เข้าสู่ระบบมู่หย่งฉีที่แสร้งเอนกายอย่างเกียจคร้าน เหลือบตามองแม่ทัพคู่ใจพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ท่าทีขี้เล่นของเขายังคงอยู่ แต่ในดวงตานั้นเผยแววคมกริบ
“เชียนเล่อ... แม้แต่เจ้าที่ปกติสุขุมดั่งภูเขาหิน ไม่เคยชายตาแลหอสุรา ยังอุตส่าห์เดินมาเตือนข้าถึงหอชมวสันต์ด้วยตนเอง ดูท่ารอบนี้เสด็จพี่คงจะส่ง 'ของขวัญ' ที่น่าปวดหัวที่สุดมาให้ข้าจริงๆ”
“ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งว่า หากท่านยังมัวแต่เอ้อระเหยอยู่เช่นนี้ จะทรงพิจารณาคุณหนูจากตระกูลอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ถางซือเซียน ให้พระราชทานสมรสลงมาพ่ะย่ะค่ะ”
“หา!!!” มู่หย่งฉีดีดตัวลุกขึ้นนั่งตรงจนเกือบตกตั่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนกอย่างถึงที่สุด “เสด็จพี่เสียสติไปแล้วหรือ ถางซือเซียนผู้นั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ทั้งจ้าวจวินอ๋องกับไอ้เจ้าจิ้งจอกแห่งแคว้น เยี่ยนจิ้นหลิง กำลังพัวพันฟาดฟันกันแทบตายเพื่อแย่งชิงนางอยู่ หากข้าเข้าไปร่วมวง ก็มีแต่ตายกับตายน่ะสิ”
ครั้นคิดถึงใบหน้าสลักเสลาราวเทพเวียนของเยี่ยนจิ้นหลิงแล้ว มู่หย่งฉีก็ส่ายหัวอย่างแรง พลางยกจอกสุราขึ้นซดรวดเดียวหมด “ข้าไม่เอาด้วยหรอก บุรุษผมเงินที่ดูเหมือนคนงาม ทว่าในใจมีแต่แผนการเต็มไปหมด คนอะไรชอบมองข้าด้วยสายตาแปลกๆ แล้วก็นั่งยิ้มเหมือนรู้อะไรสักอย่างแต่ไม่ยอมบอก ช่างน่าขนลุกสิ้นดี! หากข้าไปแย่งผู้หญิงของเขา มีหวังโดนไอ้เจ้าผมเงินนั่นแอบใส่พิษหนอนกู่ หรือวางยาพิษแปลกๆ ลงในเหล้าข้าจนตายไม่รู้ตัวเป็นแน่”
หวงเชียนเล่อที่ยืนนิ่งอยู่ พยักหน้าเห็นพ้องด้วยแววตาเคร่งเครียด “ข้าเห็นด้วยกับท่านอ๋อง เยี่ยนจิ้นหลิงมิใช่คนที่ควรต่อกรด้วยโดยไม่จำเป็น ข้าเคยทำศึกร่วมกับตระกูลเยี่ยน... คนพวกนี้รับมือยากนัก และมิอาจคาดเดาว่ามีสิ่งใดซ่อนเร้นภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้น”
“นั่นไง! แม้แต่เชียนเล่อยังสัมผัสได้” มู่หย่งฉีได้ทีรีบกล่าวเสริมอย่างออกรส “ดูฉินอ๋องเป็นตัวอย่างเถิด เพราะเขารับพระชายารองจากหลากตระกูลขุนนางเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมือง และที่หนักที่สุดคือต้องมาแต่งกับเยี่ยนเยว่ฉีอีก แล้วเป็นอย่างไรเล่า เรือนหลังที่พี่ชายข้าคิดว่าควบคุมได้ก็เกิดเรื่องจนจวนแทบระเบิด”
“เป็นฉินหวางเฟยถูกวางยามิใช่หรือ เหตุใดท่านอ๋องจึงพูดเหมือนว่านางเป็นต้นเหตุความวุ่นวายเล่าพ่ะย่ะค่ะ” จิงจื่อถามด้วยสีหน้างวยงง
