่อความผิดร้ายแรง แม้เสือร้ายยังไม่กินลูกของตน ในท้องของท่านมีสายเลือดของท่านอ๋องอยู่ ท่านย่อมเป็นคนใกล้ชิดที่สุดของท่านอ๋อง เขาต้องดีกับท่านแน่นอนเจ้าค่ะ”“ข้ารู้!” อวี๋ซือเหมียนฝืนยิ้มนางได้ยินมานานแล้วว่าเฟิงเสวียนนี่กระหายเลือดและโหดเหี้ยม ทว่าเมื่อได้เห็นกับตาตนเอง ก็ยังอดรู้สึกสะเทือนขวัญไม่ได้ชั่วช้าสามานย์อย่างนั้นหรือ? คนที่ถูกลากไปเมื่อ

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 27

    “ทำมากมายถึงเพียงนี้ เจ้าไม่กลัวเหนื่อยตายหรือ?” เพื่อผูกใจเหล่าคนเก่าคนแก่ที่รับใช้อยู่ในจวน นางช่างทุ่มเทเสียจริงอวี๋ซือเหมียนย่อมฟังออกถึงน้ำเสียงเหน็บแนมในวาจาของเขา จึงเอ่ยอธิบายว่า “ขอบคุณท่านอ๋องที่เป็นห่วง ขอเพียงท่านอ๋องสำราญใจ ต่อให้ข้าเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็คุ้มค่า ทว่าอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นคนในครัวช่วยล้างและหั่นให้ มีเพียงลูกชิ้นที่ข้าทำเอง ท่านอ๋องไม่ต้องสงสารข้าหรอก ข้าไม่เหนื่อย”เฟิงเสวียนนี่ยิ้มเจ้าตัวเล็กนี่ฟังไม่รู้ความจริง ๆ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้กันแน่พูดเสียสวยหรูน่าฟัง หากเขาไม่ได้จู่ ๆ กลับมา มีหรือจะมีส่วนของเขาด้วย!“กินอาหารเสร็จแล้ว! เจ้าคิดจะนั่งอยู่เช่นนี้อีกนานเพียงใด!” เฟิงเสวียนนี่ตบก้นนางเบา ๆ ทีหนึ่งช่างรู้จักฉวยโอกาสยั่วยวนเขาเสียทุกคราจริง ๆอวี๋ซือเหมียนเพิ่งรู้ตัวว่านางยังนั่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา จึงรีบลุกขึ้นทันที“อย่าเล่นลูกไม้ให้มากนัก ระวังลูกในท้องจะหลุดเอา!” เฟิงเสวียนนี่ปรายตามองหน้าท้องของนางที่ยังไม่นูนขึ้นอย่างเย็นชา ก่อนก้าวเท้าออกไปเซียวชีที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดรีบตามไป“เจ้าตัวเล็กนี่ วัน ๆ ช่างมีลูกไม้มากมายเสียจริง!” เฟิง

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 26

    เมื่อเห็นนางนิ่งอยู่นานไม่ยอมขยับ เฟิงเสวียนนี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “รังเกียจข้าหรือ?”“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!” อวี๋ซือเหมียนยิ้มเจื่อน แสร้งทำท่าเอียงอาย มือเผลอกำตะเกียบแน่นขึ้น จนซอสหยดหนึ่งตกใส่กางเกงของเฟิงเสวียนนี่ นางเหลือบมอง อยากเช็ดให้เขาแต่ก็ไม่กล้า“มองอะไรอยู่?” เฟิงเสวียนนี่มองตามสายตานางแวบหนึ่ง แววตาเข้มลึกขึ้นเล็กน้อย “อยากนั่งตรงนี้หรือ?เฟิงเสวียนนี่เอนกายพิงไปด้านหลังอย่างสบายอารมณ์ ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา สตรีผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะอยู่อย่างสงบจริง ๆ เขาเองก็อยากเห็นว่านางคิดจะเล่นลูกไม้อะไรมุมปากของอวี๋ซือเหมียนกระตุก สวรรค์เป็นพยาน นางไม่ได้อยากนั่งตรงนั้นเสียหน่อย!“ท่านอ๋องนี่ก็จริง ๆ เลย คนตั้งมากมายกำลังมองอยู่นะ!” อวี๋ซือเหมียนแสร้งทำท่าเขินอายพลางเอ่ย“ที่แท้ก็เขินนี่เอง!” เฟิงเสวียนนี่โบกมือเป็นสัญญาณให้พ่อบ้านหวัง พ่อบ้านหวังเข้าใจเจตนาทันที รีบพาแม่นมจ้าวกับเสี่ยวชุ่ยออกไป“มานี่สิ!” เฟิงเสวียนนี่ตบต้นขาของตนเบา ๆอวี๋ซือเหมียนกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสาหมายความว่าอย่างไร? เขาจะให้นางนั่งตรงนี้จริง ๆ หรือ?เฟิงเสวียนนี่ขมวดคิ้ว “ไม่มี

  • ปราบสามีคลั่งด้วยจุมพิต   บทที่ 25

    “ท่านอ๋อง เชิญนั่ง!” อวี๋ซือเหมียนรีบยกเก้าอี้มาวางข้างกายเขา “ท่านอ๋องเข้าใจข้าผิดแล้ว!”“เข้าใจเจ้าผิดหรือ?” เฟิงเสวียนนี่มองดวงตากลมโตที่กลอกไปมาของนาง ก่อนนั่งลงไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ อยากดูว่านางจะกุเรื่องอย่างไรอวี๋ซือเหมียนมองเฟิงเสวียนนี่ด้วยท่าทางเอียงอาย “ท่านอ๋อง สิ่งที่ข้าทำในวันนี้ แท้จริงแล้วล้วนทำเพื่อท่าน!”“เพื่อข้าหรือ?” เฟิงเสวียนนี่ถูกนางทำเอาขบขันจริง ๆ เขากวาดตามองอาหารที่กินเหลืออยู่บนโต๊ะอื่น ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างเย็นชา “อย่าบอกนะว่าเจ้าทำเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ก็เพื่อให้ข้าได้ลองชิมฝีมือของเจ้า?”“ท่านอ๋องช่างเฉลียวฉลาดจริง ๆ เรื่องนี้ยังเดาออกเสียด้วย?” สีหน้าตกตะลึงของอวี๋ซือเหมียนดูสมจริงไม่น้อย“หึ ๆ!” เฟิงเสวียนนี่แค่นหัวเราะ “ข้าดูหลอกง่ายนักหรือ เจ้าคิดจะให้ข้าชิมเศษอาหารที่เหลือจากผู้อื่นหรือ?”“ไม่ใช่นะ!” อวี๋ซือเหมียนทำหน้าตาน้อยอกน้อยใจ “นี่เป็นอาหารชนิดใหม่ที่ข้าคิดขึ้น เรียกว่าหม้อไฟ ยังอยู่ระหว่างทดลอง ข้าไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือไม่ จึงไม่กล้ายกมาให้ท่านชิมโดยพลการ เลยคิดว่าอาศัยช่วงที่ท่านไม่อยู่จวน เชิญทุกคนมาลองชิมและช่วยออกความเห็น จากนั้นตอน

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status