LOGIN‘ผมมาถึงจุดนี้ได้ยังไง..’
คาเลนนึกคิดเช่นนั้นขณะนั่งประสานมืออยู่ที่ปลายเตียง สีหน้าเขานิ่งยากจะคาดเดาอารมณ์ แต่ที่แน่ๆ คือเขากำลังครุ่นคิดบางอย่างไม่ตก สถานที่ที่เขากับบิทเทอจะมาพักอยู่ด้วยกันชั่วคราว ทุกอย่างปกติดีไม่มีปัญหา การเดินทาง ค่าใช้จ่าย อุปกรณ์ และอะไรต่อมิอะไรที่ค่อยหาเอาระหว่างทาง
แต่…
‘นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ คนที่น่ากังวลคือ...หมอนั่นต่างหาก’
“เฮ้อ~”
ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นถอดเสื้อโค้ทยาวดำตัวเองโยนลงบนเก้าอี้ที่วางตรงปลายเตียง ตอนนี้ท่าทีคิดหนักของคาเลนดูน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด อาจไม่ใช่เพราะหาคำตอบในหัวได้แล้ว แต่เป็นเพราะไม่อยากจะใส่ใจในสิ่งที่ตนเองกำลังคิดมากกว่า
“เฮ้”
“อุ๊ยแม่ร่วง!”
ชายผมยาวดำหันมองตามก่อนจะสะดุ้งโหยง เมื่อเห็นบิทเทอในเสื้อเชิ้ตกับกางเกงดำขายาวมายืนข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้ ฮันเตอร์หนุ่มที่ได้ยินคำอุทานประหลาดนั้นก็หรี่ตามองอย่างงวยงง
“พูดบ้าอะไรน่ะ”
“เปล่าหรอก ว่าแต่...คุณไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ ใช่ไหม?”
“หมายถึงปัญหาอะไร?”
“ก็อยู่ห้องเดียวกับผม คุณไม่อึดอัดเหรอ?”
“ทำไม? นายมีปัญหาอะไรกับการอยู่ห้องเดียวกับฉัน?”
คาเลนยิ้มค้างก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ “เปล่าหรอก แค่เช็กให้แน่ใจเฉยๆ น่ะ” บิทเทอได้แต่ย่นคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจในพฤติกรรมของคนร่วมทาง แต่ความสงสัยไม่ได้มากพอที่จะทำให้เขาออกปากถาม คุณพระเอกตัวดีจึงละความสนใจไปสูบบุหรี่ที่หน้าต่างตามอัธยาศัย
‘บอกตามตรงคือ...ผมไม่มีปัญหาอะไรกับการนอนห้องเดียวกันกับผู้ชายหรอก แต่เป็นคุณพระเอกคนนี้ต่างหาก ส่วนใหญ่เป็นตายร้ายดียังไงก็จะหาพื้นที่ส่วนตัวให้ตัวเองให้ได้ ดื้อไม่เป็นเวลา แต่ไหงตอนนี้เป็นฝ่ายชวนมาพักห้องเดียวกัน มันไม่ประหลาดไปหน่อยเหรอ?’
‘คงไม่ใช่...ไอ้บ้านี่แอบวางแผนจะฆ่าผมหรอกนะ?’
“จะมองอีกนานไหม?”
“ทำไม? ถูกมองนานๆ แล้วเขินเหรอครับ?”
