로그인รุ่งสางของวันใหม่มาถึงพร้อมหมอกสีขาวที่ปกคลุมป่าสนรอบปราสาทแบล็กธอร์น
รถม้าสีดำสนิทจอดรออยู่หน้าประตูใหญ่ ข้างตัวรถมีม้าศึกสามตัวและราชองครักษ์แวมไพร์ในชุดเกราะสีเข้มยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ โรสลินก้าวลงบันไดพร้อมกระเป๋าสมุนไพรใบเล็กที่เธอจัดเตรียมไว้เมื่อคืน เธอสวมเสื้อคลุมสีเทาเงิน ทับชุดเดินทางสีดำเรียบง่าย ผมสีน้ำตาลถูกรวบไว้ด้านหลัง ส่วนจี้หินสีขาวของมารดาซ่อนอยู่ใต้คอเสื้อ “พร้อมแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านข้าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างรถม้าในชุดเดินทางสีดำสนิท เสื้อคลุมยาวปักลายสีเงินบาง ๆ ทำให้เขาดูสง่างามและน่าเกรงขามไม่ต่างจากราชาผู้ปกครองรัตติกาล โรสลินพยักหน้า “พร้อมค่ะ ฉันเตรียมยาสมุนไพรสำหรับปฐมพยาบาลมาแล้ว เผื่อมีใครได้รับบาดเจ็บ” อาเดรียนเหลือบมองกระเป๋าของเธอ “เจ้าบรรจุอะไรลงไปบ้าง” “ยาห้ามเลือด ยาลดไข้ ยาแก้พิษเบื้องต้น แล้วก็สมุนไพรสำหรับบรรเทาอาการปวดค่ะ” “แล้วของกินล่ะ” โรสลินกะพริบตา “คะ?” “ข้าถามว่าเจ้ามีอาหารติดตัวหรือไม่” “มีขนมปังสองชิ้นค่ะ” อาเดรียนหันไปมองเซราฟีนทันที “เตรียมอาหารเพิ่ม” “ฝ่าบาท เรากำลังเดินทางไปตรวจสอบวงเวทอันตราย ไม่ใช่ไปปิกนิกนะคะ” “ข้าทราบ” “แล้วทำไมต้องเตรียมอาหารเยอะขนาดนั้นด้วยคะ” “เพราะข้าไม่ต้องการให้เจ้าหิวจนเสียสมาธิ” โรสลินอ้าปากจะเถียง แต่สุดท้ายกลับหัวเราะออกมา “ท่านนี่ชอบหาเหตุผลมาปกป้องฉันจริง ๆ เลยนะคะ” อาเดรียนมองเธอด้วยสายตานิ่งเฉย “หากเจ้ายังมีแรงพูดมาก แสดงว่าเจ้าคงไม่หิว” “ฉันเริ่มเข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมคนในปราสาทถึงกลัวท่าน” “เพราะพวกเขารู้จักเคารพอำนาจ” “หรือเพราะท่านชอบเอาชนะทุกเรื่องกันแน่คะ” เซราฟีนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลรีบหันหน้าไปอีกทางอย่างรวดเร็ว หัวหน้าราชองครักษ์ไม่ต้องการให้ใครเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของตน อาเดรียนปรายตามองเขา “มีอะไรน่าขันหรือ เซราฟีน” “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” “เช่นนั้นก็ตรวจสอบเส้นทางให้เรียบร้อย” “รับทราบพ่ะย่ะค่ะ” โรสลินหัวเราะเบา ๆ ก่อนขึ้นรถม้า เธอไม่เคยคิดว่าการเดินทางไปยังสถานที่อันตรายจะเริ่มต้นด้วยการถกเถียงเรื่องอาหารเช่นนี้ แต่ความรู้สึกอบอุ่นเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในใจทำให้เธอมีแรงมากขึ้นอย่างประหลาด อย่างน้อยในตอนนี้ เธอไม่ได้เดินทางเพียงลำพังอีกแล้ว ทว่าเมื่อรถม้าเคลื่อนผ่านประตูปราสาท โรสลินกลับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างจากจี้ใต้คอเสื้อ มันไม่ได้เปล่งแสง ไม่ได้ส่งเสียงกระซิบเหมือนครั้งก่อน แต่ความเย็นที่แผ่ซ่านออกมาทำให้เธอรู้สึกราวกับมีใครบางคนกำลังเฝ้ามองอยู่จากที่ไกลแสนไกล เธอก้มมองจี้ผ่านเนื้อผ้า แม่คะ… มีอะไรบางอย่างกำลังรอเราอยู่ใช่ไหม ไม่มีคำตอบใดกลับมา มีเพียงเสียงล้อรถม้าที่หมุนไปตามถนนหิน และสายลมหนาวที่พัดผ่านป่าสน ### 1\. ร่องรอยของผู้สูญหาย การเดินทางไปยังชายแดนมูนฟอลล์ใช้เวลาหลายชั่วโมง เมื่อรถม้าหยุดลง โรสลินก็เห็นแนวป่าสนที่คุ้นตาอยู่เบื้องหน้า แม้เธอจะถูกขับไล่ออกจากฝูงมานานพอสมควร แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้ง ต้นไม้สูงใหญ่เรียงรายไปตามทางลาด เนินเขาที่เคยใช้เก็บสมุนไพรยังคงอยู่ตรงตำแหน่งเดิม และลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านชายป่าก็ยังส่งเสียงใสเหมือนในความทรงจำ ทุกอย่างดูแทบไม่เปลี่ยนแปลง ยกเว้นความรู้สึกของเธอที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “หากไม่พร้อม เราสามารถกลับได้” อาเดรียนกล่าวขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าเธอยืนนิ่ง โรสลินส่ายหน้า “ฉันพร้อมค่ะ” เธอหันไปมองเขา “ฉันแค่กำลังคิดว่าครั้งสุดท้ายที่เดินผ่านป่านี้ ฉันยังเชื่อว่าตัวเองต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนในฝูงยอมรับ” “แล้วตอนนี้ล่ะ” “ตอนนี้ฉันคิดว่า ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับฉัน ฉันก็ยังมีสิทธิ์ใช้ชีวิตของตัวเองค่ะ” อาเดรียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดี” เขาไม่ได้กล่าวชมต่อ แต่โรสลินกลับรู้สึกว่าคำสั้น ๆ นั้นมีน้ำหนักมากกว่าคำปลอบใจยืดยาว