홈 / แฟนตาซี / พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ / บทที่ 25 กับดักที่ซ่อนอยู่ในบ้านหลังเก่า

공유

บทที่ 25 กับดักที่ซ่อนอยู่ในบ้านหลังเก่า

last update 게시일: 2026-10-21 18:43:37

รุ่งสางของวันใหม่มาถึงพร้อมหมอกสีขาวที่ปกคลุมป่าสนรอบปราสาทแบล็กธอร์น

รถม้าสีดำสนิทจอดรออยู่หน้าประตูใหญ่ ข้างตัวรถมีม้าศึกสามตัวและราชองครักษ์แวมไพร์ในชุดเกราะสีเข้มยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ

โรสลินก้าวลงบันไดพร้อมกระเป๋าสมุนไพรใบเล็กที่เธอจัดเตรียมไว้เมื่อคืน

เธอสวมเสื้อคลุมสีเทาเงิน ทับชุดเดินทางสีดำเรียบง่าย ผมสีน้ำตาลถูกรวบไว้ด้านหลัง ส่วนจี้หินสีขาวของมารดาซ่อนอยู่ใต้คอเสื้อ

“พร้อมแล้วหรือ”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านข้าง

อาเดรียนยืนอยู่ข้างรถม้าในชุดเดินทางสีดำสนิท เสื้อคลุมยาวปักลายสีเงินบาง ๆ ทำให้เขาดูสง่างามและน่าเกรงขามไม่ต่างจากราชาผู้ปกครองรัตติกาล

โรสลินพยักหน้า

“พร้อมค่ะ ฉันเตรียมยาสมุนไพรสำหรับปฐมพยาบาลมาแล้ว เผื่อมีใครได้รับบาดเจ็บ”

อาเดรียนเหลือบมองกระเป๋าของเธอ

“เจ้าบรรจุอะไรลงไปบ้าง”

“ยาห้ามเลือด ยาลดไข้ ยาแก้พิษเบื้องต้น แล้วก็สมุนไพรสำหรับบรรเทาอาการปวดค่ะ”

“แล้วของกินล่ะ”

โรสลินกะพริบตา

“คะ?”

“ข้าถามว่าเจ้ามีอาหารติดตัวหรือไม่”

“มีขนมปังสองชิ้นค่ะ”

อาเดรียนหันไปมองเซราฟีนทันที

“เตรียมอาหารเพิ่ม”

“ฝ่าบาท เรากำลังเดินทางไปตรวจสอบวงเวทอันตราย ไม่ใช่ไปปิกนิกนะคะ”

“ข้าทราบ”

“แล้วทำไมต้องเตรียมอาหารเยอะขนาดนั้นด้วยคะ”

“เพราะข้าไม่ต้องการให้เจ้าหิวจนเสียสมาธิ”

โรสลินอ้าปากจะเถียง แต่สุดท้ายกลับหัวเราะออกมา

“ท่านนี่ชอบหาเหตุผลมาปกป้องฉันจริง ๆ เลยนะคะ”

อาเดรียนมองเธอด้วยสายตานิ่งเฉย

“หากเจ้ายังมีแรงพูดมาก แสดงว่าเจ้าคงไม่หิว”

“ฉันเริ่มเข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมคนในปราสาทถึงกลัวท่าน”

“เพราะพวกเขารู้จักเคารพอำนาจ”

“หรือเพราะท่านชอบเอาชนะทุกเรื่องกันแน่คะ”

เซราฟีนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลรีบหันหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็ว

หัวหน้าราชองครักษ์ไม่ต้องการให้ใครเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของตน

อาเดรียนปรายตามองเขา

“มีอะไรน่าขันหรือ เซราฟีน”

“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นก็ตรวจสอบเส้นทางให้เรียบร้อย”

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”

โรสลินหัวเราะเบา ๆ ก่อนขึ้นรถม้า

เธอไม่เคยคิดว่าการเดินทางไปยังสถานที่อันตรายจะเริ่มต้นด้วยการถกเถียงเรื่องอาหารเช่นนี้

แต่ความรู้สึกอบอุ่นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในใจทำให้เธอมีแรงมากขึ้นอย่างประหลาด

อย่างน้อยในตอนนี้ เธอไม่ได้เดินทางเพียงลำพังอีกแล้ว

ทว่าเมื่อรถม้าเคลื่อนผ่านประตูปราสาท โรสลินกลับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากจี้ใต้คอเสื้อ

มันไม่ได้เปล่งแสง

ไม่ได้ส่งเสียงกระซิบเหมือนครั้งก่อน

แต่ความเย็นที่แผ่ซ่านออกมาทำให้เธอรู้สึกราวกับมีใครบางคนกำลังเฝ้ามองอยู่จากที่ไกลแสนไกล

เธอก้มมองจี้ผ่านเนื้อผ้า

แม่คะ… มีอะไรบางอย่างกำลังรอเราอยู่ใช่ไหม

ไม่มีคำตอบใดกลับมา

มีเพียงเสียงล้อรถม้าที่หมุนไปตามถนนหิน และสายลมหนาวที่พัดผ่านป่าสน

### 1\. ร่องรอยของผู้สูญหาย

การเดินทางไปยังชายแดนมูนฟอลล์ใช้เวลาหลายชั่วโมง

เมื่อรถม้าหยุดลง โรสลินก็เห็นแนวป่าสนที่คุ้นตาอยู่เบื้องหน้า

แม้เธอจะถูกขับไล่ออกจากฝูงมานานพอสมควร แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้ง

