LOGINญาตาวีออกจากห้องนอนลูกสาวมาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมทำงานรอบดึก ต่อมามีเสียงกริ่งทำลายสมาธิญาตาวีที่กำลังละเลงปลายนิ้วบนแป้นพิมพ์ ถ่ายทอดจินตนาการในหัวออกมาเป็นนิยายรักให้นักอ่านกลุ่มเล็กๆ ที่คอยสนับสนุนผลงานได้อ่าน
งานนี้นับได้ว่าเป็นหนึ่งในรายได้หลักของคุณแม่ยังสาว ญาตาวีมีลูกเร็วไม่เคยทำงานประจำเป็นหลักแหล่ง มองหางานขายของเล็กๆ น้อยๆ มาประคับประคองตัวเองเพื่อไม่ให้รบกวนเงินจากสามีมากเกินไป จนกระทั่งได้ลองเขียนหนังสือและได้เงินพอค่าใช้จ่าย ทุ่มเทเวลาว่างหลังจากการเลี้ยงลูกให้งานเขียนมาจนปัจจุบัน
ตัวเลขบนนาฬิกาดิจิตอลบอกเวลาตีหนึ่ง ใครมา บ้านเดี่ยวตั้งอยู่ในโครงการที่มีพนักงานรักษาความปลอดภัย อุ่นใจได้ระดับหนึ่งสำหรับหญิงสาวที่อาศัยกับลูกสาวสองคน
ญาตาวีถอดแว่นกรองแสงคุณภาพปานกลางวางบนกองหนังสือ เปิดผ้าม่านดูความเคลื่อนไหวจากหน้าบ้าน พบเงาสองคนเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่อยู่ในลักษณะหิ้วปีก ผู้มาใหม่ไม่ได้กดซ้ำแต่ต่อสายเข้ามาที่โทรศัพท์ส่วนตัว
“น้องญา ขอโทษที่มารบกวนกลางดึก”
ญาตาวีออกมาเปิดประตู ตรีวิทย์เมื่อยแขนจากการหิ้วปีกคนเมารีบทักทาย นัยน์ตาคู่อ่อนหวานของสาวหน้าเด็กเลื่อนมามองปรเมศวร์ ได้ทีตรีวิทย์ฟ้อง
“มันเมา พี่เตือนให้เบาๆ มันไม่ยอมฟัง”
“พี่ตรีน่าจะพาพี่ปลื้มไปส่งบ้าน ไม่ก็พากลับไปด้วยกัน”
กลัวปรเมศวร์โกรธหากรู้ว่าเพื่อนสนิทพาเขามาฝากให้เธอดูแล บ้านปรเมศวร์ใหญ่โตราวกับคฤหาสน์สมฐานะทายาทโรงพยาบาลเอกชน พ่อแม่เขาอาศัยในบ้านหลังนั้นร่วมกับแม่รองภรรยาคนที่สองของพ่อเขา และลูกๆ จำนวนหนึ่ง
ปรเมศวร์ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบภรรยาน้อยพ่อ แยกออกไปอยู่คนเดียวที่คอนโดมิเนียมไม่ไกลจากโรงพยาบาล ตรีวิทย์เองก็พักที่เดียวกันน่าจะพากลับไปด้วย กลับขับรถเลยมาเสียไกลจนถึงบ้านเธอ
“สภาพอย่างนี้ปล่อยไว้คนเดียวไม่ไหวหรอกน้องญา พี่ไม่อยากพากลับไปเป็นภาระ ฝากหน่อยนะ พรุ่งนี้เช้าพี่ต้องไปต่างจังหวัด พอตื่นเดี๋ยวมันก็เรียกแท็กซี่กลับเอง”
“แต่...” ญาตาวีลังเล ถ้าเลือกได้ บ้านญาตาวีน่าจะเป็นสถานที่สุดท้ายบนโลกที่เขาอยากแวะมา
“เมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีวะ กูง่วง”
คนเมาสะบัดตัวหลุดจากการจับกุมเซถลามาทางร่างกายเล็ก ญาตาวีผวาคว้าตัวเขาไว้จวนเจียนจะล้มตามกัน ดีที่ตรีวิทย์สอดมือมาช่วย
“ถึงแล้วโว้ย! ไปๆ เข้าบ้าน กูพามึงไปนอน”
เพื่อนตัวหนัก ตรีวิทย์เบ้หน้าเบ้ตาส่งสัญญาณให้ญาตาวีนำทาง ญาตาวีที่ถูกมัดมือชกพาเข้าบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ จัดแจงให้ตรีวิทย์หิ้วปีกปรเมศวร์เข้ามาในห้องนอนแขก
ตรีวิทย์ผลักปรเมศวร์ลงบนเตียงไม่เบามือ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อ ไม่ถึงครึ่งนาทีคนเมาก็กรน
ไอ้เสือเอ๊ย กว่าจะสิ้นฤทธิ์ ทำเอาเขาเข็ดขยาดจะไม่ยอมให้มันแตะต้องเหล้าไปตลอดชีวิต
ตรีวิทย์แยกเขี้ยวก่อนส่งยิ้มแยบยลให้เจ้าของบ้าน ฝ่ายนั้นยิ้มรับตามมารยาท ในใจว้าวุ่น กังวลจนสังเกตเห็นได้ชัด
“ไอ้ปลื้มมันเป็นคนหลับลึกหลับยาว ได้หลับแล้วยังไงก็ไม่ตื่นมารบกวนน้องญาจนถึงเช้าแน่นอน พี่เอาหัวเป็นประกัน เพราะฉะนั้นฝากดูแลมันด้วยนะ ถือว่าพี่ขอร้อง ได้ไหมน้องญา”
“ถ้าพี่ตรีติดธุระ น่าจะพาพี่ปลื้มไปส่งบ้านใหญ่”
“ทำอย่างนั้นได้ที่ไหนน้องญา ไปส่งมันบ้านใหญ่เกิดแม่รอง หรือลูกๆ คนอื่นเห็นเข้าเอาไปฟ้องผู้อำนวยการ งานเข้าเลยนะ”
ตรีวิทย์ให้เหตุผล ผู้อำนวยการที่กล่าวถึงคือเจ้าของโรงพยาบาลหรืออีกหนึ่งสถานะก็คือบิดาของปรเมศวร์
ญาตาวีเข้าใจเหตุผลที่ตรีวิทย์ยกมาสนับสนุน แต่ยังหนักใจ
“พี่ตรีอย่าลืมโทรมาอธิบายให้พี่ปลื้มฟังด้วยนะคะ”
“ได้ครับ พี่เคลียร์ให้ โอเคแล้วนะ พี่จะได้กลับ ง่วงจะแย่”
“เชิญค่ะ ญาเดินไปส่ง จะได้ปิดประตูด้วย”
“น้องญารู้เรื่องกันต์หรือยัง กันต์มีเมียแล้วนะ เพิ่งจดทะเบียนสมรสวันนี้ รอฤกษ์งานแต่งจะไปจัดที่บ้านเกิดมัน”
“ไม่รู้มาก่อนเลย พี่กันต์มีแฟนตอนไหนคะ”
กันต์ดนัยปิดตายหัวใจหลายปีหลังจากภรรยาเสียชีวิต ไม่มีข่าวว่าคบหาดูใจใคร แต่จู่ๆ กลับมีข่าวว่าจะแต่งงาน
ญาตาวีค่อนข้างสนิทกับกันต์ดนัยและตรีวิทย์มากกว่าชายผู้เป็นสามี พี่ๆ ทั้งสองคนใจดี ชอบวิดีโอคอลมาคุยกับวาววา ไปเที่ยวไหนก็มักจะมีของฝากมาให้หลานเสมอ ครอบครัวกันต์ดนัยมีฐานะ มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงใหม่ คุณย่าเขาเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนหลายพันไร่ ดูแลธุรกิจหลากหลายประเภทก่อนจะวางมือส่งต่อให้ลูกชายและหลานชายตามลำดับ เคยได้ยินตรีวิทย์พูดถึงว่าหนึ่งในนั้นมีไร่ชากว้างใหญ่ไพศาล ญาตาวีเหมือนเด็กสาวทั่วไปอยากท่องเที่ยวไปพบเจออะไรใหม่ๆ อยู่กรุงเทพเธออยู่บ้านไม่ได้ออกไปไหน อยากลองทำตามใจตัวเองสักครั้ง ย้ายบ้านไปอยู่เชียงใหม่แค่สองคนแม่ลูก
“น้องญาไม่ต้องตกใจ พี่กับไอ้ปลื้มก็เพิ่งรู้เมื่อเช้านี้เอง ฮ่าๆ”
“เห็นเงียบๆ เบื้องหลังความเงียบแอบร้ายไม่เบานะเนี่ย ฝากพี่ตรีแสดงความยินดีให้พี่กันต์กับภรรยาครองรักกันนานๆ แทนญาด้วยนะคะ ญาคงไม่ได้ไปร่วมงาน”
ตรีวิทย์หยุดเดิน กลับมามองหญิงสาวที่แม้จะเศร้าแค่ไหนก็ยังสดใสและยิ้มได้เสมอ
“น้องญาจะหย่าจริงเหรอ”
“พี่ปลื้มดูแลญากับลูกมานาน ถึงเวลาที่ญาควรเปิดทางให้มีคนดีๆ มาดูแลพี่ปลื้ม ถ้าญาไม่อยู่พี่ตรีอย่าให้พี่ปลื้มดื่มจนเมาไม่รู้เรื่องอย่างวันนี้อีกนะคะ ญาไม่อยากให้พี่ปลื้มมีปัญหากับที่บ้าน”
“มีลูกมีเมียดีไม่รู้จักรักษา ไม่รู้ในหัวมีแต่ขี้เลื่อยหรือเปล่า”
“ญาแค่ผู้หญิงธรรมดา หาจากไหนก็ได้ หลุดพ้นจากญา พี่ปลื้มอาจจะเจอคนที่ดีกว่าร้อยเท่าพันเท่าก็ได้”
“พี่จะลองคุยกับมัน เผื่อว่ามันจะเปลี่ยนใจ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ญาเตรียมเอกสารไว้หมดแล้ว ถ้าเรียบร้อยก็จะย้ายออกจากบ้านหลังนี้”
“ทำไมต้องไปอยู่ที่อื่น ไอ้ปลื้มมันไม่ทวงบ้านคืนหรอก”
“อยากหาที่สงบๆ เขียนหนังสือค่ะ” เป็นเหตุผลเดียวที่สามารถพูดได้ นอกนั้นเก็บไว้ในใจเถอะพูดไปไม่มีประโยชน์
“อย่าเงียบหายคอยส่งข่าวถึงพี่ด้วยนะ มีปัญหา ต้องการความช่วยเหลือโทรมาได้ น้องญาเหมือนน้องสาวอีกคนของพี่”
“ขอบคุณมากนะคะ ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มีพี่ตรีกับพี่กันต์คอยช่วยเหลือคอยห่วงใย ญากับลูกน่าจะแย่เอาการ”
“ที่ไหนล่ะ ที่น้องญาจะพาลูกไป คิดไว้หรือยัง”
“ญารอบอกทีหลังดีกว่าค่ะ พี่ตรีขับรถดีๆ นะคะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ญาจะดูแลพี่ปลื้มให้ดี”
“จ้ะ ล็อกบ้านดีๆ ด้วยนะ” ตรีวิทย์ตัดใจเดินออกจากบ้าน รอให้เธอเข้าบ้านก่อนถึงขับรถออกไป
ญาตาวีกลับมาพิมพ์งานต่อไม่นานก็ปิดเพราะขาดสมาธิ นำผ้าชุบน้ำบิดหมาดไปเช็ดตัวให้ปรเมศวร์ที่นอนแผ่
ปรเมศวร์รู้สึกตัวทำเสียงรำคาญพลิกตัวหนี
“ไปให้พ้น”
เมาไม่รู้เรื่องยังกล้าปากดี สมแล้วที่เป็นเขา เสียสติที่หัวเราะทั้งที่ถูกขับไล่ อาจเพราะชิน ถูกเขาไล่มาหลายปีแล้วนี่นา ไล่ไปเถอะ อีกหน่อยจะไม่มีโอกาส
ญาตาวีตัดสินใจแน่วแน่จะหย่าร้าง และพาลูกสาวย้ายไปอยู่ที่อื่น อยากคืนชีวิต ความสุข และอิสรภาพให้เขา ปรเมศวร์เรียนจบสูง หน้าที่การงานดี เกิดในครอบครัวมีฐานะ รายล้อมด้วยคนสวย คนเก่ง เขาควรมีชีวิต มีคู่ครองที่ดีกว่านี้ ขอบคุณที่ถึงแม้จะไม่ได้รัก แต่ก็ทนดูแลเธอกับลูกมานาน ขอบคุณจากหัวใจ แต่ต่อไปนี้ พี่ปลื้มไม่ต้องลำบากอีกแล้ว ญาจะดูแลลูก ดูแลตัวเองให้ดี จะอยู่ให้ได้ และไม่กลับมารบกวนพี่ปลื้มอีก
หญิงสาวชุบผ้าเปียกในชามน้ำนำมาเช็ดทั่วแผ่นหลังแข็งแรง ออกแรงจับเขากลับมานอนหงายมาเช็ดทั่วแผ่นอก ชุบน้ำใหม่มาเช็ดหน้าจนเขารู้สึกตัวขยับเปลือกตาขยุกขยิกไม่ช้าเปิดดวงตาปรือๆ ขึ้นมา
ญาตาวีถูกแช่แข็งด้วยสายตาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยได้รับ ว่ากันว่าคนเมามักจะพูดความจริง แวบหนึ่งในหัวนึกอยากให้เขาบอก รัก สักครั้ง ต่อให้เป็นคำโกหกก็จะถือเป็นคำพูดจริง แต่จนแล้วจนเล่าเขาไม่พูดออกมา เป็นฝ่ายญาตาวีที่โน้มปากอิ่มลงไปจูบเขา
‘น่าสงสารเธอนะนา ฐานะ การงาน การศึกษาลูกชายเธอไม่ใช่ธรรมดา ไม่น่าตกม้าตายตอนเลือกผู้หญิงที่จะเอามาทำเมีย’‘อาชีพแม่ ขี้เกียจ ตื่นสาย ถึงสิ้นเดือนขอรับเงินเดือนสวยๆ’‘เด็กคนนั้นเรียกค่าเลี้ยงดูลูกจากลูกชายเธอเดือนเท่าไหร่เหรอ’‘ไม่แน่ใจ ฉันเคยถาม แต่ลูกชายไม่ยอมบอก’ ‘อย่าให้เงินเยอะนะ ระวังจะเกาะลูกชายเธอแน่นไม่ยอมปล่อย’‘เธอเองก็อย่ารอช้า รีบหาลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามาตบแต่งเร็วๆ ชักช้าเกิดสองคนนั้นกลับไปอยู่ด้วยกัน เธออาจได้ลูกสะใภ้คนเดิม’“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ” ประตูห้องพักฟื้นลูกสาวไม่ได้ล็อก ปรเมศวร์กลับเข้ามาสักพัก แต่เพิ่งจะส่งเสียงให้มารดารู้ตัวท่านรีบซ่อนโทรศัพท์อย่างเร็ว ตกใจที่ลูกชายย่องเบามายืนด้านหลัง ปรายสายตาอคติไปทางผู้หญิงที่นอนหลับสนิทบนเตียงคนป่วยถัดจากเตียงหลานสาว แทบแยกไม่ออกว่าใครกันแน่ที่ป่วย“ดูเองแล้วกัน จะหาว่าแม่ขี้ฟ้อง สายป่านนี้แทนที่จะตื่นมาดูแลลูก ไม่มีความรักความห่วงลูกเหมือนยัยสิรีไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเตียงนั่น ไปเอามาจากไหน ให้ใครลากเข้ามาให้ใช่ไหม หรือทำสำออยใส่ปลื้ม”“สำออยอะไรกันครับ ญาไม่ค่อยสบาย ให้น้ำเกลือไปหนึ่งกระปุก ผมไม่อยากให้นอนพื้น ส่วนโซฟาก