เซราฟีนเดินเข้ามารายงาน “ฝ่าบาท หน่วยลาดตระเวนพบร่องรอยเวทมนตร์อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากแนวชายแดนประมาณหนึ่งไมล์ขอรับ” “นำทางไป” ราชองครักษ์แวมไพร์แยกตัวออกไปตรวจสอบเส้นทางก่อน ส่วนอาเดรียนกับโรสลินเดินตามหลังอย่างระมัดระวัง ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งผิดปกติมากขึ้นเท่านั้น เสียงนกร้องค่อย ๆ หายไป ลมที่เคยพัดผ่านยอดไม้กลับสงบนิ่ง แม้แต่กลิ่นดินชื้นและใบไม้ผุพังก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ โรสลินหยุดเดิน “ทางนี้ค่ะ” อาเดรียนหันมามอง “เจ้าพบอะไร” “กลิ่นสมุนไพรไหม้ค่ะ มีบางอย่างถูกเผาอยู่แถวนี้” เธอคุกเข่าลงข้างต้นไม้ใหญ่ ใช้นิ้วแตะเศษผงสีดำที่กระจายอยู่บนพื้น เมื่อถูผงเหล่านั้นระหว่างปลายนิ้ว เธอก็ขมวดคิ้ว “นี่ไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา แต่เป็นพืชที่ใช้ยับยั้งการรับรู้กลิ่นของหมาป่า ถ้าเผาในปริมาณมากจะทำให้หมาป่าสับสนและติดตามร่องรอยของกันและกันไม่ได้” เซราฟีนที่เดินกลับมาพอดีชะงัก “หมายความว่าผู้บุกรุกใช้สิ่งนี้เพื่อหลบหนีหรือขอรับ” “อาจใช่ค่ะ แต่ฉันคิดว่าพวกเขาใช้มันเพื่อปิดบังกลิ่นของใครบางคนมากกว่า” โรสลินเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ก่อนพบรอยลากยาวบนพื้นดิน มีเศษผ้าสีน้ำตาลติดอยู่กับกิ่งไม้เตี้ย ๆ เธอหยิบมันขึ้นมาพิจารณา แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป “ฉันเคยเห็นผ้าแบบนี้มาก่อน” “ที่ไหน” อาเดรียนถาม “ที่หมู่บ้านของฝูงมูนฟอลล์ค่ะ เป็นผ้าคลุมที่ชาวบ้านใช้กัน” เธอกำเศษผ้าไว้แน่น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ ผู้ที่หายตัวไปอาจไม่ใช่ทหารลาดตระเวน แต่อาจเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย “เราต้องหาให้พบค่ะ” อาเดรียนพยักหน้า “เซราฟีน แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ อีกกลุ่มค้นหาสัญญาณเวทมนตร์ที่อาจใช้เคลื่อนย้ายผู้คน” “รับทราบพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อราชองครักษ์แยกย้ายไป อาเดรียนก็หันมาหาโรสลิน “อย่าเดินห่างจากข้า” เธอถอนหายใจ “ฉันรู้ค่ะ แต่ถ้าพบคนบาดเจ็บ ฉันอาจต้องเข้าไปช่วยก่อนที่ท่านจะ—” “โรสลิน” เสียงเรียกของเขาทำให้เธอหยุดพูด อาเดรียนมองเธออย่างจริงจัง “ข้าไม่ได้ห้ามเจ้าเข้าไปช่วยใคร ข้าเพียงต้องการให้เจ้าบอกข้าก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่ที่อาจมีเวทมนตร์ซ่อนอยู่” โรสลินนิ่งไป ก่อนพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะ” คำตอบของเธอทำให้แววตาของเขาอ่อนลงเล็กน้อย ทั้งคู่เดินต่อไปด้วยกัน จนกระทั่งพบรอยวงเวทสีดำอยู่ใต้รากไม้ใหญ่ วงเวทนั้นถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งและดินบาง ๆ หากไม่สังเกตให้ดีแทบจะไม่มีทางมองเห็น แต่สิ่งที่ทำให้โรสลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวคือสัญลักษณ์ตรงกลาง พระจันทร์เสี้ยวที่มีเส้นเลือดดำพาดผ่าน และข้างสัญลักษณ์นั้น มีรอยเลือดสดหยดหนึ่ง อาเดรียนก้าวเข้ามาบังเธอโดยสัญชาตญาณ “อย่าแตะต้องมัน” โรสลินไม่ได้ขัดขืน เธอเพียงจ้องวงเวทอย่างตั้งใจ ก่อนจะพบสิ่งผิดปกติอีกอย่างหนึ่ง “อาเดรียนคะ วงเวทนี้ไม่ได้หันออกไปทางป่า” “หมายความว่าอย่างไร” “ทิศทางของมันหันกลับไปทางหมู่บ้านค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา “คนที่สร้างวงเวทไม่ได้กำลังพยายามหนีออกจากฝูงมูนฟอลล์ แต่กำลังส่งบางอย่างเข้าไปในหมู่บ้าน” ทันใดนั้น วงเวทสีดำก็สว่างวาบ เสียงระเบิดดังขึ้นจากใต้พื้นดิน อาเดรียนคว้าตัวโรสลินดึงเข้าหาตนเอง ขณะที่ม่านพลังสีแดงเข้มกางออกปกคลุมทั้งคู่ เศษดินและรากไม้กระเด็นขึ้นสู่อากาศ เมื่อทุกอย่างสงบลง วงเวทบนพื้นก็แตกสลายไปแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งเหลืออยู่ตรงกลาง แผ่นโลหะสีดำขนาดเท่าฝ่ามือ สลักข้อความด้วยอักษรโบราณ โรสลินมองมันด้วยหัวใจที่เต้นแรง เพราะแม้เธอจะอ่านอักษรเหล่านั้นไม่ออก แต่จี้ของมารดากลับเริ่มร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ อาเดรียนสังเกตเห็นทันที “โรสลิน ถอยออกมา” เธอถอยหลังตามคำเตือน แผ่นโลหะสีดำลอยขึ้นจากพื้น ก่อนมีเสียงกระซิบดังออกมาจากมัน “ทายาทแห่งจันทรา…” เสียงนั้นไม่ได้เป็นเสียงของวาเลเรียน มันแหบพร่า ลึกต่ำ และฟังดูเก่าแก่เสียจนโรสลินรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าประตูสุสานที่ถูกปิดตายมานับพันปี “ในที่สุด… เจ้าก็กลับมา” แผ่นโลหะแตกออกเป็นผงสีดำทันที อาเดรียนยกมือขึ้นปล่อยพลังทำลายเศษเวทที่เหลืออยู่จนหมด จากนั้นเขาก็หันมาหาโรสลิน “เจ้ารู้จักเสียงนั้นหรือไม่” เธอส่ายหน้าอย่างช้า ๆ “ไม่ค่ะ” แต่ลึกลงไปในความทรงจำที่ถูกผนึก เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน นานมาแล้ว ในช่วงเวลาที่เธอยังเป็นเพียงทารก ### 2\. หมู่บ้านที่ไม่มีเสียงร้อง เมื่อไปถึงหมู่บ้านชายแดน ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้โรสลินหยุดเดิน บ้านไม้หลายหลังเปิดประตูทิ้งไว้ ตะกร้าผักวางอยู่ข้างทาง มีถังน้ำล้มคว่ำอยู่ใกล้บ่อน้ำกลางหมู่บ้าน แต่กลับไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียว “พวกเขาหายไปไหนกันหมด…” โรสลินพึมพำ อาเดรียนกวาดตามองพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว “เซราฟีน ตรวจสอบทุกหลัง ห้ามผู้ใดแยกตัวออกจากกลุ่ม” “รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!” โรสลินเดินไปยังบ้านหลังเล็กทางด้านซ้าย เธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีหญิงชราพักอาศัยอยู่ที่นี่ หญิงชราคนนั้นเคยแอบนำขนมปังมาให้เธอในวันที่เธอถูกลงโทษให้อดอาหาร ประตูบ้านเปิดแง้มอยู่ เธอผลักมันออกอย่างระมัดระวัง “มีใครอยู่ไหมคะ” ไม่มีเสียงตอบกลับ ภายในบ้านมีโต๊ะอาหารที่จัดไว้เรียบร้อย ขนมปังครึ่งก้อนวางอยู่บนจาน และผ้าห่มผืนเล็กพาดอยู่บนเก้าอี้ ทุกอย่างดูเหมือนเจ้าของบ้านเพิ่งออกไปเพียงชั่วครู่ โรสลินเดินไปที่เตาผิง ข้างเตามีถ้วยยาสมุนไพรที่ยังอุ่นอยู่ เธอยกถ้วยขึ้นดม ก่อนขมวดคิ้ว “นี่เป็นยาที่ฉันเคยปรุง…” อาเดรียนเดินเข้ามาด้านหลัง “เจ้ารู้จักมันหรือ” “ค่ะ เป็นยาช่วยให้นอนหลับสำหรับคนที่มีอาการปวดตามข้อ ฉันเคยสอนหญิงชราใช้สมุนไพรชนิดนี้” โรสลินวางถ้วยลงอย่างระมัดระวัง “ถ้าเธอกำลังดื่มยาอยู่ แสดงว่าเธออาจไม่ได้ตั้งใจออกจากบ้าน แต่มีใครบางคนพาตัวไป” เธอเดินไปยังประตูหลัง แล้วพบรอยรองเท้าหลายคู่บนพื้นหิมะ รอยเหล่านั้นมุ่งตรงไปยังป่าด้านเหนือ “อาเดรียน ทางนี้ค่ะ!” ทั้งคู่ตามรอยไปจนถึงกระท่อมร้างริมป่า ที่นั่นพวกเขาพบชายชราสองคนและเด็กหญิงคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่บนพื้น โรสลินรีบเข้าไปตรวจชีพจรทันที “พวกเขายังมีชีวิตค่ะ แต่ถูกทำให้หมดสติ” เธอเปิดกระเป๋าสมุนไพร หยิบขวดน้ำยากลิ่นฉุนออกมา แล้วใช้ผ้าชุบยาวางไว้ใกล้จมูกของเด็กหญิง ไม่กี่วินาทีต่อมา เด็กหญิงก็เริ่มขยับตัว “คุณหนู…” เสียงเล็ก ๆ แหบพร่าดังขึ้น โรสลินก้มลงหาเธอ “ไม่เป็นไรนะ เธอปลอดภัยแล้ว” เด็กหญิงลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนคว้าข้อมือของโรสลินไว้แน่น “ผู้ชายคนนั้น… เขาบอกว่าให้พาพวกเราไปที่วิหาร…” โรสลินรู้สึกเย็นวาบ “ผู้ชายคนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร” เด็กหญิงส่ายหน้า “หนูไม่เห็นหน้าเขาค่ะ เขาสวมผ้าคลุมสีดำ… แต่เขาบอกว่าถ้าไม่ไป เขาจะทำให้ทุกคนเจ็บปวด” เธอเริ่มร้องไห้ “หนูกลัว…” โรสลินโอบเด็กหญิงไว้เบา ๆ “ไม่เป็นไรแล้วนะ ฉันอยู่ตรงนี้” อาเดรียนยืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาเคยเห็นโรสลินถูกทอดทิ้ง ถูกปฏิเสธ และถูกบีบให้ต้องเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง แต่แม้ผ่านเรื่องเลวร้ายมาเพียงใด เธอก็ยังเลือกยื่นมือช่วยคนที่อ่อนแอกว่า ความอ่อนโยนของเธอไม่ใช่จุดอ่อน และเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดวาเลเรียนจึงพยายามทำลายสิ่งนี้ เพราะคนที่ยังเชื่อว่าชีวิตของผู้อื่นมีค่า ย่อมเป็นคนที่ถูกบีบให้ตัดสินใจอย่างเจ็บปวดได้ง่ายที่สุด “เซราฟีน!” อาเดรียนเรียกหัวหน้าราชองครักษ์ “ส่งคนพาผู้บาดเจ็บกลับไปยังหมู่บ้าน และตรวจสอบพื้นที่โดยรอบให้ละเอียด” “พ่ะย่ะค่ะ” “ส่วนเจ้าสองคน” เขาหันไปหาทหารที่เพิ่งมาถึง “ค้นหาว่ามีผู้สูญหายเหลืออยู่ที่ใดอีกหรือไม่” จากนั้นอาเดรียนจึงหันกลับมาหาโรสลิน “เราต้องหาตัวคนที่พาพวกเขามา” เธอพยักหน้า “ค่ะ และฉันคิดว่าเขาต้องการให้เราไปที่วิหาร” “ซึ่งอาจเป็นกับดัก” “ฉันรู้ค่ะ” โรสลินลุกขึ้นยืน “แต่ถ้าพวกเขาพาตัวชาวบ้านไปที่นั่น เราก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครตกอยู่ในอันตรายอีก” อาเดรียนมองเธอ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราจะไปด้วยกัน แต่จะไม่เข้าไปโดยไม่ตรวจสอบพื้นที่ก่อน” “ตกลงค่ะ” ทั้งคู่หันไปมองป่าด้านเหนือพร้อมกัน ในระยะไกล ยอดหอคอยเก่าของวิหารร้างปรากฏขึ้นเหนือแนวต้นไม้ และตรงยอดหอคอยนั้น มีแสงสีดำสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วครู่ ราวกับใครบางคนกำลังรอพวกเขาอยู่ ### 3\. คำขอจากคนที่เคยทอดทิ้งเธอ ก่อนออกเดินทางต่อ เซราฟีนได้รับสารด่วนจากคัลเลน อาเดรียนอ่านเนื้อหาผ่านวงเวทสื่อสาร ก่อนส่งข้อความให้โรสลินดู คัลเลนรายงานว่าเขาพบข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมโบราณในบันทึกของฝูงมูนฟอลล์ มีการกล่าวถึงวิหารร้างทางเหนือและการใช้เลือดของราชวงศ์จันทราเป็นส่วนหนึ่งของพิธี แต่รายละเอียดถูกฉีกทำลายไปเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ เขายังเตือนว่ามีคนแปลกหน้าติดต่อกับสมาชิกบางคนในฝูง โดยอ้างว่าจะช่วยรักษาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเวทมนตร์ โรสลินอ่านจบแล้วนิ่งไป “เขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไรคะ” “อาจเพราะเขาเริ่มตรวจสอบเอกสารเก่าของฝูงอย่างจริงจัง” อาเดรียนตอบ “หรืออาจมีบางคนต้องการให้เขาพบข้อมูลนี้” “ท่านคิดว่าเป็นกับดักหรือคะ” “ข้าคิดว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวาเลเรียนควรถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบ” โรสลินพยักหน้า แม้เธอจะยังไม่ไว้วางใจคัลเลน แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขากำลังพยายามช่วยเหลือผู้คน อย่างไรก็ตาม การพยายามแก้ไขความผิดพลาดไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้รับความไว้วางใจกลับคืนมาทันที เธอเรียนรู้เรื่องนั้นจากบาดแผลของตัวเองแล้ว อาเดรียนยื่นมือมารับข้อความกลับไป “เจ้าต้องการตอบเขาหรือไม่” โรสลินคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันอยากให้เขาส่งข้อมูลทั้งหมดที่มีมาให้ค่ะ แต่ฉันไม่ต้องการให้เขาเดินทางมาที่นี่” อาเดรียนเลิกคิ้วเล็กน้อย “เหตุใด” “เพราะฉันไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างเราสองคนอีกค่ะ ตอนนี้เราต้องช่วยคนที่กำลังตกอยู่ในอันตรายก่อน” เธอหยุดไปเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ “และฉันยังไม่พร้อมจะคุยกับเขาเรื่องอื่น” อาเดรียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ข้าจะส่งข้อความตามนั้น” โรสลินมองเขาอย่างแปลกใจ “ท่านไม่คิดจะถามหรือคะว่าฉันยังรู้สึกอย่างไรกับคัลเลน” “ไม่จำเป็น” เขาตอบเรียบ ๆ “ความรู้สึกของเจ้าต่อชายคนนั้นเป็นเรื่องของเจ้า ข้าไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้เจ้ารู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง” โรสลินเงียบไป แม้อาเดรียนจะยังคงมีความหึงหวงซ่อนอยู่ในบางครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยใช้ความรู้สึกนั้นเป็นเหตุผลในการบังคับให้เธอตัดสินใจ เธอยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณนะคะ” อาเดรียนมองเธอ “สำหรับอะไร” “สำหรับการไม่ตัดสินใจแทนฉันค่ะ” เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนยื่นมือมาจับมือเธออย่างแผ่วเบา “ข้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก” “ฉันก็เหมือนกันค่ะ” ทั้งคู่ยืนอยู่เช่นนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนเสียงของเซราฟีนจะดังขึ้นจากด้านหลัง “ขออภัยที่ขัดจังหวะพ่ะย่ะค่ะ แต่หน่วยลาดตระเวนพบร่องรอยใหม่แล้ว” อาเดรียนปล่อยมือโรสลินอย่างไม่เต็มใจนัก “รายงานมา” “มีรอยเท้ามุ่งหน้าไปยังวิหารร้างจริงพ่ะย่ะค่ะ แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือพบร่องรอยการเคลื่อนย้ายผู้คนหลายจุด และทุกจุดมีสัญลักษณ์เดียวกัน” เซราฟีนหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ “ดูเหมือนผู้สูญหายไม่ได้ถูกพาตัวไปเพื่อสังเวยทันที แต่ถูกใช้เป็นจุดยึดของวงเวทบางอย่าง” โรสลินหน้าซีดลง “จุดยึดวงเวท…” เธอนึกถึงคำเตือนของวาเลเรียนในจดหมาย เขาจะบังคับให้เธอเลือกระหว่างชีวิตของคนที่เธอรักกับชีวิตของผู้คนจำนวนมาก บางทีการลักพาตัวชาวบ้านอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และหากวาเลเรียนสามารถใช้ชีวิตของคนเหล่านี้เป็นเครื่องมือได้จริง