บิทเทอเหลียวกลับมาเห็นอีกคนส่งยิ้มยียวนให้ พอพวกเขาสบตากันเท่านั้นคาเลนจึงยักคิ้วตอบไป ด้วยท่าทีกวนประสาททำให้ชายหนุ่มผมบลอนด์ขาวถอนหายใจอย่างอิดออด ก่อนบิทเทอจะหันกลับไปสูบบุหรี่ต่ออย่างเดิม
‘ถึงเวลาอธิบายโลกอันซับซ้อนแล้วล่ะ’
‘เห็นได้ชัดว่าโลกนิยายนี้เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดมากมายหลายประเภท ซึ่งถูกเรียกว่า ‘ภูต’ ไม่ว่าสัตว์ประหลาดพวกนั้นจะมีต้นกำเนิดมาจากพืช สัตว์ หรือมนุษย์ แต่สิ่งที่ทำให้พวกมันกลายเป็นตัวประหลาดได้ล้วนมาจาก ‘คำสาป’ ฉะนั้นหากฆ่าภูตสำเร็จ ถึงร่างกายส่วนใหญ่จะสลายไป แต่สิ่งถัดมาที่ต้องจัดการคือ ‘แหล่งคำสาป’ ’
‘ซึ่งแหล่งคำสาปส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งมีชีวิต แต่มักจะอยู่ในรูปสิ่งของมากกว่า โดยซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ของร่างกายภูต อีกอย่างคือคำสาปน่ะจะถูกปัดเป่าหรือขจัดออกไม่ได้ง่ายๆ ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น’
‘ดังนั้นโลกนี้ก็เลยเกิดสองอาชีพขึ้นมา…’
‘นั่นคือ ‘ฮันเตอร์’ และ ‘แอนนาลิสต์’ ’
‘ฮันเตอร์ มีหน้าที่กำจัดภูต สัตว์ประหลาดหรือสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมที่เป็นภัยต่อมนุษย์ ส่วนแอนนาลิสต์ (อาชีพผมเอง) มีหน้าที่หลักๆ คือการปัดเป่ากำจัดคำสาป เพื่อป้องกันการเกิดภูตและการแผลงฤทธิ์จากคำสาปอีกครั้ง หน้าที่นอกนั้นก็คือคอยวิเคราะห์ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องคำสาปและภูตต่างๆ’
‘ทำไมผมถึงรู้เรื่องพวกนี้ดีน่ะเหรอ? อย่างแรกผมเรียนมาเพื่อเป็นแอนนาลิสต์ตลอด 5 ปีที่อยู่โลกนี้ อย่างที่สองผมเป็นนักอ่านที่นิยายเรื่องนี้’
คาเลนหยิบเจ้าหมีที่วางอยู่บนโต๊ะมาขยำเล่นแล้วเริ่มบทสนทนาใหม่
“รู้ได้ยังไงว่าผมเป็นแอนนาลิสต์?”
บิทเทอพ่นควันออกริมฝีปากแล้วกล่าวตอบ “ไม่มีคนปกติที่ไหนพุ่งเข้าไปสู้กับภูตโดยที่ไม่รู้วิธีรับมือมันหรอก ถ้าไม่ใช่ฮันเตอร์หรือแอนนาลิสต์ก็คงเป็นคนบ้า”
“ฮะๆ ๆ ช่างสังเกตจริงๆ”
คาเลนตอบไปก่อนเริ่มปรายตามองรอบๆ ห้อง แต่เมื่อสำรวจได้พักหนึ่งก็หยุดที่ภาพวาดกวางแขวนไว้บนผนังฝั่งตรงข้าม สายตากลอกกลับมายังบิทเทอซึ่งยังคงสูบบุหรี่อยู่
“ ‘รูปภาพสั่งตาย’ อยู่ที่นี่สินะ”
ทุกอย่างเงียบลงฉับพลันอย่างกับว่า บรรยากาศที่เคยเบาสบายกลับเย็นยะเยือกหนาวเหน็บถึงกระดูก บิทเทอคีบบุหรี่พ่นควันออกจากปากครั้งสุดท้าย จากนั้นหันกลับมาทางคาเลน
“รู้ตัวเร็วดีหนิ”
สายตาทั้งสองจับจ้องมองกันไม่วาง มวลอากาศอัดแน่นจนชวนน่าอึดอัด คาเลนคลี่ยิ้มบางออกมาแล้วถามกลับเสียงเย็น
“วางแผนไว้แล้วงั้นเหรอ?”
“ก็อาจจะใช่”
‘อย่างแรกที่ผมเข้าใจดีคือบิทเทอไม่ใช่คนที่วางใจใครง่ายๆ ดังนั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมาพักห้องเดียวกันกับผมแบบไม่มีเงื่อนงำอะไรเลย แต่...ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้ว’
‘อีเวนต์แรก ‘รูปภาพสั่งตาย’ เกิดขึ้นที่ห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่ง ลักษณะพิเศษห้องนั้นคือกลิ่นดอกไม้อะไรสักอย่างกับภาพวาดกวางแขวนผนังปลายเตียง โชคดีจริงๆ ที่ไปจำรายละเอียดยิบย่อยนั่นได้’
‘และใช่… ห้องนี้มีทั้งสองอย่างที่ผมว่ามา’
‘ถ้าเป็นปกติแล้วทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ตามเนื้อเรื่องมันจะช้ากว่านี้ไม่หนึ่งก็สองวัน แต่เหตุผลที่คุณพระเอกพามาถึงที่แบบนี้ อาจจะเป็นเพราะจำนวนคนที่น้อย เลยมั่นใจว่าจะล่ามันได้แน่นอน ไม่ก็...’
