เข้าสู่ระบบเมื่อเวลาผ่านไปเจ็ดวัน เหยาหลิงเจินก็ฟื้นคืนสติ นับว่าสวรรค์เมตตาแล้ว
ครอบครัวสกุลเหยารีบกรูกันเข้ามาด้วยความดีใจ รวมถึงกัวรั่วชิงที่กระโดดเข้าไปจับมือสหายอย่างดีใจจนน้ำตาไหล แต่ความปีติยินดีนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงและความโศกเศร้าในเวลาต่อมา
เหยาหลิงเจินมองทุกคนด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับดวงแก้วใสที่ไม่มีจิตวิญญาณ นางไม่พูดจา ไม่ตอบสนองเมื่อมีคนเรียกชื่อ ไม่ยิ้ม ไม่ร้องไห้... ราวกับจิตวิญญาณได้ถูกทิ้งไว้ในสระน้ำเย็นจัดนั้นแล้ว
ร่างกายยังอยู่ แต่สติปัญญานั้นได้หายไป
กระทั่งหมอหลวงที่ถูกเชิญมายังยืนยันว่าอาการของนางเข้าข่าย ‘สติปัญญาเสื่อมถอย’ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘คนเขลาเบาปัญญา’
“นาง... นางไม่เป็นไรใช่หรือไม่” เหอเหมียวลี่ถามหมอหลวงด้วยเสียงสั่นเครือ ไม่กล้าจะยอมรับความจริง
เหยาจิ้นทงทรุดตัวลงข้างเตียงบุตรสาว น้ำตาไหลอาบแก้มบุรุษผู้แข็งแกร่ง
“เจินเอ๋อร์... ลูกพ่อ... ลองเรียกท่านพ่อดูสิ”
เหยาหลิงเจินยังคงจ้องมองไปที่เพดาน ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
กัวรั่วชิงมองสหายรักด้วยความสับสน ตามด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส นางกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ร่างเล็กๆ ทรุดฮวบลงข้างเตียง พร่ำเรียกชื่อเหยาหลิงเจินซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ
วันนั้น... ทุกคนในจวนเจิ้นหนิงโหวต่างจมอยู่ในความเงียบงันและน้ำตาที่ท่วมท้น เหยาหมิงที่ปกติเป็นคนใจร้อนอยู่แล้ว ถึงกับขว้างปาข้าวของในเรือนด้วยความโกรธที่ไม่อาจยอมรับชะตากรรมของน้องสาวที่เขารักที่สุดได้
ความรู้สึกผิดของกัวรั่วชิงนั้นกลายเป็นรอยแผลที่ฝังลึกอยู่ในใจของเด็กหญิง นางสัญญาว่าจะดูแลเหยาหลิงเจินตลอดไปเพื่อชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้น...
เรื่องราวความโชคร้ายของบุตรีจวนเจิ้นหนิงโหว กลายเป็นประเด็นซุบซิบนินทาไปทั่วเมืองหลวงในเวลาอันรวดเร็ว
“บุตรีคนรองของตระกูลเหยา... เสียสติไปแล้ว”
“น่าสงสารท่านโหว ได้ยินว่าเดิมทีคุณหนูสี่เป็นเด็กที่ฉลาดน่ารักยิ่งนัก”
“นั่นแหละคือโชคร้าย ตระกูลใหญ่เช่นนี้กลับมีบุตรีปัญญาอ่อน... ดูแล้วคงต้องเก็บซ่อนไว้ในจวนชั่วชีวิต”
เหยาจิ้นทงพยายามใช้ตำแหน่งและอำนาจของตนอธิบายว่าบุตรสาวเพียงแค่ป่วยหนักเท่านั้น ไม่ได้เสียสติจริงๆ เสียหน่อย แต่ก็ไม่มีใครสนใจสิ่งที่เขาพูดเลย สายตาที่ผู้คนมองมาเต็มไปด้วยความสงสารระคนดูถูก สร้างความเจ็บปวดให้แก่คนสกุลเหยาเป็นอย่างมาก
เหยาจิ้นทงผู้รักครอบครัวเป็นที่สุด รู้สึกอับอายและซึมเซาอย่างหนัก เขาไม่อาจทนให้ภรรยาและบุตรสาวต้องทนรับสายตาเหยียดหยามเหล่านี้ได้อีกต่อไป
เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบสถานการณ์ ทรงเห็นพระทัยในความซึมเซาของเจิ้นหนิงโหวและคนสกุลเหยา กอปรกับเจ้าเมืองฉางซาคนปัจจุบันส่งหนังสือมาขอปลดเกษียณพอดี พระองค์จึงเห็นหนทางในการช่วยปลอบประโลมจิตใจของคนในจวนเจิ้นหนิงโหว
เหยาจิ้นทงถูกเรียกเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ในห้องทรงอักษร บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ต่างจากความเคร่งครัดและวุ่นวายของท้องพระโรง
“เจิ้นหนิงโหว… เจ้าจงเงยหน้าขึ้นเถิด” สุรเสียงของฮ่องเต้แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและเห็นใจ
เหยาจิ้นทงคุกเข่าก้มหน้าต่ำ น้ำตาคลอหน่วย “กระหม่อมไม่อาจปกป้องธิดาและครอบครัวให้พ้นจากคำนินทาได้ เป็นความผิดของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านโหวอย่าโทษตนเองเลย อุบัติเหตุนั้นไม่มีใครอยากให้เกิด เรื่องราวในจวนของท่าน ข้าทราบดีทั้งหมด” พระองค์ทรงถอนหายใจยาว “คำพูดของผู้คนนั้นคมยิ่งกว่าดาบ นับตั้งแต่บุตรีของเจ้าล้มป่วย ใบหน้าของเหอฮูหยินก็ดูซูบซีดลงไปมาก แม้แต่เจ้าเองก็ดูเหน็ดเหนื่อยไม่ต่างกัน”
“กระหม่อม… เพียงแต่ไม่อาจทนให้ผู้อื่นวิภาควิจารณ์บุตรสาว และมองนางด้วยสายตาดูถูกอีกต่อไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เหยาจิ้นทงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ฮ่องเต้ทรงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “เดิมทีข้ากำลังมองหาผู้มีความสามารถและซื่อสัตย์ไปดูแลเมืองฉางซา เพราะเจ้าเมืองเพิ่งขอปลดเกษียณ เมืองฉางซาเป็นเมืองใหญ่อยู่ทางทิศใต้ บรรยากาศสงบ เหมาะกับการพักฟื้นร่างกายและจิตใจ”
พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ไปหยิบเอกสารบางอย่างบนโต๊ะ “นอกจากนี้ ข้ายังได้ยินมาว่า ที่เมืองฉางซามีหมอเทวดาแซ่จาง อาศัยอยู่แถบชานเมือง ฝีมือของเขาล้ำเลิศยิ่งนัก สามารถรักษาโรคประหลาดที่แพทย์หลวงไม่อาจรักษาได้ ข้าจะส่งจดหมายแนะนำตัวไปให้เจ้า” พระองค์ทรงมองใบหน้าซูบตอบของเจิ้นหนิงโหวอย่างพิจารณา ก่อนจะตรัสถามอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าอยากจะพาครอบครัวไปพักผ่อนที่นั่นสักระยะหนึ่งหรือไม่? ไปในนามของเจ้าเมืองฉางซา เพื่อให้เจ้ามีเวลาดูแลรักษาอาการบุตรีของเจ้าอย่างเต็มที่ และหลีกหนีจากลมปากในเมืองหลวงเสีย”
เหยาจิ้นทงเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ฮ่องเต้ด้วยความตกตะลึงระคนซาบซึ้ง พระเมตตานี้มิใช่การลงทัณฑ์ แต่คือการให้โอกาสชีวิตใหม่ชัด ๆ ความหวังเรื่องบุตรีพลันสว่างวาบขึ้นมาในใจ
“ฝ่าบาท… กระหม่อม… กระหม่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ หากกระหม่อมและครอบครัวได้รับโอกาสเช่นนี้… กระหม่อมจะไม่มีวันลืมพระมหากรุณาธิคุณนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์ “เมื่อเป็นความประสงค์ของเจ้า ก็จงไปเถิด”