ต้นไม้สูงใหญ่เรียงรายไปตามทางลาด เนินเขาที่เคยใช้เก็บสมุนไพรยังคงอยู่ตรงตำแหน่งเดิม และลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านชายป่าก็ยังส่งเสียงใสเหมือนในความทรงจำ

ทุกอย่างดูแทบไม่เปลี่ยนแปลง

ยกเว้นความรู้สึกของเธอที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“หากไม่พร้อม เราสามารถกลับได้”

อาเดรียนกล่าวขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าเธอยืนนิ่ง

โรสลินส่ายหน้า

“ฉันพร้อมค่ะ”

เธอหันไปมองเขา

“ฉันแค่กำลังคิดว่าครั้งสุดท้ายที่เดินผ่านป่านี้ ฉันยังเชื่อว่าตัวเองต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนในฝูงยอมรับ”

“แล้วตอนนี้ล่ะ”

“ตอนนี้ฉันคิดว่า ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับฉัน ฉันก็ยังมีสิทธิ์ใช้ชีวิตของตัวเองค่ะ”

อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดี”

เขาไม่ได้กล่าวชมต่อ

แต่โรสลินกลับรู้สึกว่าคำสั้น ๆ นั้นมีน้ำหนักมากกว่าคำปลอบใจยืดยาว

เซราฟีนเดินเข้ามารายงาน

“ฝ่าบาท หน่วยลาดตระเวนพบร่องรอยเวทมนตร์อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากแนวชายแดนประมาณหนึ่งไมล์ขอรับ”

“นำทางไป”

ราชองครักษ์แวมไพร์แยกตัวออกไปตรวจสอบเส้นทางก่อน ส่วนอาเดรียนกับโรสลินเดินตามหลังอย่างระมัดระวัง

ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งผิดปกติมากขึ้นเท่านั้น

เสียงนกร้องค่อย ๆ หายไป

ลมที่เคยพัดผ่านยอดไม้กลับสงบนิ่ง

แม้แต่กลิ่นดินชื้นและใบไม้ผุพังก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ

โรสลินหยุดเดิน

“ทางนี้ค่ะ”

อาเดรียนหันมามอง

“เจ้าพบอะไร”

“กลิ่นสมุนไพรไหม้ค่ะ มีบางอย่างถูกเผาอยู่แถวนี้”

เธอคุกเข่าลงข้างต้นไม้ใหญ่ ใช้นิ้วแตะเศษผงสีดำที่กระจายอยู่บนพื้น

เมื่อถูผงเหล่านั้นระหว่างปลายนิ้ว เธอก็ขมวดคิ้ว

“นี่ไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา แต่เป็นพืชที่ใช้ยับยั้งการรับรู้กลิ่นของหมาป่า ถ้าเผาในปริมาณมากจะทำให้หมาป่าสับสนและติดตามร่องรอยของกันและกันไม่ได้”

เซราฟีนที่เดินกลับมาพอดีชะงัก

“หมายความว่าผู้บุกรุกใช้สิ่งนี้เพื่อหลบหนีหรือขอรับ”

“อาจใช่ค่ะ แต่ฉันคิดว่าพวกเขาใช้มันเพื่อปิดบังกลิ่นของใครบางคนมากกว่า”

โรสลินเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ก่อนพบรอยลากยาวบนพื้นดิน

มีเศษผ้าสีน้ำตาลติดอยู่กับกิ่งไม้เตี้ย ๆ

เธอหยิบมันขึ้นมาพิจารณา แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป

“ฉันเคยเห็นผ้าแบบนี้มาก่อน”

“ที่ไหน” อาเดรียนถาม

“ที่หมู่บ้านของฝูงมูนฟอลล์ค่ะ เป็นผ้าคลุมที่ชาวบ้านใช้กัน”

เธอกำเศษผ้าไว้แน่น

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ

ผู้ที่หายตัวไปอาจไม่ใช่ทหารลาดตระเวน

แต่อาจเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

“เราต้องหาให้พบค่ะ”

อาเดรียนพยักหน้า

“เซราฟีน แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ อีกกลุ่มค้นหาสัญญาณเวทมนตร์ที่อาจใช้เคลื่อนย้ายผู้คน”

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อราชองครักษ์แยกย้ายไป อาเดรียนก็หันมาหาโรสลิน

“อย่าเดินห่างจากข้า”

เธอถอนหายใจ

“ฉันรู้ค่ะ แต่ถ้าพบคนบาดเจ็บ ฉันอาจต้องเข้าไปช่วยก่อนที่ท่านจะ—”

“โรสลิน”

เสียงเรียกของเขาทำให้เธอหยุดพูด

อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง

“ข้าไม่ได้ห้ามเจ้าเข้าไปช่วยใคร ข้าเพียงต้องการให้เจ้าบอกข้าก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่ที่อาจมีเวทมนตร์ซ่อนอยู่”

โรสลินนิ่งไป ก่อนพยักหน้า

“เข้าใจแล้วค่ะ”

คำตอบของเธอทำให้แววตาของเขาอ่อนลงเล็กน้อย

ทั้งคู่เดินต่อไปด้วยกัน จนกระทั่งพบรอยวงเวทสีดำอยู่ใต้รากไม้ใหญ่

วงเวทนั้นถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งและดินบาง ๆ หากไม่สังเกตให้ดีแทบจะไม่มีทางมองเห็น

แต่สิ่งที่ทำให้โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวคือสัญลักษณ์ตรงกลาง

พระจันทร์เสี้ยวที่มีเส้นเลือดดำพาดผ่าน

และข้างสัญลักษณ์นั้น มีรอยเลือดสดหยดหนึ่ง

อาเดรียนก้าวเข้ามาบังเธอโดยสัญชาตญาณ

“อย่าแตะต้องมัน”