‘บิทเทอไม่ได้แค่อยากล่ามันเท่านั้น แต่ตั้งใจจะทดสอบผมด้วย’
“เฮ้อ~ ทำเอาผมเกือบหัวใจวายเลยนะ”
คาเลนเอ่ยก่อนหัวเราะด้วยท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จิ้มเรียวนิ้วบนพุงตุ๊กตาหมีไปพลาง ส่วนฮันเตอร์หนุ่มล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงหยิบนาฬิกาเรือนเล็กมาดูเวลา ตอนนี้ถ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง จะเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดพอควรแล้ว
“เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งชั่วโมง”
“ทำไมล่ะ? ตื่นเต้นเหรอ?”
“ฉันดูเหมือนเป็นแบบนั้นเหรอ?” บิทเทอกล่าวด้วยน้ำเสียงเริงร่ามากกว่าทุกครั้ง มุมปากเชิดยิ้มจนสังเกตเห็นลักยิ้มข้างซ้าย คาเลนมองไปพร้อมหยุดจิ้มพุงหมีอย่างตะลึงงัน
‘ไอ้หมอนี่มันยิ้มให้ผม แถมมีลักยิ้มด้วย?!’
บิทเทอเดินกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามคาเลน นัยน์ตาสีฟ้าใสทอดมองก่อนจะเริ่มสนทนาต่อ “นายเองน่าจะพอรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าภูตที่ต้องมาล่าครั้งนี้เป็นแบบไหน”
“ภูตตัวนี้อ่อนแอมาก ไม่มีความแข็งแกร่งอะไรถ้าเทียบกับภูตตัวอื่น แต่ความสามารถพิเศษมันคือการล่องหน จับตัวยาก แถมมันมีนิสัยประหลาดอย่างการชอบเล่นซ่อนแอบกับแขกที่เข้ามาพักห้องนี้ด้วย”
คาเลนบอกข้อมูลที่ตัวเองรู้เสร็จก็ยิ้มทะเล้น “พอโดนหาตัวเจอก็ถูกฆ่าทันที” บิทเทอหรี่ตามองกลับ เมื่อเห็นท่าทีไม่ทุกข์ร้อนของคู่สนทนา
“นายเหมาะเป็นฮันเตอร์มากกว่าแอนนาลิสต์อีกนะ”
“ไม่เอาสิครับ~ เห็นผมเล่าลื่นปรื๊ดขนาดนี้แต่จริงๆ ผมก็กลัวนะ”
แม้ว่าเขาจะพูดแบบนั้น แต่ฮันเตอร์หนุ่มก็ไม่มีท่าว่าจะเชื่อเลยแม้แต่น้อย บิทเทอลุกตรงไปมุมห้องคว้าเอาปืนลูกซองมาถือไว้ สายตาเลื่อนดูนาฬิกาเรือนเล็กในมือก่อนจะเงยขึ้นมาถามคาเลน
“เอาล่ะ...นายพร้อมเล่นซ่อนแอบแล้วรึยัง?”
“พร้อมซะยิ่งกว่าพร้อมอีก”
‘เอาจริงดิ หมอนี่กะไม่บอกแผนอะไรเลยจริงๆ สินะ’
เวลาต่อมาการเล่นซ่อนแอบกับภูตก็เริ่มขึ้น บานประตูห้องที่ทั้งสองคนพักอยู่ถูกเคาะเป็นจังหวะระรัวแต่ไม่มีการเปิดต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญ ผ่านไปสักพักมันกลับเปิดออกเองแบบนิ่มนวล ตามด้วยเสียงย่ำเท้าก้าวเข้ามาอย่างไม่เร่งรีบ
ภายในห้องพักเงียบเชียบแต่นั่นไม่ได้ชี้วัดว่าจะไม่มีคนอยู่ บิทเทอหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า มือทั้งสองข้างถือลูกซองไว้มั่น ส่วนคาเลนซ่อนอยู่ใต้เตียง ไม่มีอาวุธป้องกันตัวเลยสักอย่าง ผู้มาเยือนโปร่งใสซึ่งไม่ใช่มนุษย์นั้นเริ่มสาวเท้าเดินรอบๆ ห้องไปมา
‘หายใจไม่ออกโว้ยยยยย! ใต้เตียงฝุ่นเยอะไม่พอแถมยังอับฉิบหายเลย! นี่มันโรงแรมหนึ่งดาวรึไง! ไอ้เวรเอ๊ย!’
คาเลนบ่นในใจอย่างหัวเสียที่ต้องมาซ่อนจุดอับสุดเบสิก สำหรับเขาแล้วตรงนี้ง่ายต่อการถูกหาเจอมาก แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีข้อดี เพราะเขาสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของไอ้สัตว์ประหลาดนี่ได้ไม่ยาก นัยน์ตาสีน้ำตาลมองไปก่อนจะสังเกตเห็นรอยดำบนพื้นห้อง พอเขาเพ่งมองดีๆ พบว่ามันเป็นรอยเท้าของภูตตัวนี้
‘เขม่าดินปืน?’
