Mag-log inนางมาถึงตอนยังไม่สายมากนักตลาดยังไม่วายจึงวางของลงขาย มีคนเดินผ่านไปผ่านมาต่างมองดูตะกร้าของนาง บ้างก็อยากแวะชม บ้างก็เดินเข้ามาเลือกดู ของป่ามีคนต้องการซื้ออยู่แล้วเพียงแต่ไม่ค่อยมีคนนำมาขาย พวกเขาเข้ามามุงดูสินค้าของนางอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดระยะ
"นั่นดอกอะไร" หญิงวัยกลางคนถามขึ้นเมื่อเห็นเห็ดหน้าตาแปลกประหลาด "เห็ดหูหนูดำจ๊ะ ใช้ทำอาหารทั้งแกงตุ๋นและผัดกินได้แต่ห้ามกินดิบนะ" นางอธิบายสรรพคุณให้ฟังหญิงคนนั้นขอซื้อสามกำมือ ครู่ต่อมาเมื่อมีคนเห็นก็ตามมาซื้ออีกพร้อมกับซื้อผักป่าที่นำมาด้วย จางลี่อิงเหลือไว้สามกำมือกับผักป่าอีกเล็กน้อยมุ่งหน้าไปทางร้านขายยาเพื่อให้เขาตีราคาเห็ดหลินจือให้ แม้ในยุคของนางยังเป็นของราคาแพงไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพวกเขาจะรู้จักหรือไม่ "แม่นางจะรับยาแบบใดขอรับ" เถ้าแก่ถามนางด้วยความยิ้มแย้มบริการสุภาพแม้แม่นางน้อยคนนี้จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าซีดทว่าดูสะอาดตา "ข้ามีสิ่งนี้มาขายไม่ทราบว่าท่านจะรับหรือไม่" นางเอ่ยถามออกไปพร้อมหยิบเห็ดหลินจือขึ้นมาห้าดอก เถ้าแก่เบิกตาโตอย่างตื่นเต้นของหายากเช่นนี้นางไปหามาจากที่ใดกัน ดูๆ แล้วน่าจะเป็นเห็ดหลินจือเอาไว้ใช้ทำยา "รับสิ ข้ารับไว้" เขารีบเอ่ยขึ้นดีอกดีใจเชิญนางเข้าไปในร้าน จางลี่อิงจึงถามขึ้นจะได้ตกลงราคาที่น่าพอใจ "ทั้งหมดนี้ราคาเท่าไหร่" เถ้าแก่หยุดพิจารณาอยู่ชั่วครู่จึงกล่าวขึ้น "เจ็ดสิบตำลึงเงินแต่ถ้าเอาไปขายในเมืองหลวงก็อาจจะได้ราคาสูงกว่านี้" เขาพูดตามตรงไม่คิดเอาเปรียบนาง "งั้นเอาตามนี้" จางลี่อิงตกลงในราคานี้เพราะหากต้องเข้าไปในเมืองหลวงก็คงเสียเวลาเดินทางหลายวันคิดดูแล้วไม่คุ้มค่า จากนั้นนางจึงสั่งยาให้จิ่นฟานอวี้ซึ่งเป็นยาบำรุงและยาอื่นๆ ตามอาการที่เล่าให้ฟัง นางเลือกยาที่ดีที่สุดถึงแม้ราคาสูงแต่เมื่อจำเป็นก็ต้องซื้อ เมื่อได้ยาครบถ้วนตามต้องการแล้วก็เดินออกจากร้าน ไม่ลืมแวะซื้อเสื้อผ้าสี่ชุดให้เขาสองชุดของนางอีกสองชุด จากนั้นเดินเลยไปดูร้านขายปุยฝ้ายพร้อมเข็มกับด้ายที่ใช้ในการตัดเย็บ นางยังซื้อไข่ เนื้อไก่ เนื้อหมู นอกจากนั้นยังมีถั่วเหลืองเอาไว้ทำเต้าหู้พร้อมกับถั่วแดงถั่วดำถั่วเขียวครบครัน จางลี่อิงฉุกคิดได้ว่าหากนางปลูกผักได้ก็คงประหยัดขึ้นอีก จึงเดินหาร้านขายเมล็ดผักต่างๆ หลายชนิด นางเดินวนซื้อของอยู่ครู่ใหญ่จนกระทั่งเสร็จธุระแล้วจึงเดินทางกลับบ้าน วันนี้ใช้เงินไปแล้วสามสิบตำลึงแต่นางก็ยังเหลือเอาไว้ใช้ในครอบครัวและแบ่งเก็บรวมกันอีกสี่สิบตำลึง เมื่อกลับมาถึงบ้านนางเข้าไปดูจิ่นฟานอวี้ เห็นเขาอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวตักข้าวต้มเอาไว้สองถ้วยแต่กลับไม่ยอมกิน "เพราะเหตุใดถึงยังไม่กินข้าว" นางปรี่เข้าไปถามเป็นห่วงกลัวว่าอาการป่วยจะกำเริบขึ้นมาอีก "ก็เจ้าออกไปข้างนอกข้ายังไม่หิวก็เลยรอกินพร้อมกัน" น้ำเสียงรีบนิ่งเอ่ยเช่นเดิมไม่แฝงเร้นด้วยความรู้สึกใดๆ นอกเหนือจากนี้ นางเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าแล้วนั่งลงกินด้วยกัน "เดี๋ยวกินเสร็จข้าต้มยาให้เจ้า ได้ยามาสิบห่อสำหรับหนึ่งเดือน" นางเอ่ยพลางเตรียมเก็บถ้วยชาม เขาชะงักไปกับคำพูดที่ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลในน้ำเสียงนั้น ยารักษาแพงขนาดนั้นนางเอาเงินที่ไหนไปซื้อ "เจ้าเอายามาจากที่ใด" เขาฉงนใจแววตาขี้สงสัยเก็บซ่อนไม่มิด "ข้าก็เอาเห็ดไปขายพอดีไปเจอเห็ดที่ใช้ทำยาก็เลยขายได้เยอะ ซื้อของจำเป็นมาหลายอย่างมีเสื้อผ้าให้เจ้าด้วยสองชุด" นางเล่าเรื่องราวการค้าขายให้เขาฟังแววตาเป็นประกายความอิ่มเอมใจออกมาชัดเจน จิ่นฟานอวี้ได้แต่กระพริบตาปริบๆ นิ่งฟังอย่างเหลือเชื่อ เสร็จจากล้างชามนางจัดการก่อไฟต้มยาให้เขากิน เขาเข้าไปคัดอักษรโดยไม่นั่งพักเพราะใกล้ถึงเวลาส่งงานเข้ามาทุกที แล้วยังต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวเข้าเรียนในสำนักศึกษาเพื่อสอบต่อไป นางต้มยาให้เขาเสร็จก็จัดการเย็บผ้าห่มผืนใหม่เพิ่ม นำผ้าผืนเก่ามาทบใส่กันเป็นผืนหนาเย็บติดกันให้ได้หนึ่งผืนปะชุนส่วนที่ขาดให้เรียบร้อย ปุยฝ้ายที่ซื้อมานางก็เอามาเย็บได้อีกหนึ่งผืนยัดไส้เข้าไปแล้วเย็บปิด เสร็จจึงทำความสะอาดห้องและหอบเสื้อผ้าไปซัก อากาศยังคงหนาวเย็นลมหนาวปะทะผิวหน้าจนชาขึ้นสีแดงเรื่อแต่มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชนบทเช่นนี้หากมัวแต่ชักช้าคงได้อดตายกันพอดี หลังจากเสร็จสิ้นงานบ้านนางก็ก่อไฟทำอาหาร วันนี้ได้ข้าวสารกับไข่มาตุนเอาไว้ได้เพิ่มอีกมาก ของพวกนี้มีราคาแพงซึ่งนางและจิ่นฟานอวี้ยังไม่เคยได้กินของดีๆ มานานแสนนานจนแทบจะลืมรสชาติของมันไปแล้ว จะว่าไปครั้งสุดท้ายก่อนนางทำไข่พะโล้ล่าสุด เคยได้ลิ้มรสชาติดีๆ น่าจะเป็นตอนที่อยู่บ้านสกุลจางก่อนแยกบ้าน นับตั้งแต่บิดามารดาเสียชีวิตนางก็ถูกเลี้ยงให้อดอยากกินของเหลือจากคนในตระกูลเป็นประจำ พวกเขาจะมองไม่เห็นหัวเด็กสติไม่สมประกอบเช่นนาง คิดเพียงว่าคนสติไม่ดีไม่มีความรู้ใดๆ จึงนึกจะทำอย่างไรก็ได้ มิหนำซ้ำยังใช้งานหนักเยี่ยงกรรมกรโดยอ้างว่าต้องช่วยกันทำงาน ด้วยความที่นางสติฟั่นเฟือนจึงทำตามอย่างว่าง่าย ตอนนั้นทั้งขี้กลัวและหัวอ่อนเป็นที่สุด พวกเขาทั้งควบคุมและรังแกนางได้ง่ายสั่งหันซ้ายหันขวาก็ยอมทำตามหมด มีเพียงท่านปู่ที่พอมีเมตตาต่อนางอยู่บ้างยามมีขนมหรืออาหารก็แบ่งมาให้เสมอ จนกระทั่งได้เจอจิ่นฟานอวี้บัณฑิตตกยากกำพร้าพ่อแม่มาสลบในป่าลึกขณะที่เข้าไปหาฟืนกับลุงรองจึงนำมารักษาตัว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นแผนการของคนตระกูลจางโดยออกอุบายให้ทั้งคู่แต่งงานกันอ้างว่าชอบพอกันอยู่ท่านปู่จึงยินยอมให้ออกเรือน ยกบ้านทรุดโทรมหลังนี้พร้อมที่ดินเพียงหนึ่งหมู่เพื่อต้องการให้นางออกจากตระกูลไป พวกเขาคิดว่านางเป็นเสนียดและตัวซวยอาจทำให้คนในตระกูลมัวหมองในภายภาคหน้า แต่ยังไม่วายรังแกครอบครัวของนางหลังแยกบ้านท่านย่าเหลียวมักมากับป้าสะใภ้รองตามมาเก็บเงินบอกว่าเป็นค่าสินสอดของจางลี่อิงจะเรียกเก็บจนกว่าจะครบห้าสิบตำลึงเงิน จิ่นฟานอวี้ไม่อยากมีปัญหาจึงจำใจให้ไปถือว่าทดแทนบุญคุณ งานแต่งงานของทั้งคู่ก็ไม่สมบูรณ์แบบนักมีเพียงพิธีไหว้ฟ้าดินและยกน้ำชาโดยไม่มีเงินใส่ซองมาตั้งตัวแม้แต่อีแปะเดียว ถือว่ายกบ้านกับที่ดินให้แล้วก็ไม่ใส่ใจอีก ชาวบ้านต่างเล่าลือกันถึงความใจร้ายของตระกูลจางที่ทำกับลูกหลานกำพร้าได้ลงคอ เป็นความใจดำอำมหิตน่ารังเกียจแต่ไม่มีใครกล้าออกความเห็นเพราะไม่อยากมีเรื่องกับแม่นางเหลียวผู้ร้ายกาจให้อับอายเพื่อนบ้านวันเวลาผ่านไปรวดเร็วแคว้นต้าเฉียนยังคงสงบสุขเรื่อยมาโดยไร้สงคราม พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ฝนตกต้องตามฤดูกาล ส่งผลให้ทั่วทั้งแคว้นหลุดพ้นจากความยากจนประกอบกับฮ่องเต้ส่งความช่วยเหลือและดูแลแต่ละเมืองอย่างดีที่สุดจิ่นฟานอวี้และจางลี่อิงมีโอรสตัวน้อยสองพระองค์ชื่อจิ่นอี้เหลียนและจิ่นเจี้ยนเวย เด็กน้อยทั้งสองเป็นเด็กชายที่กล้าหาญจิตใจเข้มแข็ง จิ่นอี้เหลียนหน้าตาเหมือนเสด็จพ่อ ส่วนจิ่นเจี้ยนเวยใบหน้าเหมือนแม่ ทั้งคู่นั่งเล่นกันอยู่ใต้ต้นไม้มีนางกำนัลรายล้อมและองครักษ์อีกสองนายมองด้วยความรักความเอ็นดู"ท่านพี่เมื่อไหร่เสด็จพ่อจะกลับมาข้าคิดถึงเสด็จพ่อเสด็จแม่"จิ่นเจี้ยนเวยพร่ำความในใจเบ้ปากเหมือนจะร้องไห้ จิ่นอี้เหลียนกอดน้องชายเอาไว้ปลอบใจให้คลายเศร้า เขาเป็นพี่ชายที่แสนดีมีทั้งความเข้มแข็งและอ่อนโยนในคราวเดียวกันเหมือนบิดา"ไม่ร้องไห้นะเด็กดี พี่อยู่ข้างๆ เจ้าแล้ว"จิ่นเจี้ยนเวยยังเป็นเด็กไร้เดียงสาหยุดเบะปากซบใบหน้าน่าเอ็นดูคล้ายมารดากับไหล่ของพี่ชายจิ่นฟานอวี้กับจางลี่อิงกลับมาที่ตำหนักในช่วงเย็น วันนี้มีประชุมใหญ่ที่ท้องพระโรง หลายเรื่อง ต่อจากนั้นก็แยกประชุมของแต่ละฝ่าย จางลี่อิง
สงครามสงบจิ่นฟานอวี้มองดูความเรียบร้อยเป็นคนสุดท้ายที่กำลังลำเลียงศพทหารไปทำพิธีต่อไป กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วทั้งผืนดินฉาบทาไปด้วยเลือดสีแดงเข้ม บนตัวเขาไม่มีบาดแผลมีเพียงรอยเลือดสาดกระจายบนใบหน้าและลำตัวเมื่อสงครามจบทุกคนต่างแยกย้าย จางลี่อิงกำลังช่วยทหารบาดเจ็บมองเห็นจิ่นฟานอวี้ควบม้าเข้ามาหา หัวใจของนางเต้นแรงยิ้มกว้างยินดีในชัยชนะ ทั้งสองคนโผเข้ากอดกันแน่น การได้พบกันอีกครั้งหลังผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายทำให้ชีวิตมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งผลงานการรบครั้งนี้แม่ทัพและทหารต่างได้รับรางวัล บางตำแหน่งได้เลื่อนขั้นและได้รับเงินรางวัล เพิ่มเงินเดือนพร้อมที่ดินเพิ่มขึ้นชินอ๋องจิ๋นฟานอวี้ได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาทโดยสมบูรณ์ ส่วนจางลี่อิงรั้งตำแหน่งพระชายาขององค์รัชทายาทพร้อมด้วยตำแหน่งหมอประจำกองทหารของราชสำนักราชโองการประกาศไปทั่วแคว้นสร้างความยินดีแก่อาณาประชาราษฎร์ถ้วนหน้าเถ้าแก่หลี่ร้านสมุนไพรได้ยินข่าวก็ตื้นตันใจ จิ่นฟานอวี้ที่เขาคุ้นหน้าก็คือคุณชายน้อยจวนโหวที่เขาเคยไปส่งสมุนไพรรักษาคนในนั้นเมื่อยังเป็นวัยหนุ่ม มาบัดนี้ได้เป็นถึงองค์รัชทายาทแล้วในขณะที่กำลังจมกับความคิดในอดีตก็มีทห
"เมืองเหว่ยกลุ่มอำนาจเก่าก่อกบฏพะย่ะค่ะ"แม่ทัพฉีเข้ามารายงานระหว่างที่กำลังประชุมเรื่องการก่อสร้างเมือง"ว่าอย่างไรนะ! พวกมันแข็งข้ออย่างนั้นรึ"ช่วงที่ทำสงครามแย่งชิงอำนาจจากอดีตฮ่องเต้มาได้เพราะครานั้นอีกฝ่ายต้องการฆ่าล้างตระกูลจิ่นเพราะถือเป็นเสี้ยนหนามของบัลลังก์ ตระกูลจิ่นเคยมีอดีตฮ่องเต้และถูกโค่นบัลลังก์ด้วยวิธีสกปรก