ANMELDEN“ท่านฟังสิ ท่านแม่ยังร้องอยู่เลย...ฮึก...แม่นม ท่านพาข้า...ฮึก พาข้าไปดูท่านแม่ที!” เสี่ยวเซียงหรงช้อนตาจ้องมองตาแม่นมหลิน น้ำตาไหลเป็นสาย
แม่นมหลินเห็นสภาพคุณหนูที่ตนเลี้ยงดูมาแล้วก็น้ำตาซึม
“โถ...คุณหนูสาม...”
เอาเถิด...อุ้มคุณหนูสามเอาไว้ ใช้ผ้าห่อร่างคุณหนูให้หนาๆ สักหน่อย ร่างกายของคุณหนูจะได้อบอุ่นและไม่ต้องลมฝน หากคุณหนูสามหวาดกลัวก็คอยปลอบโยนนาง เช่นนี้ก็คงจะไม่เป็นไรแล้วกระมัง ครั้งนี้ถ้าหาก...ถ้าหากว่าฟูเหรินเป็นอะไรไป อย่างน้อยๆ คุณหนูสามที่รออยู่ด้านนอกก็อาจได้พบหน้าและได้สนทนากับมารดาของตนเองเป็นครั้งสุดท้าย...
แม่นมหลินซับน้ำตาให้คุณหนูสาม เอาผ้าห่มหนานุ่มห่อตัวนาง วานให้เสี่ยวซี บุตรสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณหนูของตน หยิบเสื้อคลุมของคุณหนูมาใช้คลุมศีรษะน้อยๆ ไว้อีกชั้น
“ไปเจ้าค่ะ พวกเราไปให้กำลังใจฟูเหรินกัน” แม่นมหลินบอกพลางอุ้มร่างน้อยๆ ที่พยายามกลั้นสะอื้นสุดกำลัง มุ่งตรงไปยังเรือนเหลียนฮวาที่กำลังสับสนวุ่นวายทันที เสี่ยวซีที่ตามมารดามาด้วยก็รู้ความเกินวัย นางรีบช่วยถือตะเกียง วิ่งเตาะแตะนำทาง เฉลียวฉลาดรู้งานเป็นอย่างยิ่ง
“ฟูเหริน เบ่งเจ้าค่ะ ออกแรงอีกนิด!”
“เบ่งเจ้าค่ะ!”
“เบ่ง!”
เสียงตะโกนของหมอตำแยที่ดังแทรกเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของมารดา ทำเอาเซียงหรงตกใจ กำสาบเสื้อแม่นมแน่น
คุณหนูสามจวนเฉินกั๋วกงอย่างนาง ตั้งแต่แรกคลอดกระทั่งตอนนี้สี่ขวบครึ่ง ล้วนถูกเลี้ยงดูในเรือนหลังอันเงียบสงบ ไม่เคยเห็นผู้คนเดินสวนกันไปมา โกลาหล ทั้งยังไม่เคยได้ยินใครร้องโวยวายหรือส่งเสียงตะโกนดังๆ เช่นนี้มาก่อน จึงยิ่งตื่นตระหนกและหวาดกลัวยิ่งขึ้น
เสี่ยวเซียงหรงกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนเหลียนฮวา เมื่อเห็นว่าท่านย่า พี่ชายใหญ่ อนุหาน อนุซู และอนุจาง ล้วนมาอยู่พร้อมกัน ณ ที่นี่ ก็เกรงว่าถ้าตนเองถูกสังเกตเห็นเข้า จะถูกไล่กลับไป
นางรีบขยับริมฝีปากน้อยๆ บอกแม่นมหลินเสียงเบา “แม่นม แม่นมเจ้าขา...รีบพาหรงเอ๋อร์หลบคนเหล่านั้นเร็วเข้า หรงเอ๋อร์...หรงเอ๋อร์อยากเข้าไปหาท่านแม่ หรงเอ๋อร์ไม่อยากถูกส่งกลับเรือน!”