‘คุณพระเอกคงแอบเทไว้ที่หน้าประตูห้องสินะ ก็ดี...แบบนี้ก็น่าจะระบุได้ว่าอีผีบ้านี่มันเดินไปไหนมาไหนในห้องบ้าง แต่เดี๋ยว... ทำไมมันเดินวนแค่รอบเตียงฟะ!?’
ตึกๆ ๆ ๆ
คาเลนนึกตั้งคำถามแบบนั้นขึ้นมา เพราะมันเดินวนรอบเตียงมาไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว เหมือนมันไม่ได้ตั้งใจจะหาให้เจอยังไงยังงั้น ไม่ได้ค้นของ ก้มดูใต้เตียง หรือเปิดตู้เสื้อผ้า มันแค่เดินไปทั่วเท่านั้นเอง ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นจึงจับจ้องตามรอยเท้าที่เพิ่มขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ
มันเป็นแบบนี้มาเกือบจะสองสามนาทีแล้ว คาเลนแอบคิดด้วยซ้ำว่าบางทีภูตตัวนี้อาจจะรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาอยู่ไหน แต่ไม่คิดจะหาเองล่ะมั้ง?
‘ร้อยทั้งร้อย ผมให้เลยว่าบิทเทอคงแอบหวังว่าผมจะเป็นเหยื่อล่อผีบ้านี้แน่ๆ ก็นะ คุณพระเอกเองก็ดูไม่มีท่าทีว่าจะเปิดตู้ออกมายิงแม้แต่นิดเดียว ว่าแต่..การเล่นซ่อนแอบมันมีคนหากับคนซ่อนหนิ งั้น…’
‘ถ้าคนซ่อนจับคนหาได้ ก็คือเราชนะ’
‘กฎง่ายแบบนี้บอกเลยว่า กล้วยๆ’
คาเลนกลอกตามองตามรอยเท้าไปเรื่อยๆ ซึ่งรอยดำพวกนั้นจางลงมากแล้ว ถ้าหากว่ายังไม่ทำอะไรสักอย่าง อีกไม่นานอาจจะไม่เห็นมันแล้วก็ได้ ชายหนุ่มเตรียมตัวหาจังหวะ กระทั่งช่วงที่รอยเท้าเปลี่ยนทิศหันหลังให้ เขาจึงรีบคลานออกใต้เตียงอย่างเร็วไว
ฟุ่บ! หมับ!
ชายหนุ่มพุ่งเข้าหาตามตำแหน่งที่รอยเท้าปรากฏไว้ล่าสุด ก่อนจับล็อกคอมันจากด้านหลังได้สำเร็จแม้ไม่เห็นตัว รู้สึกถึงแรงมหาศาลพยายามดิ้นขัดขืน ไม่นานร่างล่องหนโปร่งใสก็กลับสู่สภาพภูตที่ควรเป็น ภูตตัวนี้มองเผินๆ เหมือนกับซอมบี้อย่างประหลาด
มันดิ้นแรงทำคนคุมเอนตัวไปมา ก่อนจะถอยหลังจนเอวเขากระแทกขอบโต๊ะลิ้นชักอย่างจัง กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ปล่อยคอมัน ซ้ำรั้งแขนตนรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ภูตอ้าปากออกกว้างเตรียมจะเปล่งเสียงร้อง เขาเห็นท่าไม่ดีกลัวว่าจะสู้แรงไม่ได้จึงเรียกตัวช่วยทันใด
“ออกมายิงสิโว้ย! ไอ้บ้า!”
ชายผมดำยาวตะโกน ฉับพลันบิทเทอก็เปิดตู้เสื้อผ้ามาเล็งยิงภูตอย่างไม่ลังเล คนล็อกคอผละออกเล็กน้อยก่อนจะปล่อยร่างภูตทิ้งลงบนพื้น บิทเทอจึงยิงซ้ำเข้าไปที่หัวและกลางอกอีกสองนัด คาเลนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“สนุกใช่ไหมที่เห็นฉันฟัดกับมัน?”
“ก็อยากเห็นมากกว่านี้นะ”
บิทเทอไม่ได้ปฏิเสธว่าตัวเองแอบชมการต่อสู้ของเขาอยู่ห่างๆ ระหว่างสนทนานั้นร่างภูตจึงเริ่มย่อยสลายอย่างรวดเร็ว ใบหน้ามันที่เดิมเหวอะหวะเน่าเฟะอยู่แล้ว ขณะนี้เศษเนื้อเริ่มหลุดลอกเละไม่น่าดูชมเท่าไหร่
“รูปภาพสั่งตายอยู่ในตัวมันใช่ไหม?”