เมื่อได้อำนาจมาก็ปกครองราษฎรด้วยความเหี้ยมโหดชาวเมืองเดือดร้อนอยู่เป็นนิจมาครั้งนี้จึงถูกเอาคืนจนพ่ายแพ้สิ้นท่าทว่ากลุ่มอำนาจเก่ากลุ่มสุดท้ายยังหลงเหลือจึงรวมตัวกันก่อกบฏเพื่อชิงบัลลังก์คืนมาเพราะยอมรับชะตากรรมตัวเองไม่ได้และไม่ยอมรับตระกูลจิ่นมาตั้งแต่ต้นเพราะความอิจฉาริษยา" อีกไม่กี่วันกองทัพก็จะมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ"แม่ทัพรายงานฮ่องเต้ทรงกริ้วเป็นอย่างมาก พวกมันร้องขอชีวิตก็ทรงเมตตาให้อาศัยอยู่เมืองเหว่ยแทน ไม่คิดว่ากลับกลายเป็นฐานทัพให้มาทำลายตัวเอง"วางแผนกลยุทธ์ให้ดีพวกนี้เจ้าเล่ห์เราต้องทันพวกมัน"ทรงปิดประชุมและไปที่ห้องลับพร้อมกับชินอ๋องขออาสาไปช่วยที่ตำหนักชินอ๋องกำลังเตรียมชุดออกรบพร้อมฮ่องเต้ ถูกแยกกองทัพออกเป็นหลายส่วนกองทัพฮ่องเต้จะเป็นแนวหน้าส่วนทหา
จิ่นฟานอวี้ยกมือบางขึ้นมาจูบความนุ่มนวลทำให้นางอ่อนไหว"เราไม่มีวันหย่าขาดจากกันขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าไป"เขาตัดสินใจพูดในสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดช่วงแรกตอนนี้ในใจของเขาไม่อาจขาดสตรีคนนี้ได้อีกต่อไป จางลี่อิงโผเข้ากอดเขาแน่นนางคิดว่าต้องพบกับความโดดเดี่ยวถึงเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ หัวใจของนางก็คล้ายจะแหลกสลายเขากอดนางตอบเช่นกันจูบปอยผมปลอบใจอยู่นานจนกระทั่งหลับไปทั้งคู่ช่วงเช้าทั้งคู่ออกจากที่พักมุ่งหน้าสู่วังหลวง วันนี้จะไปพบกับเจ้ากรมขุนนางที่หน้าท้องพระโรงรอเดินเข้าไปด้วยกัน สองสามีภรรยาจับมือกันเอาไว้แน่นเช่นเดิมเรื่องเมื่อคืนคลี่คลายลงแล้ว จากนี้ไปทั้งสองจะคอยเคียงข้างกันไม่แยกจากกันอีกความผูกพันทางใจช่วยให้เขาทั้งคู่ไม่ยอมปล่อยมือกันและกันหน้าประตูวังหลวงนายทหารเฝ้าประตูไต่ถาม จิ่นฟานอวี้จึงยกป้ายสัญลักษณ์ที่เจ้ากรมขุนนางให้ติดตัวไว้ ทหารมองหน้ากันลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงปล่อยเข้าไปพร้อมกับเดินประกบซ้ายขวาฮ่องเต้รอเขาอยู่แล้วจากรายงานของเจ้ากรมขุนนาง ทรงเฝ้ารอใจจดใจจ่อตื่นเต้นที่จะได้พบกับพระอนุชา เมื่อมาถึงหน้าท้องพระโรงเสนาบดีกรมขุนนางทำคว
