เข้าสู่ระบบมู่หย่งฉีที่แสร้งเอนกายอย่างเกียจคร้าน เหลือบตามองแม่ทัพคู่ใจพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ท่าทีขี้เล่นของเขายังคงอยู่ แต่ในดวงตานั้นเผยแววคมกริบ
“เชียนเล่อ... แม้แต่เจ้าที่ปกติสุขุมดั่งภูเขาหิน ไม่เคยชายตาแลหอสุรา ยังอุตส่าห์เดินมาเตือนข้าถึงหอชมวสันต์ด้วยตนเอง ดูท่ารอบนี้เสด็จพี่คงจะส่ง 'ของขวัญ' ที่น่าปวดหัวที่สุดมาให้ข้าจริงๆ”
“ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งว่า หากท่านยังมัวแต่เอ้อระเหยอยู่เช่นนี้ จะทรงพิจารณาคุณหนูจากตระกูลอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ถางซือเซียน ให้พระราชทานสมรสลงมาพ่ะย่ะค่ะ”
“หา!!!” มู่หย่งฉีดีดตัวลุกขึ้นนั่งตรงจนเกือบตกตั่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกอย่างถึงที่สุด “เสด็จพี่เสียสติไปแล้วหรือ ถางซือเซียนผู้นั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ทั้งจ้าวจวินอ๋องกับไอ้เจ้าจิ้งจอกแห่งแคว้น เยี่ยนจิ้นหลิง กำลังพัวพันฟาดฟันกันแทบตายเพื่อแย่งชิงนางอยู่ หากข้าเข้าไปร่วมวง ก็มีแต่ตายกับตายน่ะสิ”
ครั้นคิดถึงใบหน้าสลักเสลาราวเทพเวียนของเยี่ยนจิ้นหลิงแล้ว มู่หย่งฉีก็ส่ายหัวอย่างแรง พลางยกจอกสุราขึ้นซดรวดเดียวหมด “ข้าไม่เอาด้วยหรอก บุรุษผมเงินที่ดูเหมือนคนงาม ทว่าในใจมีแต่แผนการเต็มไปหมด คนอะไรชอบมองข้าด้วยสายตาแปลกๆ แล้วก็นั่งยิ้มเหมือนรู้อะไรสักอย่างแต่ไม่ยอมบอก ช่างน่าขนลุกสิ้นดี! หากข้าไปแย่งผู้หญิงของเขา มีหวังโดนไอ้เจ้าผมเงินนั่นแอบใส่พิษหนอนกู่ หรือวางยาพิษแปลกๆ ลงในเหล้าข้าจนตายไม่รู้ตัวเป็นแน่”
หวงเชียนเล่อที่ยืนนิ่งอยู่ พยักหน้าเห็นพ้องด้วยแววตาเคร่งเครียด “ข้าเห็นด้วยกับท่านอ๋อง เยี่ยนจิ้นหลิงมิใช่คนที่ควรต่อกรด้วยโดยไม่จำเป็น ข้าเคยทำศึกร่วมกับตระกูลเยี่ยน... คนพวกนี้รับมือยากนัก และมิอาจคาดเดาว่ามีสิ่งใดซ่อนเร้นภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้น”
“นั่นไง! แม้แต่เชียนเล่อยังสัมผัสได้” มู่หย่งฉีได้ทีรีบกล่าวเสริมอย่างออกรส “ดูฉินอ๋องเป็นตัวอย่างเถิด เพราะเขารับพระชายารองจากหลากตระกูลขุนนางเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมือง และที่หนักที่สุดคือต้องมาแต่งกับเยี่ยนเยว่ฉีอีก แล้วเป็นอย่างไรเล่า เรือนหลังที่พี่ชายข้าคิดว่าควบคุมได้ก็เกิดเรื่องจนจวนแทบระเบิด”
“เป็นฉินหวางเฟยถูกวางยามิใช่หรือ เหตุใดท่านอ๋องจึงพูดเหมือนว่านางเป็นต้นเหตุความวุ่นวายเล่าพ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อถามด้วยสีหน้างวยงง