บิทเทอพยักหน้าตอบกลับไป มือยังคงถือปืนเล็งไว้เพื่อความมั่นใจ แน่นอนว่าเขายังไม่วางใจว่ามันตายเลยแม้แต่น้อย คาเลนเดินข้ามศพตรงไปคว้าตุ๊กตาหมีมา
‘เอาล่ะ ถึงเวลากำจัดคำสาปแล้ว’
“ได้เวลาพลีชีพแล้วพวก”
เขาว่าแล้วก็วางหมีขนน้ำตาลลงบนกลางตัวศพภูต บิทเทอมองไปด้วยท่าทางงวยงงแต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากถาม ชิ้นส่วนร่างกายและของเหลวเน่าจากศพก็ถูกดูดเข้าไปในตัวหมีน้อยอย่างน่าเหลือเชื่อ จากขนน้ำตาลกลายเป็นสีดำทมิฬ ดวงตาที่เคยบ้องแบ๊วตอนนี้ดำมิดจนแทบกลืนเนียนไปกับขน
“ฟู่ว~ เก่งมากไอ้หนู~”
คาเลนกล่าวพลางจับหมีขึ้นมาชำเลือง จากนั้นก้มลงหยิบรูปภาพชุ่มไปด้วยของเหลวดำทั้งยังเคยเป็นแหล่งคำสาปภูตตัวนี้ขึ้นมา บิทเทอหรี่ตามองตุ๊กตาหมีแล้วถาม
“นายทำอะไรกับหมี”
“ผมร่ายคาถาให้ตุ๊กตาตัวนี้สามารถดูดซับและถอนคำสาปได้น่ะ” ว่าจบคาเลนจึงยิ้มแหย่ตอบ
“ฉันไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้น”
“พูดแบบนี้เพราะเป็นห่วงไอ้หมีเน่านี่เหรอ?”
ชายผมยาวดำเอ่ยพลางเขย่าตุ๊กตาหมีผู้น่าสงสารเบาๆ พร้อมกับมีน้ำหมึกกระเด็นออกมาปรอยๆ บิทเทอลดปืนลงรีบถอยเท้าออกห่างด้วยสีหน้ารังเกียจไม่มีปกปิด
“เอามันออกไปไกลๆ”
“อย่ารังแกเพื่อนผมสิ~ มันอุตส่าห์เสียสละตัวเองเพื่อกำจัดคำสาปเลยนะ”
ถึงจะบอกแบบนั้น แต่บิทเทอก็ไม่มีท่าว่าจะชอบมันมากขึ้นเลย แถมยังดูหวาดระแวงปนขยะแขยงอีกต่างหาก คาเลนเห็นท่าทางนั้นจึงหัวเราะเบา ก่อนบิทเทอจะวางปืนพิงกับตู้เสื้อผ้าแล้วตรงมายืนเบื้องหน้าคนร่วมงาน
‘อะไรกัน? ผมเผลอพูดอะไรไม่เข้าหูคุณพระเอกรึเปล่าเนี่ย?’
คาเลนส่งรอยยิ้มบางให้อย่างไม่ทุกข์ร้อน ทางบิทเทอมองนิ่งสักพัก ก่อนจู่ๆ จะแย่งหมีเน่า (?) จากมืออีกคนโยนทิ้งไว้บนเก้าอี้ซะอย่างงั้น ชายผมดำมองตุ๊กตากลิ้งหลุนๆ แต่เมื่อหันกลับมามองคนโยนก็ต้องตกใจ เพราะพบว่าคุณพระเอกยื่นมือมาปัดฝุ่น เช็ดเศษเลือดข้นดำตามเส้นผมยาวและเสื้อผ้าเขาออกให้ ท่าทางฮันเตอร์ดูจะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่กับสภาพคาเลนในตอนนี้
“เห็นผมยาวๆ ของแกแล้วอยากจะตัดทิ้งชะมัด”
“คงดูเกะกะสินะ แต่เสียใจด้วยผมคงตัดมันไม่ได้หรอก”
“ทำไม?”
“มัน~ เท่ดีละมั้ง”
พระเอกที่ได้ยินแบบนั้นมองค้าง ก่อนจะดึงมือกลับแล้วหันหลังกะเดินออกห่างอย่างเอือมใจ ขณะนั้นคาเลนกระตุกดึงแขนเสื้ออีกฝ่ายเบาๆ พลางยื่นรูปภาพซึ่งเปรอะไปด้วยของเหลวดำให้ บิทเทอรับมาสะบัดและเช็ดคราบออก
“มันไม่มีคำสาปแล้วใช่ไหม?”
