تسجيل الدخول“ระวังครับอ้าย!! เดี๋ยวช้ำหมดนะ!!”
...โอมยืนกำกับการขนถ่ายดอกกล้วยไม้สกุลหวายและสกุลมอคคาร่าลงจากรถบรรทุกหกล้อตู้ทึบควบคุมอุณหภูมิที่ตัดมาเฉพาะดอกเพื่อนำมาส่งยังตลาดกลางแห่งนี้ ...ท่าทางของเขาดูยังไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเท่าไหร่เพราะเพิ่งเสร็จภาระกิจงานศพพี่สาว ร่างกายที่ยังเห็นความอ่อนล้า ใบหน้าหมองๆ เพราะอดหลับอดนอนติดๆ กันหลายคืนทำให้คนงานรู้สึกเห็นใจเขา “ทำไมไม่พักก่อนละคะคุณโอม!!! จะรีบทำไมเพิ่งเสร็จงานศพพี่สาวไม่ใช่เหรอคะ!!” ...อัญชิกาพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเห็นใจ เธอเป็นสาวจากถิ่นอื่นแต่มาทำงานเป็นผู้จัดการตลาดแห่งนี้และกำลังช่วยเขาดูการขนย้ายดอกกล้วยไม้ลงจากรถ ...โอมหันมามองหน้าอัญชิกาแล้วยิ้มเนือยๆ “ไม่ได้หรอกครับ!!! ถึงจะเศร้าและเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำหน้าที่ต่อ เพราะยังมีอีกเป็นร้อยชีวิตที่ต้องพึ่งพาเรา ทั้งคนงานในฟาร์มและพนักงานออฟฟิศ เราเป็นแม่ทัพยังไงก็ต้องทำหน้าที่ครับ” ...โอมตอบกลับพร้อมส่งใบรายการดอกกล้วยไม้ของวันนี้ที่ตัดมาส่งให้กับอัญชิกา “ทำไมคุณต้องทำเองทุกอย่างละคะ!! มีลูกน้องเยอะแยะไม่เห็นต้องมาเหนื่อยทุกขั้นตอนแบบนี้เลย” ...อัญชิกาชวนคุยพร้อมรับกระดาษซึ่งเป็นรายการดอกกล้วยไม้จากเขาด้วยหัวใจที่ชื่นชมชายหนุ่มคนนี้เป็นพิเศษที่ทั้งขยันและเก่ง เธอแอบมีความรู้สึกดีๆ ให้เขาโดยอีกฝ่ายไม่รู้เพราะเธอไม่เคยเห็นเขามองเธอด้วยสายตาพิเศษเลย จะมองและคุยกันเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น ส่วนเรื่องส่วนตัวถ้าเธอไม่แกล้งชวนคุยหรือชวนถามก็คงยากที่จะให้เขาพูดให้ฟัง “ผมชอบทำอะไรเยอะๆ น่ะครับ ยิ่งทำเยอะก็ยิ่งได้เรียนรู้เยอะ อีกอย่างถ้าเราขยันให้ลูกน้องเห็นเป็นตัวอย่างก็ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้เขาไงครับ ผมเองก็คงทำหน้าที่แบบนี้ไปอีกไม่นานหรอกครับเดี๋ยวก็ต้องหาคนมาดูงานต่อเพราะที่ฟาร์มต้องเริ่มงานใหม่ๆ อีกเยอะมาก ตอนนี้ถ้ามาเองได้ก็มาเก็บรายละเอียดของงานให้มากที่สุด เวลาแนะนำงานต่อให้คนอื่นจะได้ไม่ขาดตกบกพร่องไงครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปดูดอกไม้ที่ขนลงจากรถแล้วนะครับ” ...