เจ้ากรมขุนนางรอจิ่นฟานอวี้อยู่ที่จวนเรียกเขาเข้าพบเป็นการส่วนตัว พอเดินทางมาถึงจึงพาจางลี่อิงหาที่พักเสร็จจึงเข้าพบทันทีที่พบหน้าของจิ่นฟานอวี้ เสนาบดีกลับต้องตกตะลึงพยายามควบคุมร่างกายสั่นเทิ้มไม่ให้แสดงออกมาจนน่าเกลียด น้ำตาคลอหน่วยตารื้นขึ้นมา จิ่นฟานอวี้คุกเข่าลงโดยไม่พูดจา จางลี่อิงก็คุกเข่าตามด้วยความงุนงง"อวี้เอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์ ใช่เจ้าจริงๆ ด้วย เจ้ายังไม่ตาย"เขาเดินมาจับตัวให้ยืนขึ้นเพียงเท่านั้นก็กอดเอาไว้แน่นร้องไห้ออกมาดั่งคนดีใจที่ได้ของรักกลับคืน"ท่านตา"จิ่นฟานอวี้เรียกสรรพนามนั้นแจ่มชัด เขาเองก็ดีใจไม่ต่างจากอีกฝ่ายเช่นกัน"เจ้าคงลำบากมาก ตามันโง่เง่าที่ทำให้เจ้าตกระกำลำบาก ไม่สมควรเป็นตาของเจ้า"เขาเฝ้าโทษตัวเองเจ้ากรมขุนนางมองผ่านมายังจางลี่อิง จิ่นฟานอวี้จึงจับมือนางเดินเข้ามาใกล้"นี่ภรรยาของหลานจางลี่อิงขอรับ"นางคารวะอ่อนน้อม ผู้อาวุโสกว่ายิ้มเอ็นดูในความน่ารักและนอบน้อมของนางแล้วเชิญทุกคนนั่งลง"ตั้งแต่ราชโองการประกาศว่าเจ้าตายแล้วฮ่องเต้โกรธแค้นมาก สั่งตามล่าตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องและทำสงครามคืนความยุติธรรมให้เจ้าและครอบครัว แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ตอนน
นายอำเภอได้รับข่าวไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ลูกชายตัวเองไประรานเถ้าแก่หลี่ถึงหน้าร้านจึงถูกเรียกเข้าพบ"เจ้าทำเช่นนี้เสียชื่อของข้าชื่อเสียงอาของเจ้า พวกเขาจะอับอายขนาดไหนเคยรับรู้หรือไม่"เขาได้แต่นิ่งฟังบิดาบ่นให้ไม่คิดโต้ตอบใดๆ ฟังมาตั้งหลายปีมีแต่คำพูดเดิมๆ แทบจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาอยู่แล้ว"ท่านพ่อข้าก็แค่ทำตามหน้าที่"เขาเบื่อหน่ายกับความซื่อตรงรักษาภาพลักษณ์ของบิดา เขาก็แค่ทำตามเงื่อนไขเท่านั้นมันอาจจะดูโหดร้ายแต่หลี่อี้ทำตามข้อตกลงไม่ได้เขาก็จนปัญญาช่วยเหลือก็เพราะความอยากครอบครองร้านสมุนไพรความโลภมาบดบังจิตใจทำให้เขาข่มขู่สองพ่อลูกโดยใช้วิธีสกปรกหลอกล่อหลี่อี้ผู้เสเพลมาติดกับ"หน้าที่ของเจ้ามันไม่เหมือนคนอื่นเจ้าควรไปเรียนสอบทำงาน ข้าจะให้อาของเจ้าฝากให้"ความบกพร่องอย่างหนึ่งของนายอำเภอเฉินคือเขามักละเลยการอบรมบุตรชายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นเขาจึงไม่อยู่ในโอวาท ที่ดุด่าได้ทุกวันเพราะอยากให้เขาทำงานในวังหลวงมีอนาคตสดใสดีกว่าเป็นเจ้าพ่อบ่อนพนันเกเรไปวันๆ ไม่รู้จักรักความก้าวหน้าทั้งที่อายุยี่สิบปีแล้ว"โธ่ ท่านพ่อ"เขาสุดจะคัดค้านนายอำเภอเฉินกลัดกลุ้มใจเป็นอันมากที่ลูกชายไม่เ