“เสี่ยวจิงจื่อ เจ้าจะไปรู้อะไร ใครๆ ก็บอกว่าเยี่ยนเยว่ฉีเรียบร้อยอ่อนหวานดั่งดอกบัวขาว แต่เปิ่นหวางถามจริงๆ เถอะ พี่น้องตระกูลเยี่ยนมีใคร ‘ปกติ’ บ้าง” มู่หย่งฉีลดเสียงลงพลางทำท่าขนลุก “ดูอย่างพี่ชายคนโตของนางเยี่ยนหยางจงสิ... รายนั้นน่ะนิ่งขรึมจนแทบจะกลืนไปกับฉากหลัง วางท่าทีเป็นบุรุษสุภาพ อ่อนโยน ยิ้มบางๆ อยู่เสมอ แต่เปิ่นหวางล่ะเกลียดสายตาแบบนั้นที่สุด มันคือพวกหน้าเนื้อใจเสือชัดๆ คนที่เป็นถึง ‘เครื่องจักรสังหารแห่งแดนเหนือ’ จะเป็นคนเรียบง่ายแบบที่แสดงออกได้อย่างไร ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอมนั่น เปิ่นหวางล่ะสงสัยจริงๆ ว่าเขากำลังคำนวณหาวิธีฆ่าคนอยู่กี่วิธี”
จิงจื่อหน้าซีด “เช่นนั้น เรารีบเฟ้นหาคุณหนูคนใหม่เร็วๆ เถิดพ่ะย่ะค่ะ ก่อนที่จะมีปัญหากับพี่น้องตระกูลเยี่ยน”
มู่หย่งฉีทุบโต๊ะไม้พะยูงเสียงดังปัง “เปิ่นหวางไม่แต่งกับถางซือเซียนเด็ดขาด และก็ไม่เอาสตรีที่มีภูมิหลังซับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น เปิ่นหวางจะไม่เดินตามรอยความวุ่นวายของเสด็จพี่เลี่ยงหรงเด็ดขาด เปิ่นหวางจะเลือกพระชายาเอง ไม่อย่างนั้นชีวิตอิสระและการร่ำสุราคงได้จบสิ้นจริงๆ แล้ว”
เฉินรุ่ยที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ลอบยิ้มออกมาจางๆ “ในเมื่อท่านอ๋องมิได้อยากได้ภรรยาจากตระกูลขุนนางใหญ่ที่จ้องจะแสวงหาอำนาจ และมิอยากได้คนของราชสำนักมาคอยสอดแนมถึงในห้องนอน... เหตุใดท่านไม่ใช้โอกาสนี้เลือก ‘โล่กำบัง’ ที่ดีที่สุดด้วยตนเองเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
มู่หย่งฉีเลิกคิ้วขึ้นสูง “โล่กำบังของเจ้านี่ หมายถึงอะไรกัน”
“หมากที่ไร้พิษสงพ่ะย่ะค่ะ” เฉินรุ่ยอธิบายพร้อมกับคลี่พัดขนนกในมือช้าๆ “สตรีที่แต่งเข้ามาแล้วอยู่เงียบๆ ราวกับอากาศธาตุ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจ ไม่มีความทะเยอทะยาน และที่สำคัญ... ต้องเป็นสตรีที่ผู้อื่นมองข้ามไปเลยยิ่งดี หากท่านเลือกสตรีเช่นนี้มาเป็นพระชายา ฝ่าบาทก็มิอาจตรัสอะไรได้อีก เพราะท่านได้ทำตามพระประสงค์แล้ว ท่านอ๋องก็จะได้ใช้ชีวิตอิสระต่อไปได้อย่างสงบสุข”
ดวงตาของมู่หย่งฉีเริ่มสว่างวาวขึ้นมาทันที ราวกับพบช่องทางหนีทีไล่ที่ถูกใจ “อืม... ความคิดดี เฉินรุ่ย เจ้ามันปีศาจในคราบบัณฑิตจริงๆ เช่นนั้นข้าจะต้องเฟ้นหาคนที่ไม่ค่อยฉลาด ยิ่งหัวอ่อนยิ่งดี เพราะนางจะไม่มีวันฟ้องเสด็จพี่ว่าข้าแอบทำอะไรอยู่ที่นี่ และข้าก็มิต้องเสียเวลาเอาใจนางให้เหนื่อยแรง”
หวงเชียนเล่อพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบนั้นยังคงนิ่งสนิทและมั่นคง
มู่หย่งฉีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อม่วงเข้มอย่างสง่างามราวมังกรตื่นจากการหลับใหล ก่อนจะหันไปทางหวงเชียนเล่อที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น “แต่เชียนเล่อ... เจ้าเองก็เถอะ อายุล่วงเลยข้าไปแล้ว ป่านนี้ซื่อจื่อจิ้งกั่วกงควรจะมีภรรยาเอกที่งดงามและคู่ควรแต่งเข้าบ้านได้แล้วนะ มัวแต่ทำหน้าบึ้งตึงไล่สตรีอยู่ได้ หรือว่าหัวใจของแม่ทัพฉีหลิงถูกแช่แข็งไปเสียแล้วจริงๆ”
นัยน์ตาสีเข้มของหวงเชียนเล่อนั้นยังคงนิ่งลึกยากจะคาดเดาความรู้สึกลึกๆ ภายใน “ภาระหน้าที่ในการป้องป้องความสงบของแผ่นดินและชีวิตของท่านอ๋อง คือสิ่งแรกที่ข้าคำนึงถึง เรื่องส่วนตัวนั้น... ข้ายังมิได้รีบร้อนพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าไม่มีสตรีในดวงใจแน่นะ” มู่หย่งฉีถามย้ำ เพราะจับน้ำเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อยในคำว่า ‘ยังมิได้รีบร้อน’ ได้
หวงเชียนเล่อทำหน้านิ่งไม่ยอมตอบคำถามนั้น
“เฮ้อ... ไม่มีก็ไม่มี เจ้านี่มันก้อนหินเดินได้ชัดๆ” มู่หย่งฉีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะก้าวเดินนำลงจากหอชมวสันต์ ท่าทางของเขากลับมาดูยียวนและระรื่นอีกครั้ง
เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาความเย็นสบายมาสู่แคว้นบรรณาการ ต้นไม้ในจวนเว่ยอ๋องผลัดใบเป็นสีส้มทองกว้างใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในจวนกลับอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั่นเพราะยามนี้ หลิวรุ่ยหลินได้คลอดบุตรสาวตัวน้อย แก้วตาดวงใจของจวนอ๋องออกมาอย่างปลอดภัยแล้วทารกน้อยผู้มีผิวขาวผ่องแก้มชมพูระเรื่อ นามว่า มู่ซินอี๋ นางมีดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวเหมือนมารดา และมีรอยยิ้มพราวเสน่ห์เหมือนบิดาไม่มีผิดเพี้ยน ยามที่ชาวบ้านรู้ข่าวว่าพระชายาคลอดท่านหญิง ต่างก็พากันจัดงานฉลองทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งยกย่องว่าทารกน้อยผู้นี้คือ “กุมารีสวรรค์” ที่นำความมั่งคั่งและความสงบสุขมาสู่แคว้นทว่าเบื้องหลังหน้ากากอ๋องเสเพลผู้โชคดี ยามนี้มู่หย่งฉีได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็น “บิดาเห่อลูก” ขั้นหนักชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด“จิงจื่อ เบาเสียงหน่อย อี๋เอ๋อร์ตัวน้อยของข้าเพิ่งจะหลับไป”เสียงเข้มกระซิบดุของมู่หย่งฉีดังขึ้นภายในเรือนพัก เขากำลังนั่งอยู่ข้างตั่ง อุ้มทารกน้อยตัวนุ่มฟูไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากลงน้ำหนักมากไปเพียงนิด ร่างน้อยๆ นี้จะแตกสลายไปจิงจื่อถึงกับต
แดดในยามบ่ายของแคว้นเว่ยอบอุ่นกำลังดี สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาโชยผ่านกำแพงจวนเว่ยอ๋อง หากมองจากภายนอก จวนแห่งนี้ช่างดูสงบเงียบและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันผ่อนคลาย ราวกับเป็นสถานที่พักผ่อนของบุคคลผู้ไร้ซึ่งความทะเยอทะยานโดยแท้และนั่นคือสิ่งที่คนภายนอกรับรู้…ณ หอสุราสดับลม