LOGINรถทีมออบส์เคลื่อนตัวมาตามถนนสายรอง ห่างจากถนนหลักราวสองกิโลเมตร ปลายทางคือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีทะเลสาบอยู่ใจกลาง เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มักแวะมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ทว่าภายในสวนอันกว้างขวางกลับมีมุมอับและแนวป่ารกชัฏหลายจุด หนึ่งในนั้นคือ ‘จุดเกิดเหตุ’ ในวันนี้
รถของทีมออบส์จอดห่างจากแนวกั้นไม่ไกลนัก ทันทีที่ก้าวลงจากรถ บรรยากาศรอบพื้นที่ก็เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ถัดจากแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ออกมาไม่ไกล กลุ่มสื่อมวลชนยืนรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ กล้องหลายตัวหันเข้าไปด้านใน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยกันไม่ให้ใครล้ำเข้าไป
ทีมออบส์เดินผ่านบริเวณนั้นเพื่อเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุ ระหว่างทางกันต์ธีร์คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนคนนั้นเร็วขนาดนี้ สายตาของเขาหยุดนิ่งที่ร่างคุ้นตาหลังแนวรั้วสื่อมวลชน
‘จันอับ’
จังหวะที่อีกฝ่ายมองมา สายตาของทั้งคู่ก็สบกันพอดี คำพูดของมารดาเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว
‘ถ้าลูกอยากเข้าใกล้เขามากขึ้น ก็ต้องค่อย ๆ ทำให้กำแพงนั้นลดลง...’
กันต์ธีร์เกือบจะเอ่ยทัก แต่เมื่อนึกถึงประโยคที่ตัวเองพูดแทรกจันอับในวันนั้นกับคำตอบของอีกฝ่ายที่ยังติดอยู่ในหัว
‘เราไม่ได้สนิทกันถึงขนาดที่ผมต้องมานั่งอธิบายให้คุณฟังว่าทำไมผมถึงไม่ตอบข้อความของคุณ จริงไหมครับ?’
ริมฝีปากที่กำลังจะขยับก็หยุดลง ความตั้งใจที่จะเอ่ยทักเมื่อครู่หายไปเสียเฉย ๆ สุดท้ายเขาก็เบนสายตาออก แล้วเดินผ่านไปโดยไม่ได้พูดอะไร
จันอับมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปชั่วขณะ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะละสายตากลับไปยังความเคลื่อนไหวภายในพื้นที่เกิดเหตุ
ลมจากทะเลสาบพัดผ่าน พาเสียงเครื่องยนต์ของรถลากดังคลอเบา ๆ เจ้าหน้าที่สามารถกู้รถยนต์หรูคันหนึ่งขึ้นจากน้ำได้สำเร็จ ตอนนี้มันจอดอยู่ไม่ไกลจากริมตลิ่ง สภาพภายนอกรถไม่มีร่องรอยความเสียหาย
เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบรีบเข้ามารายงานสถานการณ์ให้ทีมของกันต์ธีร์ฟังโดยละเอียดทันทีที่พวกเขาเข้ามาถึง ก่อนมอบพื้นที่ให้พวกเขารับช่วงต่อ
ภายในรถตรงเบาะคนขับพบศพหญิงวัยกลางคน เส้นผมเปียกแนบศีรษะ เสื้อผ้าที่สวมอยู่เปียกชุ่มแนบไปกับร่าง เด็กเล็กอีกรายนอนนิ่งอยู่ที่เบาะหลัง มือข้างหนึ่งยังจับของเล่นชิ้นเล็กไว้แน่น
ทั้งทีมนิ่งไปชั่วขณะเมื่อเห็นภาพนั้น กันต์ธีร์ออกคำสั่งเสียงเรียบ “แยกกันตรวจพื้นที่ ระวังอย่าให้หลักฐานเสียหาย”