ไม่ทันที่แม่นมหลินจะได้ขยับตัว สตรีที่สูงอาวุโสที่สุด ณ ที่นี่อย่างนายหญิงชรา มารดาแท้ๆ ของท่านกั๋วกง ก็ร้องสั่งเสียงขรึม
“นั่นหรงเอ๋อร์ใช่หรือไม่ พาหรงเอ๋อร์มาที่นี่! อีกสักเดี๋ยวหาก...หากเด็กยังไม่คลอดออกมา ข้าจะพานางเข้าไปให้กำลังใจลูกสะใภ้!”
แม่นมหลินแม้เพิ่งจะอายุได้เพียงกึ่งหนึ่งของนายหญิงชรา กลับเห็นโลกมาไม่ใช่น้อย จึงเข้าใจความนัย นางรีบกอดกระชับร่างน้อยๆ ในอ้อมแขน พาคุณหนูสามของตนมุ่งตรงไปหานายหญิงชราทันที
“ฟูเหริน เบ่งเจ้าค่ะ อีกนิดเดียว!” ผ่านมาสองเค่อยามแล้ว เด็กก็ยังไม่คลอดออกมา เสียงตะโกนของหมอตำแยฟังคล้ายเสียงคร่ำครวญขึ้นทุกทีแล้ว
“ไม่ไหว! ข้าไม่ไหวแล้ว!” เสียงฟูเหรินกรีดร้องทำเอาทุกคนที่ได้ยินต่างพากันยกมือขึ้นกุมหน้าอก “ผ่าท้องข้า! ช่วยลูกข้าออกมา ข้าไม่ไหวแล้ว จะไม่ไหวแล้ว!!!”
ผ่าท้อง?!
นั่นไม่เท่ากับว่าเป็นการสละมารดารักษาบุตรงั้นรึ?
ท่านกั๋วกงที่รักใคร่หวงแหนฟูเหรินยิ่งกว่าอะไรที่ไหนจะยอมรับได้!
“ไหวเจ้าค่ะ! ต้องไหว!” หมอตำแยพยายามให้กำลังใจเสียงสั่น “เห็นหัวเด็กแล้วนะเจ้าคะ อดทนอีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ!”
“อือออ...อื้อ...ลูกแม่...อื้อออ!!!”
“อื้อออ” หมอตำแยอดทนไม่ไหว ถึงกับร่วมด้วยช่วยออกท่าออกทาง ทำเสียงร้องเบ่งคลอดไปด้วยแล้ว
“อื้อออ!!!”
“อีกนิด อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เอ้า! อื้อออ อื้อออ!!!”
“อื้อออ!!!”
“อุแว๊ อุแว๊ อุแว๊ อุแว๊!”
เสียงทารกร้องที่ดังแทรกเสียงฟ้าผ่าทำเอาเหล่าคนที่รออยู่ด้านนอกต่างก็ถอนหายใจยาว คนกึ่งหนึ่งโล่งอก แย้มรอยยิ้มด้วยความยินดี อีกกึ่งหนึ่งสีหน้าเครียดขึงดูผิดหวังแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง
ผู้ที่แสดงออกชัดเจนที่สุดก็คืออนุจาง จางเหม่ยเหมย
อนุจางที่จนถึงตอนนี้ก็ยังมีเพียงบุตรสาวคับแค้นใจเหลือจะกล่าว นางได้แต่ลอบบิดผ้าเช็ดหน้าในมือ พยายามข่มใจ สงบสติและอารมณ์ รักษากิริยา
น่าชังนัก! ใครจะคิดว่าสตรีจากตระกูลเชื้อพระวงศ์ปลายแถวอ่อนแออมโรคจะดวงแข็งเช่นนี้! เหตุใดสตรีน่าตายที่เอาแต่ครอบครองความรักจากท่านพี่ไว้เพียงผู้เดียวอย่างหลี่เซียงเหลียนจึงสามารถคลอดบุตรชายหญิงออกมาได้อย่างปลอดภัยถึงสามครั้ง! สวรรค์ช่างไร้ตาเกินไปแล้ว!
นับว่าเป็นโชคดีของอนุจางที่ยามนี้ย่าผู้เพิ่งได้หลานไม่มีแก่ใจจะใส่ใจมองสีหน้าใครทั้งนั้น ฟูเหรินผู้เฒ่ารีบยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณพระโพธิสัตว์ กล่าวแต่ว่าบรรพชนคุ้มครอง บรรพชนคุ้มครอง ซ้ำๆ ไม่หยุด
ไม่นานนัก ซู่ซิน สาวใช้ข้างกายฟูเหรินของจวนก็เปิดประตูออกมาแจ้งข่าวแก่คนทั้งหมด
“เป็นคุณชายน้อยอย่างที่ท่านหมอหลวงจากในวังได้กล่าวเอาไว้จริงๆ เจ้าค่ะ!” ทั้งๆ ที่ออกมาบอกข่าวดี แต่สีหน้าสาวใช้เยาว์วัยกลับไม่ค่อยจะดีนัก
“มีอะไร พูด!” แม่เฒ่าเฉินตวาด
ตอนนี้บุตรชายแสนประเสริฐที่ซื่อสัตย์เอาจริงเอาจังต่อภาระหน้าที่ยิ่งกว่าสิ่งใดของนางติดราชการด่วนต่างเมือง ลูกสะใภ้ซึ่งมีสายเลือดราชวงศ์สกุลหลี่อันสูงศักดิ์ที่พอถึงกำหนดคลอดกลับคลอดบุตรยาก ยามนี้ก็คลอดเด็กออกมาได้แล้ว แล้วจะยังมีปัญหาใดอีก!
ทว่า...ถึงขั้นมีบุตรชายบุตรสาวด้วยกันแล้ว บิดาก็ยังไม่มีใจรักใคร่ผูกพันต่อท่านแม่และอนุจาง อนุซู บ้างเลยหรือ? ไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยถาม มารดาก็ขยับริมฝีปากเล่าต่อไป ไม่สนใจนางสักนิด คล้ายกำลังจ่อมจงลงในอดีต เฉินชิวเยว่จึงทำเพียงรับฟังเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยขัด“หลี่เซียงเหลียนก็เหมือนเฉินเซียงหรงก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นโฉมงามยอดเมธีผู้บริสุทธิ์งดงาม จิตใจใสสะอาด...ครั้นเมื่อรับอนุภรรยาเข้ามาถึงสามคน ตนเองกลับตั้งครรภ์ นางไม่เพียงไม่ตีอกชกลม ยังเผื่อแผ่บิดาเจ้ามาให้ข้า ซูเหมยเหนียง จางเหม่ยเหมย ราวกับจะทำทาน บิดาเจ้าถูกหลี่เซียงเหลียนผลักไสมากเข้าก็ประชดด้วยการทำตามอย่างนางว่า สุดท้ายซูเหมยเหนียง ข้า กับจางเหม่ยเหมยก็ตั้งครรภ์ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ข้ามีเจ้า ส่วนจางเหม่ยเหมยก็มีเฉินเหม่ยลี่...นังแพศยาสารเลวที่ยามนี้ยังตามไปรบกวนชีวิตเจ้าถึงในวัง”ฟังถึงตรงนี้ เฉินชิวเยว่ก็แค้นใจยิ่งนัก นางพึมพำเสียงเบา “ฟ้าส่งให้ข้ามาเกิดก็พอแล้ว เหตุใดยังต้องส่งเฉินเหม่ยลี่มาเกิดในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนั้นด้วย!”อนุหานแค่นหัวเราะ แต่ไม่รู้ว่าเยาะเย้ยผู้ใดกันแน่ นางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม ทว่าในเนื้อเสียงแฝงความ
