تسجيل الدخولเพล้งงง!!!
...แก้วน้ำหลุดจากมือคุณปรียาจนหล่นลงแตกกระจายเต็มพื้นห้องครัว ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาด้านนอกรีบปรี่เข้าไปดูก็เห็นคุณปรียายืนตัวสั่นอยู่หน้าตู้เย็น “ขอโทษที แม่จะกินน้ำน่ะลูกแต่ทำแก้วหลุดมือ”...คุณปรียาหันมาพูดกับลูกชายทั้งสองที่เดินเข้ามายืนข้างเธอ
“ไม่เป็นไรนะครับแม่ ผมคิดว่าแม่ยังอยู่ห้องพระเสียอีก”
...วินปลอบใจแม่แล้วดึงแขนให้เธอเดินออกมาจากจุดที่มีเศษแก้วเกลื่อนกลาดอยู่นั่น
...วิทพี่คนโตรีบไปหยิบไม้กวาดกับที่ตักขยะมากวาดเศษแก้วที่กระจายไปทั่ว
“คุณคะฉันสวดมนต์ไม่ไหวค่ะ ใจมันร้อนเลยลงมาข้างล่าง”...คุณปรียาพูดด้วยเสียงเศร้าๆ สั่นๆ กับนายพลตฤณที่ยืนหน้าเครียดอยู่ตรงประตูห้องครัว
“อื่ม ไปนั่งเถอะคุณ ทำใจดีๆ ไม่มีอะไรหรอกน่า!”
...นายพลตฤณพูดแล้วก็ช่วยประคองภรรยาโดยจับแขนเธออีกข้างแล้วพาเดินไปยังเก้าอี้โซฟากลางบ้าน
“ฉันรู้สึกไม่ดีเลยค่ะ คุณ!! ลูกจะเป็นอะไรมั้ย!!”
...คุณปรียาหันไปถามนายพลตฤณเสียงสั่“ไม่ๆ ไม่เป็นอะไรทั้งนั้น มีแต่ความสำเร็จและปลอดภัย เชื่อผมนะ”
...นายพลตฤณปลอบใจคุณปรียา แต่ดูเหมือนคุณปรียาจะไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เพราะความเป็นห่วงและร้อนใจทำให้สติไม่อยู่กับร่องกับรอยและหูอื้อไปชั่วขณะ .................... ...เสียงรถบรรทุกสิบสี่ล้อคำรามใกล้เข้ามาจนเหมือนแผ่นดินไหว และแล้วแสงไฟฟ้าที่ติดอยู่ตามเสาริมถนนก็ส่องให้เห็นว่ารถคันแรกที่วิ่งนำหน้ามานั้นเป็นรถกระบะสีขาว แล้วตามมาด้วยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่เสียงวิ่งนั้นบอกได้ว่าน้ำหนักที่บรรทุกอยู่ภายในนั้นท่าจะหนักน่าดู ...และแล้วสายตาทุกคู่ที่ซุ่มอยู่ก็ได้เห็นรถฟอร์จูนเนอร์สีบลอนด์ที่ขับตามมาเป็นคันที่สาม ตรงตามที่โอมแจ้งข้อมูลไปยังท่าน ผบ.ตร. ...รถกระบะคันแรกเลี้ยวขวาเข้าประตูรั้วแล้วไปจอดยังฟากด้านซ้ายหน้าโกดัง ส่วนรถบรรทุกคันใหญ่ยักษ์ขับเลยประตูรั้วไปเล็กน้อยเพื่อจะทำการถอยหลังเข้าไปยังประตูโกดังที่เปิดรออยู่ ...เมื่อรถบรรทุกขับเลยมาจนได้ระยะจะถอยก็จอดแช่อยู่ชั่วครู่เพื่อให้รถฟอร์จูนเนอร์ที่อยู่ด้านหลังได้เลี้ยวผ่านประตูรั้วเข้าไปก่อน แล้วรถฟอร์จูนเนอร์สีบลอนด์คันนั้นก็ไปจอดตีคู่กับรถกระบะคันแรก ...รถบรรทุกทำการเร่งเครื่องอีกครั้งเพื่อจะถอยหลังเข้าไป และจังหวะนั้นเองที่รถฟอร์จูนเนอร์ก็มีบุคคลหนึ่งก้าวลงมาจากประตูหลังคนขับ ความสว่างจากแสงไฟทำให้เจ้าหน้าที่มองเห็นได้ชัดเจนว่าคนคนนั้นคือพ่อเลี้ยงทรงพลตามที่ได้ดูผ่านรูปในหลายอิริยาบถอยู่ทุกวัน...ตอนนี้ท้ายรถบรรทุกได้ถอยไปจ่อเทียบหน้าประตูโกดังบานใหญ่แล้ว และพ่อเลี้ยงทรงพลในชุดเสื้อเชิ๊ตสีเอิร์ธโทนกับกางเกงสแล็คสีดำก็เดินมายืนเท้าสะเอวใกล้ๆ ท้ายรถบรรทุกที่กำลังมีชายฉกรรจ์หลายคนรุมกันเข้าไปทำการเปิดประตูท้ายรถนั่น