เสียงชัตเตอร์จากกล้องบันทึกภาพดังเป็นระยะ ปะปนกับเสียงฝีเท้าเหยียบโคลน และกลิ่นอับชื้นจากน้ำที่ยังขังอยู่ภายในรถ
หลังจินไตยและอัยกรเก็บหลักฐานรอบตัวศพภายในรถเรียบร้อย ทั้งคู่จึงช่วยกันนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาด้านนอก ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สะท้อนผิวน้ำเป็นประกาย ร่างทั้งสองถูกวางลงบนถุงใส่ศพสีดำที่กางเตรียมไว้ ผิวซีดของร่างทั้งสองยิ่งเด่นชัดอยู่บนถุงใบนั้น
กันต์ธีร์และพิร์วรัลย่อตัวลงข้างศพหญิงวัยกลางคน ทั้งคู่ช่วยกันตรวจสภาพร่างกายเบื้องต้น กันต์ธีร์ไล่ตรวจตั้งแต่ใบหน้าลงมา ขณะที่พิร์วรัลคอยบันทึกรายละเอียดและถ่ายภาพจุดต่าง ๆ เก็บไว้เป็นหลักฐาน
กระทั่งกันต์ธีร์ชะงักเมื่อสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ มือที่สวมถุงมือยางสีขาวแตะลงบริเวณนั้นอย่างเบามือ
“ตรงนี้ ถ่ายไว้หน่อย”
พิร์วรัลขยับกล้องเข้ามาใกล้ เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นสองสามครั้ง ขณะที่กันต์ธีร์ยังคงตรวจร่างผู้ตายต่อ
“อ้าว ไอ้กันต์ ทีมมึงรับผิดชอบเคสนี้เหรอ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง กันต์ธีร์ละสายตาจากศพแล้วหันไปตามเสียงนั้น เห็นไกรวิทย์ในเสื้อแจ็กเกตสีกรมเดินเข้ามา พร้อมรณพักตร์ที่ตามมาด้วย
“สวัสดีครับพี่กันต์” รณพักตร์ยกมือไหว้
กันต์ธีร์ยิ้มรับ “สวัสดีครับ” แล้วจึงหันกลับไปคุยกับไกรวิทย์ “ใช่ แล้วมึงล่ะ มาได้ยังไง นี่ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยมึงนี่”
ไกรวิทย์เอามือล้วงกระเป๋า “กูมาหาเพื่อนที่เป็นสารวัตรรับผิดชอบพื้นที่นี้พอดี ตอนกำลังคุยกันก็ได้รับแจ้งว่ามีรถตกน้ำ เลยขอตามมาดูด้วย มึงได้อะไรหรือยัง”
“กำลังตรวจสอบ ดูสิ ที่ปากผู้ตายมีคราบฟองบาง ๆ แต่ยังไม่เห็นลักษณะ ‘โฟมโคน’[1] ชัดเจนแบบที่อาจพบในศพจมน้ำ”
เขายกมือของผู้ตายขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้อีกฝ่ายเห็นสีบริเวณปลายเล็บได้ชัดขึ้น
“อีกอย่าง เนื้อใต้เล็บมีสีออกแดงอมชมพูจัดกว่าปกติ ลักษณะแบบนี้พบได้ในเคสที่ได้รับพิษจากคาร์บอนมอนอกไซด์”
“ถ้ามองจากสิ่งที่พบตอนนี้ ก็ต้องสงสัยไว้ก่อนว่าผู้ตายอาจได้รับคาร์บอนมอนอกไซด์จนหมดสติ หรืออาจเสียชีวิตก่อนรถจะจมน้ำ แต่ยังสรุปไม่ได้ในตอนนี้ ต้องรอผลชันสูตร รวมถึงผลตรวจระดับคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน[2] จากห้องแล็บก่อน”
รณพักตร์ “ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ... ก็อาจไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา ๆ แล้วสิ”
ไกรวิทย์หลุบตามองศพ “คดีนี้คงต้องขุดให้ลึกกว่านี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นกูคงต้องลงมาร่วมด้วยแล้วล่ะ”
