เข้าสู่ระบบหนึ่งเดือนผ่านไป...
เวลาหนึ่งเดือนที่เรือนซ่อนไผ่ผ่านไปอย่างสงบสุข หลิวรุ่ยหลินอาศัยความเงียบสงัดยามค่ำคืนเร่งฟื้นฟูเส้นลมปราณ จนบัดนี้ร่างกายที่เคยอ่อนแอของเหยาหลิงเจินเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา ผิวพรรณเปล่งปลั่งและดวงตามีประกายสดใสขึ้น แม้ภายนอกนางยังต้องสวมบทบาทคุณหนูสี่ผู้ปัญญาอ่อนที่เอาแต่ยิ้มซื่อๆ และเล่นตุ๊กตาผ้าไปวันๆ ก็ตาม
ทว่าความสงบสุขนั้นก็ถูกสั่นคลอนในเช้าวันหนึ่ง เมื่อกระแสลมทางการเมืองจากเมืองหลวงพัดมาถึงฉางซาในที่สุด ภายในจวนเจ้าเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบ บ่าวไพร่จัดเตรียมสถานที่ลานหน้าเรือนใหญ่จนสะอาดสะอ้าน ข่าวการมาถึงของข้าราชการจากส่วนกลางที่ล่วงหน้ามาแจ้งเรื่องราชโองการสำคัญ ทำให้ทุกคนในจวนตื่นตัว
ที่เรือนซ่อนไผ่ หลิวรุ่ยหลินรับรู้ได้ถึงฝีเท้าที่เร่งรีบผ่านประสาทสัมผัสที่เฉียบคมขึ้นจากการฝึกปราณตลอดหนึ่งเดือน
“คุณหนูเจ้าคะ พวกเราต้องรีบแล้วเจ้าค่ะ” เหยาปิงเปิดประตูเข้ามาด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้น ตามมาด้วยสามสาวใช้ที่ถือถาดเครื่องประดับและชุดพิธีการ หลิวรุ่ยหลินรีบปรับแววตาให้กลายเป็นความว่างเปล่าไร้เดียงสาทันที
“ปิงปิง... ทำไม... รีบ?” นางเอ่ยตะกุกตะกักพลางกอดตุ๊กตาผ้า
“ราชโองการจากเมืองหลวงกำลังจะมาถึงแล้วเจ้าค่ะ พวกเราห้ามชักช้าเด็ดขาด” เหยาปิงกล่าวพลางประคองคุณหนูขึ้นจากเตียง เหยาฉินบรรจงทำผม และสวมชุดพิธีการสีชมพูกลีบบัวปักลายโบตั๋นให้อย่างประณีต
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เหยาปิงนำพาคุณหนูของตนเองไปยังโถงรับรองของจวนเจ้าเมือง พอทั้งสองมาถึง ก็เห็นเหยาจิ้นทงและเหอเหมียวลี่ในชุดเต็มยศ พร้อมด้วยคุณชายทั้งสองอยู่ก่อนแล้ว
เหยาจิ้นอวี๋ ยืนสง่านิ่งขรึมด้วยท่าทางสุขุมรอบคอบสมเป็นเจิ้นหนิงโหวซื่อจื่อ ต่างจากเหยาหมิง พี่ชายรองที่แม้จะสวมชุดทางการ แต่ท่าทางกลับดูมุทะลุ เขาเดินปรี่เข้ามาหาหลิวรุ่ยหลินทันทีที่สบตากัน
“เจินเอ๋อร์ของพี่รอง วันนี้งดงามราวกับตุ๊กตาหยกเลยนะ” เหยาหมิงว่าพลางหยิกแก้มยุ้ยๆ ของน้องสาวด้วยความหมั่นเขี้ยว “ไม่ต้องกลัวผู้เชิญราชโองการนะ แต่ถ้าใครกล้าทำให้เจ้าตกใจ พี่รองจะจัดการมันเอง”
“หมิงเอ๋อร์ สำรวมหน่อย” เหยาจิ้นอวี๋ทำเสียงดุ แต่ไม่ได้จริงจังเท่าใดนัก
“ปิงปิง... ข้าเจ็บแก้ม...” หลิวรุ่ยหลินหันไปทำหน้ามุ่ยแสร้งฟ้องเหยาปิง แม้จะรู้ว่าพี่ชายทั้งสองต่างรักและเอ็นดูร่างนี้จากใจจริง แต่นางก็ไม่ชอบที่เขาจะมาแตะเนื้อต้องตัวเช่นนี้ทุกครั้งที่เจอ
เหยาหมิงมองที่แก้มของน้องสาว เห็นมีรอยแดงจริงๆ ก็นึกปวดใจขึ้นมา “เจ็บมากหรือ พี่รองขอโทษนะ”
“เจินเอ๋อร์ผิวบอบบางมาแต่ไหนแต่ไร แล้วนางก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว เจ้าไม่ควรหยอกล้อนางเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น” เหยาจิ้นอวี๋อบรมน้องชาย
“แสดงว่า ถ้าไม่มีผู้อื่น ข้าทำได้สินะ” เหยาหมิงตอบกลับด้วยท่าทางยียวน
“เจ้านี่นะ ไม่โดนข้าเตะสักที คงไม่ดีขึ้น” เหยาจิ้นอวี๋ยกเท้าขึ้น ทำท่าจะยันน้องชายจอมป่วน
“แย่แล้วๆ ซื่อจื่อจะตีคน จะตีคนแล้ว!!!” เหยาหมิงหลบเท้านั้นอย่างเฉียดฉิว แล้ววิ่งไปหลบหลังเหยาหลิงเจิน “เจินเอ๋อร์ ช่วยพี่รองด้วย”
“สม... สมน้ำหน้า” หลิวรุ่ยหลินขยับตัวหนีเปิดทางให้เหยาจิ้นอวี๋จัดการพี่ชายคนรอง
เสียงหัวเราะของทุกคนพลันดังขึ้น เมื่อเหยาหมิงโอดโอยว่าน้องสาวไม่รัก หนำซ้ำพี่ชายก็กำลังจะจัดการตน บรรยากาศในโถงรับรองจึงผ่อนคลายลงมาก
จนกระทั่งขบวนผู้ถือราชโองการก็เดินทางมาถึง เหยาจิ้นทงนำครอบครัวสกุลเหยาคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง ข้าราชการผู้ถือราชโองการก้าวออกมาเบื้องหน้า คลี่ม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองออกมา
“เจิ้นหนิงโหวเหยาจิ้นทง รับราชโองการ” เสียงประกาศก้องกังวาน
“เนื่องด้วยแผ่นดินเพิ่งผ่านพ้นภัยกบฏหานอ๋อง มู่เฟยหรง ราชสำนักต้องการขุนนางผู้มีความภักดีกลับมารับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท เหยาจิ้นทงมากด้วยคุณธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา บัดนี้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งเป็น รองตุลาการศาลต้าหลี่ และมีบัญชาให้ย้ายกลับสู่เรือนบรรพบุรุษ ณ เมืองหลวงโดยเร็วที่สุด... อีกทั้ง ซื่อจื่อเจิ้นหนิงโหว เหยาจิ้นอวี๋ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง อาลักษณ์ประจำสำนักราชบัณฑิต เพื่อถวายงานใกล้ชิด จบราชโองการ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
เสียงขานรับของครอบครัวสกุลเหยาดังขึ้นพร้อมกัน เมื่อพิธีการสิ้นสุดลง เหยาจิ้นทงก็หันไปตบไหล่บุตรชายด้วยความภูมิใจ “จิ้นอวี๋ ตำแหน่งนี้สำคัญนัก เจ้าต้องตั้งใจทำงานให้ดี สมกับที่ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา”
“ขอรับท่านพ่อ” เหยาจิ้นอวี๋ตอบรับบิดา
“ส่วนเจ้า เอาไว้กลับเมืองหลวงแล้ว ก็ไปสอบเป็นมือปราบเถอะ” เหยาจิ้นทงรู้ดีว่าบุตรชายคนนี้ ชอบต่อยตีมากกว่าอยู่กับตำรับตำรา แต่ครั้นจะให้ไปเป็นทหารก็กลัวจะไปทำอะไรแหกกฎเข้า
“ท่านพ่อคอยดูเถิด ข้าจะต้องเป็นสุดยอดมือปราบให้ได้เลย” เหยาหมิงตบอกตนเอง สายตามุ่งมั่นเสียจนทุกคนหลุดหัวเราะพรืดออกมา
หลังจากนั้น การเตรียมตัวเดินทางเริ่มต้นขึ้นทันที เหยาปิงพาคุณหนูของตนกลับเรือน แล้วจึงสั่งการสาวใช้ให้ช่วยกันจัดเก็บหีบห่อสัมภาระ
หลิวรุ่ยหลินทอดสายตามองไปทางทิศของเมืองหลวง ลมพัดผ่านสวนไผ่จนยอดไผ่ไหวเอน นางกำหมัดน้อยๆ ภายใต้แขนเสื้อไหม แววตามุ่งมั่นปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป กลายเป็นรอยยิ้มซื่อๆ เมื่อมีคนเดินผ่าน...
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
ท่ามกลางแสงอรุณที่ลอดผ่านบานหน้าต่างเรือนในจวนเจิ้นหนิงโหว ร่องรอยของเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนยังคงชัดเจนในความทรงจำของหลิวรุ่ยหลิน สัมผัสอุ่นร้อนที่ริมฝีปากและคำประกาศิตที่เอาแต่ใจของมู่หย่งฉีที่ว่าจะรับผิดชอบนางในฐานะชายาเว่ยอ๋องยังคงทำให้นางรู้สึกหน้าร้อนวูบทุกครั้งที่นึกถึง
เห็นหญิงสาวยืดหลังตรงอย่างภาคภูมิใจ มู่หย่งฉีมองท่าทางนั้นแล้วก็ได้แต่หัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะนางเบาๆ “อืม... สูงขึ้นจริงๆ นั่นแหละ เจินเอ๋อร์ของข้าโตขึ้นจนข้าเกรงว่าหากไม่รีบผูกมัดเจ้าไว้ตั้งแต่วันนี้ วันหน้าเจ้าอาจจะบินหนีข้าไปได้”&
หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือกา
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดโชยมาเอื่อยๆ หอบเอาความสดชื่นและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้เข้ามาทางหน้าต่างเรือนพักในจวนจวงเซียงป๋อ บรรยากาศรอบตัวดูสงบสุขเสียจนคนทั่วไปอาจจะเคลิ้มหลับไปได้ง่ายๆ แต่สำหรับหลิวรุ่ยหลินในร่างของเหยาหลิงเจิน มันคือช่วงเวลาแห่งการ “ทำตัวเป็นเด็กดี” ที่น่