“พี่ฝนคิดอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ คุณพ่อเคยบอกจ๋าเหมือนกัน ว่าพี่ปลื้มพูดจาดีกับจ๋ามากกว่าพี่ๆ สองคน คุณพ่อบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ๋าเหมือนคุณพ่อ แต่พี่ธีกับพี่จินเหมือนคุณแม่”ตอนนั้นเธอกับสายฝนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เดินหลบรถยนต์จำนวนมากขับวนหาที่จอดในห้างฯ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์“ถามหน่อยสิ ปลื้มแต่งงานมีลูกมีครอบครัวตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่ไม่เคยเห็นปลื้มลงรูปลูกสักครั้ง เพื่อนเรียนด้วยกันก็ไม่มีใครพูดถึง”“ไม่ได้จัดงานเป็นทางการหรอกค่ะ มีแค่ผู้ใหญ่สองฝ่ายเข้ามาคุยกัน แล้วจดทะเบียนสมรส พี่ปลื้มแต่งเพราะฝ่ายหญิงท้องน่ะค่ะ”“น่าสงสารปลื้ม ที่ต้องทนอยู่กับผู้หญิงที่ตัวเองไม่ได้รัก”“แต่ตอนนี้หย่ากันแล้ว เมียพี่ปลื้มพาลูกมาอยู่เชียงใหม่ พี่ปลื้มโสดแล้วเนื้อหอมน่าดูเลยค่ะ คุณพ่อเล่าว่าสาวๆ ตามจีบตรึม จ๋าอุบไว้ ไม่อยากให้เพื่อนรู้ กลัวจะจิกหัวจ๋าขอเบอร์โทรไปจีบพี่ปลื้ม”“ยัยจ๋า สายแล้ว เร็วๆ วิญญาณเต่าเข้าสิงเหรอถึงเดินช้า!” สายจริงๆ รีบวิ่งตามไป เพื่อนข้ามถนนไปแล้วสุชาดาจำเป็นต้องหยุดรอให้ถนนว่าง ทว่า... ผลัวะ! บางอย่างพุ่งกระแทกด้านหลัง ส่งผลให้ร่างกายบอบบางเสียหลักคว่ำหน้าล้มจากทางเท้าลงถ
“ญาไม่สังหรณ์อะไรเลย จ๋าเจ็บหนักขนาดนี้จะหายหรือเปล่าคะ”“แน่นอน โรงพยาบาลเราขึ้นชื่อการแพทย์ ยังไงก็ต้องหายแน่นอน แต่กระดูกยัยจ๋าหักค่อนข้างเยอะ กว่าจะหายขาดต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนาน ญาไม่ต้องร้องไห้ พี่แค่พามาดูให้รู้ว่าเหตุผลที่พี่ไม่ได้ไปหาญากับลูกคืออะไร พี่ไม่อยากรีบบอก กลัวลูกได้ยิน ลูกจะงอแงอยากมาหายัยจ๋า”สุชาดากลับกรุงเทพฯ ทีไรมักจะแวะไปเล่นกับหนูวาทำให้สนิทกับญาตาวีและคบหากันเป็นเพื่อน หนูวารักอาจ๋ามาก หากรู้ว่าอาจ๋าเจ็บจะต้องอยากมาเยี่ยม เขาเลี่ยงไม่พูดถึง อยากให้ลูกสาวพักผ่อนเยอะๆ อาการหนูวาน่าห่วงไม่แพ้กัน อาเจียน ไอ มีไข้อ่อน ป่วยบ่อยจนเขากังวล“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องร้อง สมองยัยจ๋าไม่ถูกกระทบกระเทือน อย่างช้าพรุ่งนี้ก็ฟื้น” โอบและวางมือลงไหล่บอบบาง ให้เธอหยุดสะอึกสะอื้นร้องไห้ เธอสะเทือนใจที่มาเห็นภาพเพื่อนรักในระยะใกล้“ฮือ... ถ้าไม่เจอพี่ปลื้ม ญาก็คงไม่รู้ว่าจ๋าเจ็บมากขนาดนี้ ญาเป็นแม่ที่แย่ เป็นเพื่อนที่แย่ ไม่มีอะไรดีเลย” แต่ละวันหมดไปกับการเลี้ยงลูก อาศัยอยู่ในบ้านสองคนแม่ลูก ไม่มีโอกาสออกไปเจอเพื่อนหรือไปเที่ยวเล่นข้างนอก จะรู้ข่าวสารคนรอบข้างได้ก็ต่อเมื่อมีใครมาเ
ดึกมากแล้ว กอปรกับได้อยู่ภายใต้อ้อมแขนอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่ เด็กหญิงผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าแสนสุข แขนเล็กๆ คู่นั้นยังคงกอดพ่อกับแม่ตลอดเวลา รักทั้งสองคน แต่เพราะพ่อแม่แยกทางกันเด็กหญิงจำเป็นต้องเลือก ทั้งที่การเลือกนั้นนำมาซึ่งความทุกข์กลายเป็นปมในใจญาตาวีเช็ดตัวให้ลูกสาวและคอยอยู่เคียงข้างจนลูกสาวหลับสนิท หน้าเธอไม่เหลือที่ให้ดู ร้องไห้จนดวงตาสองข้างแดงช้ำและปูดโปนน่าเกลียด โกรธปรเมศวร์ที่ไม่มาหาลูกตามสัญญา แต่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอเขาที่นี่ก็อาจไม่โอกาสเข้าใกล้ลูก ในใจเธอสับสน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกนั้น ญาตาวีพยายามสุดฤทธิ์เพื่อปฏิเสธหัวใจตัวเองว่าเธอคิดถึงเขามากแค่ไหน อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ได้เจอเขาสัปดาห์ละสองสามครั้งเวลาที่เขามาเล่นกับลูกหรือมารับลูกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ไม่ใช่ตัดขาดกันไปอย่างนี้ขาดเขา ทำให้ญาตาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวและเหงามากขึ้น แล้วหยดน้ำตาก็เอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ญาตาวีต้องหลบหน้าเขาเข้าไปจัดการอารมณ์ตัวเองในห้องน้ำ วักน้ำเย็นมาล้างหน้าให้ร่างกายสดชื่น ตอนนั้นเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกมีคราบอาเจียนลูกแห้งติด มันส่งกลิ่นเหม็น เธ
“ไม่ต้องร้อง...”พูดไม่ออกกอดลูกสาวร้องไห้น้ำตาซึมไปด้วยกัน ช่วงที่พยายามรักษาสภาพจิตใจของตัวเองอยู่นั้น ปรเมศวร์เอื้อมมือมาวางบนลาดไหล่ลากมือลูบลงมาจนกระทั่งถึงต้นแขนเธอจุกจนพูดไม่ออก เธอเคยฝันว่าอยากจะมีเขาอยู่เคียงข้าง คอยปลอบโยน คอยให้กำลังใจ ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง แค่อยากได้รับเศษเสี้ยวความรักเลี้ยงหัวใจไปวันๆ แต่เขาไม่เคยให้สิ่งนั้นเลยสักครั้ง ไม่เคยแม้กระทั่งจะเข้าใกล้หรือสัมผัสร่างกายเธอเหมือนอย่างที่เขากระทำอยู่ในเวลานี้ มือคู่อุ่นโอบกอดลูกสาวจากด้านหลังเผื่อแผ่วงแขนนั้นมาถึงญาตาวี เธอกับลูกสาวอุ่นใจอยากอยู่ในอ้อมแขนไปนานๆ“ไม่ต้องกลัว คุณพ่อจะไม่ยอมให้ใครทำหนูกับคุณแม่ร้องไห้”ลูกสาวหยุดส่งเสียงร้อง เดิมทีดวงตาหนูน้อยพร่ามัวมองเห็นเพียงแค่คุณแม่ แต่เมื่อมีใครอีกคนเข้ามากอด หนูน้อยเพ่งมองจากนั้นเสียงเล็กๆ แผดร้องไห้ออกมาดังกว่าเดิม หมุนตัวกลับมาอ้อนให้คุณพ่อกอดแน่นๆ“คุณพ่อ ฮือ... คุณพ่อไปไหนมา หนูคิดถึงคุณพ่อ”“คุณพ่อก็คิดถึงหนู คนเก่งไม่ร้องไห้นะคะ”เคยเชื่อมั่นว่าเข้มแข็งไม่อ่อนไหวกับเรื่องไหน แต่เมื่อได้เห็นน้ำตาลูกเมียหัวใจเขาแหลกละเอียด อยากด่ากราดทุกคนที่ทำร้ายจิตใจสองคนนี
“คุณแม่ไปไหน หนูอยากหาคุณแม่ ฮือ...” ลูกสาวแผดเสียงร้องไห้ดังผ่านประตูออกมาถึงตำแหน่งที่ญาตาวียืน ลูกพยายามจะลงจากเตียงทว่าถูกพยาบาลยืนล้อมไว้ทุกทิศทาง มือเล็กเหยียดยื่นจะให้แม่เข้าไปหา“ขอให้ฉันเข้าไปหาลูกเถอะนะคะ ได้โปรด ฉันจะอยู่เงียบๆ ไม่รบกวนพวกคุณ คุณได้ยินไม่ใช่เหรอคะ ลูกร้องไห้หาฉัน”ใจจะขาด จะเข้าไปทีไรถูกพยาบาลขวางทาง ยอมทำกระทั่งยกมือไหว้ พยาบาลใจร้ายไม่ยอมให้เธอเข้าไปตะคอกกลับเสียงดัง“บอกว่าไม่ได้ คุณไม่เข้าใจหรือยังไงคะ! เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะอยากเข้าไปทำไม! ไม่มีใครปล่อยให้คุณหนูเป็นอะไรไปหรอกค่ะ เพราะฉะนั้นไปนั่งรอ อย่าให้ฉันต้องพูดมากไปกว่านี้!”“ทำไมฉันถึงเข้าไปหาลูกไม่ได้ ในเมื่อเด็กคนที่รักษาอยู่ห้องรวมตรงนั้นแม่เขายังเข้าไปได้! ในห้องนั้นมีคนป่วยตั้งเยอะ แต่ในห้องนี้มีแค่ลูกสาวฉันกับพวกคุณ! พวกคุณกีดกันฉันด้วยเหตุผลอะไร!”“เรื่องนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทราบ! หน้าที่ของดิฉันมีแค่จับตามองคุณไม่ให้คุณเข้าไปหาคุณหนู คุณรอตรงนี้เงียบๆ เถอะนะคะ”พยาบาลใจร้ายล็อกประตูไม่ให้หญิงสาวติดตามเข้ามาข้างใน ญาตาวีร้องไห้ฟูมฟายไม่เหลือสติ อยากพาลูกไปรักษาที่อื่น ไม่น่าพามาที่นี่เล