“เสี่ยวจิงจื่อ เจ้าจะไปรู้อะไร ใครๆ ก็บอกว่าเยี่ยนเยว่ฉีเรียบร้อยอ่อนหวานดั่งดอกบัวขาว แต่เปิ่นหวางถามจริงๆ เถอะ พี่น้องตระกูลเยี่ยนมีใคร ‘ปกติ’ บ้าง” มู่หย่งฉีลดเสียงลงพลางทำท่าขนลุก “ดูอย่างพี่ชายคนโตของนางเยี่ยนหยางจงสิ... รายนั้นน่ะนิ่งขรึมจนแทบจะกลืนไปกับฉากหลัง วางท่าทีเป็นบุรุษสุภาพ อ่อนโยน ยิ้มบางๆ อยู่เสมอ แต่เปิ่นหวางล่ะเกลียดสายตาแบบนั้นที่สุด มันคือพวกหน้าเนื้อใจเสือชัดๆ คนที่เป็นถึง ‘เครื่องจักรสังหารแห่งแดนเหนือ’ จะเป็นคนเรียบง่ายแบบที่แสดงออกได้อย่างไร ภายใต้รอยยิ้มจอมปลอมนั่น เปิ่นหวางล่ะสงสัยจริงๆ ว่าเขากำลังคำนวณหาวิธีฆ่าคนอยู่กี่วิธี”
จิงจื่อหน้าซีด “เช่นนั้น เรารีบเฟ้นหาคุณหนูคนใหม่เร็วๆ เถิดพ่ะย่ะค่ะ ก่อนที่จะมีปัญหากับพี่น้องตระกูลเยี่ยน”
มู่หย่งฉีทุบโต๊ะไม้พะยูงเสียงดังปัง “เปิ่นหวางไม่แต่งกับถางซือเซียนเด็ดขาด และก็ไม่เอาสตรีที่มีภูมิหลังซับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น เปิ่นหวางจะไม่เดินตามรอยความวุ่นวายของเสด็จพี่เลี่ยงหรงเด็ดขาด เปิ่นหวางจะเลือกพระชายาเอง ไม่อย่างนั้นชีวิตอิสระและการร่ำสุราคงได้จบสิ้นจริงๆ แล้ว”
เฉินรุ่ยที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ลอบยิ้มออกมาจางๆ “ในเมื่อท่านอ๋องมิได้อยากได้ภรรยาจากตระกูลขุนนางใหญ่ที่จ้องจะแสวงหาอำนาจ และมิอยากได้คนของราชสำนักมาคอยสอดแนมถึงในห้องนอน... เหตุใดท่านไม่ใช้โอกาสนี้เลือก ‘โล่กำบัง’ ที่ดีที่สุดด้วยตนเองเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
มู่หย่งฉีเลิกคิ้วขึ้นสูง “โล่กำบังของเจ้านี่ หมายถึงอะไรกัน”
“หมากที่ไร้พิษสงพ่ะย่ะค่ะ” เฉินรุ่ยอธิบายพร้อมกับคลี่พัดขนนกในมือช้าๆ “สตรีที่แต่งเข้ามาแล้วอยู่เงียบๆ ราวกับอากาศธาตุ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจ ไม่มีความทะเยอทะยาน และที่สำคัญ... ต้องเป็นสตรีที่ผู้อื่นมองข้ามไปเลยยิ่งดี หากท่านเลือกสตรีเช่นนี้มาเป็นพระชายา ฝ่าบาทก็มิอาจตรัสอะไรได้อีก เพราะท่านได้ทำตามพระประสงค์แล้ว ท่านอ๋องก็จะได้ใช้ชีวิตอิสระต่อไปได้อย่างสงบสุข”
ดวงตาของมู่หย่งฉีเริ่มสว่างวาวขึ้นมาทันที ราวกับพบช่องทางหนีทีไล่ที่ถูกใจ “อืม... ความคิดดี เฉินรุ่ย เจ้ามันปีศาจในคราบบัณฑิตจริงๆ เช่นนั้นข้าจะต้องเฟ้นหาคนที่ไม่ค่อยฉลาด ยิ่งหัวอ่อนยิ่งดี เพราะนางจะไม่มีวันฟ้องเสด็จพี่ว่าข้าแอบทำอะไรอยู่ที่นี่ และข้าก็มิต้องเสียเวลาเอาใจนางให้เหนื่อยแรง”
หวงเชียนเล่อพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบนั้นยังคงนิ่งสนิทและมั่นคง
มู่หย่งฉีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สะบัดชายเสื้อม่วงเข้มอย่างสง่างามราวมังกรตื่นจากการหลับใหล ก่อนจะหันไปทางหวงเชียนเล่อที่ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น “แต่เชียนเล่อ... เจ้าเองก็เถอะ อายุล่วงเลยข้าไปแล้ว ป่านนี้ซื่อจื่อจิ้งกั่วกงควรจะมีภรรยาเอกที่งดงามและคู่ควรแต่งเข้าบ้านได้แล้วนะ มัวแต่ทำหน้าบึ้งตึงไล่สตรีอยู่ได้ หรือว่าหัวใจของแม่ทัพฉีหลิงถูกแช่แข็งไปเสียแล้วจริงๆ”
