เข้าสู่ระบบค่ำคืนในเมืองฉางซาเงียบสงบยิ่งกว่าในเมืองหลวงมากนัก มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงมมาจากสวนด้านนอก แสงจันทร์นวลผ่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ฉลุ ลาดลงบนเตียงไม้หรูหราที่ปกคลุมด้วยผ้าห่มไหม
บนเตียงนั้น ร่างกายที่เคยสงบนิ่งราวกับรูปปั้นไร้วิญญาณมานานของเหยาหลิงเจิน คุณหนูสี่ของเจิ้นหนิงโหว พลันสะท้อนไหวอย่างรุนแรง
ดวงตาที่เคยว่างเปล่าไร้แววมาตลอดเจ็ดปี เปิดโพลงขึ้นในความมืด
ไม่มีความเหม่อลอย ไม่มีแม้แต่ความสงสัย มีเพียงความตื่นตัวอย่างสูงสุดและสัญชาตญาณอันแหลมคมของผู้ที่เคยผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ดวงคู่นั้นกวาดมองไปทั่วห้องอย่างรวดเร็วเพื่อประเมินสถานการณ์
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในสมองคือความสงสัย เพราะนางจำไม่ได้ว่านอนหลับไปเมื่อไร แต่ความรู้สึกนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความสับสนอย่างรวดเร็ว
นี่คือที่ใด?
หลิวรุ่ยหลิน เจ้าสำนักผู้ทรงอำนาจแห่งสำนักอสนีเมฆา ที่ควรจะนอนอยู่ที่เรือนพักของตนเอง กลับตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย นางยกมือขึ้นกุมศีรษะที่ปวดหนึบๆ พยายามเรียกความทรงจำสุดท้ายกลับคืนมา
ทว่ากลับระลึกอะไรไม่ได้สักอย่าง นอกจากสำนึกรู้ว่าตนเองเป็นใคร
นางพยายามจะขยับกายอย่างเร่งรีบตามสัญชาตญาณ แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง!
แควก!
นางได้ยินเสียงเนื้อเยื่อฉีกขาดภายในกล้ามเนื้อเบาๆ พร้อมกับความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปตามแขนขา หลิวรุ่ยหลินกัดฟันแน่น นางรู้สึกเหมือนร่างกายไม่ได้ถูกใช้งานมานาน แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่นางเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์ที่ต้องรักษาความแข็งแกร่งของร่างกายอยู่เสมอ ความอ่อนแอและปวดเมื่อยนี้รุนแรงกว่าการบาดเจ็บจากการฝึกวรยุทธ์เสียอีก นางทำได้เพียงใช้ข้อศอกยันกายขึ้นนั่งพิงหัวเตียงเท่านั้น
ความรู้สึกแรกของนางนอกจากความปวดร้าว คือกลิ่นอับชื้นที่รุนแรงจนน่าคลื่นไส้ ชั่วขณะนั้นเองนางรู้สึกถึงเบื้องล่างที่ชื้นแฉะไปด้วยปัสสาวะที่ถูกปล่อยออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ข้าเนี่ยนะ... ฉี่รดที่นอน!
หลิวรุ่ยหลินแทบจะอาเจียนออกมาด้วยความขยะแขยง และความโกรธที่ร่างกายนี้ไม่เชื่อฟังคำสั่งเอาเสียเลย
“ทำไมร่างกายข้าเป็นเช่นนี้” เสียงกระซิบเบาๆ หลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก เสียงนั้นฟังดูอ่อนแอและแหลมเล็กผิดไปจากน้ำเสียงทรงอำนาจที่นางคุ้นเคย “นี่... เสียงของข้า!”
ความตื่นตระหนกแผ่ซ่าน นางสำรวจร่างกายตนเองในความมืดด้วยความงุนงง ก่อนจะเหลือบมองไปยังกระจกทองเหลืองทรงกลมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งใกล้ๆ ภาพสะท้อนในนั้นทำให้หลิวรุ่ยหลินต้องชะงัก ผิวพรรณนี้ละเอียดอ่อนราวหยกขาวไร้ตำหนิ รูปร่างบอบบางกว่าตัวนางที่เคยจำได้มากนัก โดยเฉพาะรูปร่างหน้าตาที่งามหมดจดอยู่ในช่วงวัยแรกแย้มย่างเข้าสู่วัยสาวเต็มตัว
ร่างนี้อายุไม่น่าจะเกินสิบห้าสิบหกปี...