วันที่สาม เจ้าสาวต้องกลับบ้านเดิมเดิมองค์ชายสามควรกลับบ้านมาด้วยกันกับเฉินชิวเยว่ ทว่าเขากลับติดภารกิจ ต้องเดินทางออกนอกเมืองกะทันหัน จึงให้ชายาของตนเองกลับไปยังจวนเฉินกั๋วกงเพียงลำพังแม้ว่าเฉินชิวเยว่จะขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย ทว่านางไม่ได้แสดงออกมากนักอีกประการหนึ่ง การที่นางได้กลับบ้านเดิมเพียงลำพัง กลับสะดวกต่อนางนักสองวันที่ผ่านมาองค์ชายเอาแต่คลอเคลียอยู่กับเฉินเหม่ยลี่ไม่ยอมห่าง ด้วยเห่อบุตรคนโตที่เกิดจากท้องของนางคนชั้นต่ำนั่นยิ่งนัก แต่ละวันคอยพะเน้าพะนอเอาใจเฉินเหม่ยลี่ไม่ห่าง จนกระทั่งดึกดื่นจึงได้กลับมายังห้องหอ รสชาติของการถูกกระทำราวกับตนเป็นเพียงอนุเสียเองเช่นนี้ ทำให้เฉินชิวเยว่สุดจะทนนางทนไม่ได้ และจะไม่ทนอีกต่อไปแล้วด้วย!สองวันมานี้สร้างความเคียดแค้นจนถึงขั้นหมายเอาชีวิตเฉินเหม่ยลี่เฉินชิวเยว่ตรึกตรองหาหนทาง ก่อนที่ใจจะคิดถึงการตายที่มีเงื่อนงำของฟูเหรินจวนสกุลเฉินนางไม่เคยกล้าคิดมาก่อน แต่เมื่อตอนที่มารดาพูดถึงเรื่องการตายของท่านย่า...หากท่านย่ายัง...แล้วมารดาของเฉินเซียงหรงเล่า...หานชิงเยว่ได้แต่ทอดถอนใจเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้มีความสุขเท่าที่เคย ทั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง ทุกอย่างก็พลิกผันเฉินเหม่ยลี่สีหน้าเผือดซีดลงทันควัน มือที่ยื่นถ้วยชาออกไปตกลงกลางทาง น้ำชาร้อนๆ พลันหกรดแขนตนเองจนแดงก่ำทันตาสายตาของคนในห้องหันมาจับจ้องที่เฉินชิวเยว่เป็นตาเดียวเฉินชิวเยว่กัดฟันแน่น แม้จะขุ่นเคืองปานใด แต่ยามนี้นางไม่โง่พอที่จะแสดงออกมา นางรีบทรุดลงนั่งข้างน้องสาว ก่อนเขย่าร่างนั้นพลางเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ“น้องรอง! น้องรอง...เกิดอะไรขึ้น! ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า ไม่รู้ว่าเหตุใด ในวันดีๆ ที่ทั่วทั้งตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล ซ้ำฝ่าบาทและหวงโฮ่วยังเสด็จมาเป็นมิ่งมงคลเช่นนี้ จู่ๆ น้องรองของข้ากลับเป็นลมล้มพับลงไปโดยไร้สาเหตุ!”ชายาจวิ้นหวังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสนใจ ขณะที่ชายารัชทายาทเอนตัวเข้าใกล้นางพลางเอ่ยเสียงเบา“ท่านน้า ท่านว่านี่เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่นะ หวงตี้และหวงโฮ่วประทับอยู่เป็นมงคล แต่นางกลับล้มสลบไปเช่นนี้ หรือว่านางมีเงาอัปมงคลตามติด จึงได้ล้มสลบลงไปเช่นนั้น?”ชายาจวิ้นหวังฟังแล้วได้แต่ยิ้ม ทั้งที่ในใจสบถไปหลายครั้งสตรีโง่งม! มงคลอัปมงคลอะไรกัน มีแต่กลอุบายทั้งนั้น!หมอหลวงที่ตามขบวนเสด็จมารีบรี่มาตรวจอาการโดยพลัน