หลังจากนั้นไม่นานก็มีพระราชโองการลงมา ให้เหยาจิ้นทง เจิ้นหนิงโหว พ้นจากตำแหน่งในราชสำนักเมืองหลวง และให้ไปดำรงตำแหน่งเป็น เจ้าเมืองฉางซา โดยให้คงไว้ซึ่งบรรดาศักดิ์และเกียรติยศแห่งเจิ้นหนิงโหว
สำหรับคนนอก นี่คือการลดตำแหน่ง และเนรเทศอย่างชัดเจน
แต่สำหรับสกุลเหยา นี่คือการได้รับโอกาสหายใจ
เหยาจิ้นทงยอมรับพระบัญชาอย่างน้อมน้อม เขาสั่งให้บ่าวไพร่เก็บข้าวของและเตรียมตัวย้ายจวนไปฉางซาอย่างเงียบๆ โดยไม่จัดงานเลี้ยงอำลาใดๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน
“ลี่เอ๋อร์... ไปอยู่ฉางซา เราจะหาหมอเทวดาที่นั่นมารักษาเจินเอ๋อร์ให้หายดีให้ได้” เหยาจิ้นทงกุมมือภรรยาอย่างให้กำลังใจ
เหอเหมียวลี่พยักหน้าน้ำตาคลอเบ้า “เจ้าค่ะ ท่านโหว ที่นั่นไม่มีใครรู้จักเจินเอ๋อร์ จะไม่มีใครมาดูถูกลูกของเรา”
ด้วยเหตุนี้ สกุลเหยาจึงย้ายออกจากเมืองหลวงไปในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมาอย่างโดดเดี่ยว ทิ้งจวนบรรพบุรุษไว้เบื้องหลัง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองฉางซาอันห่างไกล โดยหวังว่าความสงบสุขจะนำปาฏิหาริย์มาสู่บุตรีคนรองของพวกเขาได้
หลิวรุ่ยหลินเหลือบมองร่างสูงโปร่งของมู่หย่งฉีที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานของนางอยู่ แสงเทียนที่วูบไหวสะท้อนให้เห็นเสี้ยวหน้าคมคายที่ดูหล่อเหลาราวกับภาพวาด ทว่าความกวนประสาทที่แฝงอยู่บ่อยครั้งทำให้นางอดไม่ได้ที่จะพึมพำเสียงเบาพอให้เขาได้ยิน“แล้วที่บอกว่าไปเจอสิ่งที่น่าสนใจกว่า... จะมีอะไรน่าสนใจไปกว่าอ๋องหล่อที่ชอบปีนเข้าห้องคนอื่นเล่า ผิวพรรณบนใบหน้าท่านหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก แต่ก็มองได้ทั้งวันไม่มีเบื่อหรอก” นางแสร้งทำตาใสซื่อขัดกับคำพูดที่ค่อนแคะเรื่องความหน้าทนของเขาอย่างจงใจ“มองข้าได้ทั้งวันไม่เบื่อจริงหรือ?” มู่หย่งฉีไม่ได้โกรธเคือง ซ้ำยังกระซิบถามพลางโน้มกายลงมาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากดวงหน้านวล แววตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของนางที่วูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาสวมรอยเป็นคุณหนูผู้โง่เขลาเช่นเดิม มือหนาเอื้อมไปหยิบพู่กันที่เลอะหมึกออกจากมือของนางอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่าความเงอะงะของนางจะทำให้หมึกเปื้อนไปมากกว่านี้“หากมองได้ไม่เบื่อ เช่นนั้นข้าจะอยู่ให้เจ้ามองจนคัดตำรานี่เสร็จดีหรือไม่... จะได้ช่วยดูด
ในเรือนรับรองส่วนตัวอันเงียบสงัดห่างจากย่านการค้าของเมืองหลวง กลิ่นกำยานไม้หอมลอยอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง เซี่ยมู่หยางในชุดคลุมสีครามเข้มดูเคร่งขรึมและสง่างาม เขากำลังนั่งพิจารณารายงานธุระของสำนักอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้ตัวยาว ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยการก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบของศิษย์ในสำนักผู้หนึ่ง“รองเจ้าสำนัก... มีเรื่องด่วนขอรับ!”เซี่ยมู่หยางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องมองลูกศิษย์ที่ดูตื่นตระหนกผิดปกติ “มีอะไร? ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่ายามอยู่ที่เมืองหลวงให้ทำตัวสำรวม อย่าได้เอะอะไป”“ขออภัยขอรับ แต่เรื่องนี้สำคัญมาก...” ศิษย์ผู้นั้นกระซิบเสียงสั่น “เมื่อครู่ข้าไปสืบข่าวที่ตลาดมืด และได้พบสตรีผู้หนึ่ง นางถูกพวกนักเลงรุมล้อม ทว่านางกลับใช้เพียงพัดจีบในมือ จัดการพวกมันจนสิ้นท่าภายในพริบตาขอรับ!”เซี่ยมู่หยางขมวดคิ้วแน่นพลางวางพู่กันในมือลง “วิชาพัดมีอยู่ทั่วไปในแผ่นดิน แค่สตรีใช้พัดปกป้องตัวมันแปลกตรงไหน?”“แต่นาง... นางใช้ท่วงท่าอสนีสะบั้นของสำนักเ
ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ โจรร่างโตก็นอนกองอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ สตรีตรงหน้าไม่ได้ฆ่าพวกมัน แต่กลับตัดหนทางขัดขืนด้วยวิชาที่เยือกเย็นที่สุดหลิวรุ่ยหลินยืนนิ่ง แววตาเย็นชากวาดมองกองดำๆ สามกองบนพื้น พลางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากจุดนั้นมุ่งหน้ากลับไปยังถนนกลางโดยที่นางไม่ทันสังเกตเห็น... ที่มุมตรอกฝั่งตรงข้าม มีศิษย์สำนักอสนีเมฆาผู้หนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เดิมทีเขากำลังจะชักกระบี่ออกไปช่วยเหลือสตรีที่ดูบอบบางนางนั้น ทว่ากลับต้องชะงักค้างอยู่กับที่ด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นท่วงท่าพัดเมื่อครู่ แม้พลังทำลายจะเบาบางและไร้ลมปราณที่กล้าแกร่ง ทว่าร่องรอยและจังหวะการเคลื่อนไหวนั้นกลับดูคล้ายคลึงกับกระบวนท่าลับที่มีเพียงคนในระดับสูงของสำนักเท่านั้นที่จะรู้จักเมื่อตั้งสติได้ ศิษย์ผู้นั้นก็รีบเร้นกายหายไปในฝูงชนทันที เพื่อมุ่งหน้ากลับไปรายงานข่าวประหลาดนี้แก่เซี่ยมู่หยาง รองเจ้าสำนักที่เพิ่งมาเยือนเมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันก่อน.........................................ทางด้านตลาดกลา
เซี่ยมู่หยางเป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถจนเกือบจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ทว่าด้วยปูมหลังที่มารดาเคยเป็นคนของพรรคมารมาก่อน อาจารย์จึงตัดสินใจเลือกหลิวรุ่ยหลินผู้สมบูรณ์แบบและไร้ตำหนิขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน“ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ ข่าวลือที่หลุดมาจากคนใกล้ชิดในเรือนรับรอง” หลงจู๊แค่นยิ้ม “หลิวรุ่ยหลินถึงขั้นเอ่ยปากว่า ยินดียกตำแหน่งเจ้าสำนักอสนีเมฆาให้เซี่ยมู่หยางเป็นผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ส่วนนางขอเพียงได้เป็นฮูหยินเคียงข้างเขาเท่านั้น”“เจ้าว่าอะไรนะ!”“นังหนู เจ้าได้ยินไม่ผิดหรอก” หลงจู๊เฒ่าหัวเราะหึๆ “ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าความรักจะทำให้สตรีน้ำแข็งอย่างเจ้าสำนักหลิวเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้”หลิวรุ่ยหลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบงันไปชั่วขณะหลังจากได้ยินคำว่า ‘ฮูหยินของเซี่ยมู่หยาง’ ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง หัวใจของนางสับสนปนเปจนยากจะแยกแยะ...ศิษย์พี่เซี่ย... เป็นท่านอย่างนั้นหรือ?ความทรงจำถึงศิ
หลิวรุ่ยหลินข่มความเจ็บปวดและความระแวงสงสัยเอาไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าผ่านร้านสมุนไพร ‘ร้อยราก’ ของพรรคหมื่นอสรพิษ และร้าน ‘เข็มเงา’ ของสำนักเงาจันทราไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายของนางในตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่ที่ข้อมูลจะไม่ถูกบิดเบือนด้วยความภักดีหรือการหลอกลวงท้ายตรอกที่แสงไฟริบหรี่ที่สุด คือที่ตั้งของร้านตำราเก่าคร่ำคร่าแห่งหนึ่ง...หลิวรุ่ยหลินหยุดยืนอยู่ที่หน้า ‘ร้านตำราหมื่นอักษร’ ร้านเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมและเงียบเหงาจนแทบกลืนหายไปกับเงามืดท้ายตรอก กลิ่นกระดาษเก่าหม่นและน้ำหมึกแห้งกรังลอยมาปะทะจมูกทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป ภายในอัดแน่นไปด้วยชั้นตำราที่วางเรียงรายสูงตระหง่านจนถึงเพดาน บดบังแสงสว่างริบหรี่จากภายนอกจนแทบหมดสิ้นที่หลังโต๊ะไม้ตัวหนาซึ่งเต็มไปด้วย กองตำราและแท่นหมึก ชายชราผู้หนึ่งนั่งขดตัวอยู่ใต้ชุดคลุมสีเทาซีด ดวงตาของเขาปิดสนิท ทว่ามือผอมแห้งกลับขยับดีดลูกคิดรางไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า...ต๊อก... แต๊ก...หลิวรุ่ยหลินกวาดสายตามองไปบนชั้นวางครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตำ
เบื้องหน้าของหลิวรุ่ยหลินคือปากทางเข้าตรอกฉางอิ่งหูถง สถานที่ซึ่งดูราวกับเส้นทางสู่กองขยะหรือแหล่งเสื่อมโทรมที่ถูกลืมเลือน ผนังอิฐทั้งสองข้างผุพังจนเห็นเนื้อในสีเทาหม่น คราบตะไคร่น้ำหนาเตอะเกาะกินตามรอยแตก กลิ่นเหม็นอับความชื้นและซากปรักหักพังโชยมาปะทะจมูก จนคนทั่วไปเพียงแค่เดินผ่านก็ต้องรีบยกมือปิดป้องและเร่งฝีเท้าจากไปทว่าสำหรับอดีตเจ้าสำนักผู้โชกโชน นางรู้ดีว่านี่คือ ‘เปลือกนอก’ ที่ถูกจงใจสร้างขึ้นเพื่อคัดกรองผู้มาเยือนนางก้าวเท้าเข้าสู่ทางเข้าที่มืดมิดและแคบชันอย่างไม่ลังเล กระทั่งผ่านพ้นโค้งหักศอกที่สาม บรรยากาศรอบกายก็พลิกเปลี่ยนไปราวกับก้าวข้ามสู่โลกอีกใบหนึ่ง ความเงียบงันมลายหายไป แทนที่ด้วยเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แสงแดดอุ่นของฤดูใบไม้ผลิถูกปิดกั้นด้วยหลังคาที่ยื่นออกมาบดบังจนเหลือเพียงแสงสลัวจากโคมกระดาษสีแดงขุ่นที่แขวนเรียงรายตลอดแนวทางเดิน แสงไฟสีชาดเหล่านั้นสะท้อนกับละอองไอจางๆ ในอากาศ เผยให้เห็นเงาร่างของผู้คนในชุดรัดกุม บ้างสวมงอบสานใบกว้างปิดบังใบหน้า บ้างใช้ผ้าแพรคลุมโฉมมิดชิด ทุกย่างก้าวที่สวนทางล้วนแฝงไ