โรสลินไม่ได้ขัดขืน

เธอเพียงจ้องวงเวทอย่างตั้งใจ ก่อนจะพบสิ่งผิดปกติอีกอย่างหนึ่ง

“อาเดรียนคะ วงเวทนี้ไม่ได้หันออกไปทางป่า”

“หมายความว่าอย่างไร”

“ทิศทางของมันหันกลับไปทางหมู่บ้านค่ะ”

เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา

“คนที่สร้างวงเวทไม่ได้กำลังพยายามหนีออกจากฝูงมูนฟอลล์ แต่กำลังส่งบางอย่างเข้าไปในหมู่บ้าน”

ทันใดนั้น วงเวทสีดำก็สว่างวาบ

เสียงระเบิดดังขึ้นจากใต้พื้นดิน

อาเดรียนคว้าตัวโรสลินดึงเข้าหาตนเอง ขณะที่ม่านพลังสีแดงเข้มกางออกปกคลุมทั้งคู่

เศษดินและรากไม้กระเด็นขึ้นสู่อากาศ

เมื่อทุกอย่างสงบลง วงเวทบนพื้นก็แตกสลายไปแล้ว

แต่มีสิ่งหนึ่งเหลืออยู่ตรงกลาง

แผ่นโลหะสีดำขนาดเท่าฝ่ามือ สลักข้อความด้วยอักษรโบราณ

โรสลินมองมันด้วยหัวใจที่เต้นแรง

เพราะแม้เธอจะอ่านอักษรเหล่านั้นไม่ออก แต่จี้ของมารดากลับเริ่มร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ

อาเดรียนสังเกตเห็นทันที

“โรสลิน ถอยออกมา”

เธอถอยหลังตามคำเตือน

แผ่นโลหะสีดำลอยขึ้นจากพื้น ก่อนมีเสียงกระซิบดังออกมาจากมัน

“ทายาทแห่งจันทรา…”

เสียงนั้นไม่ได้เป็นเสียงของวาเลเรียน

มันแหบพร่า ลึกต่ำ และฟังดูเก่าแก่เสียจนโรสลินรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าประตูสุสานที่ถูกปิดตายมานับพันปี

“ในที่สุด… เจ้าก็กลับมา”

แผ่นโลหะแตกออกเป็นผงสีดำทันที

อาเดรียนยกมือขึ้นปล่อยพลังทำลายเศษเวทที่เหลืออยู่จนหมด

จากนั้นเขาก็หันมาหาโรสลิน

“เจ้ารู้จักเสียงนั้นหรือไม่”

เธอส่ายหน้าอย่างช้า ๆ

“ไม่ค่ะ”

แต่ลึกลงไปในความทรงจำที่ถูกผนึก เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน

นานมาแล้ว

ในช่วงเวลาที่เธอยังเป็นเพียงทารก

### 2\. หมู่บ้านที่ไม่มีเสียงร้อง

เมื่อไปถึงหมู่บ้านชายแดน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้โรสลินหยุดเดิน

บ้านไม้หลายหลังเปิดประตูทิ้งไว้

ตะกร้าผักวางอยู่ข้างทาง

มีถังน้ำล้มคว่ำอยู่ใกล้บ่อน้ำกลางหมู่บ้าน

แต่กลับไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียว

“พวกเขาหายไปไหนกันหมด…”

โรสลินพึมพำ

อาเดรียนกวาดตามองพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว

“เซราฟีน ตรวจสอบทุกหลัง ห้ามผู้ใดแยกตัวออกจากกลุ่ม”

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!”

โรสลินเดินไปยังบ้านหลังเล็กทางด้านซ้าย เธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีหญิงชราพักอาศัยอยู่ที่นี่

หญิงชราคนนั้นเคยแอบนำขนมปังมาให้เธอในวันที่เธอถูกลงโทษให้อดอาหาร

ประตูบ้านเปิดแง้มอยู่

เธอผลักมันออกอย่างระมัดระวัง

“มีใครอยู่ไหมคะ”

ไม่มีเสียงตอบกลับ

ภายในบ้านมีโต๊ะอาหารที่จัดไว้เรียบร้อย ขนมปังครึ่งก้อนวางอยู่บนจาน และผ้าห่มผืนเล็กพาดอยู่บนเก้าอี้

ทุกอย่างดูเหมือนเจ้าของบ้านเพิ่งออกไปเพียงชั่วครู่

โรสลินเดินไปที่เตาผิง

ข้างเตามีถ้วยยาสมุนไพรที่ยังอุ่นอยู่

เธอยกถ้วยขึ้นดม ก่อนขมวดคิ้ว

“นี่เป็นยาที่ฉันเคยปรุง…”

อาเดรียนเดินเข้ามาด้านหลัง

“เจ้ารู้จักมันหรือ”

“ค่ะ เป็นยาช่วยให้นอนหลับสำหรับคนที่มีอาการปวดตามข้อ ฉันเคยสอนหญิงชราใช้สมุนไพรชนิดนี้”

โรสลินวางถ้วยลงอย่างระมัดระวัง

“ถ้าเธอกำลังดื่มยาอยู่ แสดงว่าเธออาจไม่ได้ตั้งใจออกจากบ้าน แต่มีใครบางคนพาตัวไป”

เธอเดินไปยังประตูหลัง แล้วพบรอยรองเท้าหลายคู่บนพื้นหิมะ

รอยเหล่านั้นมุ่งตรงไปยังป่าด้านเหนือ

“อาเดรียน ทางนี้ค่ะ!”

