تسجيل الدخول...เขาเดินเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเหมือนจะรู้ว่าเธอไม่ใช่คนแถวนี้และถ้าไม่ได้มาซื้อก็คงเป็นคนมาเดินเที่ยวชมดอกไม้ทั่วไป
“ตามหลักของที่นี่ถ้าเป็นแม่ค้าพ่อค้าที่จะมาซื้อดอกไม้ไปขายต่อเขาให้ถ่ายรูปได้ครับ แต่ถ้าไม่ใช่เขาห้ามถ่ายนะ แต่...เอาเหอะ!! เห็นตั้งใจจะถ่ายแล้วก็ตามสบายครับ เฉพาะบริเวณนี้นะผมอนุญาตเพราะตรงนี้ทั้งหมดเป็นกล้วยไม้ผมเอง” ...เขาพูดให้เธอฟัง นั่นทำให้เบญรดารู้ว่าพลาดที่ลืมขออนุญาตแต่ก็รู้สึกขอบคุณที่เขาอนุญาตให้ถ่าย และเขาบอกว่ากล้วยไม้ที่วางอยู่บริเวณนี้เป็นของเขาทั้งหมดก็ยิ่งตาลุกวาวเข้าไปอีกว่าเขาคือเจ้าของดอกกล้วยไม้ที่วางอยู่เต็มลานตรงนี้หรือ “ว้าวตรงนี้ทั้งหมดคือของคุณเหรอคะ!!” ...เธอถามย้ำด้วยความตื่นเต้น “ใช่ครับที่วางอยู่ฝั่งนี้ทั้งหมดของผมเองเพิ่งเอามาส่งนี่แหละ แต่ส่งส่วนกลางนะครับ ส่วนใครจะรับไปขายต่อก็ต้องติดต่อกับคนดูแลตลาดก่อนถึงจะมาเลือกดอกไม้ไปได้ครับ” ...เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะแต่ละวันในตลาดแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินมาชมดอกไม้เป็นประจำอยู่แล้ว ทุกคนจึงต้องช่วยกันแนะนำ แม้ไม่ใช่หน้าที่ก็เหมือนเป็นการช่วยบอกให้ทราบขั้นตอนและเงื่อนไขของตลาด และเขาก็เจอแบบนี้บ่อยมาก “อ๋อค่ะ!! ขอบคุณนะคะที่บอก งั้นฉันขออนุญาตเก็บรูปสวยๆ สักสี่ห้ารูปนะคะ” ...เธอพูดยิ้มๆ จนเมื่อเขาพยักเพยิดว่าตามสบายเธอจึงเดินผ่านช่องเล็กๆ ฝ่ากองดอกกล้วยไม้เข้าไปยืนยังใจกองดอกกล้วยไม้ที่มีมากมายหลายหลากสีนั่น แล้วยกโทรศัพท์มือถือขึ้นเล็งมุมแล้วถ่ายไปเรื่อยๆ ...โอมเดินกลับไปดูคนงานย้ายกล้วยไม้สกุลแคทลียาซึ่งนำมาเป็นกระถางลงจากรถอีกคัน และแคทลียาชุดนี้จะเป็นชุดสุดท้ายของวันนี้ที่ส่งที่นี่ ...กล้วยไม้ที่นำมาส่งเป็นกระถางนี้จะมีราวเหล็กวางเรียงอยู่หลายตัวหลายท่อนเพื่อใช้สำหรับแขวนกระถางและเพื่อเป็นการไม่ให้ปะปนกับกล้วยไม้ที่ตัดเฉพาะดอกจึงมีการจัดพื้นที่ไว้อีกส่วนสำหรับเฉพาะที่เป็นกระถาง ...แต่ขณะที่โอมกำลังยืนเช็คจำนวนกระถางกล้วยไม้แต่ละขนาดจากไอแพดและช่วยขยับกระถางกล้วยไม้แคทลียาบนราวเหล็กให้เข้าที่นั่น เขาบังเอิญได้เห็นภาพบางอย่างที่คลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ก็จำไม่ได้ ...ภาพนั้นคือการมองเห็นการเคลื่อนไหวของใครคนหนึ่งผ่านช่องว่างระหว่างกลีบดอกแคทลียาซึ่งแขวนอยู่ในระดับสายตาเขาพอดี เมื่อเปลี่ยนจุดโฟกัสจากแคทลียาเป็นมองผ่านช่องว่างระหว่างกลีบดอกออกไปก็เห็นหญิงสาวคนนั้นกำลังยืนหันหน้ามาถ่ายรูปกล้วยไม้ในตะกร้าที่วางกองอยู่ตรงหน้าเธอ แต่เธอไม่เห็นเขา ตาคมวาวเป็นประกายนั่นทำให้รู้ว่าเธอกำลังตื่นตาตื่นใจกับตะกร้ากล้วยไม้นั่นมาก ...โอมมองภาพนั้นแล้วกระพริบตาเพื่อคิด เขาพยายามคิดว่าเหมือนเคยเห็นแบบนี้ที่ไหนสักแห่ง และความคิดเขาก็เร็วพอที่จะใช้ไอแพดที่ถืออยู่เปิดโหมดกล้องถ่ายรูปแล้วเล็งกล้องไปยังช่องว่างของกลีบแคทลียาซึ่งมีเธอคนนั้นกำลังยืนหันไปหันมาเป็นภาพซ้อนอยู่ด้านหลังช่องว่างกลีบดอกนั่น แล้วรีบกดปุ่มบันทึกวีดีโอ ...เพียงแค่สามสิบวินาทีเขาก็สามารถบันทึกใบหน้าท่าทางของเธอขณะนั้นไว้ได้ก่อนที่เธอจะเดินออกจากจุดนั้น โอมรีบปิดเคสฝาพับแม่เหล็กไอแพดทันทีเมื่อเห็นว่าหญิงสาวคนนั้นกำลังเดินมายังที่เขายืนอยู่ “ถ่ายเสร็จแล้วค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่อนุญาต” ...เธอเดินมาหาเขาเพื่อกล่าวคำขอบคุณนั่นเอง โอมยิ้มให้แล้วพยักหน้ารับคำขอบคุณ “ไม่เป็นไรครับ คุณมาเที่ยวเหรอ!!” ...โอมถามเพราะเห็นเธอหันมองโน่นมองนี่ตลอดเวลา คงเพราะไม่เคยมาเลยคิดว่าน่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ...เธอหันกลับมาส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง “อ๋อมาทำงานด้วยเที่ยวด้วยน่ะค่ะ เอ่องั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ!! ขอบคุณอีกครั้งค่ะ” ...เบญรดารีบตัดบทโดยการขอตัวพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณและลาเขาก่อนจะค่อยๆ เดินออกมาแบบเนียนๆ เพื่อเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานตามที่ได้รับมอบหมายครั้งนี้ ...โอมยกมือรับไหว้และใจจริงโอมก็ไม่ได้ตั้งใจจะชวนคุยอะไรมากมาย แค่พูดคุยธรรมดาทั่วไปแต่เพราะความตหงิดใจที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเหมือนเคยเห็นภาพนี้เกิดขึ้นที่ไหนจึงทำให้เขานำคุยเผื่อจะนึกออก และอีกอย่างใบหน้าสวยคมผสมความมั่นใจกับรูปร่างสูงโปร่งได้สัดส่วนนั่นก็ทำให้น่ามองทีเดียว อีกทั้งจังหวะที่เธอยกมือไหว้ลาเขาก็เห็นนาฬิกาข้อมือผ่านตาแว้บๆ ว่าของสไตล์เฉพาะแบบนี้จะมีราคาแพงมาก หรืออาจจะเป็นของเลียนแบบก็ได้แต่ช่างเหอะ ...โอมยังคงมองตามหญิงสาวซึ่งเดินห่างออกไปๆ ที่มองนี้ก็เผื่อว่าอาจจะนึกออกและไม่คาใจ ว่าเคยเห็นภาพผู้หญิงผ่านกลีบดอกกล้วยไม้ที่ไหนสักแห่ง แต่ทว่าขณะที่เขายังมองตามร่างที่ค่อยๆ ห่างออกไปนั้น กลับทำให้เขาเห็นสิ่งผิดปกติจากหญิงสาวคนนั้นเข้าโดยบังเอิญ ...โอมเห็นหญิงสาวคนที่เพิ่งคุยกับเขาเมื่อสักครู่เดินๆ อยู่ แล้วจู่ๆ ก็มีท่าทางเหมือนจะหลบใครหรืออะไรสักอย่าง เพราะหญิงสาวคนนั้นรีบเบี่ยงร่างเข้าไปยืนแนบผนังห้องสำนักงานที่เห็นไกลๆ ว่าคุณอัญชิกากับชายคนหนึ่งกำลังเดินออกมา ...จากที่ว่าจะไม่สนใจกลับกลายเป็นต้องจ้องดูว่าทำไมหญิงสาวคนนั้นถึงมีพฤติกรรมแบบนั้น เหมือนจะหลบเพื่อไม่ให้คุณอัญชิกาและชายคนนั้นเห็นเธอ ท่าทางด้อมๆ มองๆ ของเธอที่พยายามเอียงตัวออกไปช้าๆ เพื่อมองดูว่าสองคนนั้นจะเดินไปทางไหนดูแปลกๆ มีพิรุธเหมือนเธอรู้จักกับสองคนนั้นแต่ไม่ต้องการให้สองคนนั้นเห็นเธอ (ทำไมดูลับๆ ล่อๆ แบบนั้นนะ หรือจะเป็นแฟนของผู้ชายคนนั้นตามมาดูว่าแฟนมาอยู่กับใครที่นี่ เอาล่ะสิเกิดศึกรักสามเส้าหรือเปล่านะ!! เฮ่อออ!!!) ...โอมคิดในใจแล้วส่ายหัวแล้วเลิกสนใจพร้อมกับหันมาใส่ใจกับงานตรงหน้าต่อ ...เบญรดาไม่คิดว่าจะมาพบอาซือที่นี่ โชคดีที่เธอเห็นเขาเสียก่อนตอนทั้งสองออกจากประตูนั่นจึงหลบได้ทันเพราะหากได้เจอกันก็ต้องพูดคุยทักทายและเกรงว่าอาซือจะรู้ว่าเธอพักอยู่ระแวกนี้ จึงตัดสินใจหลบไม่ให้เห็น...และยิ่งถือว่าโชคดีซ้อนอีกเด้งเมื่อสังเกตุดูท่าทางก็รู้ว่าอาซือกับผู้หญิงคนนั้นมีความสนิทสนมกัน แสดงว่าไปมาหาสู่กันประจำ การตามดูพฤติกรรมเขาในครั้งต่อไปจึงง่ายขึ้น เพราะถ้ามัวแต่รอให้เขาไปที่สำนักงานทัวร์ก็ไม่รู้ว่าจะไปอีกเมื่อไหร่ นี่ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของแผนการครั้งนี้เลยทีเดียว
.......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







