LOGINเมืองฉางหยาง หัวใจสำคัญแห่งแคว้นเว่ย
ภายใต้แผ่นฟ้ากว้างขวางที่ดูเหมือนจะสดใสกว่าที่ใดในแผ่นดิน กลิ่นอายแห่งความสงบสุขและความมั่งคั่งอบอวลไปทั่วทุกตารางนิ้วของเมืองฉางหยาง แคว้นเว่ยในปัจจุบันไม่ใช่ดินแดนชายแดนที่แห้งแล้งและกันดารอย่างที่คนในเมืองหลวงจินตนาการไว้อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดทางทิศประจิม
ทว่าในสายตาของคนภายนอก โดยเฉพาะขุนนางจากเมืองหลวง แคว้นเว่ยกลับถูกมองว่าเป็นแคว้นที่ ‘รอดมาได้เพราะโชคช่วย’ เนื่องจากมีเจ้าปกครองที่ไร้แก่นสารที่สุดในปฐพี อย่างเว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี
เหล่าขุนนางในเมืองหลวงมักจะจับกลุ่มนินทากันลับหลังด้วยความริษยาว่า "ที่แคว้นเว่ยยังไม่ล่มสลาย ย่อมเป็นเพราะสวรรค์ยังเมตตามอบยอดบุรุษสองคนมาเป็นเสาหลักให้"
คนแรกคือ เฉินรุ่ย กุนซือหน้าหยกผู้ที่ว่ากันว่ามีสติปัญญาเฉียบแหลมประหนึ่งขงเบ้งกลับชาติมาเกิด เขาจัดการระบบภาษีและการค้าจนแคว้นเว่ยมั่งคั่งผิดหูผิดตา วางระบบระเบียบจนไม่มีการรั่วไหลแม้แต่อีแปะเดียว ชาวบ้านจึงอยู่ดีกินดีภายใต้การบริหารหลังบ้านที่สมบูรณ์แบบ
ส่วนคนที่สองคือ หวงเชียนเล่อ แม่ทัพฉีหลิงผู้เกรียงไกร และยังมีศักดิ์เป็นถึง ซื่อจื่อจิ้งกั่วกง บุรุษผู้มีความหล่อโหดและสุขุมลุ่มลึกที่สามารถสยบข้าศึกทิศพายัพได้เพียงแค่ปลายดาบสะกิด ความนิ่งขรึมและวินัยทหารที่เขาวางไว้อย่างเข้มงวดทำให้แคว้นเว่ยมีความมั่นคงประดุจกำแพงเหล็ก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากไม่มีสองคนนี้ แคว้นเว่ยคงถูกมู่หย่งฉีผลาญจนเหลือแต่ซากไปนานแล้ว
แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของ หอชมวสันต์ สถานที่ที่หรูหราที่สุดในเมือง ซึ่งถูกเหมาปิดชั้นบนสุดไว้เพื่อการรับรองส่วนตัว กลิ่นหอมกรุ่นของเหล้าดอกท้อที่บ่มในไหหยกมานานกว่าห้าปีโชยละล่องไปตามสายลม คละคลุ้งไปกับกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย
มู่หย่งฉีในอาภรณ์สีม่วงเข้มตัดจากไหมชั้นเลิศปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆด้วยดิ้นทองคำ ใบหน้าที่หล่อเหลาปานหยกสลักนั้นมีความขี้เล่นและเกียจคร้านประดับอยู่เสมอ เขานอนเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่มยาวอย่างไม่ใส่ใจกิริยา อาภรณ์ช่วงลำคอเปิดกว้างเล็กน้อยเผยให้เห็นความไม่แยแสต่อระเบียบวินัย ดวงตาเรียวยาวดุจหงส์ทอดมองเหล่านางรำที่ร่ายรำอย่างชดช้อยตามจังหวะพิณเบื้องหน้าด้วยแววตาพึงพอใจ มือขวาเรียวยาวคีบจอกสุราขึ้นจิบทีละนิดอย่างสุนทรีย์
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ... สุราหมักดอกท้อในจอกนี้ เถ้าแก่หอชมวสันต์ทุ่มเทแรงกายแรงใจคัดเลือกวัตถุดิบมาเพื่อท่านโดยเฉพาะเลยนะพ่ะย่ะค่ะ รสชาตินุ่มละมุนลิ้นยิ่งนัก เสวยอีกสักนิดนะพ่ะย่ะค่ะ”
จิงจื่อ ขันทีคนสนิทที่มีใบหน้ากลมเกลี้ยงและคำพูดประจบประแจง คอยพัดวีให้เจ้านายอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก
“เสี่ยวจิงจื่อ... เจ้ารู้ใจเปิ่นหวางเรื่องสุราเสมอ แต่น่าเสียดายที่เสียงพัดและเสียงบ่นของเจ้านี่สิ ที่ทำให้สุนทรียภาพในใจเปิ่นหวางลดลงไปกว่าครึ่ง” มู่หย่งฉีเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงไปด้วยความหยอกล้อ แววตาที่ดูเหมือนเคลิบเคลิ้มกลับมีความฉลาดเฉลียวที่ซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด “แต่ก็นั่นแหละ ความสงบของที่นี่ดูเหมือนกำลังจะถูกรบกวนโดยพวก ‘คนจริงจัง’ เสียแล้ว”
เพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าที่หนักแน่น มั่นคง และเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอก็ดังมาจากบันไดไม้หอม แขกผู้มาเยือนคนแรกปรากฏกายขึ้นในความเงียบ เขาคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าสะอาดตา สวมกวนหยกขาวประณีต ท่วงท่าสง่างามดั่งกิเลนก้าวเหยียบเมฆ ผิวพรรณขาวละเอียดและนัยน์ตาที่ดูเหมือนจะอ่านใจคนออกทำให้เขาดูเป็นบุคคลที่เข้าถึงยาก