ทั้งคู่ตามรอยไปจนถึงกระท่อมร้างริมป่า

ที่นั่นพวกเขาพบชายชราสองคนและเด็กหญิงคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่บนพื้น

โรสลินรีบเข้าไปตรวจชีพจรทันที

“พวกเขายังมีชีวิตค่ะ แต่ถูกทำให้หมดสติ”

เธอเปิดกระเป๋าสมุนไพร หยิบขวดน้ำยากลิ่นฉุนออกมา แล้วใช้ผ้าชุบยาวางไว้ใกล้จมูกของเด็กหญิง

ไม่กี่วินาทีต่อมา เด็กหญิงก็เริ่มขยับตัว

“คุณหนู…”

เสียงเล็ก ๆ แหบพร่าดังขึ้น

โรสลินก้มลงหาเธอ

“ไม่เป็นไรนะ เธอปลอดภัยแล้ว”

เด็กหญิงลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนคว้าข้อมือของโรสลินไว้แน่น

“ผู้ชายคนนั้น… เขาบอกว่าให้พาพวกเราไปที่วิหาร…”

โรสลินรู้สึกเย็นวาบ

“ผู้ชายคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร”

เด็กหญิงส่ายหน้า

“หนูไม่เห็นหน้าเขาค่ะ เขาสวมผ้าคลุมสีดำ… แต่เขาบอกว่าถ้าไม่ไป เขาจะทำให้ทุกคนเจ็บปวด”

เธอเริ่มร้องไห้

“หนูกลัว…”

โรสลินโอบเด็กหญิงไว้เบา ๆ

“ไม่เป็นไรแล้วนะ ฉันอยู่ตรงนี้”

อาเดรียนยืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เขาเคยเห็นโรสลินถูกทอดทิ้ง ถูกปฏิเสธ และถูกบีบให้ต้องเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง

แต่แม้ผ่านเรื่องเลวร้ายมาเพียงใด เธอก็ยังเลือกยื่นมือช่วยคนที่อ่อนแอกว่า

ความอ่อนโยนของเธอไม่ใช่จุดอ่อน

และเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดวาเลเรียนจึงพยายามทำลายสิ่งนี้

เพราะคนที่ยังเชื่อว่าชีวิตของผู้อื่นมีค่า ย่อมเป็นคนที่ถูกบีบให้ตัดสินใจอย่างเจ็บปวดได้ง่ายที่สุด

“เซราฟีน!”

อาเดรียนเรียกหัวหน้าราชองครักษ์

“ส่งคนพาผู้บาดเจ็บกลับไปยังหมู่บ้าน และตรวจสอบพื้นที่โดยรอบให้ละเอียด”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ส่วนเจ้าสองคน” เขาหันไปหาทหารที่เพิ่งมาถึง “ค้นหาว่ามีผู้สูญหายเหลืออยู่ที่ใดอีกหรือไม่”

จากนั้นอาเดรียนจึงหันกลับมาหาโรสลิน

“เราต้องหาตัวคนที่พาพวกเขามา”

เธอพยักหน้า

“ค่ะ และฉันคิดว่าเขาต้องการให้เราไปที่วิหาร”

“ซึ่งอาจเป็นกับดัก”

“ฉันรู้ค่ะ”

โรสลินลุกขึ้นยืน

“แต่ถ้าพวกเขาพาตัวชาวบ้านไปที่นั่น เราก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครตกอยู่ในอันตรายอีก”

อาเดรียนมองเธอ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เราจะไปด้วยกัน แต่จะไม่เข้าไปโดยไม่ตรวจสอบพื้นที่ก่อน”

“ตกลงค่ะ”

ทั้งคู่หันไปมองป่าด้านเหนือพร้อมกัน

ในระยะไกล ยอดหอคอยเก่าของวิหารร้างปรากฏขึ้นเหนือแนวต้นไม้

และตรงยอดหอคอยนั้น มีแสงสีดำสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่

ราวกับใครบางคนกำลังรอพวกเขาอยู่

### 3\. คำขอจากคนที่เคยทอดทิ้งเธอ

ก่อนออกเดินทางต่อ เซราฟีนได้รับสารด่วนจากคัลเลน

อาเดรียนอ่านเนื้อหาผ่านวงเวทสื่อสาร ก่อนส่งข้อความให้โรสลินดู

คัลเลนรายงานว่าเขาพบข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมโบราณในบันทึกของฝูงมูนฟอลล์ มีการกล่าวถึงวิหารร้างทางเหนือและการใช้เลือดของราชวงศ์จันทราเป็นส่วนหนึ่งของพิธี แต่รายละเอียดถูกฉีกทำลายไปเกือบทั้งหมด

นอกจากนี้ เขายังเตือนว่ามีคนแปลกหน้าติดต่อกับสมาชิกบางคนในฝูง โดยอ้างว่าจะช่วยรักษาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเวทมนตร์

โรสลินอ่านจบแล้วนิ่งไป

“เขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไรคะ”

“อาจเพราะเขาเริ่มตรวจสอบเอกสารเก่าของฝูงอย่างจริงจัง” อาเดรียนตอบ “หรืออาจมีบางคนต้องการให้เขาพบข้อมูลนี้”

“ท่านคิดว่าเป็นกับดักหรือคะ”

“ข้าคิดว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวาเลเรียนควรถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบ”

โรสลินพยักหน้า

แม้เธอจะยังไม่ไว้วางใจคัลเลน แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขากำลังพยายามช่วยเหลือผู้คน

อย่างไรก็ตาม การพยายามแก้ไขความผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้รับความไว้วางใจกลับคืนมาทันที