เขาก็อาจกำลังสร้างวงเวทขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับประตูรัตติกาลนิรันดร์ “เราต้องหยุดเขาค่ะ” โรสลินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น อาเดรียนพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไปกัน” ### 4\. ผู้ที่เฝ้ารออยู่ในวิหาร วิหารร้างตั้งอยู่บนเนินหินทางเหนือของชายแดน มันเป็นสถานที่ที่แตกต่างจากแท่นจันทราซึ่งโรสลินกับอาเดรียนเคยไปก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แท่นจันทราเป็นสถานที่เก่าแก่ที่ยังคงมีพลังแห่งแสงเงินหลงเหลืออยู่ แต่วิหารแห่งนี้กลับถูกปกคลุมด้วยความมืดราวกับแสงทุกชนิดถูกดูดกลืนเข้าไปในกำแพง เสาหินหักพังวางกระจัดกระจายตามทางเดิน เถาวัลย์สีดำเลื้อยไปตามพื้น และตรงกลางวิหาร มีวงเวทขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสีแดงเข้ม โรสลินหยุดอยู่หลังแนวต้นไม้ “ฉันสัมผัสได้ถึงพลังของจันทราค่ะ แต่มีบางอย่างปะปนอยู่ด้วย” อาเดรียนมองวงเวท “พลังจากประตูรัตติกาลนิรันดร์” “มันต่างจากเวทมนตร์ทั่วไปมากค่ะ เหมือนกับว่า…” เธอพยายามหาคำอธิบาย “เหมือนกับว่ามันไม่ได้มีชีวิต แต่กำลังพยายามเรียนรู้วิธีมีชีวิต” อาเดรียนหันมามองเธอทันที “อย่าเข้าใกล้วงเวทนั้น” “ค่ะ” เธอรับคำโดยไม่เถียง เพราะความรู้สึกจากจี้ของมารดากำลังบอกว่า สิ่งที่อยู่ภายในวิหารอันตรายกว่าที่พวกเขาคาดคิด เซราฟีนส่งสัญญาณให้ราชองครักษ์กระจายกำลังออกไปตรวจสอบพื้นที่ อาเดรียนกำลังจะก้าวเข้าไป เมื่อเสียงปรบมือช้า ๆ ดังขึ้นจากภายในวิหาร แปะ… แปะ… แปะ… ชายชราในชุดคลุมสีดำเดินออกมาจากเงามืด ใบหน้าของเขาซีดเซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่ไม่เคยจางหาย แม้เวลาจะผ่านมานานกว่าหนึ่งพันปี ลอร์ดวาเลเรียน “ยินดีต้อนรับกลับมา อาเดรียน” อาเดรียนยืนนิ่ง ดวงตาสีแดงเข้มเปลี่ยนเป็นสีเลือดสด “เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงแตะต้องผู้คนในอาณาเขตของข้า” วาเลเรียนหัวเราะ “ผู้คนในอาณาเขตของเจ้าอย่างนั้นหรือ ช่างน่าขันเหลือเกิน” เขาเหลือบมองโรสลิน “หรือเจ้าหมายถึงผู้คนในอาณาเขตของนาง” โรสลินก้าวออกมาจากด้านหลังอาเดรียน “ท่านต้องการอะไรจากพวกเขา” “ข้าไม่ได้ต้องการอะไรจากพวกเขาเลย” วาเลเรียนตอบอย่างใจเย็น “พวกเขาเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กน้อยของพิธีกรรมเท่านั้น” คำพูดนั้นทำให้โรสลินกำมือแน่น “พวกเขาเป็นคน ไม่ใช่ส่วนประกอบของพิธีกรรม!” รอยยิ้มของวาเลเรียนจางลงเล็กน้อย “เจ้าพูดเหมือนมารดาของเจ้าไม่มีผิด” โรสลินชะงัก “อย่าเอ่ยถึงแม่ของฉัน” “เหตุใดเล่า นางเคยยืนอยู่ตรงนี้ เคยพูดกับข้าด้วยน้ำเสียงเช่นเดียวกัน และสุดท้ายนางก็เลือกปิดผนึกพลังที่ควรเป็นของข้า” วาเลเรียนยกมือขึ้น วงเวทสีแดงสว่างวาบ ภาพของชาวบ้านที่ถูกขังอยู่ภายในกรงพลังเวทปรากฏขึ้นเหนือพื้น พวกเขายังมีชีวิต แต่มีเส้นแสงสีดำเชื่อมร่างกายกับวงเวทขนาดใหญ่ โรสลินรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด เด็กหญิงที่เธอเพิ่งช่วยไว้ไม่ได้อยู่ในภาพนั้น แต่หญิงชราที่เคยแบ่งขนมปังให้เธอกลับอยู่ในกรงหนึ่ง เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ “ปล่อยพวกเขาเดี๋ยวนี้” “ด้วยความยินดี” วาเลเรียนยิ้ม “เพียงเจ้าก้าวเข้ามาในวงเวท และยอมมอบเลือดหยดสุดท้ายของเจ้าให้ข้า” อาเดรียนก้าวมาข้างหน้า พลังสีแดงเข้มระเบิดออกจากร่างจนพื้นหินแตกร้าว “เจ้าจะไม่มีวันได้เลือดของนาง” วาเลเรียนหันมามองเขา “ข้าไม่ได้ถามเจ้า อาเดรียน” เขาสะบัดมือ เส้นเวทสีดำพุ่งออกจากพื้น มุ่งตรงไปยังอาเดรียน ราชาแวมไพร์ยกมือขึ้นสร้างม่านพลัง แต่ทันทีที่เส้นเวทสัมผัสกับม่านสีแดง มันกลับแตกกระจายเป็นเส้นเล็ก ๆ แล้วพุ่งอ้อมไปด้านหลัง โรสลินสัมผัสได้ถึงความผิดปกติก่อนใคร “อาเดรียน ระวัง!” เธอปล่อยพลังจันทราออกไปทันที แสงสีเงินตัดผ่านเส้นเวทสีดำจนขาดสะบั้น แต่ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง ความเจ็บปวดรุนแรงก็แล่นผ่านพันธะเลือดเข้าสู่ร่างของเธอ โรสลินทรุดลงกับพื้น “โรสลิน!” อาเดรียนหันกลับมา สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว เส้นเลือดดำปรากฏขึ้นบนลำคอของเขาอีกครั้ง วาเลเรียนหัวเราะอย่างพึงพอใจ “ในที่สุดก็ทำงานเสียที” โรสลินพยายามยันตัวลุกขึ้น แม้ความเจ็บปวดจะทำให้หายใจแทบไม่ออก ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว วงเวทนี้ไม่ได้เพียงใช้ชาวบ้านเป็นจุดยึด มันกำลังเชื่อมต่อกับคำสาปของอาเดรียนผ่านพันธะเลือด และทุกครั้งที่เธอใช้พลังปกป้องเขา วงเวทก็จะดึงพลังจากทั้งคู่ไปพร้อมกัน วาเลเรียนกำลังทำให้พวกเขาอ่อนแอลงทีละน้อย และหากปล่อยให้พิธีกรรมดำเนินต่อไป พันธะเลือดอาจกลายเป็นเครื่องมือเปิดประตูรัตติกาลนิรันดร์โดยสมบูรณ์ “เจ้าเห็นแล้วใช่ไหม โรสลิน” วาเลเรียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจนน่าขนลุก “ยิ่งเจ้าพยายามช่วยเขา เจ้าก็ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวด” โรสลินเงยหน้าขึ้น “ไม่จริง…” “เช่นนั้นก็ลองดูสิ” เขาชี้ไปยังกรงพลังเวท “ช่วยพวกเขา ช่วยราชาแวมไพร์ หรือช่วยตัวเจ้าเอง เจ้าคิดว่าพลังของเจ้าจะทำทุกอย่างได้พร้อมกันหรือ” โรสลินหายใจหอบ ความเจ็บปวดจากพันธะยังคงไหลผ่านร่างกาย แต่ท่ามกลางความทรมาน เธอกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ เสียงของมารดา เจตจำนงอิสระแห่งจันทรา ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เจ้าต้องแบกรับทุกสิ่ง แต่มันมีไว้เพื่อให้เจ้าเลือกว่าจะยอมให้สิ่งใดมีอำนาจเหนือชีวิตของเจ้า โรสลินค่อย ๆ กำจี้หินสีขาวไว้แน่น เธอไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเชื่อฟังวาเลเรียนกับการปล่อยให้ทุกคนตาย ยังมีทางเลือกอื่น เธอเพียงต้องหามันให้พบ โรสลินยันตัวลุกขึ้นอีกครั้ง แล้วมองตรงไปยังวงเวทสีแดง “ฉันจะไม่มอบเลือดให้ท่าน” วาเลเรียนหรี่ตา “เจ้าคิดจะปล่อยให้คนเหล่านี้ตายหรือ” “ไม่ค่ะ” แสงสีเงินเริ่มส่องออกจากร่างของเธอ “ฉันจะช่วยพวกเขา โดยไม่ยอมให้ท่านเป็นคนกำหนดว่าฉันต้องทำอย่างไร” แสงจันทราพุ่งออกจากปลายนิ้วของโรสลิน คราวนี้มันไม่ได้มุ่งตรงไปยังอาเดรียน ไม่ได้พุ่งเข้าใส่วาเลเรียน แต่มันแผ่กระจายไปตามพื้นหิน ค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปในเส้นเวทที่เชื่อมต่อกับกรงของชาวบ้าน วงเวทสีแดงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง วาเลเรียนเบิกตากว้าง “เป็นไปไม่ได้!” โรสลินกัดฟัน พยายามควบคุมพลังที่กำลังไหลออกจากร่าง เธอไม่สามารถทำลายวงเวททั้งหมดได้ในคราวเดียว แต่เธอกำลังตัดเส้นเชื่อมต่อทีละเส้น และเป็นครั้งแรกที่พลังจันทราของเธอไม่ได้ทำตามคำสั่งของความกลัว มันกำลังตอบสนองต่อเจตจำนงของเธอเอง อาเดรียนมองเธอด้วยสายตาตื่นตะลึง ก่อนยกมือขึ้นปลดปล่อยพลังของตนเข้าปะทะวงเวทจากอีกด้าน แสงสีแดงเข้มของเขากับแสงสีเงินของเธอประสานกัน แต่แทนที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พลังทั้งสองกลับรักษาเส้นแบ่งของตัวเองไว้ชัดเจน โรสลินเป็นผู้ตัดเส้นเวท อาเดรียนเป็นผู้ทำลายโครงสร้างของวงเวท ทั้งคู่กำลังต่อสู้เคียงข้างกัน โดยไม่มีใครต้องสละตัวเองให้อีกฝ่าย เสียงแตกร้าวดังขึ้นทั่ววิหาร กรงพลังเวทเริ่มสลาย ชาวบ้านที่ถูกขังอยู่ภายในทยอยร่วงลงสู่พื้น แต่เซราฟีนกับราชองครักษ์สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน วาเลเรียนถอยหลังหนึ่งก้าว สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ “เจ้าคิดว่าชนะแล้วหรือ โรสลิน!” เขายกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว เศษพลังสีดำทั้งหมดไหลกลับเข้าสู่วงเวทตรงกลางวิหาร ก่อนรวมตัวเป็นประตูหินสีดำขนาดใหญ่ พื้นดินสั่นสะเทือน ความมืดที่อยู่หลังประตูเริ่มแผ่กระจายออกมา โรสลินรู้สึกได้ทันทีว่าพลังนั้นไม่เหมือนเวทมนตร์ของวาเลเรียน มันเย็นเยียบ ว่างเปล่า และไม่มีขอบเขต ราวกับกำลังมีบางสิ่งลืมตาตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน อาเดรียนคว้าข้อมือของเธอไว้ “ถอยออกมา!” แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเคลื่อนตัว ประตูหินก็เปิดออกเพียงเล็กน้อย เสียงกระซิบจากอีกฟากหนึ่งดังขึ้นพร้อมกันทั่ววิหาร “โลหิตจันทรา…” “โลหิตรัตติกาล…” “ในที่สุด…” โรสลินรู้สึกว่าจี้ของมารดาร้อนจัดจนแทบแผดเผาผิวหนัง เธอก้มลงมองมัน แล้วภาพความทรงจำหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวอย่างฉับพลัน หญิงสาวผมสีเงินในชุดราชวงศ์ยืนอยู่หน้าประตูเดียวกัน ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นคือใบหน้าของราชินีลูนาเรีย มารดาของเธอ ลูนาเรียหันมามองราวกับมองทะลุผ่านกาลเวลา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด โรสลิน… อย่าปล่อยให้มันเห็นหัวใจของเจ้า ภาพความทรงจำดับลงทันที โรสลินเงยหน้าขึ้น ประตูหินสีดำกำลังเปิดกว้างขึ้นทีละน้อย และวาเลเรียนกำลังยิ้ม “ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง” เขากางแขนออก “ข้าไม่จำเป็นต้องบังคับให้เจ้าเปิดประตูอีกต่อไป” ดวงตาของเขาจับจ้องโรสลินอย่างบ้าคลั่ง “เพราะประตูกำลังเปิดรับเจ้าอยู่แล้ว!”