และที่สำคัญที่สุด... วรยุทธ์ภายในหายไปจนเกือบหมด!
นี่คือความตกตะลึงครั้งที่สองที่ทำให้วิญญาณเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับหายใจติดขัด พลังวัตรที่สั่งสมมานับหลายสิบปีในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง หายไปจนเกือบไม่เหลือ มีเพียงร่องรอยบางๆ ที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น
ทว่าความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่นางจะหมดสติไป ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ การถูกจู่โจม หรือฉากการตายของตนเองก็ตาม กลับว่างเปล่าราวกับถูกลบออกไป นางจำไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างเดิมของนางกันแน่
ด้วยสภาพนี้ นางไม่อาจหลบหนีไปไหนได้เลย และหากถูกผู้ที่ทำให้นางมาอยู่ในสภาพนี้จับได้ก่อนที่ความทรงจำทั้งหมดจะกลับคืนมา ตนเองก็คงถูกเชือดทิ้งอย่างง่ายดาย
ความอ่อนแอทางกายภาพบังคับให้หลิวรุ่ยหลินต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณแทนการใช้กำลัง
นางพยายามรวบรวมสมาธิ สัมผัสถึงลมหายใจของคนรอบข้าง นางรับรู้ได้ว่ามีสตรีสองคนกำลังนอนหลับอยู่ห้องข้างๆ และมียามเดินตรวจตราอยู่ห่างออกไป
ยังไม่ปลอดภัย...
นางนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงท่ามกลางความเงียบ ใช้เวลาหลายชั่วยามในการทำความคุ้นเคยกับความรู้สึกของร่างใหม่ และพยายามฟื้นฟูพลังปราณที่อ่อนแอราวกับเส้นด้ายในร่างกาย ความจริงที่ว่านางสามารถย้ายมาอยู่ในร่างคนอื่นได้ ทั้งที่ความทรงจำถูกทำลายไปบางส่วน และร่างกายเดิมของนางสูญสลายไปแล้วหรือยัง...
นี่คือปริศนาที่ใหญ่กว่าการตายเสียอีก
นางต้องรู้ให้ได้ว่าร่างนี้เป็นของใคร และเหตุใดร่างนี้ถึงถูกทิ้งไว้ในสภาพที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ ราวกับไม่เคยถูกดูแลมานาน
หลิวรุ่ยหลินเหลือบมองร่างสูงโปร่งของมู่หย่งฉีที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานของนางอยู่ แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลาราวกับภาพวาด ทว่าความกวนประสาทที่แฝงอยู่บ่อยครั้งทำให้นางอดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบาพอให้เขาได้ยิน“แล้วที่บอกว่าไปเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า... จะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าอ๋องหล่อที่ชอบปีนเข้าห้องคนอื่นเล่า ผิวพรรณบนใบหน้าท่านหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก แต่ก็มองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อหรอก” นางแสร้งทำตาใสซื่อขัดกับคำพูดที่ค่อนแคะเรื่องความหน้าทนของเขาอย่างจงใจ“มองข้าได้ทั้งวันไม่เบื่อจริงหรือ?” มู่หย่งฉีไม่ได้โกรธเคือง ซ้ำยังกระซิบถามพลางโน้มกายลงมาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากดวงหน้านวล แววตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของนางที่วูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาสวมรอยเป็นคุณหนูผู้โง่เขลาเช่นเดิม มือหนาเอื้อมไปหยิบพู่กันที่เลอะหมึกออกจากมือของนางอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าความเงอะงะของนางจะทำให้หมึกเปื้อนไปมากกว่านี้“หากมองได้ไม่เบื่อ เช่นนั้นข้าจะอยู่ให้เจ้ามองจนคัดตำรานี่เสร็จดีหรือไม่... จะได้ช่วยดูด
ในเรือนรับรองส่วนตัวอันเงียบสงัดห่างจากย่านการค้าของเมืองหลวง กลิ่นกำยานไม้หอมลอยอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง เซี่ยมู่หยางในชุดคลุมสีครามเข้มดูเคร่งขรึมและสง่างาม เขากำลังนั่งพิจารณารายงานธุระของสำนักอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้ตัวยาว ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยการก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบของศิษย์ในสำนักผู้หนึ่ง“รองเจ้าสำนัก... มีเรื่องด่วนขอรับ!”เซี่ยมู่หยางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองลูกศิษย์ที่ดูตื่นตระหนกผิดปกติ “มีอะไร? ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่ายามอยู่ที่เมืองหลวงให้ทำตัวสำรวม อย่าได้เอะอะไป”“ขออภัยขอรับ แต่เรื่องนี้สำคัญมาก...” ศิษย์ผู้นั้นกระซิบเสียงสั่น “เมื่อครู่ข้าไปสืบข่าวที่ตลาดมืด และได้พบสตรีผู้หนึ่ง นางถูกพวกนักเลงรุมล้อม ทว่านางกลับใช้เพียงพัดจีบในมือ จัดการพวกมันจนสิ้นท่าภายในพริบตาขอรับ!”เซี่ยมู่หยางขมวดคิ้วแน่นพลางวางพู่กันในมือลง “วิชาพัดมีอยู่ทั่วไปในแผ่นดิน แค่สตรีใช้พัดปกป้องตัวมันแปลกตรงไหน?”“แต่นาง... นางใช้ท่วงท่าอสนีสะบั้นของสำนักเ
ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ โจรร่างโตก็นอนกองอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ สตรีตรงหน้าไม่ได้ฆ่าพวกมัน แต่กลับตัดหนทางขัดขืนด้วยวิชาที่เยือกเย็นที่สุดหลิวรุ่ยหลินยืนนิ่ง แววตาเย็นชากวาดมองกองดำๆ สามกองบนพื้น พลางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากจุดนั้นมุ่งหน้ากลับไปยังถนนกลางโดยที่นางไม่ทันสังเกตเห็น... ที่มุมตรอกฝั่งตรงข้าม มีศิษย์สำนักอสนีเมฆาผู้หนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เดิมทีเขากำลังจะชักกระบี่ออกไปช่วยเหลือสตรีที่ดูบอบบางนางนั้น ทว่ากลับต้องชะงักค้างอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นท่วงท่าพัดเมื่อครู่ แม้พลังทำลายจะเบาบางและไร้ลมปราณที่กล้าแกร่ง ทว่าร่องรอยและจังหวะการเคลื่อนไหวนั้นกลับดูคล้ายคลึงกับกระบวนท่าลับที่มีเพียงคนในระดับสูงของสำนักเท่านั้นที่จะรู้จักเมื่อตั้งสติได้ ศิษย์ผู้นั้นก็รีบเร้นกายหายไปในฝูงชนทันที เพื่อมุ่งหน้ากลับไปรายงานข่าวประหลาดนี้แก่เซี่ยมู่หยาง รองเจ้าสำนักที่เพิ่งมาเยือนเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน.........................................ทางด้านตลาดกลา
