หน้าหลัก / รักโบราณ / ปริศนาชะตาชายารัก / บทที่14 ข้าคืออ๋องเสเพลอันดับหนึ่ง

แชร์

บทที่14 ข้าคืออ๋องเสเพลอันดับหนึ่ง

ผู้เขียน: มี่เยี่ยน
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-24 12:31:02

เมืองฉางหยาง หัวใจสำคัญแห่งแคว้นเว่ย

ภายใต้แผ่นฟ้ากว้างขวางที่ดูเหมือนจะสดใสกว่าที่ใดในแผ่นดิน กลิ่นอายแห่งความสงบสุขและความมั่งคั่งอบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้วของเมืองฉางหยาง แคว้นเว่ยในปัจจุบันไม่ใช่ดินแดนชายแดนที่แห้งแล้งและกันดารอย่างที่คนในเมืองหลวงจินตนาการไว้อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดทางทิศประจิม

ทว่าในสายตาของคนภายนอก โดยเฉพาะขุนนางจากเมืองหลวง แคว้นเว่ยกลับถูกมองว่าเป็นแคว้นที่ ‘รอดมาได้เพราะโชคช่วย’ เนื่องจากมีเจ้าปกครองที่ไร้แก่นสารที่สุดในปฐพี อย่างเว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี

เหล่าขุนนางในเมืองหลวงมักจะจับกลุ่มนินทากันลับหลังด้วยความริษยาว่า "ที่แคว้นเว่ยยังไม่ล่มสลาย ย่อมเป็นเพราะสวรรค์ยังเมตตามอบยอดบุรุษสองคนมาเป็นเสาหลักให้"

คนแรกคือ เฉินรุ่ย กุนซือหน้าหยกผู้ที่ว่ากันว่ามีสติปัญญาเฉียบแหลมประหนึ่งขงเบ้งกลับชาติมาเกิด เขาจัดการระบบภาษีและการค้าจนแคว้นเว่ยมั่งคั่งผิดหูผิดตา วางระบบระเบียบจนไม่มีการรั่วไหลแม้แต่อีแปะเดียว ชาวบ้านจึงอยู่ดีกินดีภายใต้การบริหารหลังบ้านที่สมบูรณ์แบบ

ส่วนคนที่สองคือ หวงเชียนเล่อ แม่ทัพฉีหลิงผู้เกรียงไกร และยังมีศักดิ์เป็นถึง ซื่อจื่อจิ้งกั่วกง บุรุษผู้มีความหล่อโหดและสุขุมลุ่มลึกที่สามารถสยบข้าศึกทิศพายัพได้เพียงแค่ปลายดาบสะกิด ความนิ่งขรึมและวินัยทหารที่เขาวางไว้อย่างเข้มงวดทำให้แคว้นเว่ยมีความมั่นคงประดุจกำแพงเหล็ก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากไม่มีสองคนนี้ แคว้นเว่ยคงถูกมู่หย่งฉีผลาญจนเหลือแต่ซากไปนานแล้ว

แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของ หอชมวสันต์ สถานที่ที่หรูหราที่สุดในเมือง ซึ่งถูกเหมาปิดชั้นบนสุดไว้เพื่อการรับรองส่วนตัว กลิ่นหอมกรุ่นของเหล้าดอกท้อที่บ่มในไหหยกมานานกว่าห้าปีโชยละล่องไปตามสายลม คละคลุ้งไปกับกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย

มู่หย่งฉีในอาภรณ์สีม่วงเข้มตัดจากไหมชั้นเลิศปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆด้วยดิ้นทองคำ ใบหน้าที่หล่อเหลาปานหยกสลักนั้นมีความขี้เล่นและเกียจคร้านประดับอยู่เสมอ เขานอนเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่มยาวอย่างไม่ใส่ใจกิริยา อาภรณ์ช่วงลำคอเปิดกว้างเล็กน้อยเผยให้เห็นความไม่แยแสต่อระเบียบวินัย ดวงตาเรียวยาวดุจหงส์ทอดมองเหล่านางรำที่ร่ายรำอย่างชดช้อยตามจังหวะพิณเบื้องหน้าด้วยแววตาพึงพอใจ มือขวาเรียวยาวคีบจอกสุราขึ้นจิบทีละนิดอย่างสุนทรีย์