“เฮ้ยพวกมึง!! จัดการให้เรียบร้อยนะทั้งสินค้าทั่วไปและสินค้าพิเศษ อย่าให้เสียหายเด็ดขาด!!” ...พ่อเลี้ยงทรงพลร้องสั่งลูกน้องเสียงห้วนด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียมดุดันออกทรงผู้ร้ายเต็มที่ ...เมื่อประตูท้ายรถบรรทุกถูกเปิดออกก็มีคนขึ้นไปยกสินค้าส่งลงให้คนด้านล่างที่รอรับอยู่อุ้มกระสอบสีขาวเดินหายเข้าไปในโกดังคนแล้วคนเล่า ...ส่วนพ่อเลี้ยงทรงพลก็ยังคงยืนสั่งการอยู่ทีเดิมและมีชายฉกรรจ์สามสี่คนที่ลงมาจากรถฟอร์จูนเนอร์ด้วยกันยืนเคียงข้างไม่ห่าง ...จนการขนย้ายผ่านไปได้สักพักแล้วอยู่ๆ พ่อเลี้ยงทรงพลก็สั่งให้หยุดการขนย้ายก่อน นั่นเพราะสินค้าทั่วไปได้ทำการขนย้ายลงมาหมดแล้ว ล็อตต่อไปถึงคิวสินค้าพิเศษ ลูกน้องบริวารทุกคนจึงได้เห็นกล่องกระดาษสีขาวขนาดใหญ่พอๆ กับกล่องใส่เตาไมโครเวฟตั้งเรียงกันเป็นชั้นๆ ภายในตู้คอนเทนเนอร์นั่น ทุกกล่องถูกรัดด้วยเชือกพลาสติกแบนสีดำอย่างแน่นหนา และสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในกล่องนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเฮโรอีนหรือผงขาวนั่นเอง ...ลูกน้องสองคนที่ยืนอยู่บนตู้สินค้าช่วยกันจับแขนพ่อเลี้ยงเพื่อดึงร่างนั้นขึ้นไปยังตู้สินค้านั่น แล้วไฟฉายแรงสูงก็ถูกเปิดเพื่อเพิ่มความสว่างภายในตู้สินค้านั่น แล้วลูกน้องคนหนึ่งก็ใช้มีดตัดเชือกพลาสติกแบนแล้วค่อยๆ ใช้ปลายมีดแซะตามขอบกล่องเพื่อจะเปิดกล่องให้พ่อเลี้ยงได้ดูสิ่งที่อยู่ด้านใน ...เมื่อกล่องถูกเปิดก็เจอถุงพลาสติกใสที่บรรจุวัตถุสีขาวบริสุทธ์อยู่ด้านในนั้น ลูกน้องพี่เลี้ยงใช้ปลายมีดกรีดถุงพลาสติกใสเล็กน้อยให้พอแค่นิ้วสอดเข้าไปได้ พ่อเลี้ยงทรงพลใช้ปลายนิ้วก้อยสอดเข้าไปตามรอยกรีดจนนิ้วสัมผัสกับสิ่งนั้นแล้วนำมาแตะปลายลิ้น “ฮ่าๆๆๆ โอเค จัดการขนลงไปวางแยกไว้ต่างหากนะ แล้วถ้าใครทำกล่องตกแตกนะกูจะฆ่าทิ้งแม่งเลย ของดีๆ แบบนี้มันแพงเว้ย!! เอ้าจัดการ!!” ...เสียงห้าวทุ้มกึ่งตะเบ็งนั่นไม่มีใครที่ไม่ได้ยิน แล้วพ่อเลี้ยงก็ลงมายืนตรงจุดเดิมเพื่อรอชื่นชมการขนย้ายสินค้าที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งมหาศาลแก่เขา ...การขนย้ายสินค้าพิเศษดำเนินไปอย่างปกติในบรรยากาศโดยรอบที่เงียบสงัด แม้แต่แมลงกลางคืนก็ลดระดับเสียงลงเหมือนรู้ว่าใกล้เวลาจะได้ดูหนังบู๊แอ็คชั่นแล้ว ...ภาพการลำเลียงสินค้าพิเศษเข้าสู่โกดังโดยมีพ่อเลี้ยงทรงพลยืนคุมแจด้วยตัวเองนั้น กำลังถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องถ่ายวีดีโอคุณภาพสูงโดยหมวดธีรพงษ์ซึ่งซุ่มอยู่ใกล้จุดเป้าหมายมากที่สุด และมีสายสืบของท่าน ผบ.ตร. หมอบคุมเชิงให้อยู่ด้านหลังห่างกันไม่กี่เมตร ...เยื้องถัดไปทางด้านขวาเป็นหมวดพิมพ์ ส่วนมุมเยื้องกับหน้าประตูรั้วเหล็กด้านซ้ายเป็นผู้กองชีพ ส่วนหมวดกวินและหมวดเอ็กซ์ก็ซุ่มอยู่ตามพุ่มไม้ตรงจุดที่เหมาะแก่การเข้าจู่โจม ...ทุกนายมีไฟฉายแรงสูงที่คาดไว้บนหมวกยุทธวิธี และมันจะถูกเปิดขึ้นเมื่อหมวดธีรพงษ์ส่งสัญญาณผ่านไมโครโฟนเข้าหูฟังไร้สายของทุกนาย .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







