تسجيل الدخول...ออมพูดแล้วกรีดร้องออกมาเพราะเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่และนักโทษคนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างหันมามองอย่างตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
“โอเคๆ ใจเย็นๆ นะพี่ออม!! ผมจะไปคุยกับทนายผมรู้ว่าจะคุยกับใคร พี่ชายของไอ้เทพเพื่อนผมก็เป็นทนายที่เก่งมากคนนึง พี่ใจเย็นๆ และถ้าพี่ยืนยันว่าไม่รู้เรื่องก็ต้องมีทางออกสิ ส่วนเรื่องพ่อกับแม่ก็ไม่ต้องห่วง ผมจะทำให้เหมือนว่าพี่ยังอยู่ปกติดี พี่นี่สิดูแลตัวเองดีๆ และรอผมนะผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด!!” ...โอมปลอบพี่สาวทั้งที่ตัวเองก็ยังตื้ออยู่เหมือนเดิม ออมมองน้องชายด้วยตาละห้อยเพราะเสียใจอย่างที่สุด “โอม!!! พี่จะคุยกับใครได้บ้างนะ ถึงตอนนี้พี่อยากจะบอกในสิ่งที่พี่พอจะรู้เห็นมาบ้างแต่เพราะตอนนั้นพี่ยอมรับว่าพี่มองเขาแค่มุมเดียวและมันทำให้พี่ตาบอด แต่ตอนนี้พี่รู้แล้ว!! พี่รู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไรแต่ถ้าพี่จะคุยกับใครสักคนต้องเป็นคนที่มีพาวเวอร์และเชื่อใจได้ โอมช่วยพี่คิดนะว่าจะคุยกับใครได้บ้าง!!” ...ออมบอกโอมด้วยความรู้สึกละอายใจในสิ่งที่พลาดลงไปและเมื่อคิดได้ทำให้เธอคิดจะเอาคืนพ่อเลี้ยงโดยการบอกข้อมูลที่เธอพอจะรู้มาบ้างในระหว่างที่หลงระเริงและมัวเมาไปกับเขา ...โอมพยักหน้ารับปากพี่สาวว่าเขาต้องไปหาใครสักคนที่มียศตำแหน่งสูงพอและไว้ใจได้ในเรื่องข้อมูลลับที่ออมรู้เห็นมา ต่อให้ยากแค่ไหนเขาก็ต้องไปสืบหาให้ได้ว่าบุคคลที่ออมหมายถึงนั้นจะเป็นใครได้บ้าง .................... ...โอมนั่งหน้าขรึมอยู่ตรงระเบียงบ้านไม้สักหลังใหญ่ริมผา เขาคิดจนหัวหมุนสายตาที่ทอดยาวไปไกลนั้นช่างไร้จุดหมายเสียจริง ในใจคิดถึงแต่เรื่องว่าจะไปหาใครเพื่อรับฟังข้อมูลลับจากพี่สาวเขาได้บ้าง ...แม้ครอบครัวโอมจะทำธุรกิจอยู่ในระดับแถวหน้าของภาคเหนือและรู้จักผู้คนอย่างกว้างขวางแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยและไว้ใจได้ทุกคน เช่นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เราเห็นๆ กันอยู่แต่จะใครในตำแหน่งสูงๆ และไว้ใจได้จริงบ้าง ใครบ้างที่ใสสะอาดปราศจากสีเทา ...โอมคิดแล้วคิดอีกจนหัวสมองหมุนม้วนตีลังกาไปมาหลายตลบ แต่มีความคิดบางอย่างที่ผุดขึ้นมาและยังลังเลไม่แน่ใจ จนเมื่อคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าจะไปหาใครดี และแล้วเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมกดรายชื่อบุคคลที่บันทึกหมายเลขไว้ “ฮัลโหล!! สวัสดีครับคุณวิท” ...โอมกรอกเสียงทักทายวีรวิทย์เมื่อเขารับสาย “สวัสดีครับคุณโอม!! ดีใจจริงๆ ที่โทรมาสบายดีนะครับ!! แล้วเมื่อไหร่จะเข้ากรุงเทพอีกครับผมจะได้จองคิวชวนไปกินข้าวที่บ้านอีก นี่คุณรู้ไหมคุณพ่อคุณแม่ผมบอกว่าชอบคุณนะรู้สึกถูกชะตาทีเดียว” ...วิทพูดกลับมาอย่างอารมณ์ดีเช่นเคย ยิ่งเมื่อคู่ค้าโทรมาทั้งทีก็ต้องรู้สึกดีใจเป็นธรรมดา “เหรอครับ!! ต้องขอบพระคุณท่านทั้งสองมากเลยที่รู้สึกดีกับผมขนาดนั้น เอ่อคุณวิทพอจะมีเวลาสักครู่ไหมครับพอดีผมมีเรื่องจะปรึกษาแต่ไม่เกี่ยวกับงานนะครับ ว่าจะลองปรึกษาคุณดูแต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะครับผมเองก็เกรงใจไม่ค่อยกล้ารบกวน” ...โอมพูดอย่างอ่อนน้อมและเกรงใจอยู่ในที “โธ่คุณโอมอย่าพูดอย่างนั้นสิครับ!! เกรงจงเกรงใจอะไรกันคุณ ผมจะบอกให้นะว่าผมรู้สึกดีมากและรู้สึกได้ถึงความจริงใจของคุณ ผมว่ามันเป็นสัญญาณที่ดีที่จะรู้จักคุ้นเคยกันมากกว่าธุรกิจนะครับ อ้อแหมพูดเสียเพลินเลย ว่าแต่คุณโอมมีอะไรจะคุยนะครับถ้าคุณคิดว่าผมน่าจะเป็นคนที่คุณปรึกษาได้ล่ะก็...ผมยินดีครับ!!” ...น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยมิตรภาพนั้นทำให้โอมค่อยคลายอาการเกร็งลงได้มากทีเดียว ...ภาพนายพลตฤณในขณะนั่งรับประทานอาหารโดยมีเขาเป็นแขกในวันนั้นเขาเองก็รู้สึกว่าทั้งบุคลิกและอัธยาศัยของท่านดูเป็นบุคคลมีบารมีน่าเกรงขามทีเดียว คำพูดสุภาพแต่มีพลังและมีเมตตาทำให้โอมสัมผัสได้ถึงความเป็นคน “มีของ” ในตัวของนายพลตฤณ...และนั่นทำให้เขาอยากรู้เกี่ยวกับท่านจนถึงกับต้องกลับมาค้นหาชีวะประวัติและก็เป็นไปตามคาดจริงๆ เมื่อได้อ่านประวัติการทำงานในสายงานตำรวจก็ได้รู้ชัดขึ้นว่าท่านคือ “บุรุษตงฉิน” ในวงการสีกากีนั่นเอง
...ที่สุดแล้วนี่คือจุดที่ทำให้โอมคิดถึงท่านว่าน่าจะเป็นบุคคลที่พี่สาวเขาจะปล่อยความลับออกมาได้ แม้ต้องเสี่ยงก็ยอมเพราะไม่ว่าจะเลือกใครก็ย่อมเสี่ยงเหมือนกัน สำหรับคุณวีรวิทย์ที่แม้จะเพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่นาทีนี้คิดว่าคุณวีรวิทย์และนายพลตฤณคือบุคคลที่น่าเสียงที่สุด
...โอมลำดับเรื่องราวทั้งหมดให้วีรวิทย์ฟัง
“ห้ะ!! เป็นแสนเม็ดเลยเหรอครับ!!” ...วิทฟังโอมเล่าแล้วตกใจจนอุทานอย่างเสียงหลง และรู้สึกขนลุกเมื่อได้ฟังว่าโอมกำลังหาบุคคลที่น่าเชื่อถือเพื่อไปรับฟังข้อมูลซึ่งเป็นความลับจากพี่สาวเขา ...เรื่องราวที่โอมเล่ามาทั้งหมดนั้นทำให้วีรวิทย์เข้าใจถึงความรู้สึกของโอมซึ่งถือว่าหนักทีเดียว และแม้เขาจะรู้เรื่องในวงการตำรวจเป็นอย่างดีเพราะคุ้นเคยกับการทำงานของผู้เป็นพ่อหากแต่ถูกสั่งสอนว่าอย่าเอาบารมีของผู้เป็นพ่อไปอวดอ้างและอย่าทำผิดกฎหมาย...และนั่นทำให้เขาและน้องอีกสองคนไม่เคยเอาตำแหน่งของพ่อมาข่มเหงหรืออวดอ้างกับใครเลย ตรงกันข้ามที่พยายามใช้ชีวิตไม่ประมาทไม่พลาดพลั้งให้ผู้เป็นพ่อต้องเสียชื่อเสียงในสังคม
...การได้ฟังเรื่องคุณออมพี่สาวของโอมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เพราะเชื่อมโยงถึงบุคคลที่มีชื่อในแบล็คลิสของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยก็ยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีกเพราะวงการค้ายาเสพติดมักมีเจ้าหน้าตำรวจและเจ้าหน้าของรัฐเข้าไปพัวพันอยู่ด้วยจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จัดการพ่อค้ารายใหญ่ลงได้
“ครับคุณวิท!! จำนวนเยอะขนาดนั้นผมรู้ว่ามันยากที่จะบอกว่าพี่สาวผมบริสุทธ์และคงต้องพิสูจน์กันอีกยาวแต่สิ่งที่พี่สาวผมสำนึกได้ตอนนี้คือเธออยากบอกข้อมูลสำคัญให้คนที่ไว้ใจได้และส่งผลกระทบกับตัวใหญ่จริงๆ ผมเลยคิดว่าคุณพ่อของคุณวิทน่าจะให้คำแนะนำแก่เราได้น่ะครับ” “เอาอย่างนี้นะคุณโอมผมจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคุณพ่อดูนะครับว่าจะยังไงได้บ้าง เพราะถึงคุณพ่อจะเกษียณราชการแล้วแต่ก็ยังเป็นที่เคารพนับถือของทุกคนอยู่ครับ และอย่างน้อยคุณพ่อก็น่าจะแนะนำได้ว่าคุณควรจะไปหาใครหรือคุยกับใครเพื่อให้เกิดแอ็คชั่นจริงๆ และเพื่อให้พี่สาวคุณปลอดภัยด้วยน่ะครับ คุณโอมไม่ต้องเครียดนะครับผมขอเวลาสามวันแล้วจะรีบอัพเดทมานะครับ” ...วิทบอกโอมด้วยน้ำเสียงจริงจังซึ่งผิดวิสัยคนอารมณ์ดีอย่างเขา เพราะนี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่ทำเขาหัวเราะไม่ออกจริงๆ และการรับปากของวีรวิทย์นี่เองที่ทำให้โอมค่อยผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้าง ที่เหลือก็คือรอลุ้นการอัพเดทจากวีรวิทย์ว่านายพลตฤณอดีตนายตำรวจมือพระกาฬจะช่วยพี่สาวเขาได้หรือไม่ .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