“ดี เคสนี้น่าจะมีอะไรมากกว่าที่เห็น ลางสังหรณ์กูบอกแบบนั้น” กันต์ธีร์เงยหน้าขึ้น “เอาล่ะ ไอ้กร จัดการให้ทางเจ้าหน้าที่เอาศพขึ้นรถเถอะ ฉันจะไปดูทางไอ้โรสหน่อย”
แต่ขณะที่กันต์ธีร์กำลังจะลุกขึ้นยืน ความเจ็บแปลบก็วาบขึ้นตรงอกซ้ายจนต้องชะงัก
“ซี๊ด…”
เสียงลอดไรฟันหลุดออกมาอย่างห้ามไม่ทัน มือข้างหนึ่งกุมอกแน่น ใบหน้าคมบิดเบี้ยวเล็กน้อยจากความเจ็บที่จู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว
*******************************************************
[1] โฟมโคม (Foam cone) คือ ฟองละเอียดสีขาวหรืออมชมพูที่อาจพบอยู่บริเวณปากและจมูกของศพจมน้ำ เกิดจากอากาศ น้ำ และของเหลภายในทางเดินหายใจผสมกันจากการหายใจในช่วงใกลัเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม การพบโฟมโคนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันการจมน้ำได้ และศพจมน้ำบางรายก็อาจไม่พบลักษณะดังกล่าว
[2] ในผู้ที่ได้รับพิษจากก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซจะจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhemoglobin หรือ COHb) ซึ่งอาจทำให้เลือด ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อมีสีแดงสดอมชมพูหรือแดงเชอร์รีผิดปกติ อย่างไรก็ตามลักษณะดังกล่าวไม่ได้พบในผู้เสียชีวิตจากพิษ CO ทุกราย จึงต้องอาศัยการตรวจระดับ COHb ร่วมในการวินิจฉัย
บทที่ 17รถทีมออบส์เคลื่อนตัวมาตามถนนสายรอง ห่างจากถนนหลักราวสองกิโลเมตร ปลายทางคือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีทะเลสาบอยู่ใจกลาง เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มักแวะมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ทว่าภายในสวนอันกว้างขวางกลับมีมุมอับและแนวป่ารกชัฏหลายจุด หนึ่งในนั้นคือ ‘จุดเกิดเหตุ’ ในวันนี้รถของทีมออบส์จอดห่างจากแนวกั้นไม่ไกลนัก ทันทีที่ก้าวลงจากรถ บรรยากาศรอบพื้นที่ก็เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ถัดจากแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ออกมาไม่ไกล กลุ่มสื่อมวลชนยืนรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ กล้องหลายตัวหันเข้าไปด้านใน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจคอยกันไม่ให้ใครล้ำเข้าไปทีมออบส์เดินผ่านบริเวณนั้นเพื่อเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุ ระหว่างทางกันต์ธีร์คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนคนนั้นเร็วขนาดนี้ สายตาของเขาหยุดนิ่งที่ร่างคุ้นตาหลังแนวรั้วสื่อมวลชน‘จันอับ’จังหวะที่อีกฝ่ายมองมา สายตาของทั้งคู่ก็สบกันพอดี คำพูดของมารดาเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว‘ถ้าลูกอยากเข้าใกล้เขามากขึ้น ก็ต้องค่อย ๆ ทำให้กำแพงนั้นลดลง...’กันต์ธีร์เกือบจะเอ่ยทัก แต่เมื่อนึกถึงประโยคที่ตัวเองพูดแทรกจันอับใ
