ログイン‘หย่ากันแล้วจะลงเอยกันได้ยังไง จบไม่แฮปปี้ ขอเท!’
‘นางเอกโง่ แทนที่จะบอกพระเอกว่าตัวเองท้อง’
‘พล็อตน้ำเน่า! อ่านมาร้อยเรื่องเขียนเหมือนกันหมด’
ลงตัวอย่างนิยายเรื่องใหม่สี่ตอนแรกคอมเมนต์มาเป็นร้อย อย่าว่าแต่นักอ่านที่สงสัยเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ญาตาวีเขียนบางส่วนอิงมาจากชีวิตจริงตัวเอง ไม่รู้เช่นกันจะบังคับให้เรื่องจบในทิศทางไหน ในเมื่อชีวิตจริงกับในนิยายสวนทางกัน หรือจะลองเปิดรับคนใหม่เข้ามาในชีวิต นักอ่านยุคใหม่ไม่ชอบบทนิยายน้ำเน่า อาจคาดหวังให้นางเอกเดินไปข้างหน้าพบคนใหม่ที่ดีกว่า ถ้าฝ่ายชายจะรักก็คงรักไปนานไม่ใช่รู้ตัวหลังหย่า เนื้อหาทำนองนั้นมีให้อ่านเยอะแล้ว
ญาตาวีหยิบสมุดปากกาออกมาเตรียมจดไอเดีย ทว่าความห่วงใยที่มีต่อปรเมศวร์มีมากล้นไม่สามารถเขียนงานต่อได้ จิตใจหมกมุ่น สมองไม่แล่น ชัตดาวน์เครื่องออกไปนั่งกอดเข่าเฝ้าประตูเข้าบ้านรอฟังเสียงรถยนต์ ดวงตาคู่หม่นเหม่อมองไปทางประตูรั้วบานทึบ กำแพงล้อมรอบค่อนข้างสูงบดบังวิวถนนพ้นจากสายตา นานๆ จะได้ยินเสียงรถยนต์หรือรถกอล์ฟพนักงานรักษาความปลอดภัยขับผ่าน
หญิงสาวเดินคอตกกลับเข้ามาในบ้าน ปิดสวิตช์ไฟเตรียมเข้านอน ขณะก้าวไปที่เตียงบังเอิญเหลือบสายตาไปเห็นดวงตาคู่ใสแป๋วของลูกสาวเข้าเสียก่อน ลูกสาวไม่ได้นอนหลับหลังจากฟังนิทานจบเล่มเหมือนอย่างทุกคืนที่ผ่านมา คลานขึ้นไปบนเตียงดึงตัวลูกสาวเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด
“ทำไมยังไม่นอนคะ คุณแม่นึกว่าหนูหลับไปแล้ว”
“หนูตื่นมาเข้าห้องน้ำ โทรหาคุณพ่อ คุณพ่อไม่รับสาย”
เด็กหญิงซุกอกอุ่น น้ำตาเอ่อซึมตามประสาเด็กคิดถึงพ่อ เด็กโตมากับเทคโนโลยี แค่จำรหัสล็อกหน้าจอโทรศัพท์ได้ก็สามารถใช้งานเองเป็น น้อยใจว่าพ่อไม่มาหาตามสัญญาจนน้ำตาเอ่อ
ญาตาวีปลดมือลูกเอาโทรศัพท์มาตรวจการใช้งาน ลูกโทรหาเขามากกว่าสิบครั้งในรอบวัน ไม่มีการตอบรับแม้แต่ข้อความเดียว
“คุณพ่อโกหกหนู บอกว่าจะมาหาก็ไม่มา คุณพ่อไม่รักหนูเหรอคะคุณแม่ คุณพ่อลืมหนู คุณพ่อทิ้งหนู ฮือ... คุณพ่อใจร้าย”
“คุณพ่ออาจติดธุระเลยมาหาหนูไม่ได้ พรุ่งนี้ คุณแม่เชื่อว่าพรุ่งนี้คุณพ่อจะมาหาหนูแน่นอน เพราะคุณพ่อรักหนูที่สุดในโลก”
วงแขนอบอุ่นกอดปลอบลูกสาวขี้น้อยใจให้หยุดร้องไห้ หนูวามีอาการติดพ่อมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุมาจากช่วงสองถึงสามปีให้หลังปรเมศวร์เข้ามาในชีวิตลูกมากขึ้น มาเล่น มาเลี้ยง ให้ความรักความผูกพันกับลูก แตกต่างจากช่วงแรกคลอดเขาหนีหายไปเรียนต่อต่างประเทศ