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ... สุราหมักดอกท้อในจอกนี้ เถ้าแก่หอชมวสันต์ทุ่มเทแรงกายแรงใจคัดเลือกวัตถุดิบมาเพื่อท่านโดยเฉพาะเลยนะพ่ะย่ะค่ะ รสชาตินุ่มละมุนลิ้นยิ่งนัก เสวยอีกสักนิดนะพ่ะย่ะค่ะ”

จิงจื่อ ขันทีคนสนิทที่มีใบหน้ากลมเกลี้ยงและคำพูดประจบประแจง คอยพัดวีให้เจ้านายอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก

“เสี่ยวจิงจื่อ... เจ้ารู้ใจเปิ่นหวางเรื่องสุราเสมอ แต่น่าเสียดายที่เสียงพัดและเสียงบ่นของเจ้านี่สิ ที่ทำให้สุนทรียภาพในใจเปิ่นหวางลดลงไปกว่าครึ่ง” มู่หย่งฉีเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงไปด้วยความหยอกล้อ แววตาที่ดูเหมือนเคลิบเคลิ้มกลับมีความฉลาดเฉลียวที่ซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด “แต่ก็นั่นแหละ ความสงบของที่นี่ดูเหมือนกำลังจะถูกรบกวนโดยพวก ‘คนจริงจัง’ เสียแล้ว”

เพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าที่หนักแน่น มั่นคง และเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอก็ดังมาจากบันไดไม้หอม แขกผู้มาเยือนคนแรกปรากฏกายขึ้นในความเงียบ เขาคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าสะอาดตา สวมกวนหยกขาวประณีต ท่วงท่าสง่างามดั่งกิเลนก้าวเหยียบเมฆ ผิวพรรณขาวละเอียดและนัยน์ตาที่ดูเหมือนจะอ่านใจคนออกทำให้เขาดูเป็นบุคคลที่เข้าถึงยาก

เฉินรุ่ยเดินเข้ามาหยุดนิ่งเบื้องหน้ามู่หย่งฉี ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างถูกระเบียบไร้ที่ติ ท่าทางของเขานิ่งสงบราวกับน้ำในสระหยก

“ท่านอ๋อง ดูเหมือนว่าความสุขสำราญในบ่ายวันนี้ของท่านจะต้องหยุดลงเสียแล้ว” เฉินรุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนุ่ม แต่มีพลังอยู่ในที มือที่เรียวยาวประดุจบงกชหยิบม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองที่สลักลายมังกรอย่างวิจิตรออกมาจากแขนเสื้อกว้าง

“เฉินรุ่ย... เจ้ามาที่นี่ทีไร ไม่ใช่เปิ่นหวางสั่งให้เจ้ารออยู่ที่ที่ว่าการหรืออย่างไร” มู่หย่งฉีถอนหายใจยาว วางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้พะยูงอย่างแสนเสียดาย “คงราชสารจากเสด็จพี่อีกล่ะสิ รอบนี้เขาด่าข้าเรื่องอะไรอีกล่ะ เรื่องที่ข้าแอบเอาส้มบรรณาการชั้นเลิศมาหมักเหล้าโหล หรือเรื่องที่ข้าสั่งปิดถนนสายหลักเพื่อจัดแข่งม้า จนขบวนขนส่งเสบียงหลวงต้องหยุดชะงักไปตั้งสามวัน?”

“เรื่องเหล่านั้นฝ่าบาททรงละเว้นไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฉินรุ่ยคลี่ราชสารออกช้าๆ อย่างไว้เชิง “แต่ครานี้... ทรงถึงกับขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีแดง เป็นสัญญาณว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงประนีประนอมเรื่องนี้อย่างแน่นอน”

ทว่ายังไม่ทันที่เฉินรุ่ยจะเริ่มอ่านถ้อยคำในราชสาร รังสีอำนาจที่รุนแรง เย็นเฉียบ และกดดันจนบรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปก็แผ่ซ่านเข้ามาในห้อง เสียงฝีเท้าหนักๆ กระทบพื้นไม้ดังข่มเสียงพิณจนเงียบกริบ เหล่านางรำที่เคยเริงร่าต่างพากันก้มหน้าสั่นเทาด้วยความยำเกรงต่อบุรุษผู้มาใหม่

ใบหน้าคมเข้มดุจรูปสลักทราย นัยน์ตาคมปลาบดุจเหยี่ยวคู่นั้นเย็นชา และดุดันราวกับผ่านศึกสายเลือดมานับไม่ถ้วน รังสีอำนาจที่แผ่ออกมานั้นชัดเจนว่าตนเองคือของจริง หวงเชียนเล่อเดินมาหยุดยืนนิ่งเคียงข้างเฉินรุ่ย ประสานมือคำนับมู่หย่งฉีอย่างมั่นคงและสง่างาม

 “ท่านอ๋อง ราชสารฉบับนี้มิใช่เรื่องที่จะทรงล้อเล่นได้เหมือนคราวก่อนๆ พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของหวงเชียนเล่อต่ำลึกและเย็นเยียบ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 76 ท่านอ๋องต้องรับผิดชอบเจินเจินแล้วล่ะ

    ก่อนหน้านี้ เนื่องจากหลิวรุ่ยหลินไร้ซึ่งความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีก่อนทั้งหมด นางเพียงแค่อยากรู้ว่าตนเองจบชีวิตลงได้อย่างไรเท่านั้น หากนางเสียท่าในการประลองหรือป่วยตายก็แล้วไป ทว่าทุกอย่างกลับเลวร้ายกว่าที่คิดมากนัก ตอนนี้มีคนสวมรอยเป็นนาง และคนผู้นั้นมิใช่เหยาหลิงเจิน แต่เป็นคนในสำนักที่จัดฉากว่านางยังมีชีวิตอยู่อย่างแนบเนียนคนที่น่าสงสัยที่สุดคงไม่พ้นศิษย์พี่เซี่ยที่กำลังจะได้ประโยชน์จากการแต่งงานกับเจ้าสำนักตัวปลอม และถึงแม้ตอนนี้น้องสาวของนางอย่างหลิวซวงซวงจะยังมีชีวิตและยังอาศัยอยู่ในสำนัก แต่นางอาจจะกำลังถูกควบคุมตัวอยู่ก็ได้ เพราะหลิวซวงซวงไม่มีทางดูไม่ออกว่าเจ้าสำนักหลิวในตอนนี้คือตัวปลอมนางไม่มีวันยอมให้คนชั่วไร้คุณธรรมขึ้นเป็นเจ้าสำนัก และยิ่งไม่ยอมให้พวกนั้นมาเหยียบย่ำชื่อเสียงตลอดชีวิตของนางเพื่อทำเรื่องเสื่อมเสีย ทว่าในตอนนี้ร่างของคุณหนูในห้องหออย่างเหยาหลิงเจินกลับติดแหง็กอยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้แต่ทันทีที่ได้ยินคำเกี้ยวพาและข้อเสนอของมู่หย่งฉี หลิวรุ่ยหลินก็พลันนึกขึ้นได้...เขาคือเว่ยอ๋อง ผู้ครอบครองแคว้นเว่ย หากนางต้องการออกจากจวนเจิ้นหนิงโหวและกลับไปยังแ

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 75 มาเป็นชายาของเปิ่นหวางก็สิ้นเรื่อง

    หลิวรุ่ยหลินเหลือบมองร่างสูงโปร่งของมู่หย่งฉีที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานของนางอยู่ แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลาราวกับภาพวาด ทว่าความกวนประสาทที่แฝงอยู่บ่อยครั้งทำให้นางอดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบาพอให้เขาได้ยิน“แล้วที่บอกว่าไปเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า... จะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าอ๋องหล่อที่ชอบปีนเข้าห้องคนอื่นเล่า ผิวพรรณบนใบหน้าท่านหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก แต่ก็มองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อหรอก” นางแสร้งทำตาใสซื่อขัดกับคำพูดที่ค่อนแคะเรื่องความหน้าทนของเขาอย่างจงใจ“มองข้าได้ทั้งวันไม่เบื่อจริงหรือ?” มู่หย่งฉีไม่ได้โกรธเคือง ซ้ำยังกระซิบถามพลางโน้มกายลงมาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากดวงหน้านวล แววตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของนางที่วูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาสวมรอยเป็นคุณหนูผู้โง่เขลาเช่นเดิม มือหนาเอื้อมไปหยิบพู่กันที่เลอะหมึกออกจากมือของนางอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าความเงอะงะของนางจะทำให้หมึกเปื้อนไปมากกว่านี้“หากมองได้ไม่เบื่อ เช่นนั้นข้าจะอยู่ให้เจ้ามองจนคัดตำรานี่เสร็จดีหรือไม่... จะได้ช่วยดูด

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 74 เซี่ยมู่หยาง

    ในเรือนรับรองส่วนตัวอันเงียบสงัดห่างจากย่านการค้าของเมืองหลวง กลิ่นกำยานไม้หอมลอยอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง เซี่ยมู่หยางในชุดคลุมสีครามเข้มดูเคร่งขรึมและสง่างาม เขากำลังนั่งพิจารณารายงานธุระของสำนักอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้ตัวยาว ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยการก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบของศิษย์ในสำนักผู้หนึ่ง“รองเจ้าสำนัก... มีเรื่องด่วนขอรับ!”เซี่ยมู่หยางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองลูกศิษย์ที่ดูตื่นตระหนกผิดปกติ “มีอะไร? ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่ายามอยู่ที่เมืองหลวงให้ทำตัวสำรวม อย่าได้เอะอะไป”“ขออภัยขอรับ แต่เรื่องนี้สำคัญมาก...” ศิษย์ผู้นั้นกระซิบเสียงสั่น “เมื่อครู่ข้าไปสืบข่าวที่ตลาดมืด และได้พบสตรีผู้หนึ่ง นางถูกพวกนักเลงรุมล้อม ทว่านางกลับใช้เพียงพัดจีบในมือ จัดการพวกมันจนสิ้นท่าภายในพริบตาขอรับ!”เซี่ยมู่หยางขมวดคิ้วแน่นพลางวางพู่กันในมือลง “วิชาพัดมีอยู่ทั่วไปในแผ่นดิน แค่สตรีใช้พัดปกป้องตัวมันแปลกตรงไหน?”“แต่นาง... นางใช้ท่วงท่าอสนีสะบั้นของสำนักเ

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 73 น้ำตาลปั้นแสนขม บทลงโทษจากกัวรั่วชิง

    ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ โจรร่างโตก็นอนกองอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ สตรีตรงหน้าไม่ได้ฆ่าพวกมัน แต่กลับตัดหนทางขัดขืนด้วยวิชาที่เยือกเย็นที่สุดหลิวรุ่ยหลินยืนนิ่ง แววตาเย็นชากวาดมองกองดำๆ สามกองบนพื้น พลางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากจุดนั้นมุ่งหน้ากลับไปยังถนนกลางโดยที่นางไม่ทันสังเกตเห็น... ที่มุมตรอกฝั่งตรงข้าม มีศิษย์สำนักอสนีเมฆาผู้หนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เดิมทีเขากำลังจะชักกระบี่ออกไปช่วยเหลือสตรีที่ดูบอบบางนางนั้น ทว่ากลับต้องชะงักค้างอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นท่วงท่าพัดเมื่อครู่ แม้พลังทำลายจะเบาบางและไร้ลมปราณที่กล้าแกร่ง ทว่าร่องรอยและจังหวะการเคลื่อนไหวนั้นกลับดูคล้ายคลึงกับกระบวนท่าลับที่มีเพียงคนในระดับสูงของสำนักเท่านั้นที่จะรู้จักเมื่อตั้งสติได้ ศิษย์ผู้นั้นก็รีบเร้นกายหายไปในฝูงชนทันที เพื่อมุ่งหน้ากลับไปรายงานข่าวประหลาดนี้แก่เซี่ยมู่หยาง รองเจ้าสำนักที่เพิ่งมาเยือนเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน.........................................ทางด้านตลาดกลา

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 72 เรื่องน่าสงสัย และคนที่ได้ผลประโยชน์

    เซี่ยมู่หยางเป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถจนเกือบจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ทว่าด้วยปูมหลังที่มารดาเคยเป็นคนของพรรคมารมาก่อน อาจารย์จึงตัดสินใจเลือกหลิวรุ่ยหลินผู้สมบูรณ์แบบและไร้ตำหนิขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน“ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ ข่าวลือที่หลุดมาจากคนใกล้ชิดในเรือนรับรอง” หลงจู๊แค่นยิ้ม “หลิวรุ่ยหลินถึงขั้นเอ่ยปากว่า ยินดียกตำแหน่งเจ้าสำนักอสนีเมฆาให้เซี่ยมู่หยางเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ส่วนนางขอเพียงได้เป็นฮูหยินเคียงข้างเขาเท่านั้น”“เจ้าว่าอะไรนะ!”“นังหนู เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก” หลงจู๊เฒ่าหัวเราะหึๆ “ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าความรักจะทำให้สตรีน้ำแข็งอย่างเจ้าสำนักหลิวเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้”หลิวรุ่ยหลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบงันไปชั่วขณะหลังจากได้ยินคำว่า ‘ฮูหยินของเซี่ยมู่หยาง’ ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง หัวใจของนางสับสนปนเปจนยากจะแยกแยะ...ศิษย์พี่เซี่ย... เป็นท่านอย่างนั้นหรือ?ความทรงจำถึงศิ

  • ปริศนาชะตาชายารัก   บทที่ 71 ร้านตำราหมื่นอักษร

    หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือการหลอกลวงท้ายตรอกที่แสงไฟริบหรี่ที่สุด คือที่ตั้งของร้านตำราเก่าคร่ำคร่าแห่งหนึ่ง...หลิวรุ่ยหลินหยุดยืนอยู่ที่หน้า ‘ร้านตำราหมื่นอักษร’ ร้านเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมและเงียบเหงาจนแทบกลืนหายไปกับเงามืดท้ายตรอก กลิ่นกระดาษเก่าหม่นและน้ำหมึกแห้งกรังลอยมาปะทะจมูกทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภายในอัดแน่นไปด้วยชั้นตำราที่วางเรียงรายสูงตระหง่านจนถึงเพดาน บดบังแสงสว่างริบหรี่จากภายนอกจนแทบหมดสิ้นที่หลังโต๊ะไม้ตัวหนาซึ่งเต็มไปด้วย กองตำราและแท่นหมึก ชายชราผู้หนึ่งนั่งขดตัวอยู่ใต้ชุดคลุมสีเทาซีด ดวงตาของเขาปิดสนิท ทว่ามือผอมแห้งกลับขยับดีดลูกคิดรางไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า...ต๊อก... แต๊ก...หลิวรุ่ยหลินกวาดสายตามองไปบนชั้นวางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตำ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status