ใจกลางห้องใต้ดินอันเงียบสงัด เส้นสีเข้มคดโค้งพาดทับกันบนพื้น ก่อเป็นลวดลายดอกไม้ขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นแปดกลีบซ้อนกันอย่างประณีต แท่นบูชาตั้งอยู่ใจกลางลวดลาย เครื่องบูชาหลากชนิดเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ทั้งเทียนขาว ธูปหอม ข้าวตอกดอกไม้ และที่เด่นที่สุดคงจะเป็นภาชนะขนาดใหญ่ซึ่งบรรจุของเหลวสีแดงคล้ำเอาไว้ กลิ่นธูปและกลิ่นคาวจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศเย็นชื้นของห้องเบื้องหน้าแท่นบูชา ร่างในชุดสีเข้มนั่งขัดสมาธิอยู่กลางวง เส้นผมดำขลับเกล้ามวยสูง ดวงตาหลับนิ่งจมอยู่ในสมาธิ ทว่าความน่าเกรงขามยังคงแผ่ออกมาจากร่างนั้น“อาจารย์แม่ ไอ้ภัคพงศ์ถูกตำรวจจับแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อครับ?” เสียงของชายคนหนึ่งทำลายความเงียบที่ปกคลุมอยู่“หึ... พวกโง่ก็มักจะทำอะไรโง่ ๆ” เธอเอ่ยทั้งที่ยังคงปิดตาสนิท แต่ในน้ำเสียงมีแววเย้ยหยัน “ไม่ต้องห่วง ข้าจัดการเอง ออกไปเถอะ แล้วอย่าให้ใครเข้ามารบกวนตอนข้าทำพิธี”ชายที่ถามโค้งศีรษะต่ำแสดงความเคารพ ก่อนหมุนตัวเดินจากไป ประตูไม้บานทึบปิดลงอย่างเงียบเฉียบ ทิ้งไว้เพียงเสียงบทสวดคาถาที่ฟังไม่ออก กระแสพลังเริ่มก่อตัวขึ้น
กรรณิกานั่งอ่านหนังสือและจิบชาอยู่ภายในศาลาพักผ่อนซึ่งตั้งอยู่กลางสวนกว้างด้านหน้าบ้าน จากจุดที่นั่งสามารถมองเห็นแนวทางเข้าตั้งแต่ประตูรั้วทอดยาวไปจนถึงตัวบ้านที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล รอบศาลารายล้อมด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ลอยมากับสายลมเป็นระยะนายหญิงของบ้านพลิกหน้ากระดาษอย่างใจเย็น ดื่มด่ำกับทุกตัวอักษรจนแทบลืมเลือนเวลากระทั่งแสงสะท้อนจากกระจกหน้ารถวาบเข้าตา กรรณิกาจึงเงยหน้าขึ้น และเห็นรถคันสีดำคุ้นตาของลูกชายเลี้ยวผ่านประตูรั้วเข้ามา ก่อนจะจอดลงบริเวณลานหน้าบ้าน‘เวลานี้ตากันต์ควรจะอยู่ที่ทำงานหนิ ทำไมถึงกลับมาก่อนเวลาล่ะ’เมื่อลูกชายก้าวลงจากรถ ไหล่กว้างที่ปกติจะตั้งตรงกลับดูตกลงเล็กน้อย ฝีเท้าก็เชื่องช้ากว่าทุกครั้ง สีหน้าสงบนิ่งก็จริง ทว่ามีแววหม่นบาง ๆ ปรากฏอยู่ ราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่ยังทิ้งความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ“ตากันต์”ขณะที่กันต์ธีร์เพิ่งปิดประตูรถ เสียงเรียกของมารดาก็ดังมาจากทางด้านหลัง เขาจึงหันไปมอง และเห็นกรรณิกานั่งอยู่ภายในศาลาพักผ่อนกลางสวน กันต์ธีร์จึงเดินตรงเข้าไปหาเมื่อเขาเข้ามาใกล้ กรรณิกาก็เอ่ยชวนด้วยรอยยิ้
หลังวางสาย กันต์ธีร์สั่งการให้อัยกรรีบส่งผลตรวจทั้งหมดไปให้ไกรวิทย์ทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยืนขอหมายจับจากศาล เมื่อจัดการเรื่องทางแล็บเรียบร้อย เขาเละจินไตยจึงเดินออกจากแล็บ ระหว่างทางกลับ ทั้งคู่สวนกับโรสที่เดินดูดกาแฟมาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งไปรายงานผลตรวจเมื่อไม่กี่นาทีก่อน โรส “เสร็จแล้วเหรอคะ?” “อืม เหลือแค่ส่งต่อหลักฐาน แล้วนี้จะกลับไปแล็บหรือกลับสำนักงานพร้อมพวกฉัน?” กันต์ธีร์ถาม “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว กลับสำนักดีกว่าที่เหลือไอ้กรมันทำต่อได้” จินไตยเหล่มองแก้วในมือของเพื่อนสาว “ที่มาช้านี่แวะซื้อกาแฟ?” “ช่ายจ้า~” โรสตอบพร้อมยกแก้วขึ้นดูดโชว์ จินไตย “สั่งเมนูอะไร อเมซิ่งดีเลย์เหรอ ถึงได้เพิ่งมาเอาตอนนี้” โรส “เยส อเมซิ่งดีเลย์ เพิ่มช็อต ‘พักเหนื่อย’ กับท็อปปิ้ง ‘โดนเพื่อนทิ้ง’ ด้วย” จินไตยหลุดหัวเราะ “งอนอะไรครับคุณ” “ไม่ได้ง้อน” โรสทำเป็นพูดเสียงสูงก่อนจะปรับลงมาให้ปกติ “ก็แค่กูวิ่งหน้าตั้งมารายงานผล ขนาดว่าถ้าสะดุดล้มก็พร้อมไถตัวมาบอกมึง แต่ผลเป็นไง! พอพูดจบ มึงก็วิ่งหายปั๊บ ทิ้งกูยืนหอบเป็นหมาวิ่งไล่รถ” “แหม~ วิ่งแค่นี้เอง” “ง
จันอับมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของทีมออบส์ตามความเคยชิน พอรู้ว่าต้องมาที่หน่วยพิสูจน์หลักฐาน ระหว่างทางเขาได้โทรสั่งเครื่องดื่มเอาไว้ คิดว่าหลังดูสภาพศพเสร็จก็จะแวะเอาน้ำไปให้พวกเพื่อน ๆ ที่ต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับหลักฐานคดีใหญ่สักหน่อย ดังนั้นตอนนี้ในมือเขาจึงถือถุงใส่แก้วน้ำจำนวนหนึ่ง ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้า เขาก็พบภาพที่เห็นจนชินตา คนที่ควรนั่งจมอยู่กับกองเอกสารก็นั่งอยู่ ส่วนคนที่หายไปในแล็บก็คงจะไม่ออกมาให้เจอเร็ว ๆ นี้จันอับ“ยุ่งกันอีกแล้วสินะช่วงนี้”“อือ” เสียงโรสที่กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ“พักกินน้ำกันก่อนไหม กูซื้อมาฝากทุกคนเลยเนี่ย”โรสหยุดมือ เงยหน้ามองคนพูด “มึงมาหาข้อมูลเขียนข่าวอีกแล้วสินะ” เธอลุกมาหยิบแก้วน้ำที่จันอับส่งให้ไปดูด ก่อนพูดต่อ “มึงไปขอหัวหน้ากูให้ได้ก่อน เมื่อก่อนเป็นพี่จินอาจจะง่าย แต่ตอนนี้เป็นเฮียแถมมึงยังมีเรื่องกับเขาอีก เขาไม่ให้มึงง่าย ๆ หรอก”จินไตย “นั่นดิ เฮียไม่เหมือนพี่จินนะเว้ย” เขาหยิบแก้วหนึ่งบนโต๊ะ นั่งลงตรงที่ว่าง “ขอบใจนะ”พิร์วรัลไม่แสดงความคิดเห็นแต่สีหน้าก็แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสองคนนั้นเช่นกันจันอับอมยิ้มเล