“ทายาทของข้า” เสียงจากใต้ประตูหินแผ่วเบา ทว่ากลับทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงทางลงใต้ดินรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล โรสลินไม่ขยับเข้าใกล้ประตู แม้หัวใจจะเต้นแรงจนเจ็บหน้าอกก็ตาม นางยังจำข้อความที่ปรากฏบนหินได้ชัดเจน โรสลิน วินเทอร์ — สถานะ: ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าชื่อของนางไปปรากฏในบัญชีเก่าแก่กว่าราชวงศ์จันทราได้อย่างไร และไม่มีใครรู้ว่าคำว่า ผู้ถูกลบก่อนถือกำเนิด หมายถึงอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ผู้หญิงที่อยู่หลังผนึกรู้จักนาง รู้จักมากกว่าที่ควรจะเป็น “เจ้าเป็นใคร?” โรสลินถาม ความเงียบตอบกลับมา จากนั้นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “คำถามแรกของเจ้าไม่ใช่ว่าเหตุใดชื่อจึงอยู่บนประตู แต่กลับเป็นว่าใครกำลังพูดกับเจ้า” “เพราะข้าไม่คิดจะเชื่อคนแปลกหน้าที่ถูกขังอยู่หลังผนึก และเรียกตัวเองว่าผู้ให้กำเนิดราชวงศ์จันทรา” “ฉลาดขึ้นมากทีเดียว ลูนาเรียคงภูมิใจในตัวเจ้า” “อย่าใช้ชื่อแม่ข้า” โรสลินตอบทันที น้ำเสียงเย็นลง “หากเจ้ารู้จักนางจริง ก็ควรรู้ว่านางไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะหยิบมาใช้หลอกข้าได้ตามใจชอบ” ความเงียบหลังประตูยืดยาวกว่าครั้งก่อน อาเดรียนขยับมา
เสียงของลูนาเรียยังคงก้องอยู่ในห้องแห่งนาม แม้ภาพความทรงจำจะเลือนหายไปแล้วก็ตาม สิ่งที่ถูกขังอยู่ข้างใต้นั้น... คือบิดาของลูก โรสลินยืนนิ่งอยู่หน้าผนังหินสีดำ ปลายนิ้วกำจี้หินสีขาวแน่นจนข้อนิ้วซีดลง นางเคยคิดว่าความลับเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตนสิ้นสุดลงเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นธิดาของราชินีลูนาเรีย แต่ตอนนี้กลับมีคำถามใหม่ผุดขึ้นมาราวกับรากไม้ที่แผ่ขยายอยู่ใต้ผืนดิน หากบิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดเขาจึงถูกขังไว้ใต้ซากเมืองหลวง? แล้วเหตุใดทุกคนจึงพยายามลบเขาออกจากโลก? “โรสลิน” เสียงของอาเดรียนดึงนางกลับมาจากห้วงความคิด ราชาแวมไพร์ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาสีแดงจับจ้องใบหน้าของนางอย่างระมัดระวัง เขาไม่ได้แตะต้องนางทันที เพียงยื่นมือมาให้เลือกว่าจะจับไว้หรือไม่ โรสลินมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือตัวเองลงไป “ข้ากำลังคิดว่า หากเขาเป็นบิดาของข้าจริง เหตุใดท่านแม่จึงไม่เคยบอกเรื่องนี้” “บางทีนางอาจไม่มีโอกาสบอก” อาเดรียนตอบ “หรือบางทีสิ่งที่เจ้ามองเห็นอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริง” “ท่านกำลังบอกว่าความทรงจำของท่านแม่โกหกข้าอย่างนั้นหรือ?” “ข้ากำลังบอกว่าเราไม่ควรเชื่อภาพใดภาพหนึ
เสียงระฆังเตือนภัยดังสะท้อนทั่วปราสาทแบล็กธอร์น ขณะที่รอยร้าวบนถุงมือสีเงินของเซเวอรินขยายตัวออกทีละเส้น ใต้รอยแตกนั้นไม่มีเลือด ไม่มีผิวหนัง และไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเขาเป็นมนุษย์หรือแวมไพร์ มีเพียงความมืดที่กำลังเคลื่อนไหว โรสลินถอยห่างจากเขาหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แต่ไม่ได้ละสายตาจากชายผมขาว “คุณบอกว่ามันจำชื่อคุณได้แล้ว หมายความว่าอย่างไร?” เซเวอรินไม่ตอบทันที เขาก้มมองมือของตัวเองราวกับกำลังเห็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีกครั้ง “ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ข้าทำให้โลกจดจำชื่อของข้าไม่ได้ ไม่มีบันทึก ไม่มีคำสลัก และไม่มีความทรงจำใดที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของข้าได้อย่างถาวร” อาเดรียนยืนขวางระหว่างเขากับโรสลิน พลังรัตติกาลก่อตัวรอบฝ่ามือ “เจ้าใช้เวทลบตัวตนของตัวเอง?” “ไม่ใช่ข้าเพียงคนเดียวที่ใช้มัน” เซเวอรินตอบ “พันธสัญญาสามฝ่ายถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่อยู่หลังประตูบานที่สามเข้าถึงโลกนี้ได้โดยตรง ผู้เฝ้าประตูดูแลผนึก ราชวงศ์จันทรารักษานาม และบุคคลที่สามรับหน้าที่เป็นผู้แบกรับสิ่งที่ไม่อาจจดจำได้” โรสลินนึกถึงสัญลักษณ์ดวงตาสามดวงบนแท่นหินในวิหารแห่งแรก ดวงตาสองดวง
ชื่อของอาเดรียน วาลมอร์หายไปจากแผนที่เวทมนตร์ต่อหน้าทุกคน ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวไฟลุกท่วม และไม่มีรอยแตกร้าวบนพื้นห้องบัญชาการ ทว่าความเงียบที่เกิดขึ้นกลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภัยพิบัติใด ๆ เพราะชั่วขณะที่ชื่อของราชาแวมไพร์ถูกลบออกไป โรสลินรู้สึกได้ว่าพันธะเลือดระหว่างนางกับเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับโลกทั้งใบกำลังพยายามลืมว่าเขาเคยมีตัวตน “อาเดรียน!” นางคว้ามือเขาไว้ทันที ราชาแวมไพร์ยืนตัวแข็ง ดวงตาสีแดงที่เคยส่องประกายราวกับเปลวเพลิงกำลังซีดจางลงทีละน้อย ขอบร่างของเขาโปร่งแสงเพียงชั่วพริบตา ก่อนกลับคืนสู่สภาพเดิม เซราฟีนก้าวเข้ามาหาเจ้านายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฝ่าบาท!” อาเดรียนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้นางเข้ามาใกล้กว่าเดิม “อย่าแตะต้องข้า” น้ำเสียงของเขายังคงหนักแน่น แต่โรสลินสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในพันธะ นางบีบมือเขาแน่นขึ้น “ฉันอยู่ตรงนี้ คุณได้ยินฉันไหม?” “ได้ยิน” “มองฉัน” อาเดรียนหันมาสบตานาง โรสลินปล่อยพลังจันทราออกจากฝ่ามือ แสงสีเงินไหลคลุมมือของทั้งคู่ ไม่ได้พยายามบังคับให้ชื่อของเขากลับไปอยู่บนแผนที่ แต่กำลังยืนยันสิ่งที่แผนที่ไม่อาจต
“คนที่สั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย... ไม่ใช่เอเรนเพียงคนเดียว” เสียงของอิซาราดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งอยู่กลางวิหาร โรสลินก้มมองจี้พระจันทร์เสี้ยวในมือ เส้นสีดำบนผิวหินขยับช้า ๆ ราวกับเส้นเลือดที่กำลังเต้น ก่อนจะหยุดนิ่งตรงสัญลักษณ์รูปดวงตาซึ่งปรากฏขึ้นในวงกลมไม่สมบูรณ์ เธอเงยหน้ามองชายผมขาวที่ยืนอยู่ตรงข้าม “คุณบอกว่าคุณเป็นคนสั่งปิดผนึกเมืองหลวง” “ใช่” “และคุณรู้ว่าการตัดสินใจนั้นจะทำให้ผู้คนจำนวนมากตาย” เอเรนไม่หลบสายตา “ข้ารู้” “แต่คุณไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนสั่งให้ราชวงศ์จันทราล่มสลาย” “เพราะสองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน” “สำหรับคนที่ตายอยู่ข้างใน พวกมันอาจไม่ต่างกันเลย” คำพูดของโรสลินทำให้เซราฟีนขยับมือเข้าใกล้ด้ามดาบ นางไม่ได้ชักมันออกมา แต่พร้อมรับมือหากชายผมขาวคิดจะใช้พลังบางอย่าง อาเดรียนยืนอยู่ข้างโรสลิน ใบหน้าของเขายังคงเย็นชา ทว่าดวงตาสีแดงเข้มกลับมีประกายผิดปกติ เขากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในความทรงจำ “เจ้ารู้ว่าใครเป็นคนที่สองหรือไม่” ราชาแวมไพร์ถาม เอเรนหลับตาลงชั่วครู่ “ข้าเคยคิดว่ารู้” “แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจ?” “ตอนนี้ข้าไม่แน่ใจแม้กระทั่ง
เสียงเรียกจากหลังประตูทำให้ทั้งวิหารสั่นสะเทือน “ผู้เฝ้าประตูคนสุดท้าย... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา” อาเดรียนยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหิน มือข้างหนึ่งกดลงบนหน้าอก ขณะที่เส้นสีเงินค่อย ๆ แผ่กระจายใต้ผิวหนังของเขา ราวกับมีบางสิ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน โรสลินประคองไหล่เขาไว้แน่น “อาเดรียน มองข้า อย่าฟังเสียงนั้น” เขาพยายามเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงสลับกับสีเงินอย่างควบคุมไม่ได้ “ข้าได้ยินมันมาตลอดชีวิต” เขากระซิบ “แต่ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นเสียงของใคร” “ตอนนี้ท่านรู้แล้วหรือ” “ไม่ทั้งหมด” คำตอบนั้นทำให้โรสลินรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อยเขาก็ยังไม่ยอมเชื่อทุกสิ่งที่เห็นเพียงเพราะมันดูเหมือนความทรงจำของตัวเอง เธอจับมือเขาไว้ “เช่นนั้นเราจะหาคำตอบด้วยกัน” อาเดรียนบีบมือเธอตอบ ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แม้ความเจ็บปวดจะยังทำให้สีหน้าเขาซีดลงก็ตาม อีกด้านหนึ่ง เอเรนยืนขวางอยู่ระหว่างพวกเขากับประตูบานที่สาม ใบหน้าของชายผมขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาสีเงินที่เคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความระมัดระวัง “ทุกคนถอยออกจากประตู” เขาสั่ง เซราฟีนชักดาบออกมา “ท่านไม่มีสิทธิ์สั่งพวกเรา” “หากเจ้า