“หมีนั่นดูดคำสาปออกให้แล้ว เพราะงั้นไม่เป็นไรหรอก”
“ดี”
บิทเทอปาดเช็ดครั้งสุดท้ายพบว่าเป็นภาพถ่ายครอบครัวที่มีจำนวนสามคน พ่อ แม่ และลูกชาย ใบหน้าทุกคนในภาพถูกปกปิดด้วยรอยดำไม่ก็รอยขูดขีดทิ้งอย่างจงใจ เว้นเสียแต่ใบหน้าของเด็กชายที่ปรากฏชัดเจน นัยน์ตาสีฟ้าหรี่มองก่อนเสียงคาเลนจะดึงสติเขากลับมา
“คุณโลฮาส”
“อะไร” บิทเทอตอบพร้อมเงยหน้าสบตาคนเรียก
‘นี่มันอะไรกัน...’
คาเลนตั้งคำถามในใจพลางเพ่งสายตาพินิจพิเคราะห์ เพราะสิ่งที่เขาเห็นมันน่าแปลกมาก ตามตัวบิทเทอปรากฏออร่าแดงเข้มลอยฟุ้งออกมา ปกติแล้วคนธรรมดาจะมองไม่เห็นกัน แต่เพราะเขาเป็นแอนนาลิสต์ที่จำแนกอะไรแบบนี้บ่อยครั้ง จึงรู้ทันทีว่ามันคือ ‘ออร่าคำสาป’ ยังไงมันก็ประหลาดอยู่ดี เพราะเขาถอนคำสาปภูตและรูปภาพในมืออีกฝ่ายไปหมดแล้ว
“ฉันถามว่าอะไร”
บิทเทอเห็นว่าคาเลนเอาแต่คิดจึงถามย้ำ ก่อนชายหนุ่มจะยิ้มแห้งตอบกลับไป
“อ้อ~ พอดีว่าหน้าตาคุณดีมาก มองนานๆ แล้วรู้เพลินดีน่ะ”
“...”
‘ให้ตายสิ พระเอกยังไงก็พระเอกน่ะนะ โชคร้ายแบบไม่สิ้นสุดจริงๆ’
“อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านคาเลน”“อรุณสวัสดิ์~ ยินดีต้อนรับกลับ~”เมื่อยามเช้ามาถึงราวิน นั่มนั่ม และเบนจามินก็กลับมายังบ้านแบรนดอน ทั้งสองคนเห็นเจ้าบ้านสวมเชิ้ตขาวกับกางเกงขายาวดำคล้ายภาพลักษณ์เดิม แต่ที่ต่างออกไปหน่อยคือวันนี้คาเลนปล่อยผมยาวดำ ซึ่งปกติปล่อยทีไรก็บ่นรำคาญ แล้วขณะนี้อีกฝ่ายนั้นกำลังกินขนมปังทาแยมกับนมในห้องรับแขกชั้นล่างพอดี ท่าทีดูคารมดีมากกว่าทุกๆ ครา พลันให้อัศวินหนุ่มกับอดีตขอทานสาวต้องมองหน้ากันเองอย่างสงสัย‘อารมณ์ดีเกินคาด’อย่างกับว่าเข้าใจความคิดตรงกันได้โดยไม่ต้องปริปากพูด พวกเขาละสายตาจากกันเอง ก่อนเบนจามินจะเดินไปนั่งตรงข้าม คว้าขนมปังที่อีกคนเพิ่งทาเสร็จมากินหน้าตาเฉย แต่ชายผมยาวกลับไม่ถือโทษ แถมยังยอมมอบให้โดยไม่ต่อว่าอะไรอีกต่างหาก“หิวเหรอ~ เอานมเพิ่มด้วยเลยไหม? เดี๋ยวฉันจะเทให้เอง~”‘ปกติก็ทำตัวประหลาดกวนนั่นกวนนี่แท้ๆ มาทำดีแบบนี้ชวนน่าขนลุกชะมัด’การตอบสนองอีกคนทำเบนจามินที่หวังจะกวนบาทาถึงกับแสดงสีหน้าเหยเกอึ้งไป ราวินซึ่งเดินมานั่งเย
“คาเลน?”บิทเทอซึ่งนอนหงายอยู่บนเตียงกว้างเอ่ยเรียกเสียงแหบ สายตาช้อนมองชายผมยาวดำคร่อมบนตัวช่วงหน้าตักอย่างเสน่หา นัยน์ตาสีน้ำตาลเพ่งมองกลับด้วยท่าทางขุ่นเคือง“เมื่อกี้...แฮ่ก กล้ามากที่รุกทีเผลอ”คุณพระเอกมองนิ่งไม่มีท่าสำนึกผิด จากนั้นจึงค่อยๆ ไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าแดงระเรื่อปรกด้วยเส้นผมดำกระเซิง ลงมาเห็นช่วงล่างเปลือยเปล่าเผยขาเรียวขาว บิทเทอยันตัวลุกกำลังจะยื่นหน้าไปประกบปากอีกครั้ง แต่ต้องพลาดเพราะฝ่ามือคาเลนที่ดันให้เอนล้มลงนอนหงายอย่างเดิม“ยังไม่หยุดอีก”“เมื่อกี้นายรู้สึกดี”“...แต่มันทำฉันตกใจ”ไม่ได้ปฏิเสธแต่เลือกจะเบี่ยงประเด็นไปทางอื่น คาเลนกระแอมไอแก้อาการกระด้างอายตนเอง ก่อนครู่ต่อมาสายตาจะหลุบมองส่วนชูชันคุณพระเอก ตั้งแต่เสร็จจากเมื่อครู่ผ่านไม่กี่นาทีมันก็ผงาดอีกครั้ง“ครั้งนี้ฉันรับเอง”“รับ?”บิทเทอเลิกคิ้วมองกลับคล้ายไม่เข้าใจมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นอีกคนก็ไม่ได้อธิบายเพิ่ม ลุกไปคว้าเอาถุงยางมาสวมส
“เปื่อยชะมัด”คาเลนบ่นขณะนอนบนโซฟาในห้องรับแขกอย่างเอื่อยเฉื่อย แล้วความขี้เกียจก็ได้เข้ามาครอบงำเป็นที่เรียบร้อย ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะหลังจากหายไปเป็นเดือน พอกลับมาอีกทีก็ต้องเคลียร์งานมหาศาลที่คั่งค้าง เช่นเดียวกันกับบิทเทอซึ่งปล่อยให้เขตตัวเองอยู่ในความดูแลคนอื่นมานาน เลยต้องกลับไปรับผิดชอบหน้าที่ฮันเตอร์ต่อตามเดิม“เป็นไงบ้าง~ ไอ้คนหนีงาน”“คนไม่มีงานทำอย่างเธออย่าบ่นให้มากเลย”คาเลนว่าแล้วปัดมือไล่เบนจามินที่ยืนพิงขอบประตู ก่อนเธอจะถอนหายใจอ่อน “วันนี้ฉันจะออกไปทำธุระกับราวินนะ นายเองก็หยุดนอนเปื่อยได้แล้ว เดี๋ยวคุณพระเอกสุดหวานใจจะมาหาแล้วไม่ใช่รึไง”“อะ นั่นสิ!”พูดถึงคุณพระเอกไม่ถึงวิ เขาก็ผุดลุกขึ้นเร็วจนเบนจามินสะดุ้งโหยง “ชิ เหม็นคนคลั่งรักพระเอก”“ขอโทษที่ความรักของฉันมันทำร้ายคนโสดแบบเธอ~”พอชายหนุ่มเสริมด้วยท่าทางสุดเสียใจ (แบบปลอมๆ) เบนจามินก็กลอกตามองบนพร้อมถอนหายใจ เธอส่ายหัวก่อนจะผละตัวเดินจากไปโดยทิ้งท้ายไว้แค่ว่า…“เอาเถอะ ขอให้รักกันนานๆ แล้วกันน้า~ พ่อหนุ่ม”เจ้าบ้านไม่ตอบอะ
“จริงๆ แล้วผมแพ้ครับ ท่านคาเลน”ราวินเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่ยังคงร่องรอยความผิดหวังเอาไว้ ถ้าหากเป็นหมาคงเห็นหางกับหูที่ลู่ตกลงหมด คาเลนเลิกคิ้วมองเล็กน้อย พักหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวถึงคืออะไร‘ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร’ชายผมยาวกอดอกก่อนจะถามไปอย่างไม่ทุกข์ร้อนหรือตำหนิในตัวอัศวิน“แล้วทำไมแมนดิวถึงบอกว่านายชนะล่ะ?”“ตอนนั้นผมหมดสภาพสู้ต่อแต่ไม่ยอมแพ้ เขาเลยยอมแพ้เพื่อจบการต่อสู้”‘นี่มันโคตรจะหยามเลยนี่หว่า~ ตาแก่บ้านั่น’พอได้ฟังคำบอกเล่าจากราวินก็อดหลุดปากอุทานออกมาไม่ได้ คาเลนจึงถอนหายใจอดสูต่อการกระทำของแมนดิว ชายผู้ครองตำแหน่งคนที่ฝึกสอนพระเอกและลาสต์บอสอย่างเขา แล้วเพิ่งจะได้สู้กับอัศวินเมื่อไม่นานมานี้“ผมต้องขออภัยหากท่านคาเลนผิดหวัง”“ไม่เป็นไ—”“คราวหน้าผมจะคว้าชัยชนะมาให้ได้ครับ”“...”ยังไม่ทันจะพูดปลอบใจอะไร ราวินกลับด่วนสรุปหวังจะลองประมือใหม่เสียแล้ว คาเลนได้แต่มองนิ่งพักหนึ่งก่อนจะยื่นมือ