กันต์ธีร์และจันอับหยุดยืนอยู่หน้าตู้เก็บศพขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง ความเย็นจากเครื่องทำความเย็นแทรกผ่านเสื้อผ้าจนผิวหนังตึงวาบ ผิวโลหะของตู้สะท้อนแสงสีขาวซีดจากหลอดไฟเหนือศีรษะ ขับให้บรรยากาศภายในห้องดูเงียบและอึดอัดยิ่งขึ้นกันต์ธีร์ “เริ่มเลยไหม”จันอับพยักหน้าแทนคำตอบประตูตู้เก็บศพของเหยื่อรายที่ห้าถูกเปิดออก กันต์ธีร์ดึงถาดเหล็กด้านในออกมาทำให้เกิดเสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความเงียบ เขารูดซิปที่ปิดสนิทของถุงใส่ศพลงจนเผยให้เห็นร่างไร้ชีวิต ก่อนถอยไปยืนพิงโต๊ะกลางห้อง ปล่อยให้คนที่มาด้วยได้พิจารณาสภาพศพด้วยตัวเองจันอับเริ่มสำรวจร่างตรงหน้าทันทีที่ได้พื้นที่ เขามองเพียงไม่กี่วินาที ก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “เลือดของศพนี้...”กันต์ธีร์ได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกพึงพอใจในไหวพริบของจันอับ “คุณสังเกตได้เร็วดีหนิ ใช่...เลือดของศพนี้หายไป แต่ไม่ใช่แค่รายนี้ เหยื่อรายที่สี่ก็หายไปด้วย”จันอับ “ทำไมคนรายถึงเอาเลือดไปแค่สองราย แล้วเอาไปทำอะไรกันนะ” เขาพึมพำราวกับจะพูดกับกันต์ธีร์ แต่ก็คลายจะตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกันกันต์ธีร์ “ก็คงต้องถามตอนจับตัวมันได้เท่านั้นแหละ”จันอับพยักหน้าแสด
หลังอาหารกลางวัน กันต์ธีร์ตรงมายังห้องเก็บศพเพื่อตรวจสอบ ภายในนั้นทั้งเงียบสงบและเย็นจัด เสียงเดียวที่ได้ยินคือเครื่องทำความเย็นที่ดังหึ่งต่ำ ๆ ชายหนุ่มเปิดประตูเหล็กของตู้ที่เก็บร่างเหยื่อ ก่อนออกแรงดึงถาดวางศพออกมา เมื่อรูดซิปถุงบรรจุร่างผู้ตายก็เผยให้เห็นผิวหนังขาวซีดและร่องรอยการผ่าชันสูตร
ไม่ อย่าเข้ามานะ! มึงเป็นใคร!” “มึงต้องการอะไรจากกู!” กันต์ธีร์ตะโกนลั่น วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ว่าก้าวเท้าเร็วแค่ไหน ร่างเน่าเปื่อยก็ยังคืบคลานตามหลังมาไม่ห่าง ไม่นานร่างนั้นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้า “หมับ!” ฝ่ามือเย็นชืดเน่าเฟะคว้าลำคอของเขาอย่างแม่นยำ มันบีบแน่นจนกล้ามเนื้อเกร็งแข็ง ลมหาย
คนมาใหม่กวาดตามองรอบโต๊ะเร็ว ๆ ขณะเดินมา ก่อนจะเห็นเก้าอี้ว่างเพียงตัวเดียว เขาเดินไปนั่งโดยไม่ลังเล และไม่ได้มองด้วยซ้ำว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จินดาที่เห็นอย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก และตั้งตารอชมเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอเริ่มแนะนำหัวหน้าทีมคนใหม่ให้นักข่าวทั้งสองได้รู้จักทันที “จัน แอน นี่หัวหน้าทีมคน
จันอับและแอนนี่เดินออกจากห้องแถลงข่าวพร้อมนักข่าวคนอื่น ๆ ระหว่างทางไปลานจอดรถ ชายหนุ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง เขามองเวลาบนมือถือที่โชว์ตัวเลขสิบสองนาฬิกาพอดี วันนี้พวกเขาทั้งคู่รีบออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและตรงมาที่นี่เลย จึงยังไม่มีเวลาหาอะไรลงท้อง “มึงไปหาข้าวกินกันเถอะ หิวฉิบหาย” “เออไปดิ ๆ หิวเหมื