เธอเรียนรู้เรื่องนั้นจากบาดแผลของตัวเองแล้ว

อาเดรียนยื่นมือมารับข้อความกลับไป

“เจ้าต้องการตอบเขาหรือไม่”

โรสลินคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ฉันอยากให้เขาส่งข้อมูลทั้งหมดที่มีมาให้ค่ะ แต่ฉันไม่ต้องการให้เขาเดินทางมาที่นี่”

อาเดรียนเลิกคิ้วเล็กน้อย

“เหตุใด”

“เพราะฉันไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างเราสองคนอีกค่ะ ตอนนี้เราต้องช่วยคนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายก่อน”

เธอหยุดไปเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ

“และฉันยังไม่พร้อมจะคุยกับเขาเรื่องอื่น”

อาเดรียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ข้าจะส่งข้อความตามนั้น”

โรสลินมองเขาอย่างแปลกใจ

“ท่านไม่คิดจะถามหรือคะว่าฉันยังรู้สึกอย่างไรกับคัลเลน”

“ไม่จำเป็น”

เขาตอบเรียบ ๆ

“ความรู้สึกของเจ้าต่อชายคนนั้นเป็นเรื่องของเจ้า ข้าไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้เจ้ารู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง”

โรสลินเงียบไป

แม้อาเดรียนจะยังคงมีความหึงหวงซ่อนอยู่ในบางครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยใช้ความรู้สึกนั้นเป็นเหตุผลในการบังคับให้เธอตัดสินใจ

เธอยิ้มบาง ๆ

“ขอบคุณนะคะ”

อาเดรียนมองเธอ

“สำหรับอะไร”

“สำหรับการไม่ตัดสินใจแทนฉันค่ะ”

เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนยื่นมือมาจับมือเธออย่างแผ่วเบา

“ข้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก”

“ฉันก็เหมือนกันค่ะ”

ทั้งคู่ยืนอยู่เช่นนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนเสียงของเซราฟีนจะดังขึ้นจากด้านหลัง

“ขออภัยที่ขัดจังหวะพ่ะย่ะค่ะ แต่หน่วยลาดตระเวนพบร่องรอยใหม่แล้ว”

อาเดรียนปล่อยมือโรสลินอย่างไม่เต็มใจนัก

“รายงานมา”

“มีรอยเท้ามุ่งหน้าไปยังวิหารร้างจริงพ่ะย่ะค่ะ แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือพบร่องรอยการเคลื่อนย้ายผู้คนหลายจุด และทุกจุดมีสัญลักษณ์เดียวกัน”

เซราฟีนหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“ดูเหมือนผู้สูญหายไม่ได้ถูกพาตัวไปเพื่อสังเวยทันที แต่ถูกใช้เป็นจุดยึดของวงเวทบางอย่าง”

โรสลินหน้าซีดลง

“จุดยึดวงเวท…”

เธอนึกถึงคำเตือนของวาเลเรียนในจดหมาย

เขาจะบังคับให้เธอเลือกระหว่างชีวิตของคนที่เธอรักกับชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

บางทีการลักพาตัวชาวบ้านอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

และหากวาเลเรียนสามารถใช้ชีวิตของคนเหล่านี้เป็นเครื่องมือได้จริง เขาก็อาจกำลังสร้างวงเวทขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับประตูรัตติกาลนิรันดร์

“เราต้องหยุดเขาค่ะ”

โรสลินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

อาเดรียนพยักหน้า

“เช่นนั้นก็ไปกัน”

### 4\. ผู้ที่เฝ้ารออยู่ในวิหาร

วิหารร้างตั้งอยู่บนเนินหินทางเหนือของชายแดน

มันเป็นสถานที่ที่แตกต่างจากแท่นจันทราซึ่งโรสลินกับอาเดรียนเคยไปก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

แท่นจันทราเป็นสถานที่เก่าแก่ที่ยังคงมีพลังแห่งแสงเงินหลงเหลืออยู่

แต่วิหารแห่งนี้กลับถูกปกคลุมด้วยความมืดราวกับแสงทุกชนิดถูกดูดกลืนเข้าไปในกำแพง

เสาหินหักพังวางกระจัดกระจายตามทางเดิน

เถาวัลย์สีดำเลื้อยไปตามพื้น

และตรงกลางวิหาร มีวงเวทขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสีแดงเข้ม

โรสลินหยุดอยู่หลังแนวต้นไม้

“ฉันสัมผัสได้ถึงพลังของจันทราค่ะ แต่มีบางอย่างปะปนอยู่ด้วย”

อาเดรียนมองวงเวท

“พลังจากประตูรัตติกาลนิรันดร์”

“มันต่างจากเวทมนตร์ทั่วไปมากค่ะ เหมือนกับว่า…”

เธอพยายามหาคำอธิบาย

“เหมือนกับว่ามันไม่ได้มีชีวิต แต่กำลังพยายามเรียนรู้วิธีมีชีวิต”

อาเดรียนหันมามองเธอทันที

“อย่าเข้าใกล้วงเวทนั้น”

“ค่ะ”

เธอรับคำโดยไม่เถียง เพราะความรู้สึกจากจี้ของมารดากำลังบอกว่า สิ่งที่อยู่ภายในวิหารอันตรายกว่าที่พวกเขาคาดคิด

เซราฟีนส่งสัญญาณให้ราชองครักษ์กระจายกำลังออกไปตรวจสอบพื้นที่

อาเดรียนกำลังจะก้าวเข้าไป เมื่อเสียงปรบมือช้า ๆ ดังขึ้นจากภายในวิหาร

แปะ…

แปะ…

แปะ…

ชายชราในชุดคลุมสีดำเดินออกมาจากเงามืด

ใบหน้าของเขาซีดเซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่ไม่เคยจางหาย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่าหนึ่งพันปี

ลอร์ดวาเลเรียน

“ยินดีต้อนรับกลับมา อาเดรียน”

อาเดรียนยืนนิ่ง ดวงตาสีแดงเข้มเปลี่ยนเป็นสีเลือดสด

“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงแตะต้องผู้คนในอาณาเขตของข้า”

วาเลเรียนหัวเราะ

“ผู้คนในอาณาเขตของเจ้าอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขันเหลือเกิน”

เขาเหลือบมองโรสลิน

“หรือเจ้าหมายถึงผู้คนในอาณาเขตของนาง”

โรสลินก้าวออกมาจากด้านหลังอาเดรียน

“ท่านต้องการอะไรจากพวกเขา”

“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรจากพวกเขาเลย”

วาเลเรียนตอบอย่างใจเย็น

“พวกเขาเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กน้อยของพิธีกรรมเท่านั้น”

คำพูดนั้นทำให้โรสลินกำมือแน่น

“พวกเขาเป็นคน ไม่ใช่ส่วนประกอบของพิธีกรรม!”

รอยยิ้มของวาเลเรียนจางลงเล็กน้อย

“เจ้าพูดเหมือนมารดาของเจ้าไม่มีผิด”

โรสลินชะงัก

“อย่าเอ่ยถึงแม่ของฉัน”

“เหตุใดเล่า นางเคยยืนอยู่ตรงนี้ เคยพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงเช่นเดียวกัน และสุดท้ายนางก็เลือกปิดผนึกพลังที่ควรเป็นของข้า”

วาเลเรียนยกมือขึ้น

วงเวทสีแดงสว่างวาบ

ภาพของชาวบ้านที่ถูกขังอยู่ภายในกรงพลังเวทปรากฏขึ้นเหนือพื้น พวกเขายังมีชีวิต แต่มีเส้นแสงสีดำเชื่อมร่างกายกับวงเวทขนาดใหญ่

โรสลินรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด

เด็กหญิงที่เธอเพิ่งช่วยไว้ไม่ได้อยู่ในภาพนั้น แต่หญิงชราที่เคยแบ่งขนมปังให้เธอกลับอยู่ในกรงหนึ่ง

เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ

“ปล่อยพวกเขาเดี๋ยวนี้”

“ด้วยความยินดี”

วาเลเรียนยิ้ม

“เพียงเจ้าก้าวเข้ามาในวงเวท และยอมมอบเลือดหยดสุดท้ายของเจ้าให้ข้า”

อาเดรียนก้าวมาข้างหน้า พลังสีแดงเข้มระเบิดออกจากร่างจนพื้นหินแตกร้าว

“เจ้าจะไม่มีวันได้เลือดของนาง”

วาเลเรียนหันมามองเขา

“ข้าไม่ได้ถามเจ้า อาเดรียน”

เขาสะบัดมือ

เส้นเวทสีดำพุ่งออกจากพื้น มุ่งตรงไปยังอาเดรียน

ราชาแวมไพร์ยกมือขึ้นสร้างม่านพลัง แต่ทันทีที่เส้นเวทสัมผัสกับม่านสีแดง มันกลับแตกกระจายเป็นเส้นเล็ก ๆ แล้วพุ่งอ้อมไปด้านหลัง

โรสลินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติก่อนใคร

“อาเดรียน ระวัง!”

เธอปล่อยพลังจันทราออกไปทันที

แสงสีเงินตัดผ่านเส้นเวทสีดำจนขาดสะบั้น

แต่ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นผ่านพันธะเลือดเข้าสู่ร่างของเธอ

โรสลินทรุดลงกับพื้น

“โรสลิน!”

อาเดรียนหันกลับมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว

เส้นเลือดดำปรากฏขึ้นบนลำคอของเขาอีกครั้ง

วาเลเรียนหัวเราะอย่างพึงพอใจ

“ในที่สุดก็ทำงานเสียที”

โรสลินพยายามยันตัวลุกขึ้น แม้ความเจ็บปวดจะทำให้หายใจแทบไม่ออก

ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว

วงเวทนี้ไม่ได้เพียงใช้ชาวบ้านเป็นจุดยึด

มันกำลังเชื่อมต่อกับคำสาปของอาเดรียนผ่านพันธะเลือด และทุกครั้งที่เธอใช้พลังปกป้องเขา วงเวทก็จะดึงพลังจากทั้งคู่ไปพร้อมกัน

วาเลเรียนกำลังทำให้พวกเขาอ่อนแอลงทีละน้อย

และหากปล่อยให้พิธีกรรมดำเนินต่อไป พันธะเลือดอาจกลายเป็นเครื่องมือเปิดประตูรัตติกาลนิรันดร์โดยสมบูรณ์

“เจ้าเห็นแล้วใช่ไหม โรสลิน”

วาเลเรียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจนน่าขนลุก

“ยิ่งเจ้าพยายามช่วยเขา เจ้าก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด”

โรสลินเงยหน้าขึ้น

“ไม่จริง…”

“เช่นนั้นก็ลองดูสิ”

เขาชี้ไปยังกรงพลังเวท

“ช่วยพวกเขา ช่วยราชาแวมไพร์ หรือช่วยตัวเจ้าเอง เจ้าคิดว่าพลังของเจ้าจะทำทุกอย่างได้พร้อมกันหรือ”

โรสลินหายใจหอบ

ความเจ็บปวดจากพันธะยังคงไหลผ่านร่างกาย

แต่ท่ามกลางความทรมาน เธอกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ

เสียงของมารดา

เจตจำนงอิสระแห่งจันทรา ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เจ้าต้องแบกรับทุกสิ่ง

แต่มันมีไว้เพื่อให้เจ้าเลือกว่าจะยอมให้สิ่งใดมีอำนาจเหนือชีวิตของเจ้า

โรสลินค่อย ๆ กำจี้หินสีขาวไว้แน่น

เธอไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเชื่อฟังวาเลเรียนกับการปล่อยให้ทุกคนตาย

ยังมีทางเลือกอื่น

เธอเพียงต้องหามันให้พบ

โรสลินยันตัวลุกขึ้นอีกครั้ง แล้วมองตรงไปยังวงเวทสีแดง

“ฉันจะไม่มอบเลือดให้ท่าน”

วาเลเรียนหรี่ตา

“เจ้าคิดจะปล่อยให้คนเหล่านี้ตายหรือ”

“ไม่ค่ะ”

แสงสีเงินเริ่มส่องออกจากร่างของเธอ

“ฉันจะช่วยพวกเขา โดยไม่ยอมให้ท่านเป็นคนกำหนดว่าฉันต้องทำอย่างไร”

แสงจันทราพุ่งออกจากปลายนิ้วของโรสลิน

คราวนี้มันไม่ได้มุ่งตรงไปยังอาเดรียน

ไม่ได้พุ่งเข้าใส่วาเลเรียน

แต่มันแผ่กระจายไปตามพื้นหิน ค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปในเส้นเวทที่เชื่อมต่อกับกรงของชาวบ้าน

วงเวทสีแดงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

วาเลเรียนเบิกตากว้าง

“เป็นไปไม่ได้!”

โรสลินกัดฟัน พยายามควบคุมพลังที่กำลังไหลออกจากร่าง

เธอไม่สามารถทำลายวงเวททั้งหมดได้ในคราวเดียว

แต่เธอกำลังตัดเส้นเชื่อมต่อทีละเส้น

และเป็นครั้งแรกที่พลังจันทราของเธอไม่ได้ทำตามคำสั่งของความกลัว

มันกำลังตอบสนองต่อเจตจำนงของเธอเอง

อาเดรียนมองเธอด้วยสายตาตื่นตะลึง ก่อนยกมือขึ้นปลดปล่อยพลังของตนเข้าปะทะวงเวทจากอีกด้าน

แสงสีแดงเข้มของเขากับแสงสีเงินของเธอประสานกัน

แต่แทนที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พลังทั้งสองกลับรักษาเส้นแบ่งของตัวเองไว้ชัดเจน

โรสลินเป็นผู้ตัดเส้นเวท

อาเดรียนเป็นผู้ทำลายโครงสร้างของวงเวท

ทั้งคู่กำลังต่อสู้เคียงข้างกัน โดยไม่มีใครต้องสละตัวเองให้อีกฝ่าย

เสียงแตกร้าวดังขึ้นทั่ววิหาร

กรงพลังเวทเริ่มสลาย

ชาวบ้านที่ถูกขังอยู่ภายในทยอยร่วงลงสู่พื้น แต่เซราฟีนกับราชองครักษ์สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน

วาเลเรียนถอยหลังหนึ่งก้าว สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ

“เจ้าคิดว่าชนะแล้วหรือ โรสลิน!”

เขายกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว

เศษพลังสีดำทั้งหมดไหลกลับเข้าสู่วงเวทตรงกลางวิหาร ก่อนรวมตัวเป็นประตูหินสีดำขนาดใหญ่

พื้นดินสั่นสะเทือน

ความมืดที่อยู่หลังประตูเริ่มแผ่กระจายออกมา

โรสลินรู้สึกได้ทันทีว่าพลังนั้นไม่เหมือนเวทมนตร์ของวาเลเรียน

มันเย็นเยียบ ว่างเปล่า และไม่มีขอบเขต

ราวกับกำลังมีบางสิ่งลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน

อาเดรียนคว้าข้อมือของเธอไว้

“ถอยออกมา!”

แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเคลื่อนตัว ประตูหินก็เปิดออกเพียงเล็กน้อย

เสียงกระซิบจากอีกฟากหนึ่งดังขึ้นพร้อมกันทั่ววิหาร

“โลหิตจันทรา…”

“โลหิตรัตติกาล…”

“ในที่สุด…”

โรสลินรู้สึกว่าจี้ของมารดาร้อนจัดจนแทบแผดเผาผิวหนัง

เธอก้มลงมองมัน

แล้วภาพความทรงจำหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวอย่างฉับพลัน

หญิงสาวผมสีเงินในชุดราชวงศ์ยืนอยู่หน้าประตูเดียวกัน

ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นคือใบหน้าของราชินีลูนาเรีย

มารดาของเธอ

ลูนาเรียหันมามองราวกับมองทะลุผ่านกาลเวลา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

โรสลิน… อย่าปล่อยให้มันเห็นหัวใจของเจ้า

ภาพความทรงจำดับลงทันที

โรสลินเงยหน้าขึ้น

ประตูหินสีดำกำลังเปิดกว้างขึ้นทีละน้อย

และวาเลเรียนกำลังยิ้ม

“ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง”

เขากางแขนออก

“ข้าไม่จำเป็นต้องบังคับให้เจ้าเปิดประตูอีกต่อไป”

ดวงตาของเขาจับจ้องโรสลินอย่างบ้าคลั่ง

“เพราะประตูกำลังเปิดรับเจ้าอยู่แล้ว!”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 45 ชื่อที่ถูกเขียนก่อนกำเนิด

    “ทายาทของข้า” เสียงจากใต้ประตูหินแผ่วเบา ทว่ากลับทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงทางลงใต้ดินรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล โรสลินไม่ขยับเข้าใกล้ประตู แม้หัวใจจะเต้นแรงจนเจ็บหน้าอกก็ตาม นางยังจำข้อความที่ปรากฏบนหินได้ชัดเจน โรสลิน วินเทอร์ — สถานะ: ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าชื่อของนางไปปรากฏในบัญชีเก่าแก่กว่าราชวงศ์จันทราได้อย่างไร และไม่มีใครรู้ว่าคำว่า ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด หมายถึงอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ผู้หญิงที่อยู่หลังผนึกรู้จักนาง รู้จักมากกว่าที่ควรจะเป็น “เจ้าเป็นใคร?” โรสลินถาม ความเงียบตอบกลับมา จากนั้นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “คำถามแรกของเจ้าไม่ใช่ว่าเหตุใดชื่อจึงอยู่บนประตู แต่กลับเป็นว่าใครกำลังพูดกับเจ้า” “เพราะข้าไม่คิดจะเชื่อคนแปลกหน้าที่ถูกขังอยู่หลังผนึก และเรียกตัวเองว่าผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จันทรา” “ฉลาดขึ้นมากทีเดียว ลูนาเรียคงภูมิใจในตัวเจ้า” “อย่าใช้ชื่อแม่ข้า” โรสลินตอบทันที น้ำเสียงเย็นลง “หากเจ้ารู้จักนางจริง ก็ควรรู้ว่านางไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะหยิบมาใช้หลอกข้าได้ตามใจชอบ” ความเงียบหลังประตูยืดยาวกว่าครั้งก่อน อาเดรียนขยับมา

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 44 บิดาผู้ถูกลบจากโลก

    เสียงของลูนาเรียยังคงก้องอยู่ในห้องแห่งนาม แม้ภาพความทรงจำจะเลือนหายไปแล้วก็ตาม สิ่งที่ถูกขังอยู่ข้างใต้นั้น... คือบิดาของลูก โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าผนังหินสีดำ ปลายนิ้วกำจี้หินสีขาวแน่นจนข้อนิ้วซีดลง นางเคยคิดว่าความลับเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนสิ้นสุดลงเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นธิดาของราชินีลูนาเรีย แต่ตอนนี้กลับมีคำถามใหม่ผุดขึ้นมาราวกับรากไม้ที่แผ่ขยายอยู่ใต้ผืนดิน หากบิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดเขาจึงถูกขังไว้ใต้ซากเมืองหลวง? แล้วเหตุใดทุกคนจึงพยายามลบเขาออกจากโลก? “โรสลิน” เสียงของอาเดรียนดึงนางกลับมาจากห้วงความคิด ราชาแวมไพร์ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องใบหน้าของนางอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้แตะต้องนางทันที เพียงยื่นมือมาให้เลือกว่าจะจับไว้หรือไม่ โรสลินมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือตัวเองลงไป “ข้ากำลังคิดว่า หากเขาเป็นบิดาของข้าจริง เหตุใดท่านแม่จึงไม่เคยบอกเรื่องนี้” “บางทีนางอาจไม่มีโอกาสบอก” อาเดรียนตอบ “หรือบางทีสิ่งที่เจ้ามองเห็นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริง” “ท่านกำลังบอกว่าความทรงจำของท่านแม่โกหกข้าอย่างนั้นหรือ?” “ข้ากำลังบอกว่าเราไม่ควรเชื่อภาพใดภาพหนึ

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 43 วันที่ความทรงจำมีเลือด

    เสียงระฆังเตือนภัยดังสะท้อนทั่วปราสาทแบล็กธอร์น ขณะที่รอยร้าวบนถุงมือสีเงินของเซเวอรินขยายตัวออกทีละเส้น ใต้รอยแตกนั้นไม่มีเลือด ไม่มีผิวหนัง และไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเขาเป็นมนุษย์หรือแวมไพร์ มีเพียงความมืดที่กำลังเคลื่อนไหว โรสลินถอยห่างจากเขาหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่ไม่ได้ละสายตาจากชายผมขาว “คุณบอกว่ามันจำชื่อคุณได้แล้ว หมายความว่าอย่างไร?” เซเวอรินไม่ตอบทันที เขาก้มมองมือของตัวเองราวกับกำลังเห็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีกครั้ง “ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ข้าทำให้โลกจดจำชื่อของข้าไม่ได้ ไม่มีบันทึก ไม่มีคำสลัก และไม่มีความทรงจำใดที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของข้าได้อย่างถาวร” อาเดรียนยืนขวางระหว่างเขากับโรสลิน พลังรัตติกาลก่อตัวรอบฝ่ามือ “เจ้าใช้เวทลบตัวตนของตัวเอง?” “ไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียวที่ใช้มัน” เซเวอรินตอบ “พันธสัญญาสามฝ่ายถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่อยู่หลังประตูบานที่สามเข้าถึงโลกนี้ได้โดยตรง ผู้เฝ้าประตูดูแลผนึก ราชวงศ์จันทรารักษานาม และบุคคลที่สามรับหน้าที่เป็นผู้แบกรับสิ่งที่ไม่อาจจดจำได้” โรสลินนึกถึงสัญลักษณ์ดวงตาสามดวงบนแท่นหินในวิหารแห่งแรก ดวงตาสองดวง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 42 ชื่อที่โลกพยายามลืม

    ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 41 ผู้ที่ลบชื่อราชวงศ์

    “คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง

  • พันธะเลือดลูน่าผู้นิราศ   บทที่ 40 ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย

    เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status