อาจเพราะลูกเริ่มโต เดินได้ พูดได้ แกน่ารักเขาเลยรักลูก
“หนูอยากอยู่กับคุณพ่อทุกวัน คุณพ่อมาอยู่กับเราได้ไหมคะ”
“คุณพ่อทำงานที่กรุงเทพ มาอยู่กับเราไม่ได้หรอกลูก”
“ถ้ามาอยู่ไม่ได้ คุณแม่... คุณแม่ก็ไปอยู่กับคุณพ่อสิคะ ไปอยู่บ้านสีขาวของเรา คุณพ่อจะได้มาหาหนูทุกวัน มาหาหนูบ่อยๆ หนูชอบกรุงเทพ ชอบบ้านเก่ามากกว่า เรากลับบ้านกันนะคะคุณแม่”
คำขอไร้เดียงสาของลูกสาวบีบหัวใจคนเป็นแม่ จะทำได้อย่างไร ในเมื่อเธอกับปรเมศวร์แยกทางกันเป็นที่เรียบร้อย
“หนูวาอยากกลับไปอยู่กับคุณพ่อเหรอคะ”
วงหน้าเล็กเอียงคอขึ้นมามองหน้าแม่ คิดนิดเดียวเท่านั้นดวงหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาพยักขึ้นลงช้าๆ แทนคำตอบว่าใช่
ในเมื่อกล้าถาม ก็ต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง
“ได้ค่ะ คุณแม่ตามใจหนู พรุ่งนี้เราลองโทรหาคุณพ่ออีกครั้ง บอกคุณพ่อไม่ต้องมา คุณแม่จะพาหนูไปหาคุณพ่อที่กรุงเทพ ให้คุณพ่อช่วยหาโรงเรียน ใกล้เปิดเทอม หนูจะได้เข้าเรียนพร้อมเพื่อน”
ใบหน้าอ่อนล้าไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับปาก ทว่าหญิงสาวจำต้องฝืนยิ้มให้ลูก หัวใจเธอชาราวกับมีคนเอามือมาบีบรัดเส้นเลือดไม่ให้ไหลไปหล่อเลี้ยง เมื่อลูกสาวตอบรับรอยยิ้มสุขใจจะได้อยู่กับพ่อ
กระชับอ้อมแขนกอดลูกให้แน่นมากขึ้น ต้องการซึมซับไออุ่นและอยากจดจำความรู้สึกนี้ไปนานๆ เธอมีลูกสาวเป็นครอบครัวคนเดียว ไม่รู้ว่าหากไม่ได้อยู่ด้วยกันลูกจะลืมแม่คนนี้หรือเปล่า
“คุณพ่อเคยพาหนูไปดูโรงเรียน อยู่ใกล้โรงพยาบาลคุณพ่อ โรงเรียนใหญ่มาก มีสระว่ายน้ำด้วยนะคะคุณแม่ คุณพ่อบอกว่าตอนเช้าจะมาส่งที่โรงเรียน ตอนเย็นก็จะสอนการบ้านหนูทุกวัน อยู่กรุงเทพหนูมีเพื่อนเยอะ อยู่ที่นี่หนูเหงา หนูมีคุณแม่แค่คนเดียว”
มีแม่เป็นเพื่อนเล่นคนเดียว ออกไปไหนไม่ได้ ขลุกอยู่ในบ้านหาอะไรเล่นตามประสาเด็กให้ผ่านไปในแต่ละวัน ลูกอดทนมาสองเดือนไม่ปริปากบ่น นี่สินะ คือความรู้สึกจริงๆ จากข้างในหัวใจลูก
หญิงสาวฝืนยิ้มทั้งที่น้ำตาไหลนอง ใจหายกับคำพูดลูกสาว
“ลูกสาวคุณแม่น่ารัก ฉลาดเกินวัย จะเข้าชั้นอนุบาลสาม เวลาผ่านไปเร็วปีหน้าเลื่อนไปชั้น ป.1 หนูวาต้องสนุก มีเพื่อนเยอะแน่เลย หนูกลับไปอยู่กับคุณพ่อที่กรุงเทพฯ นะคะ ให้คุณพ่อดูแล”
“เย่! หนูรักคุณแม่ คุณแม่ก็จะไปกับหนูด้วยใช่ไหมคะ”
“ไปค่ะ คุณแม่จะไปส่งหนู”
รอยยิ้มลูกสาวขยายออกกว้างมากกว่าเดิม ไม่อยากร้องไห้ให้ลูกเห็นเช็ดน้ำตาออกแม้ว่ามันไหลไม่หยุด
“คุณแม่จะพาหนูไปหาคุณพ่อ จะรอจนกว่าหนูไปโรงเรียนถึงจะกลับบ้าน แต่คุณแม่ไม่ได้อยู่กับหนูนะลูก บ้านใหม่คุณแม่คือที่นี่ คุณแม่กลับไปอยู่บ้านคุณพ่อไม่ได้ อยู่กับคุณพ่อหนูต้องเป็นเด็กดี ห้ามดื้อ ห้ามซนนะคะ คุณพ่อทำงานหนัก เหนื่อย ไม่มีเวลาตามใจหนู” ลูกสาวดีใจไม่ทันไร ดวงตาเคยสดใสกลับมาหม่นหมอง
“คุณแม่ไม่อยู่กับหนูเหรอคะ”
“คุณพ่อกับคุณแม่เลิกกันแล้ว กลับไปอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่คุณแม่สัญญา จะไปหาหนูที่กรุงเทพฯ บ่อยๆ จะไปทุกเดือน”
“คุณแม่โกหก ก่อนหนูมาที่นี่ คุณพ่อก็บอกหนูว่าจะมาหา ฮือ... ถ้าอยู่กับคุณพ่อ หนูจะไม่ได้เจอคุณแม่ หนูไม่ไป หนูอยากอยู่กับคุณแม่ ไม่ไปหาคุณพ่อ ไม่ไปเรียนกรุงเทพฯ ฮือ...”
หนูน้อยคร่ำครวญ เสียใจที่อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้าไม่ได้ ความเครียดกัดกร่อนกระเพาะขย้อนอาหารออกมา ญาตาวีปลอบโยน ทว่าทำได้ยากเหลือเกินเพราะเธอร้องไห้หนักไม่แพ้กัน
บทส่งท้าย“บ้านเงียบชอบกลน่าจะไม่มีใครอยู่ เราเลี้ยวรถกลับเลยดีไหม” “อ๊ะ! มาถึงขนาดนี้แล้วจะกลับไปทั้งที่ของเต็มมือได้ยังไงคะ จอดรถไว้หน้าบ้านนี่แหละค่ะ เข้าไปแป๊บเดียวไม่เป็นไรหรอก ดับรถแล้วลงมา”ดื้อเหลือเกินสามีเธอ ญาตาวีดับเครื่องยนต์แทนเสียเลย ปรเมศวร์มีสีหน้าหนักใจเล็กน้อยแต่เขาไม่ขัดใจ คว้าถุงของฝากจากห้างฯ เดอะแกรนด์ที่พวกเขาร่วมใจพิถีพิถันเลือกลงจากรถมากดกริ่งหน้าบ้านบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรราคาหลักหนึ่งร้อยล้าน กว้างขวาง สวยงาม สมฐานะลูกชายคนรองของนายแพทย์สิทธิเดช มหาเศรษฐีเจ้าของโรงพยาบาลเอกชนยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยสุธีไม่ได้มีความสุขในการทำงานในโรงพยาบาลตามคำสั่งของบิดา ไม่ได้สุขใจกับการพาภรรยาย้ายเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ แต่เพราะไม่มีเงินทองมากมายมาตั้งต้นธุรกิจจึงต้องพึ่งพาอาศัยบารมีบิดา เมื่อถึงวันหนึ่งที่บิดาปล่อยวาง ยินยอมให้ลูกๆ ทุกคนดำเนินชีวิตตามความต้องการของตัวเองสุธีได้รับเงินทุนก้อนใหญ่ลงทุนเปิดร้านอาหารหลากหลายสไตล์ ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม ขยายสาขารวดเร็วภายในระยะเวลาห้าปี มีเงินทองมากมายซื้อบ้านหลังใหญ่ และรับมารดาออกมาอาศัยด้วยกันน้าสิรีห่วงบิ