น้ำเสียงฟังดูฉะฉานและมีเสน่ห์นั้นยิ่งกระตุ้นความรู้สึกของหญิงสาวให้รู้สึกต่อเขามากขึ้น ...อัญชิกามองเขาแล้วนึกในใจ ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาคงยุ่งกับงานศพพี่สาวจึงไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่ หนวดเคราเริ่มหนาและยังคงถูกปล่อยไว้เพราะไม่มีเวลาจัดการโกนออกละมั้ง สีผิวคล้ำขึ้นแต่กลับทำให้ดูคมเข้มยิ่งขึ้น ขนาดสีหน้าอมเศร้าก็ยังดูดีตลอดเวลา...นึกถึงก่อนหน้านี้ที่พี่สาวเขายังไม่ตาย ผิวหน้าผิวพรรณสะอาดสะอ้านจนอยากเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ออร่าราศีคนมีความรู้และฉลาดเปล่งออกมาจนเธอสัมผัสได้ แล้วถ้าได้สัมผัสเนื้อตัวจริงๆ จะวูบวาบขนาดไหนหนอ ยิ่งตอนนี้ทั้งคมเข้มและสุขุมนุ่มลึกขึ้นก็ยิ่งทำให้หัวใจเต้นรัว
...ไม่เหมือนผู้ชายอีกคนที่มาชอบเธอและมักพูดอวดอ้างว่าทำงานกับผู้มีอิทธิพลที่ไปไหนคนก็เกรงขาม ที่จริงผู้ชายอย่างอาซือก็น่าสนใจดีอยู่หรอก แม้จะมีพื้นเพเป็นชาวเขาเผ่าอาข่าแต่อาซือก็ใช้ชีวิตโลดโผนอยู่ในสังคมเมืองจนดูไม่ออกว่าเขาเป็นชาวเขาชาวดอย ที่สำคัญคือเงินถึง เพราะไม่ว่าเธออยากได้อะไรอาซือจะจัดหามาให้ทุกครั้งตามที่เธอต้องการ ...แต่กับผู้ชายคนนี้ที่ชื่อโอม เธอมีความรู้สึกพิเศษเหนือกว่าชายทุกคนตรงที่เธอไม่ได้ต้องการข้าวของจากเขา เพราะแค่ที่เขาเป็นอยู่ก็กินขาดจากชายทุกคนในรัศมีของเธอทั้งหมด ยิ่งตอนนี้ธุรกิจกล้วยไม้กำลังไปได้ดีแถมนาทีนี้เพิ่งถือว่าเป็นลูกคนเดียวเพราะพี่สาวเพิ่งเสียชีวิตไปหมาดๆ ไหนจะความเก่งและฐานะร่ำรวยอีกต่างหาก มิหนำซ้ำยังดูดีไปเสียทุกอิริยาบถ นี่แหละคนที่เธอหมายมาดว่าเธอจะได้เป็นแม่เลี้ยงธุรกิจดอกกล้วยไม้เจ้าใหญ่ในเชียงใหม่ ...อัญชิกายังคงยืนมองโอมกำกับลูกน้องจัดเรียงกล่องดอกกล้วยไม้อย่างขึงขัง ยิ่งมองยิ่งปลื้มยยิ่งชื่นชมในตัวชายหนุ่มทำให้เคลิ้มคิดไปไกลจนไม่รู้ตัว “อัญชิกา!!!” ...เธอสะดุ้งกับเสียงเรียกนั่นจนหลุดจากภวังค์ เมื่อหันไปมองตามเสียงเรียกก็เห็นชายหนุ่มอีกคนกำลังเดินมาหา“เอ่อคะ!!”
“ทำอะไรอยู่เหรอ!!” ...อาซือถามขณะเดินมายืนตรงหน้าเธอ ...อัญชิการีบปรับสีหน้าที่รู้ตัวว่าออกเรื่อๆ เพราะความคิดที่มีต่อโอมให้เป็นปกติในทันที “แหมอาซือมาตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอคะ!! กำลังดูเขาขนกล้วยไม้เพลินๆ เลยค่ะ” ...เธอรีบพูดและมีสีหน้าเจื่อนๆ ...อาซือส่งยิ้มละมุนให้พร้อมยกมือเท้าสะเอวมองไปยังคนงานที่กำลังขนดอกกล้วยไม้ที่เธอว่า “เพิ่งมาถึงนี่แหละเลยเดินมาดูว่าทำอะไรอยู่!!” “งั้นเข้าไปออฟฟิศกันเถอะค่ะ” ...อัญชิกาชวนเขาแล้วเดินนำหน้าไปก่อน “ผมว่าจะมาชวนคุณไปหามื้อค่ำทานกันน่ะครับ หวังว่าคงไม่มีคิวที่ไหนนะครับ” ...อาซือพูดอย่างอารมณ์ดี อัญชิการีบหันกลับมาแล้วมองหน้าเขาอย่างมีความหมาย “ผู้ชายมาชวนไปทานมื้อค่ำทั้งที ก็จะขอเคลียร์คิวทุกคิวเลยค่ะ ฮ่าๆๆ” ...น้ำเสียงสดใสปนหัวเราะนั่นทำให้อาซือยิ้มอย่างพอใจ ...ขณะนั้นเบญรดาหรือแวนด้ากำลังเดินมือล้วงกระเป๋ากางเกงผ้าสีน้ำตาลอ่อนที่ใส่สำหรับทำงานออฟฟิศ เสื้อเชิ้ตรัดรูปสีฟ้าสดใสถูกพับแขนเสื้อถึงข้อศอกส่วนชายเสื้อก็ถูกปล่อยออกนอกกางเกงเพราะนี่เป็นเวลาส่วนตัวแล้ว จึงไม่ต้องเป็นระเบียบอะไรมากมาย เธอเดินชิลๆ มองดอกไม้ที่หันไปทางไหนก็ละลานตาไปหมด ...และแล้วก็มาถึงจุดที่มีการขนย้ายดอกกล้วยไม้จากรถขนส่งลงมาวางเรียงกันในกล่องกระดาษแข็งอย่างระมัดระวัง “ว้าววววว!! สวยจังเลย!!” ...เบญรดาตาโตและอุทานเบาๆ เมื่อเห็นกล้วยไม้หลากสีสันหลากหลายสายพันธุ์กำลังถูกเคลื่อนย้ายลงมาจากรถบรรทุกควบคุมอุณหภูมิ ...เสียงผู้คนเอะอะมะเทิ่งดังไปทั่วเพราะแข่งกันพูดแข่งกันตะโกน บ้างสั่งงาน บ้างก็มีคนตะโกนถามราคากันให้อื้ออึงไปหมด ...เธอหยุดดูดอกกล้วยไม้ในตะกร้าที่วางอยู่มากมายก่ายกอง มีทั้งสีชมพู สีเหลือง สีแดงเข้ม สีแดงอ่อน สีม่วง สีขาว แต่ละสีก็มีโทนเข้มโทนอ่อนวางไล่กันไปเต็มลานซีเมนต์บริเวณนั้น ...เบญรดาดึงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าหลังของกางเกงออกมาเพื่อจะถ่ายรูปสีสันที่ดูตื่นตาตื่นใจอยู่ตอนนี้ไว้เป็นที่ระลึก “คุณคร้าบบบ!!! ถ้าจะซื้อต้องไปบอกตรงโน้นนะครับ ตรงนี้สำหรับนำดอกไม้มาลงอย่างเดียว ไปด้านโน้นก่อนนะครับ!!” ...เสียงนั่นร้องบอกมายังเธอ เมื่อหันไปตามเสียงก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนห่างออกไปประมาณห้าเมตรกำลังยืนถือไอแพดที่ยังเปิดคาอยู่แล้วส่งยิ้มให้นิดๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังจุดที่มีการสอบถามราคากัน ...เบญรดามองตามแล้วหันกลับมามองเขาอีกครั้งพร้อมทั้งส่งยิ้มแห้งๆ ให้ “แหะๆๆ ไม่ได้มาซื้อค่ะ แค่มาเดินดูแล้วก็...เอ่อออ ถ่ายรูปได้ไหมคะ!!” ...เธอบอกเขาแล้วเกิดความเกรงใจทันทีที่อยู่ๆ ก็ดึงโทรศัพท์มือถือขึ้นมจะาถ่ายรูปโดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาตเพราะนึกอีกทีนี่ไม่ใช่ของสาธารณะ เธอควรถามและขออนุญาตก่อน .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