หอสุราที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นบรรณาการบรรดาขุนนางและสายสืบจากเมืองหลวงที่แฝงตัวมาในคราบพ่อค้า ต่างพากันจับจองโต๊ะริมหน้าต่างชั้นสาม นั่งจิบชาพลางทอดสายตามองลงไปยังศาลาพักผ่อนริมน้ำนอกกำแพงจวนเว่ยอ๋อง ที่ซึ่งข้ามถนนไปเพียงเล็กน้อยก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนที่นั่นปรากฏร่างของ เว่ยอ๋อง มู่หย่งฉี ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าอ่อน หลวมกว้าง ร่างสูงโปร่งเอนกายทอดถอนใจอยู่บนตั่งยาวอย่างไม่แคร์สายตาชาวบ้าน ในมือถือพัดขนนกโบกไปมาอย่างเกียจคร้าน ข้างกายมีขันทีคนสนิทอย่างจิงจื่อ คอยพัดวีกระพือลมและป้อนผลไม้ให้อย่างเอาอกเอาใจ“เฮ้อ… ชีวิตช่างว่างเปล่าจริงหนอ” น้ำเสียงเกียจคร้านของมู่หย่งฉีดังลอยขึ้นมาตามลม “จิงจื่อ ให้คนยกสุราดอกท้อชั้นดีมาอีกสองไห วันนี้ข้าจะนอนฟังดนตรีให้สบายใจ”“พ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อขานรับเสียงดังฟังชัด พลา
หลังจากมู่หย่งฉีสั่งการให้บ่าวไพร่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง เขาก็ประคองหลิวรุ่ยหลินกลับเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัวอันกว้างขวางลึกเข้าไปในเรือนชั้นใน เพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายและเปิดอกคุยถึงวันข้างหน้าหลังจากนี้ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ มู่หย่งฉีนั่งลงบนเตียงกว้างพลางดึงร่างของภรรยาเข้ามานั่งบนตักหนา เขาซบหน้าลงกับลาดไหล่บางลอบระบายลมหายใจยาวลึก ราวกับต้องการสลัดคราบของเว่ยอ๋องผู้แบกรับภาระหนักอึ้งในเมืองหลวงออกไปจนหมดสิ้น“เจินเจิน... เจ้าล่วงรู้เรื่องที่ข้าเสแสร้งแกล้งทำเป็นอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งแล้วใช่หรือไม่” มู่หย่งฉีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง“ข้ารู้มานานแล้ว” หลิวรุ่ยหลินพยักหน้ารับแผ่วเบา “ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองอย่างหาตัวจับยาก ทว่าที่ต้องแสร้งทำตัวเหลวแหลกไร้สาระ เที่ยวเตร่ไปวันๆ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจอันโสมมในราชสำนัก เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและคนที่รัก”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสในความชาญฉลาดของสตรีในอ้อมกอด อ๋องหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางเอ่ยคำสัญญาสำคัญด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“สมกับเป็นภรร
เสียงล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างมั่นคง ทัศนียภาพของขุนเขาและม่านหมอกแห่งสำนักอัสนีเมฆาค่อยๆ เลื่อนลับหายไปเบื้องหลัง บรรยากาศภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกบุด้วยเบาะขนสัตว์หนานุ่มเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความหวานละมุนอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานาน มู่หย่งฉีที่แม้ใบหน้าจะยังคงมีความซีดเซียวอยู่บ้างจากพิษบาดแผล ทว่าแววตาของเขาในยามนี้กลับส่องประกายระยิบระยับลึกซึ้ง แขนแกร่งโอบประคองร่างบางของหลิวรุ่ยหลินเอาไว้ในอ้อมอกราวกับกำลังกกกอดแก้วตาดวงใจอันแสนเปราะบาง“หย่งฉี ท่านประคองข้าแน่นเกินไปแล้ว ข้ามิใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเสียหน่อย บาดแผลของท่านเองก็ยังสมานตัวไม่ดี หากขยับแรงจะอักเสบเอาได้” หลิวรุ่ยหลินเอ่ยทัดทานเสียงเบา ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อเมื่อเขาคอยเอาแต่จัดแจงท่านั่ง ประคบประหงม และป้อนน้ำป้อนขนมนางไม่หยุดหย่อนตลอดทาง“ไม่ได้... เจินเจินของข้าลำบากตรากตรำ นั่งเฝ้าข้าที่เรือนโอสถจนร่างกายซูบเซียวไปถึงเพียงนี้ ข้าเป็นสามีย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดี” มู่หย่งฉีกระซิบเสียงนุ่ม พลางก้มลงฝังจมูกโด่งสันลงบนแก้วนวลเนียนของภรรยาฟอดใหญ่อย่างแสนรัก “บาดแผลของข้าแค่นี้ไกลหัวใจนัก ได้ยาดีจากหมอ
วันต่อมาหลังจากอาการบาดเจ็บของมู่หย่งฉีเริ่มทรงตัวและพอจะขยับลุกนั่งได้บ้างโดยมีหลิวรุ่ยหลินคอยประคองดูแลอยู่ไม่ห่าง เว่ยอ๋องก็ตัดสินใจให้หวงเชียนเล่อไปเชิญตัวรองเจ้าสำนักเซี่ยมู่หยางเข้ามาพบภายในห้องรักษาหลัก เพื่อสะสางเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้งและสมเกียรติครืด...บานประตูเลื่อนออกพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดไว้อาลัยสีขาวของเซี่ยมู่หยางที่ก้าวเข้ามา แววตาของรองเจ้าสำนักยามนี้ยังคงมีความหม่นแสงทว่ากลับดูสงบนิ่งและปล่อยวางขึ้นมาก ชายหนุ่มกวาดสายตามองคนทั้งสองบนเตียงรักษา ก่อนจะหยุดลงที่มู่หย่งฉี“เห็นท่านฟื้นขึ้นมาได้เช่นนี้ ข้าก็เบาใจ” เซี่ยมู่หยางเอ่ยเสียงเรียบ “บาดแผลของท่านเกิดจากคนของสำนักเรา ข้าย่อมต้องรับผิดชอบ”มู่หย่งฉียกยิ้มบาง ทว่าแววตาของอ๋องหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยรังสีน่าเกรงขามอันสูงส่ง ชายหนุ่มขยับกายพิงหัวเตียง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงอำนาจ “ท่านรองเจ้าสำนักเซี่ย เกรงใจไปแล้ว บาดแผลนี้เกิดจากกลุ่มกบฏและคนทรยศ หาใช่ความผิดของท่านไม่ อีกอย่าง... ยามนี้เรื่องราวคลี่คลายลงด้วยดี ข้าย่อมต้องขอบคุณท่านที่ช่วยปกป้องฮูหยินของข้าเอาไว้”คำว่า ‘ฮูหยินของข้า’ ทำเอาเซี่ยมู