ในวันครบรอบสี่ขวบของน้องปริ๊นซ์ น้าสิรีเดินทางไกลจากกรุงเทพฯ มาถึงเชียงใหม่เพื่อขอคุยกับปรเมศวร์และครอบครัวน้าสิรีพูดกับเขาว่า ‘น้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อก่อกวน หรือหาเรื่องให้ปลื้มไม่สบายใจ น้าแค่อยากมาส่งข่าวให้ปลื้มรู้ อาการป่วยของคุณพ่อปลื้มทรุดลง ท่านไม่สามารถเครียดและทำงานเต็มตัวเหมือนเมื่อก่อน ตำแหน่งในโรงพยาบาลสั่นคลอน ท่านต้องการผู้สืบทอด ในบ้านเราเห็นจะมีแค่ปลื้มคนเดียว ที่จะเข้ามาบริหารโรงพยาบาลแทนคุณพ่อปลื้มได้ ถึงคุณพี่เดชจะไม่เคยขอร้องให้ปลื้มกลับไป แต่น้ามองออกว่าท่านคิดถึงปลื้มและอยากเจอหลานมาก ปลื้มออกจากบ้านมาเกือบ 5 ปี มันนานเกินไปแล้วนะปลื้ม’‘น้าเคยทำไม่ดีกับปลื้มไว้มาก น้ารู้ แต่ถ้าหากน้ามีสิทธิ์ขอปลื้มได้หนึ่งอย่าง น้าขอร้องให้ปลื้มพาลูกเมียกับคุณพี่นากลับไปอยู่กรุงเทพฯ กับพ่อปลื้มได้หรือเปล่า โรงพยาบาลต้องการคนสืบทอดกิจการ ปลื้มคือทายาทตัวจริง ปลื้มสมควรได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของคุณพี่เดช ปลื้มไม่ต้องกังวลว่าน้ากับน้องๆ จะมาเบียดเบียนปลื้ม พวกเรามีความสุขดี แล้วพวกเราก็อยากเห็นคุณพี่เดชมีความสุข อยากให้ท่านคืนดีกับลูกชายของท่าน น้าไปๆ กลับๆ ระหว่างบ้านธีกับบ้
“ธุรกิจร้านอาหารกำไรไม่ได้เยอะหรอกนะ ได้สัก 10% ต่อรายรับทั้งหมดต่อหนึ่งสาขาก็ถือว่าเพอร์เฟกต์มาก พี่กับฟ้าถึงต้องวางแผนขยายสาขาร้านออกไปให้ได้เยอะๆ ผลประกอบการโดยรวมจะได้โตตาม”“พูดจาดีมีหลักการ ร่ำรวยเมื่อไหร่ อย่าลืมน้องสาวคนนี้นะคะ”“งานยูทูบเบอร์ของจินก็ไปได้สวยไม่ใช่เหรอ รายได้โฆษณา รายได้สปอนเซอร์ รวมๆ รับต่อเดือนน่าจะหลายแสนเอาเรื่องอยู่ใช่ไหม ยังคุยกับฟ้าอยู่เลย จินเดือนทางบ่อยจะมีเวลาแวะมาเฝ้าไข้คุณพ่อหรือเปล่า”“เรื่องงานเรื่องเที่ยวจะสำคัญเท่าชีวิตคุณพ่อได้ยังไงคะ จินเลื่อนไปหมดแล้ว ถ้าพี่ธีมีงานด่วนปลีกตัวไปได้เลยนะ ไม่ต้องห่วงคุณพ่อ”“มีพยาบาลสวยขนาดนี้คอยเอาใจ คุณพ่อมีหวังหายวันหายคืน”สุธีแซวน้องสาวคนรอง ขโมยผลไม้ที่เธอตั้งใจปอกเปลือกเก็บใส่ตู้เย็นรอป้อนบิดาที่อยู่ระหว่างการพักฟื้นหลังผ่าตัดบายพาสหัวใจ“พี่ธี! มือไม่ล้างมาหยิบกิน เชื้อโรคลงท้องคุณพ่อไปด้วยจะทำยังไง”“ชิ้นเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า คุณพ่อนอนหลับ ไม่ตื่นมาบ่นพี่หรอก”“ใครว่าฉันไม่อยาก ฉันไม่มีแรงบ่นพวกแกต่างหาก”นายแพทย์สิทธิเดชตื่นมาส่งยิ้มให้ลูกๆท่านพักฟื้นในห้องไอซียูเจ็ดวัน ก่อนจะย้ายออกมานอนพักที่ห้องผู
ในวัย 29 ปีบริบูรณ์ ลูกสาวเพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ปรเมศวร์บินไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนเจาะจงด้านการผ่าตัด เขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้การเรียนและทำงานอยู่ที่นั่นนานกว่าสองปีโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ในรัฐนั้นเสนอตำแหน่งงานให้เขา