“เจ้าว่าองค์ชายไปที่ใดนะ!”“เอ้อ...เรือนของ...เฉินอี๋เหนียงเจ้าค่ะ” หมัวมัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าเดิมองค์ชายสามจะรับเฉินอี๋เหนียงเข้ามาโดยไม่สมัครใจนัก ทว่าเฉินอี๋เหนียงกลับอ่อนหวาน ช่างเอาใจ เพียรพยายามชดเชยความบกพร่องของตนด้วยการตามพระทัยองค์ชายไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังพูดหวานขานเพราะ ช่างจำนรรจาราวกับนกน้อยก็ไม่ปาน องค์ชายสามที่แม้จะทรงเคยรังเกียจเรือนร่างแปดเปื้อนราคีของนาง เมื่อได้รับการเอาอกเอาใจ ได้รับการปลอบประโลมด้วยถ้อยคำหวานหู...รวมถึงเรื่องในห้องหอที่ถึงทรวงอย่างที่สตรีสูงศักดิ์อ่อนเดียงสาไม่อาจมอบให้ได้ เพียงเท่านั้นองค์ชายสามก็แทบจะเคล้าคลอนางทุกเมื่อเชื่อวันแล้วยามนี้บ่าวไพร่ในตำหนักองค์ชายสาม ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่า จะล่วงเกินอี๋เหนียงคนใดขององค์ชายสามก็ได้ แต่ห้ามทำให้เฉินอี๋เหนียงขุ่นเคืองใจแม้สักนิดเป็นอันขาด“เฉินเหม่ยลี่...” เฉินชิวเยว่พึมพำเสียงสั่น จิกเล็บลงกับฝ่ามือ อยากจะกรีดร้องออกมาเสียให้ดังๆ ทว่ารู้ดีว่าแม้ตนเองจะเข้าตำหนักมาในฐานะต้าหวังเฟย นางก็เพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนัก ขายังไม่อาจ
ขบวนทัพเรียบง่ายใช้เส้นทางเลี่ยงเมือง ขณะที่ขบวนเจ้าสาวที่ออกจากจวนเฉินกั๋วกงในเวลาเดียวกันนั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคลตระการตา ผู้คนสองข้างทางต่างพากันเฝ้าชมวาสนาของจวนเฉินกั๋วกงที่เลี้ยงบุตรสาวได้ดียิ่งนักคนหนึ่งได้กลายเป็นจ๋างจื่อฟูเหรินแห่งตำหนักจวิ้นหวัง อีกคนโผบินสู่กิ่งไม้ที่สูงและมั่นคงยิ่งกว่า ด้วยการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสาม องค์ชายเพียงผู้เดียวที่ถือกำเนิดจากหวงโฮ่ว กลายเป็นต้าหวังเฟยอันทรงเกียรติของตำหนักนั้นเฉินชิวเยว่ยามนี้ไม่รู้สึกอิจฉาเฉินเซียงหรงสักนิดเป็นดังคำที่มารดากล่าวไม่มีผิด...อีกฝ่ายจะเป็นคุณหนูที่ถือกำเนิดจากฟูเหรินของจวนแล้วอย่างไร นางเป็นลูกอนุผู้หนึ่งของจวนแล้วอย่างไร ต่อให้เฉินเซียงหรงจะเป็นโฉมงามยอดเมธี แต่สุดท้ายแล้วต่อจากนี้เมื่อเฉินเซียงหรงเห็นนาง ก็ยังต้องน้อมกายคารวะ ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายาสาม’ อย่างนอบน้อมมิใช่หรือ?ไหนจะเรื่องที่ตอนนี้หลี่จือหลินซึ่งเคยเป็นคุณชายอันดับหนึ่งที่สตรีทั้งหลายปรารถนาจะแต่งให้ กลับต้องไปออกศึก ฝ่าทะเลคมหอกคมดาบที่ไร้ตา ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาครบส่วนหรือไม่...หรือหากเคราะห์ไม่ดีก็อาจจะไม่ได้กลับมาด้วยซ้ำ นางจะยังสนใจคน
วันเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ หลังจากยืนยันได้แน่ชัดว่าเทียนเฉามีการเตรียมทัพ ทางเทียนจินเองก็ต้องจัดการป้องกันตนอย่างรวดเร็ว การเตรียมเสบียงทัพและการเกณฑ์ทหารใช้เวลาเพียงเดือนกว่าๆ เท่านั้น ทัพหลวงก็สามารถออกเดินทางไปยังชายแดนได้แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา หลี่จือหลินผู้เป็นนายทัพต้องยุ่งวุ่นวายสายตัวแทบขาด นอกจากจะต้องตรวจเสบียงทัพและเรื่องกองกำลังต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นเรื่องเครื่องนุ่งห่มของทหาร เรื่องอาวุธที่กำลังหลอม เขาก็ยังต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสกินตามน้ำ หาเศษหาเลยกับการยกทัพไปชายแดนทว่าแม้จะยุ่งวุ่นวายปานใด เขาก็ยังหาเวลามาคลอเคลียกับภรรยาตัวน้อยไม่เว้นวาย แม้จะเป็นเพียงเวลาหนึ่งหรือครึ่งชั่วยามก็ไม่เคยปล่อยให้เสียเปล่าสองสามีภรรยายามนี้นับได้ว่ารักใคร่ปรองดองกันยิ่งนัก...อย่างน้อยก็ในสายตาของบ่าวไพร่ตำหนักจวิ้นหวังยามเมื่อถึงวันต้องนำทัพออกจากเมืองหลวง เซียงหรงค่อยๆ ส่งเกราะเหล็กให้กับหลี่จือหลินสวมพลางช่วยเขาผูกเกราะอย่างเบามือ“สนามรบคมดาบไร้ตา ท่านต้องระวังตัวให้มาก” นางพูดเบาๆ พลางผูกสายรัดเกราะด้านข้างให
ตัวเขาได้รับคำสั่งให้คอยดูแลความเรียบร้อยในงาน ทั้งก่อนหน้านี้นายท่านยังกำชับว่าคนที่จะต้องจับตาดูให้ดี อย่าให้คลาดสายตาไปได้ ก็คือเหล่าพี่สาวน้องสาวของจ๋างจื่อฟูเหรินที่ไม่น่าจะมาดี และลางสังหรณ์ของนายท่านก็ถูกต้อง พวกนางมีเจตนาก่อกวนงานแต่งจริงๆทว่าทันทีที่ตงหยางเห็นบ่าวรินสุราสบตากับองค์ชายสาม
เฉินเซียงหรงที่ไม่รู้ตัวว่าตนเองถูกมาดหมายอย่างไร รับหนังสือจากมือซู่ซินแล้วเปิดอ่านต่ออย่างตื่นเต้นซู่ซินเห็นสาวใช้ที่ถูกคัดสรรมาให้นายหญิงของตนดูไม่ได้มีสันดานร้ายเร้นก็อมยิ้มอย่างมีความสุข ขณะที่เสี่ยวปาเดินไปยังประตู แล้วหันมาบอก ‘คุณหนู’ ที่เพิ่งจะกลายมาเป็น ‘นายหญิง’ ว่า “จ๋างจื่อฟูเหริน จวิ
องค์ชายสามรีบปราดเข้ามาประคองเจ้าบ่าวหมาดๆ เอาไว้ น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง“ให้ข้าได้ประคองพี่จือหลินไปส่งเถอะ” หลี่เจี๋ยประคองร่างสูงโปร่งของหลี่จือหลินเอาไว้แล้วเดินออกจากห้องโถงไปตามทางเดิน ก่อนจะออกจากห้องก็หันหน้าไปหาบ่าวคนสนิทของตนแวบหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเขาพยักหน้าแล้วหายไปในฝูงชนก
เซียงหรงถูกพาไปนั่งบนเตียงที่ปูผ้าคลุมสีแดงปักลายยวนยาง ตอนนั้นเองที่จวิ้นหวังเฟยเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พร้อมบุตรชายที่ยามนี้ทุกคนในตำหนักได้เห็นแล้วว่าจ๋างจื่อของพวกตนช่างยิ้มได้งดงามนัก จวิ้นหวังเฟยรับจานเกี๊ยวมาจากแม่สื่อ ก่อนคีบป้อนสะใภ้หมาดๆ ของตนเองผ่านผ้าคลุมหน้า เซียงหร