เว่ยอ๋องมู่หย่งฉีหาได้สนใจคำเตือนของนาง ข้าวของเงินทองหรือแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเขาก็มิได้นำพา ยามนี้ท่านอ๋องกระชับมือเรียวบางของภรรยาไว้แน่นหนา ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยววินาที นางจะอันตรธานหายไปดั่งภาพฝัน แววตาของอ๋องเสเพลอันดับหนึ่งยามนี้ไม่มีแววหยอกเย้าเหลืออยู่ มีเพียงความสำนึกผิดและความรักอันท่วมท้นที่กักเก็บไว้ไม่ไหวอีกต่อไป“เจินเจิน... ฟังข้าให้ดีนะ ข้าขอโทษ...” เว่ยอ๋องเอ่ย น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ดวงตาคมเริ่มแดงระเรื่อ “ความจริงแล้ว... ในตอนนั้นข้ากำลังจะสั่งปล่อยตัวเจ้าจากการกักบริเวณอยู่แล้ว ข้าหาได้ตั้งใจจะกักขังเจ้าไว้ชั่วชีวิตไม่”หลิวรุ่ยหลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวาบเมื่อได้ยินประโยคที่คาดไม่ถึงจากปากสามี น้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้จวนเจียนจะหยาดร่วง แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเขา นางจึงแสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ท่านบาดเจ็บอยู่นะ”“ไม่ได้ ข้าต้องบอกเจ้าเดี๋ยวนี้” เว่ยอ๋องสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกและเล่าความจริงที่ติดค้างอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด “หลังจากข้าได้ฟังคำให้การจากเหล่าสาวใช้ และเรื่องราวใน
ท่ามกลางความครึกครื้นของงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย แสงแดดส่องสะท้อนเครื่องประดับบนมวยผมของเหล่าคุณหนูจนดูระยิบระยับไปทั่วทั้งสวนหลวง มู่หย่งฉีนั่งเอนกายจิบสุราผลไม้อย่างสุนทรีย์อยู่ในฝั่งงานเลี้ยงบุรุษ ท่าทางเสเพลเกียจคร้านดูเป็นธรรมชาติเสียจนไม่มีใครเอะใจว่าเขากำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งใด
นอกจากไม่โกรธแล้ว มูหย่งฉียังระเบิดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แววตาที่มองนางนั้นเต็มไปด้วยความขบขันเขาโน้มหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดข้างแก้มนาง แววตาสุนัขจิ้งจอกพราวระยับ “ในเมื่อเจินเอ๋อร์บอกว่าเปิ่นหวางน่ากินถึงเพียงนี้... เจ้าอยากจะลอง ‘กิน’ เปิ่นหวางจริงๆ สักคำหรือไม่เล่า”‘ไอ้คนหน้าหนา ใครเขาถ
มู่หย่งฉีประคองร่างเล็กของเหยาหลิงเจินเดินเลี่ยงออกมาจากความวุ่นวาย มุ่งหน้าไปยังศาลาหกเหลี่ยมที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางดงดอกโบตั๋นเมื่อถึงที่หมาย เขาไม่ได้พานางไปนั่งที่ม้านั่งหินเย็นชืด แต่ให้นั่งบนเบาะรองนั่งที่ให้คนมาวางเตรียมไว้แล้ว ก่อนจะบรรจงประคองร่างของแม่นางน้อ
ภายในห้องหนังสือของจวนแม่ทัพฉีหลิง กลิ่นหมึกและกระดาษเก่าเคล้าไปกับกลิ่นกำยานอ่อนๆ หวงเชียนเล่อนั่งจ้องพู่กันในมือนิ่งอยู่นานราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก แม้ภายนอกเขาจะดูสุขุมเยือกเย็นประหนึ่งขุนเขาตามวิสัยแม่ทัพ ทว่าภายในใจกลับมีความกังวลบางอย่างเกี่ยวกับสถานการณ์ของกัวรั่วชิงที่ไม่อาจสลัดทิ้งไป