มีช่วงว่างหนึ่งเดือนสั้นๆ ให้พักผ่อนและตัดสินใจ ปรเมศวร์คิดถึงเพื่อนสนิททั้งสองเลือกใช้ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นกลับมาเยี่ยมเพื่อนๆ และครอบครัวกันต์ดนัยกับตรีวิทย์ไปรับถึงสนามบินไม่ได้พาไปกินเลี้ยงสังสรรค์อย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่พาเขามาบ้านเดี่ยวหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ที่เขาเคยเกือบจะลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยซื้อให้ใครอาศัยในบ้านหลังนั้นเขามีโอกาสได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่โตขึ้นกว่าวันที่เขาไปจากประเทศไทย เธอน่าจะอายุย่าง 20 ปี จูงมือลูกสาววัย 2 ขวบออกมารับแขก เด็กผู้หญิงผิวพรรณดีหน้าตาน่ารักถอดพิมพ์เดียวกับเขา ยิ้มตาหยีหัวเราะดีใจที่เห็นว่าใครมา เด็กร้องเรียก พ่อ ไม่เต็มเสียง เพราะเพิ่งฝึกพูดไม่กี่คำ เท้าเล็กๆ เดินตรงมาทางเขาแต่ผ่านไปกอดกันต์ดนัยสลับกับตรีวิทย์ เพื่อนสนิททั้งสองมีของติดมือมาฝากเป็นขนมกับของเล่นเด็กหญิงจิ้มนิ้วลงบนซองขนมให้พ่อตรีช่วยแกะ ล้วงมือป้อมๆ
ความสัมพันธ์เปราะบางระหว่างสองพ่อลูกจบลงอย่างไม่มีชิ้นดี นายแพทย์สิทธิเดชข้ามสะพานไม้กลับมาฝั่งตัวบ้านมองเห็นหลานสาว จะเรียกให้เข้ามาหาหลานสาวกลับหันหลังวิ่งหนีไปทางอื่น จุดจบคนจิตใจคับแคบไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ ลูกชาย หลานสาว อาจจะรวมถึงหลานอีกคนที่กำลังจะเกิด จะไม่มีใครอยากกราบไหว้และเรียกท่านว่าปู่ชายสูงวัยยืนตัวตรงอยู่ดีๆ ตัวกลับเอียงไปทางด้านขวาซวนเซเกือบจะล้ม คว้าราวจับสะพานไว้ทันแต่มือข้างนั้นกลับหมดแรง ตัวท่านล้มลงเสียงดังโครม! “คุณเดช/ท่าน” ภรรยาหลวงกับสายฝนอับอายขายหน้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนรีบตามมา ทั้งสองคนช่วยกันออกแรงพยุงท่านให้กลับมายืน แต่นายแพทย์สิทธิเดชเกลียดชังเด็กสาวรุ่นลูกเหลือเกิน“สายฝน! อย่ามาแตะตัวฉัน นับต่อจากนี้ ห้ามติดต่อฉันมาอีก!”“โทษดิฉันคนเดียวไม่ได้หรอกนะคะ! ดิฉันแค่ส่งข้อมูลให้ท่านทราบ หน้าที่ปักใจเชื่อหรือเปล่าเป็นของท่าน ดิฉันไม่ได้ผิด อย่ามาว่าดิฉัน!”“ฉันรู้ หนูฝน อย่าถือสาคุณเดชเลย มาช่วยฉันพยุงท่านออกไป”“เห็นแก่คุณกาญจนา ดิฉันจะช่วยค่ะ” สายตาสายฝนก้าวร้าว ในเมื่อแผนแยกปรเมศวร์ออกจากเด็กคนนั้นล่มไม่เป็นท่า เธอไม่มีความจำเป็นต้องพะเน้าพะนอเอาใจ ช
‘ประกาศจากกัปตัน ขณะนี้ลมมรสุมพัดผ่านจังหวัดเชียงใหม่ ฝนตกหนัก ลมพัดแรง ท้องฟ้าเหนือท่าอากาศยานเชียงใหม่ปิด ย้ำ ท้องฟ้าปิด ทำให้ไม่สามารถนำเครื่องลงจอด กัปตันจะนำเครื่องบินวนรอสภาพอากาศเปิด แต่หากสุดวิสัยอาจจะต้องนำเครื่องกลับท่าอากาศยานต้นทาง...’ “ไม่ได้!”นายแพทย์สิทธิเดชร้อนใจอยากไปให้ถึงจุดหมายตามกำหนด เตรียมปลดสายรัดเข็มขัดประท้วงแต่ภรรยาหลวงคว้าแขนไว้“คุณเดช มันอันตราย”ท่านไม่พอใจ แต่เพราะเครื่องสั่นและทุกคนต่างหันมามอง ทำให้ท่านจำใจนั่งลงที่เดิมกอดอกรอคอยอย่างใจร้อน“เมื่อไหร่จะมาถึงสักที!”คนมารอรับ รอนานเข้าเริ่มอารมณ์เสียสายฝนสะบัดหน้าสะบัดตาอย่างคนโมโหร้าย แต่งตัวสวยเดินวนรอบโถงผู้โดยสารขาเข้าหลายสิบรอบ รอเที่ยวบินที่เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนโดยสารมาเชียงใหม่ รู้อย่างนี้ไม่รอเสียก็ดี คุณสิทธิเดชกำลังจะทำให้เธอพลาดไปร่วมงานแต่งกันต์ดนัย ระยะทางจากตัวเมืองเข้าไปในไร่อรุณรุ่งไกลเกือบสี่สิบกิโลเมตร กว่าจะไปถึงเพื่อนเก่าที่เคยเรียนด้วยกันมาอาจจะแยกย้ายไปหมด เสียงเรียกเข้าแผดลั่น เผลอดีใจนึกว่านายแพทย์สิทธิเดช ที่ไหนได้บิดาเธอนั่นเองที่โทรหา สายฝนกดรับสายอย่างไม่เต็มใจ เสียงเข้มๆ
วันสองวันนี้ต้องทำตัวให้ว่างหน่อยแล้ว อาจจะมีสายเรียกเข้าตอนกลางดึกโทรมาทำเสียงกระซิกๆ ก่อนจะร้องไห้เหมือนเช่นเคย“ไม่ได้อยู่กินด้วยนะ พี่จะสั่งกลับบ้าน ไม่อยากให้ลูกรอนาน”“พี่ปลื้มซื้อโทรศัพท์ใหม่เหรอ จ๋าคุ้นๆ ว่าพี่ใช้สีดำ” พี่ชายกดดูเวลาผ่านหน้าจอมือถือหลายครั้ง กว่าสุชาดาจะสังเกตเห็น“เครื่องเ
“พี่ปลื้มอาจมีธุระ อย่ารบกวนพี่เขาเลย”“รบกวนอะไรกัน พี่ชายแท้ๆ พูดเหมือนคนอื่นคนไกลไปได้”“จ๋อมกับรักพูดถูก พี่ว่าจ๋าควรถามความสมัครใจของปลื้ม ปลื้มอาจคิดว่าจ๋าไม่อยากให้เขาอยู่กินข้าวด้วยก็ได้”สายฝนไม่พอใจที่สุชาดาพูดแบบนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เจอปรเมศวร์ สุชาดากลัวพี่ชายขึ้นสมองปิดปากเงียบ
“ผู้ชายคนนั้นหล่อจังเลย ใคร คนรู้จักแกเหรอยัยจ๋า” นักศึกษาแพทย์ยื่นหน้ามาถาม เมื่อเพื่อนสนิทแอบมองชายคนหนึ่งไม่ละสายตาแม้ว่าเขาจะเดินผ่านหน้าร้านไป อีกทั้งยังมีปฏิกิริยาทางร่างกายวางเสื้อเด็กที่ตั้งใจจะซื้อไปฝากหลาน พี่ธี พี่ชายยัยจ๋ากำลังจะเป็นพ่อคน เร็วๆ นี้พี่สะใภ้จะคลอด ยัยจ๋าค่อนข้างงก ไม่ซื้
“เอกสารอะไร” ได้ยินชื่อเพื่อนสนิทสองหนุ่มรับมาอ่าน พลันขนอ่อนลุกเกรียวมองกันและกัน“ฉิบหาย” ตรีวิทย์หลุดปากสบถ คนมองกันเต็ม ลากแขนกันต์ดนัยไปคุยส่วนตัว“บอกแล้วว่าปลื้มเอาจริง เห็นไหม ไม่ทันข้ามวันร่อนจดหมายลาออกส่งตรงถึงโรงพยาบาล อยากจะบ้า ทำยังไงดี ฉีกทิ้งดีไหม”“อย่า! บ้าเหรอ มีลายเซ็นปลื้มแนบมา







