Masuk
“คุณแม่ขา ทำไมคุณพ่อไม่มาอยู่กับเราบ้างเลย”
ดวงตาคู่เล็กของเด็กหญิงวัยห้าขวบจวนจะปิดลงหลังจากฟังนิทานจบ ทว่าด้วยความคิดถึงบิดาบังเกิดเกล้าทำให้เด็กหญิงฝืนร่างกายตัวเอง ญาตาวีทอดกายนอนข้างกันวางมือลูบศีรษะ คิ้วได้รูปขยับย่น ทบทวนคำตอบถึงสองรอบ ไม่ต้องการสร้างแผลใจให้ลูกสาวโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“บ้านเราอยู่ไกลโรงพยาบาล คุณพ่อมาอยู่กับเราไม่ได้ วันหยุดที่แล้วคุณพ่อก็มาหา หนูวาคิดถึงคุณพ่ออีกแล้วเหรอลูก”
“คิดถึงค่ะ หนูวาอยากให้คุณพ่อย้ายมาอยู่กับหนู อยากให้ไปส่งหนูที่โรงเรียน สอนการบ้าน พาหนูไปเที่ยว”
ถึงเวลานอน เด็กหญิงฝืนร่างกายไม่ไหวผล็อยหลับไป ถือเป็นเรื่องดี เพราะญาตาวีไม่รู้จะตอบคำถามใสซื่อจากลูกสาวอย่างไร ไม่ให้กระทบจิตใจว่าพ่อแท้ๆ ของแกไม่ได้ไยดี
ญาตาวีจะอายุครบยี่สิบสามปียังถือว่าเด็กมาก คนวัยเท่านี้มีลูกหนึ่งคนไม่แปลก ทว่าเมื่อคนส่วนมากทราบอายุลูกสาวนำมาเปรียบเทียบกับอายุเธอสีหน้าพวกเขาเปลี่ยนไป สาดสายตารังเกียจมาทางนี้หาว่าแรดมีลูกตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลาย
ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น เธออยากใช้ชีวิตวัยรุ่นร่วมกับกลุ่มเพื่อนให้มีความสุขไปตามวัย ไม่ใช่ลาออกจากโรงเรียนมาเลี้ยงลูก เพื่อนร่วมชั้นจากเคยคบหากันสนิทชิดเชื้อก็ต่างตั้งวงนินทา ต่อหน้าว่าอย่าง ลับหลังว่าไปอีกอย่าง ครูประจำชั้นห่วงภาพลักษณ์โรงเรียนมากกว่าอนาคตเด็กคนหนึ่ง กดดันเธอให้ออกมาอยู่นอกวงกลมอย่างโดดเดี่ยว
หลังจากคลอดลูกญาตาวียังรักเรียน แต่ไม่อยากกลับไปอยู่ในสังคมโรงเรียน เลือกที่จะหาความรู้ด้วยตัวเองผ่านการศึกษานอกระบบ ได้วุฒิ ม.6 มาเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเปิด เพื่อจะได้มีเวลาเลี้ยงดูลูกสาวไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เท่าที่คุณแม่วัยสาวอย่างเธอจะสามารถทุ่มเทให้ลูกได้
บ้านเดี่ยวไกลเมืองหลังนี้พ่อของลูกซื้อให้อยู่ไม่ให้ไปวุ่นวายกับเขา ญาตาวีอาศัยอยู่กับลูกสาวตั้งแต่แกยังอยู่ในท้องจนคลอดมาได้ห้าปี รถยนต์เขามีให้ เงินเดือนเขาให้ใช้ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นเวลาและความรัก ทั้งที่สองสิ่งสำคัญต่อญาตาวีกับลูกสาวมากที่สุด
ความผิดพลาดทั้งหมดเริ่มต้นจากคืนหนึ่ง ญาตาวีได้ยินพ่อแม่ทะเลาะเกี่ยวกับปัญหาการเงิน พวกท่านปะทะฝีปากกันรุนแรงถึงขั้นลงมือทำร้ายร่างกาย เด็กสาววัยสิบเจ็ดปีรับสภาพครอบครัวไม่ได้กรีดร้องใส่พวกท่าน ร้องไห้ หลบหนีออกจากบ้านนัดเพื่อนคนหนึ่งให้ออกมาเจอกัน ญาติเพื่อนเป็นเจ้าของผับ ตามปกติญาตาวีไม่สามารถเข้าได้อายุไม่ถึงเกณฑ์ แต่เพื่อนเปรี้ยวจี๊ดพาเข้าทางด้านหลัง เด็กสาวดื่มเหล้าลืมเศร้าจนขาดสติ ตื่นขึ้นมาอีกทีบนเตียงกับผู้ชายแปลกหน้า ตกใจจนช็อก รีบสวมใส่เสื้อผ้าหนีออกมาจากโรงแรม
เด็กสาวกลับมาพบบ้านว่างเปล่า ซุกตัวใต้ผ้าห่มนอนซมพิษไข้ทั้งวัน ขยับตัวไปไหนไม่ได้ ขาดเรียนวันศุกร์วันเดียวครูไม่ได้แจ้งผู้ปกครอง แต่ถึงวันจันทร์ยังไม่ไปเรียนครูโทรรายงานผู้ปกครอง พ่อแม่บินด่วนจากต่างจังหวัดกลับมาถึงบ้านพบลูกสาวป่วยหนัก จากที่เครียดเรื่องงานเมื่อได้รับรายงานจากหมอเกี่ยวกับรอยช้ำตามตัวที่บ่งชี้ไปในทางไม่ดี พวกท่านเครียดหนักกว่าเดิมเค้นเอาความจริง ญาตาวีกัดปากไม่ยอมพูดถึงพวกท่านก็หาวิธีเค้นจนทราบถึงความเหลวแหลกของลูกสาว พวกท่านผิดหวังในตัวเธอมาก ตัดสินใจขายธุรกิจนำเงินมาหารครึ่งแล้วหย่าขาดกันให้จบสิ้น
ญาตาวีกลายเป็นเด็กบ้านแตกพ่อไปทางแม่ไปทาง เลือกอยู่กับแม่ เพราะพ่อไม่คุยด้วยนับจากเกิดเรื่อง พ่อแยกย้ายไปมีชีวิตใหม่ นำเงินเก็บทั้งหมดไปทุ่มลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับการขายเครื่องมือแพทย์ แม่ทำงานในบริษัทต่างชาติพบรักเพื่อนร่วมงาน ย้ายไปอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศ ทิ้งญาตาวีให้อยู่กับป้า
ป้าใหญ่ไม่ได้ตัวเปล่า มีครอบครัว ไม่ได้เต็มใจรับดูแล แต่เพราะแม่ญาตาวีขอร้องให้ป้าใหญ่ช่วยแบ่งห้องในบ้านให้พัก จนกว่าเด็กสาวจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ญาตาวีช่วยงานบ้านทุกอย่างเพราะเกรงใจป้า ไม่กี่เดือนมีปัญหาสุขภาพมากวนใจกระทบการเรียน ญาตาวีผิดสังเกตตัวเอง ป้าใหญ่ผิดสังเกตเช่นกัน พาไปตรวจที่โรงพยาบาลได้รู้ความจริง ว่าในขณะนั้นญาตาวีกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ
แพทย์สอบถามอายุญาตาวีสีหน้าท่าทางเคร่งเครียด แจ้งข่าวและจะช่วยคุยกับป้าให้ ญาตาวีเสียใจเนื้อตัวสั่นคลอนผิดหวังในตัวเอง พ่อแม่ไม่มีใครรัก ป้าใหญ่ยิ่งแล้วกัน คงไม่อยากรับเธอไปเป็นภาระ ตัดสินใจหลบหนีออกจากห้องตรวจไม่ให้ใครเห็น
เสียงป้าใหญ่ด่าเกรี้ยวกราดดังไกลมาถึงตรงนี้ ญาตาวีรีบวิ่งจนสะดุดล้ม มีคนหนึ่งเข้ามารับไว้ทันหากช้ากว่านี้อาจตกจากพื้นต่างระดับ เสี้ยวหนึ่งในความคิดเด็กสาวโกรธคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วย ถ้าหกล้มกระแทกพื้นแรงๆ แท้งไปเลยอาจจะดีกับเธอมากกว่า เธอยังเรียนจะเอาปัญญาจากไหนมาเลี้ยงลูก
ใบหน้าสวยสมวัยเปรอะเปื้อนคราบน้ำ ยกสูงเลื่อนมองเจ้าของมือที่คว้าเหมาะบนเอวเล็ก เลื่อนสายตาไหวสั่นขึ้นมามองปลายเสื้อกาวน์บ่งบอกอาชีพ นายแพทย์ปรเมศวร์ ชื่อสลักบนเสื้อ
‘แกจะหนีไปไหน! นังหลานไม่รักดี!’
ป้าใหญ่ตรงมาทางญาตาวี ด้านหลังป้าใหญ่มีคุณหมอหนุ่มคนเดิม ญาตาวีขลาดเขลากลัวป้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกพ่อแม่ ปัดมือชายคนนั้นออกจะวิ่งหนี ทว่าเขากลับจับเธอไว้ไม่ยอมปล่อย
‘ปล่อยค่ะ’
ดวงหน้าอ่อนหวานจับจ้องผู้เป็นป้าตลอดเวลา แทนที่เขาจะปล่อยกลับจับท่อนแขนเธอแรงกว่าเดิมสองเท่า
ญาตาวีแหงนดวงหน้าซีดขึ้นมองชายหนุ่มสบสายตาคมปลาบ
เขาจ้องหน้าเธออยู่ก่อนหน้าแล้วจ้องนิ่งราวกับรู้จัก เขาคุ้นเธอ เธอคุ้นเขา หวนให้นึกถึงค่ำคืนที่ถูกเกี้ยวพาไปจบบนเตียง ญาตาวีเวียนหัวแทบหมดสติลงตรงนี้ขณะที่ป้าใหญ่เข้ามาถึงตัวคว้าแขนเธอเข้าไปกระหน่ำมือทุบตี
‘นังหลานไม่รักดี ฉันจะตี ตีแกให้ตาย ลำพังตัวแกคนเดียวฉันกลั้นใจรับมาดูแล ยังจะเอาลูกมาเป็นภาระฉัน!’
‘ป้าใหญ่ หนูเจ็บ ฮือๆ’
ป้าใหญ่กระหน่ำทุบหลังหลานสาวไม่ออมแรง หมอหนุ่มสองคนจากด้านหน้าด้านหลังเข้ามาจับแยกผู้ใหญ่ออกจากเด็กสาว
‘คุณป้าใจเย็นๆ ก่อนนะครับ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน’
‘ถ้ามันเป็นลูกเป็นหลานหมอ หมอจะใจเย็น ค่อยพูดค่อยจากันได้เหรอ! มันยังเรียนอยู่เลยนะ พ่อแม่แยกทางโยนมันมาเป็นภาระฉัน อีกหน่อยพอมันคลอด ฉันต้องรับพวกมันสองคนมาเป็นภาระงั้นเหรอ หมอไม่ใช่ฉันก็พูดได้สิ!’
‘ท้องเหรอ’
ปรเมศวร์ทวนเสียงหลงมองข้ามศีรษะผู้สูงวัยไปทางเพื่อนร่วมงานที่ยืนขวางเด็กสาว ใบหน้าแสนหวานเลอะรอยน้ำตา ดวงตาแดงช้ำก้มมองพื้นคอนกรีต ถ้าหากไม่มีตรีวิทย์จับมือไว้ เธออาจจะวิ่งหนีอีกรอบไปแล้วก็ได้
‘ใช่ มันท้อง ท้องไม่มีพ่อเสียด้วย นังหลานไม่รักดี!’
ป้าใหญ่ตะเบ็งเสียงใส่ชายหนุ่มที่จับตัวพลางดิ้นให้หลุดพ้นเงื้อมมือ เหตุการณ์ตกอยู่ในสายตาคนจำนวนหนึ่งที่ให้ความสนใจ ญาตาวีรวบรวมความกล้าอึดใจเดียวเท่านั้น ยกมือชี้หน้าคนที่อยู่ข้างป้า
‘หนูไม่ได้ท้องไม่มีพ่อ แต่หนูท้องกับคุณหมอคนนี้’
‘ไอ้ปลื้ม!’
ตรีวิทย์พูดเสียงดัง ทำให้ญาตาวีรู้จักชื่อเล่นเขาเป็นครั้งแรก ปลื้ม ปรเมศวร์ คือชายแปลกหน้าในคืนนั้น
‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก
“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ
“ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ
ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ
“ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี
“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล







