تسجيل الدخولปัง!! ปัง!! ปังๆๆๆๆๆ
ปัง!! ปัง!! ปัง!! ปัง!!ๆๆๆๆๆ ...เสียงปืนดังก้องสะเทือนเลื่อนลั่นจนแก้วหูแทบแตกจากสนามยิงปืนซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามฝึกรบของหน่วยรบพิเศษอังกฤษ นี่เป็นการซ้อมยิงวันสุดท้ายก่อนที่จะมีการสอบยิงจริงเพื่อนับคะแนนในวันพรุ่งนี้ “กู๊ดจอบๆๆๆ เพอร์เฟ็ค!!! ยอดเยี่ยมมากทุกคน ว้าวววว!!! เก่งมาก!!” ...เสียงครูฝึกพูดชมไม่ขาดปากขณะเดินดูผู้เข้าฝึกซ้อมยิงปืนในท่าหมอบแล้วเล็งปลายกระบอกปืนไรเฟิลไปยังเป้าที่ตั้งห่างออกไปหกสิบเมตร “โอ้วววว!!! อะเมชซึ่งฟีเมลโพลิสไทยแลนด์ ยูเก่งมากความแม่นยำก็สูงทีเดียวขอให้ฝีมือดีไปตลอดนะ!!” ...ครูฝึกท่านหนึ่งมายืนชมอยู่ข้างๆ เบญรดาขณะมองเธอยิงเป้าในท่าหมอบ เพราะความตั้งใจจากการฟังวิธียิงปืนให้แม่นยำจนได้นำมาใช้จริง จึงทำให้ครูฝึกพอใจในผลงานของเธอ “อย่าสะทกสะท้านกับคำอ้อนวอนของคนร้ายเด็ดขาด!!! ให้จำใส่กระโหลกไว้ว่าเป้ากระสุนปืนของคุณคือคนที่ทำร้ายผู้อื่น!! หรือทำผิดกฎหมายอย่างรุนแรง!! ฉะนั้นอาหารจานอร่อยที่สุดที่จะเราจะเสิร์ฟให้เขาคือลูกกะสุนของคุณ!! จำไว้!!!” ...เสียงครูฝึกตะโกนบอกหลักการและวิธีคิดเพื่อให้ทุกคนมีความเด็ดขาดในการกำจัดคนกระทำความผิดในระดับรุนแรงจนต้องใช้อาวุธกับผู้ร้ายหรือถึงขั้นวิสามัญ “ถ้าคุณเลือดเย็นไม่พอล่ะก็...นั่นหมายถึงได้หยิบยื่นโอกาสให้อมนุษย์ได้กระทำผิดซ้ำอีก ฉะนั้นไม่ว่ามันจะอ้อนวอนร้องขอชีวิตหรือพูดจาให้น่าสงสารเพียงใดก็อย่าได้ครั่นคร้ามหรือใจอ่อนเป็นอันขาด!! ถ้าผู้บัญชาการของคุณมีคำสั่งว่าคุณต้องจัดการ คุณก็ต้องจัดการทันที!!! จงมองน้ำตาและคำอ้อนวอนของมันเป็นน้ำตาและคำอ้อนวอนของเหยื่อที่มันได้กระทำลงไปแล้ว แล้วมอบกระสุนสวยๆ เข้าใส่กบาลมันเลย!!!” ...คำพูดโหดเหี้ยมดุกันที่ได้ยินกันทั่วถึงนั่นเปรียบดั่งคำสั่งประกาศิตของเทพเจ้าที่สั่งว่าใครควรตายเพื่อชดใช้ความผิดหรือแค่ติดคุก ปังๆๆๆๆๆๆ ปัง!!!!! ปังๆๆๆๆ ปัง!!!! ...เสียงปืนยังคงดังสนั่นขณะผู้เข้าฝึกสาดกระสุนไปยังเป้าซึ่งวางไกลออกไป แม้จะมีเอียมัฟส์อุปกรณ์ครอบหูเพื่อลดเสียงก็ยังดังสะเทือนถึงหัวใจอยู่ดี ...เบญรดาอัดแม็กกาซีนกระสุนชุดสุดท้ายเข้าลำกล้องแล้วค่อยๆ เล็งปากกระบอกปืนไรเฟิลจู่โจมไปข้างหน้าโดยให้พานท้ายปืนวางเข้าร่องบ่า ตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อเล็งจุดเป้าหมายให้ชัดขึ้นแล้วเหนี่ยวไก ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!!ปังๆๆๆๆ ปัง ปัง ปังๆๆๆ ปัง!!
...กระสุนถูกปล่อยออกไปจนหมดแม็กกาซีนจำนวนสามสิบนัดเจาะเข้าจุดสีดำกลางเป้าซ้อมยิงพอดิบพอดี เป็นการยิงที่งดงามและแม่นยำมาก ................... “ฮัลโหลคุณโอมครับ!! ผมโทรมาบอกข่าวดีนะครับว่าคุณพ่ออยากฟังข้อมูลจากพี่สาวคุณมากเลย เพราะก่อนจะเกษียณคุณพ่อก็พยายามรวบรวมข้อมูลเชิงลึกของพ่อเลี้ยงคนนี้อยู่นะครับ แต่อย่างว่าแหละครับเล่นของใหญ่แบบนี้มักเจอตอจากผู้ใหญ่ทุกทีเลยเจาะไม่สำเร็จสักที ทีนี้คุณพ่อฝากบอกมาว่าคุณพ่อจะขึ้นไปคุยกับพี่สาวของคุณเองแต่ให้คุณนัดแนะวันเวลากับทนายความให้ชัดเจนเพื่อเข้าไปฟังด้วยกันและให้เรารู้กันแค่นี้ และคุณพ่อจะเข้าไปในลักษณะเป็นทีมงานทนายความที่คุณเตรียมไว้เพื่อพูดคุยกับจำเลยได้ตามสิทธิ์น่ะครับ” ...วิทบอกข่าวดีแก่โอมผ่านสายด้วยเสียงตื่นเต้น เขาดีใจกับโอมจริงๆ หลังเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นพ่อฟัง ...โอมได้ยินก็รู้สึกตื้นตันมากที่นายพลตฤณจะเป็นบุคคลเข้าไปฟ้งข้อมูลจากพี่สาวเขา “ขอบคุณมากนะครับคุณวิท!! ขอบคุณจริงๆ ตอนแรกผมทำใจเผื่อไว้แล้วว่าพี่ออมคงต้องอยู่ข้างในนั้นไปอีกนาน ฝากกราบขอบคุณคุณพ่อคุณด้วยนะครับ อ้อหรือผมต้องขอเบอร์ติดต่อของท่านจากคุณก่อนไหมครับเพื่อจะได้คุยกับท่านโดยตรง” ...โอมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่แพ้กัน ความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อพ่อเลี้ยงทรงพลยังคงคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา นึกไปนึกมาก็อยากจะไปเป่ากบาลมันเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ...การได้รับการตอบรับจากนายพลตฤณอดีตตำรวจมือหนึ่งคือการเปิดฉากหาทางออกให้พี่สาวได้เยี่ยมทีเดียว แต่โอมก็คิดไปถึงว่าเมื่อไหร่จะมีคนกำจัดพ่อเลี้ยงทรงพลให้ตายๆ ไปเสียที มันต้องมีแน่นอนกับเสี้ยนหนามแผ่นดินอย่างนั้นสักวันต้องถึงจุดจบอย่างแน่นอน “ครับคุณโอมนี่ขนาดผมเป็นแค่นกพิราบคาบข่าวไปเล่าให้คุณพ่อฟังนะ ผมยังตื่นเต้นแทนคุณเลย พูดตรงๆ ว่าบ้านเรามีพ่อเป็นนายพลก็จริงแต่พ่อแม่สอนเราให้เกลียดของพวกนี้มากครับ คุณรู้ไหมว่าผมต้องเสียคุณอากับอาเขยไปเพราะไอ้ยาผีเปรตพวกนี่แหละ แหม๋พูดแล้วแค้น!! แต่คุณโอมไม่ต้องห่วงนะครับถ้าคุณพ่อรับปากจะสืบเรื่องด้วยตัวเองผมรับรองมีกระเทือนแน่เพราะคุณพ่อไม่ได้เกษียณเปล่าๆ นะครับ สายสืบต่างๆ ยังคงให้ความเคารพและมาปรึกษางานกับพ่อบ่อยๆ และยังให้พ่อช่วยคิดแผนการจับกุมพวกบิ๊กๆ มาแล้วหลายคน และที่เด็ดกว่านั้นคือบ้านผมกำลังจะมีของดีฝีมือเยี่ยมอิมพอร์ตจากประเทศอังกฤษด้วยนะครับ ฮ่าๆๆๆ...อูยยย!!! เอ่อออออ...คือ..คะ.คะ คือผมชักโม้มากไปแล้วอย่าถือสานะครับ แหะๆ” ...วิทรับประกันในตัวผู้เป็นพ่อของเขาโอมฟังแต่ก็เผลอหลุดปากเรื่องต้องห้ามออกไปเช่นกัน ดีที่คิดทันและเบรคปากไว้ได้ ...โอมฟังวิทพูดแล้วใจชื้นขึ้นเยอะ ความดีใจทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นๆ ตามไปด้วย ...แต่โอมก็สะดุดหูกับสิ่งที่วิทพูดตอนท้าย เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่วิทพูด แต่ไม่เป็นไรคงเป็นวิสัยของคุณวิทที่พอตื่นเต้นกับเรื่องราวเลยเพลินพาออกทะเล .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