ในช่วงเวลากลางวันปรากฏอัศวินหนุ่มยืนกลางทุ่งโล่งซึ่งห่างออกไปจากบ้านแมนดิว นัยน์ตาสีมรกตทอดมองวิวทิวทัศน์อย่างเหม่อลอย เห็นภูเขาเต็มไปด้วยผืนป่าทึบต่างกับสถานแห่งนี้ที่ทั้งโล่งทั้งปลอดโปร่ง รับอากาศสดชื่นและแสงแดดได้สบาย ก่อนชั่วขณะนั้นใบหน้าคมจะเบือนหันมองคนก้าวเข้ามาในบริเวณ“รอนานไหม ท่านอัศวิน”“ไม่ครับ”ความเงียบเข้ามาปกคลุมชั่วครู่ โดยต่างฝ่ายต่างประจันหน้าสร้างบรรยากาศหนัก แมนดิวจดจ้องเข้าไปในดวงตาเยือกเย็นคู่นั้นพักหนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้น“เราต้องสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายและไม่มีกฎเกณฑ์ ส่วนการตัดสินนั้น…” รอยยิ้มจากอดีตกรงเล็บเพลิงเผยออกมา “ถ้าทำให้ใครหมอบหรือพูดว่ายอมแพ้ได้ก็ชนะไป”“...”“หวังว่ากฎแบบนี้จะไม่ทำให้นายกลัวแล้วกันนะ”ราวินสบตามองกลับพร้อมตะเบ็งเสียงเรียบนิ่ง “ผมไม่พูดคำว่ายอมแพ้หรอกครับ” ได้ฟังแบบนั้น คู่สนทนาจึงพลันยิ้มกว้างออกมาทันใด“มั่นใจซะจริง งั้นมาดูแล้วกัน”“จะตายแล้ว…”คาเลนบ่นออกมาขณะนอนหงายบนเตียงเดี่ยวในห้องห
เริ่มแรกเป็นเพียงความมืด สักพักพอเปลือกตาเลื่อนเปิดก็เห็นเพดานไม้มีแสงส่องตกกระทบ ปกติแล้วเขาพอจะรู้ว่าตั้งแต่ออกเดินทางทำลายแท่นศิลาคำสาปเป็นไปได้ที่จะเจอแต่เรื่องประหลาด แต่เหมือนการเดินทางครั้งนี้จะเจอเรื่องเหนือความคาดหมายเยอะเป็นพิเศษ“ตื่นมาก็ทำหน้าอย่างกับปลาตายเลยนะ”เสียงคุ้นหูพลันให้คาเลนปรายตามอง ก่อนจะเห็นหญิงสาวนั่งกินใบไม้มองมาทางเขาด้วยท่าทางใจเย็นสุดๆ เธอก็คือเบนจามินนั่นเอง เขาขมวดคิ้วยันกายลุกขึ้นนั่ง ใช้นัยน์ตาสีน้ำตาลมองรอบข้าง“นี่ ฉันอยู่ที่ไหน”เธอขมวดคิ้วมอง “นายจำไม่ได้เหรอ?”คาเลนเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อที่จะรื้อฟื้นความทรงจำทั้งหมด สายตาเหม่อมองไล่เรียงสิ่งที่เกิดหลายต่อหลายอย่าง ก่อนในที่สุดเขาจะร้อง “อ๋อ~” ออกมาหลังจำทุกๆ อย่างได้“ฉันกับบิทเทอเดินตามนั่มนั่มมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็มาถึงบ้านของแมนดิว เพอร่า”“อะฮะ”“แต่พอมาถึงฉันก็สลบ”“เพราะเหนื่อย…”“ไม่ ฉันสลบไปเพราะเห็นหน้าเธอต่างหาก”เบนจามินได้ยินแบบนั้นถึงกับยิ้มแหย่ออกมา “ทำไม~ ความสวยของฉันมันแยงตานายจนทนมองไม่ไ