เฉินรุ่ยเดินเข้ามาหยุดนิ่งเบื้องหน้ามู่หย่งฉี ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างถูกระเบียบไร้ที่ติ ท่าทางของเขานิ่งสงบราวกับน้ำในสระหยก
“ท่านอ๋อง ดูเหมือนว่าความสุขสำราญในบ่ายวันนี้ของท่านจะต้องหยุดลงเสียแล้ว” เฉินรุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนุ่ม แต่มีพลังอยู่ในที มือที่เรียวยาวประดุจบงกชหยิบม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองที่สลักลายมังกรอย่างวิจิตรออกมาจากแขนเสื้อกว้าง
“เฉินรุ่ย... เจ้ามาที่นี่ทีไร ไม่ใช่เปิ่นหวางสั่งให้เจ้ารออยู่ที่ที่ว่าการหรืออย่างไร” มู่หย่งฉีถอนหายใจยาว วางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้พะยูงอย่างแสนเสียดาย “คงราชสารจากเสด็จพี่อีกล่ะสิ รอบนี้เขาด่าข้าเรื่องอะไรอีกล่ะ เรื่องที่ข้าแอบเอาส้มบรรณาการชั้นเลิศมาหมักเหล้าโหล หรือเรื่องที่ข้าสั่งปิดถนนสายหลักเพื่อจัดแข่งม้า จนขบวนขนส่งเสบียงหลวงต้องหยุดชะงักไปตั้งสามวัน?”
“เรื่องเหล่านั้นฝ่าบาททรงละเว้นไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เฉินรุ่ยคลี่ราชสารออกช้าๆ อย่างไว้เชิง “แต่ครานี้... ทรงถึงกับขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีแดง เป็นสัญญาณว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงประนีประนอมเรื่องนี้อย่างแน่นอน”
ทว่ายังไม่ทันที่เฉินรุ่ยจะเริ่มอ่านถ้อยคำในราชสาร รังสีอำนาจที่รุนแรง เย็นเฉียบ และกดดันจนบรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปก็แผ่ซ่านเข้ามาในห้อง เสียงฝีเท้าหนักๆ กระทบพื้นไม้ดังข่มเสียงพิณจนเงียบกริบ เหล่านางรำที่เคยเริงร่าต่างพากันก้มหน้าสั่นเทาด้วยความยำเกรงต่อบุรุษผู้มาใหม่
ใบหน้าคมเข้มดุจรูปสลักทราย นัยน์ตาคมปลาบดุจเหยี่ยวคู่นั้นเย็นชา และดุดันราวกับผ่านศึกสายเลือดมานับไม่ถ้วน รังสีอำนาจที่แผ่ออกมานั้นชัดเจนว่าตนเองคือของจริง หวงเชียนเล่อเดินมาหยุดยืนนิ่งเคียงข้างเฉินรุ่ย ประสานมือคำนับมู่หย่งฉีอย่างมั่นคงและสง่างาม
“ท่านอ๋อง ราชสารฉบับนี้มิใช่เรื่องที่จะทรงล้อเล่นได้เหมือนคราวก่อนๆ พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของหวงเชียนเล่อต่ำลึกและเย็นเยียบ
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
เหยาจิ้นทงได้ยินเช่นนั้น ก็ถามต่อเสียงเข้มดุจเสียงฟ้าผ่า “เหยาปิง! เจ้าปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร แล้วทำไมถึงไม่รายงานเรื่องนี้ให้ฮูหยินทราบ”เหยาปิงคุกเข่าลงทันที “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะท่านโหว วันนั้นคุณหนูบ่นว่ากระหายน้ำและอยากกินขนมดอกกุหลาบ บ่
สิ้นเสียงประกาศกร้าวของเว่ยอ๋อง บรรยากาศภายในตำหนักที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นชาพลันถูกแทรกซึมด้วยรังสีคุกคามบางอย่างที่เยือกเย็นและทรงอำนาจ ประตูตำหนักที่ปิดสนิทถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการขานนามจากขันทีหน้าห้อง เป็นการประกาศฐานะของผู้มาเยือนว่าสูงส่งเพียงใด“เจ้าจะเอาใครนะหย่ง
หลิวรุ่ยหลินรู้ดีว่าคนตรงหน้าคือเชื้อพระวงศ์ระดับอ๋อง หากเหยาปิงเรียกองครักษ์เข้ามา เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่กระทบต่อชื่อเสียงของจวนโหว ทั้งยังจะทำให้นางถูกผู้คนจับตามอง ซึ่งอาจกระทบแผนการในการรวบรวมเบาะแสเกี่ยวกับการตายของนางในชาติก่อนเอาได้ และที่สำคัญที่สุด ตอนนี้นางก็ยังไ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆามงคล เข้ามาภายในตำหนักส่วนตัวของเว่ยอ๋อง กลิ่นหอมจางๆ ของชาหลงจิ่งชั้นเลิศลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นกำยานไม้หอม บรรยากาศภายในตำหนักดูผ่อนคลาย ทว่าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าคนสนิทที่เฝ้ารอคอยรายงานสำคัญมู่หย่งฉีในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายพยัคฆ์คาบแก้ว