เซี่ยมู่หยางเป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถจนเกือบจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ทว่าด้วยปูมหลังที่มารดาเคยเป็นคนของพรรคมารมาก่อน อาจารย์จึงตัดสินใจเลือกหลิวรุ่ยหลินผู้สมบูรณ์แบบและไร้ตำหนิขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน“ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ ข่าวลือที่หลุดมาจากคนใกล้ชิดในเรือนรับรอง” หลงจู๊แค่นยิ้ม “หลิวรุ่ยหลินถึงขั้นเอ่ยปากว่า ยินดียกตำแหน่งเจ้าสำนักอสนีเมฆาให้เซี่ยมู่หยางเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ส่วนนางขอเพียงได้เป็นฮูหยินเคียงข้างเขาเท่านั้น”“เจ้าว่าอะไรนะ!”“นังหนู เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก” หลงจู๊เฒ่าหัวเราะหึๆ “ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าความรักจะทำให้สตรีน้ำแข็งอย่างเจ้าสำนักหลิวเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้”หลิวรุ่ยหลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบงันไปชั่วขณะหลังจากได้ยินคำว่า ‘ฮูหยินของเซี่ยมู่หยาง’ ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง หัวใจของนางสับสนปนเปจนยากจะแยกแยะ...ศิษย์พี่เซี่ย... เป็นท่านอย่างนั้นหรือ?ความทรงจำถึงศิ
หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือการหลอกลวงท้ายตรอกที่แสงไฟริบหรี่ที่สุด คือที่ตั้งของร้านตำราเก่าคร่ำคร่าแห่งหนึ่ง...หลิวรุ่ยหลินหยุดยืนอยู่ที่หน้า ‘ร้านตำราหมื่นอักษร’ ร้านเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมและเงียบเหงาจนแทบกลืนหายไปกับเงามืดท้ายตรอก กลิ่นกระดาษเก่าหม่นและน้ำหมึกแห้งกรังลอยมาปะทะจมูกทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภายในอัดแน่นไปด้วยชั้นตำราที่วางเรียงรายสูงตระหง่านจนถึงเพดาน บดบังแสงสว่างริบหรี่จากภายนอกจนแทบหมดสิ้นที่หลังโต๊ะไม้ตัวหนาซึ่งเต็มไปด้วย กองตำราและแท่นหมึก ชายชราผู้หนึ่งนั่งขดตัวอยู่ใต้ชุดคลุมสีเทาซีด ดวงตาของเขาปิดสนิท ทว่ามือผอมแห้งกลับขยับดีดลูกคิดรางไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า...ต๊อก... แต๊ก...หลิวรุ่ยหลินกวาดสายตามองไปบนชั้นวางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตำ
เบื้องหน้าของหลิวรุ่ยหลินคือปากทางเข้าตรอกฉางอิ่งหูถง สถานที่ซึ่งดูราวกับเส้นทางสู่กองขยะหรือแหล่งเสื่อมโทรมที่ถูกลืมเลือน ผนังอิฐทั้งสองข้างผุพังจนเห็นเนื้อในสีเทาหม่น คราบตะไคร่น้ำหนาเตอะเกาะกินตามรอยแตก กลิ่นเหม็นอับความชื้นและซากปรักหักพังโชยมาปะทะจมูก จนคนทั่วไปเพียงแค่เดินผ่านก็ต้องรีบยกมือปิดป้องและเร่งฝีเท้าจากไปทว่าสำหรับอดีตเจ้าสำนักผู้โชกโชน นางรู้ดีว่านี่คือ ‘เปลือกนอก’ ที่ถูกจงใจสร้างขึ้นเพื่อคัดกรองผู้มาเยือนนางก้าวเท้าเข้าสู่ทางเข้าที่มืดมิดและแคบชันอย่างไม่ลังเล กระทั่งผ่านพ้นโค้งหักศอกที่สาม บรรยากาศรอบกายก็พลิกเปลี่ยนไปราวกับก้าวข้ามสู่โลกอีกใบหนึ่ง ความเงียบงันมลายหายไป แทนที่ด้วยเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แสงแดดอุ่นของฤดูใบไม้ผลิถูกปิดกั้นด้วยหลังคาที่ยื่นออกมาบดบังจนเหลือเพียงแสงสลัวจากโคมกระดาษสีแดงขุ่นที่แขวนเรียงรายตลอดแนวทางเดิน แสงไฟสีชาดเหล่านั้นสะท้อนกับละอองไอจางๆ ในอากาศ เผยให้เห็นเงาร่างของผู้คนในชุดรัดกุม บ้างสวมงอบสานใบกว้างปิดบังใบหน้า บ้างใช้ผ้าแพรคลุมโฉมมิดชิด ทุกย่างก้าวที่สวนทางล้วนแฝงไ