นัยน์ตาสีเข้มของหวงเชียนเล่อนั้นยังคงนิ่งลึกยากจะคาดเดาความรู้สึกลึกๆ ภายใน “ภาระหน้าที่ในการป้องป้องความสงบของแผ่นดินและชีวิตของท่านอ๋อง คือสิ่งแรกที่ข้าคำนึงถึง เรื่องส่วนตัวนั้น... ข้ายังมิได้รีบร้อนพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าไม่มีสตรีในดวงใจแน่นะ” มู่หย่งฉีถามย้ำ เพราะจับน้ำเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อยในคำว่า ‘ยังมิได้รีบร้อน’ ได้
หวงเชียนเล่อทำหน้านิ่งไม่ยอมตอบคำถามนั้น
“เฮ้อ... ไม่มีก็ไม่มี เจ้านี่มันก้อนหินเดินได้ชัดๆ” มู่หย่งฉีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะก้าวเดินนำลงจากหอชมวสันต์ ท่าทางของเขากลับมาดูยียวนและระรื่นอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ เนื่องจากหลิวรุ่ยหลินไร้ซึ่งความจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีก่อนทั้งหมด นางเพียงแค่อยากรู้ว่าตนเองจบชีวิตลงได้อย่างไรเท่านั้น หากนางเสียท่าในการประลองหรือป่วยตายก็แล้วไป ทว่าทุกอย่างกลับเลวร้ายกว่าที่คิดมากนัก ตอนนี้มีคนสวมรอยเป็นนาง และคนผู้นั้นมิใช่เหยาหลิงเจิน แต่เป็นคนในสำนักที่จัดฉากว่านางยังมีชีวิตอยู่อย่างแนบเนียนคนที่น่าสงสัยที่สุดคงไม่พ้นศิษย์พี่เซี่ยที่กำลังจะได้ประโยชน์จากการแต่งงานกับเจ้าสำนักตัวปลอม และถึงแม้ตอนนี้น้องสาวของนางอย่างหลิวซวงซวงจะยังมีชีวิตและยังอาศัยอยู่ในสำนัก แต่นางอาจจะกำลังถูกควบคุมตัวอยู่ก็ได้ เพราะหลิวซวงซวงไม่มีทางดูไม่ออกว่าเจ้าสำนักหลิวในตอนนี้คือตัวปลอมนางไม่มีวันยอมให้คนชั่วไร้คุณธรรมขึ้นเป็นเจ้าสำนัก และยิ่งไม่ยอมให้พวกนั้นมาเหยียบย่ำชื่อเสียงตลอดชีวิตของนางเพื่อทำเรื่องเสื่อมเสีย ทว่าในตอนนี้ร่างของคุณหนูในห้องหออย่างเหยาหลิงเจินกลับติดแหง็กอยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้แต่ทันทีที่ได้ยินคำเกี้ยวพาและข้อเสนอของมู่หย่งฉี หลิวรุ่ยหลินก็พลันนึกขึ้นได้...เขาคือเว่ยอ๋อง ผู้ครอบครองแคว้นเว่ย หากนางต้องการออกจากจวนเจิ้นหนิงโหวและกลับไปยังแ
หลิวรุ่ยหลินเหลือบมองร่างสูงโปร่งของมู่หย่งฉีที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานของนางอยู่ แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลาราวกับภาพวาด ทว่าความกวนประสาทที่แฝงอยู่บ่อยครั้งทำให้นางอดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบาพอให้เขาได้ยิน“แล้วที่บอกว่าไปเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า... จะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าอ๋องหล่อที่ชอบปีนเข้าห้องคนอื่นเล่า ผิวพรรณบนใบหน้าท่านหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก แต่ก็มองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อหรอก” นางแสร้งทำตาใสซื่อขัดกับคำพูดที่ค่อนแคะเรื่องความหน้าทนของเขาอย่างจงใจ“มองข้าได้ทั้งวันไม่เบื่อจริงหรือ?” มู่หย่งฉีไม่ได้โกรธเคือง ซ้ำยังกระซิบถามพลางโน้มกายลงมาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากดวงหน้านวล แววตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของนางที่วูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาสวมรอยเป็นคุณหนูผู้โง่เขลาเช่นเดิม มือหนาเอื้อมไปหยิบพู่กันที่เลอะหมึกออกจากมือของนางอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าความเงอะงะของนางจะทำให้หมึกเปื้อนไปมากกว่านี้“หากมองได้ไม่เบื่อ เช่นนั้นข้าจะอยู่ให้เจ้ามองจนคัดตำรานี่เสร็จดีหรือไม่... จะได้ช่วยดูด
ในเรือนรับรองส่วนตัวอันเงียบสงัดห่างจากย่านการค้าของเมืองหลวง กลิ่นกำยานไม้หอมลอยอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง เซี่ยมู่หยางในชุดคลุมสีครามเข้มดูเคร่งขรึมและสง่างาม เขากำลังนั่งพิจารณารายงานธุระของสำนักอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้ตัวยาว ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยการก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบของศิษย์ในสำนักผู้หนึ่ง“รองเจ้าสำนัก... มีเรื่องด่วนขอรับ!”เซี่ยมู่หยางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองลูกศิษย์ที่ดูตื่นตระหนกผิดปกติ “มีอะไร? ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่ายามอยู่ที่เมืองหลวงให้ทำตัวสำรวม อย่าได้เอะอะไป”“ขออภัยขอรับ แต่เรื่องนี้สำคัญมาก...” ศิษย์ผู้นั้นกระซิบเสียงสั่น “เมื่อครู่ข้าไปสืบข่าวที่ตลาดมืด และได้พบสตรีผู้หนึ่ง นางถูกพวกนักเลงรุมล้อม ทว่านางกลับใช้เพียงพัดจีบในมือ จัดการพวกมันจนสิ้นท่าภายในพริบตาขอรับ!”เซี่ยมู่หยางขมวดคิ้วแน่นพลางวางพู่กันในมือลง “วิชาพัดมีอยู่ทั่วไปในแผ่นดิน แค่สตรีใช้พัดปกป้องตัวมันแปลกตรงไหน?”“แต่นาง... นางใช้ท่วงท่าอสนีสะบั้นของสำนักเ
ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ โจรร่างโตก็นอนกองอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ สตรีตรงหน้าไม่ได้ฆ่าพวกมัน แต่กลับตัดหนทางขัดขืนด้วยวิชาที่เยือกเย็นที่สุดหลิวรุ่ยหลินยืนนิ่ง แววตาเย็นชากวาดมองกองดำๆ สามกองบนพื้น พลางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากจุดนั้นมุ่งหน้ากลับไปยังถนนกลางโดยที่นางไม่ทันสังเกตเห็น... ที่มุมตรอกฝั่งตรงข้าม มีศิษย์สำนักอสนีเมฆาผู้หนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เดิมทีเขากำลังจะชักกระบี่ออกไปช่วยเหลือสตรีที่ดูบอบบางนางนั้น ทว่ากลับต้องชะงักค้างอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นท่วงท่าพัดเมื่อครู่ แม้พลังทำลายจะเบาบางและไร้ลมปราณที่กล้าแกร่ง ทว่าร่องรอยและจังหวะการเคลื่อนไหวนั้นกลับดูคล้ายคลึงกับกระบวนท่าลับที่มีเพียงคนในระดับสูงของสำนักเท่านั้นที่จะรู้จักเมื่อตั้งสติได้ ศิษย์ผู้นั้นก็รีบเร้นกายหายไปในฝูงชนทันที เพื่อมุ่งหน้ากลับไปรายงานข่าวประหลาดนี้แก่เซี่ยมู่หยาง รองเจ้าสำนักที่เพิ่งมาเยือนเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน.........................................ทางด้านตลาดกลา
เซี่ยมู่หยางเป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถจนเกือบจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ทว่าด้วยปูมหลังที่มารดาเคยเป็นคนของพรรคมารมาก่อน อาจารย์จึงตัดสินใจเลือกหลิวรุ่ยหลินผู้สมบูรณ์แบบและไร้ตำหนิขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน“ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ ข่าวลือที่หลุดมาจากคนใกล้ชิดในเรือนรับรอง” หลงจู๊แค่นยิ้ม “หลิวรุ่ยหลินถึงขั้นเอ่ยปากว่า ยินดียกตำแหน่งเจ้าสำนักอสนีเมฆาให้เซี่ยมู่หยางเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ส่วนนางขอเพียงได้เป็นฮูหยินเคียงข้างเขาเท่านั้น”“เจ้าว่าอะไรนะ!”“นังหนู เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก” หลงจู๊เฒ่าหัวเราะหึๆ “ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าความรักจะทำให้สตรีน้ำแข็งอย่างเจ้าสำนักหลิวเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้”หลิวรุ่ยหลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบงันไปชั่วขณะหลังจากได้ยินคำว่า ‘ฮูหยินของเซี่ยมู่หยาง’ ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง หัวใจของนางสับสนปนเปจนยากจะแยกแยะ...ศิษย์พี่เซี่ย... เป็นท่านอย่างนั้นหรือ?ความทรงจำถึงศิ
หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือการหลอกลวงท้ายตรอกที่แสงไฟริบหรี่ที่สุด คือที่ตั้งของร้านตำราเก่าคร่ำคร่าแห่งหนึ่ง...หลิวรุ่ยหลินหยุดยืนอยู่ที่หน้า ‘ร้านตำราหมื่นอักษร’ ร้านเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมและเงียบเหงาจนแทบกลืนหายไปกับเงามืดท้ายตรอก กลิ่นกระดาษเก่าหม่นและน้ำหมึกแห้งกรังลอยมาปะทะจมูกทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภายในอัดแน่นไปด้วยชั้นตำราที่วางเรียงรายสูงตระหง่านจนถึงเพดาน บดบังแสงสว่างริบหรี่จากภายนอกจนแทบหมดสิ้นที่หลังโต๊ะไม้ตัวหนาซึ่งเต็มไปด้วย กองตำราและแท่นหมึก ชายชราผู้หนึ่งนั่งขดตัวอยู่ใต้ชุดคลุมสีเทาซีด ดวงตาของเขาปิดสนิท ทว่ามือผอมแห้งกลับขยับดีดลูกคิดรางไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า...ต๊อก... แต๊ก...หลิวรุ่ยหลินกวาดสายตามองไปบนชั้นวางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตำ







