تسجيل الدخول...เวลาเกือบสามทุ่ม หลังจากโอมจัดการอาหารมื้อค่ำเสร็จและทำการตรวจงานในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คประจำวันแล้ว ก็มานั่งตรงระเบียงบ้านพร้อมทั้งวางไอแพดและโทรศัพท์มือถือไว้ตรงโต๊ะข้างเก้าอี้ผ้าใบ แต่เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ก็หยิบไอแพดขึ้นมาเปิดดูวีดีโอที่แอบบันทึกไว้ในวันนี้และวนดูหลายรอบ เขาแคปภาพจังหวะที่เห็นใบหน้าหญิงสาวนั้นชัดที่สุดแล้วขยายภาพเพื่อดูอย่างละเอียด เพราะความคลางแคลงใจยังมีอยู่
...ภาพหญิงสาวผิวสองสีใบหน้าสวยคมคายผมซอยสั้นดำขลับนี้ทำให้เขาครุ่นคิดว่ามันจะบังเอิญเกินไปไหมกับการได้เห็นใบหน้านี้ซ้อนอยู่ด้านหลังกลีบดอกแคทลียา น่าจะเคยเห็น เหมือนจะเคยเห็น ก้ำๆ กึ่งๆ อึงอลวนเวียนไปมา แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ...แต่แล้วความคิดที่ว่าเธออาจมาตามหาแฟนของเธอที่เดินกับอัญชิกา ก็ทำให้เขาหยุดคิดสิ่งที่คาใจและโมโหตัวเองเพราะรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเลยที่มานั่งดูรูปผู้หญิงอย่างจริงจังทั้งที่เขามีแฟนอยู่แล้ว (แต่...เราไม่ได้จะอยากทราบว่าเขาเป็นแฟนกับผู้ชายคนนั้นหรือไม่ สิ่งที่คาใจกับภาพที่เห็นในวันนี้ต่างหากที่อยากรู้ว่าเหมือนเคยเกิดภาพนี้กับตัวเราเองมาแล้ว และเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ นี่ต่างหากที่เราอยากรู้ไม่ใช่หรือ) ...โอมคิด แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่าจะเสียเวลากับเรื่องไร้สาระนี้มากเกินไปแล้ว เขาจึงลุกกลับเข้าตัวบ้านและเข้าห้องนอนไป .......................ความเคลื่อนไหวของอาซือถูกเบญรดาส่งข่าวเป็นข้อความแจ้งเข้าไปยังแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่มซึ่งมีอยู่เพียงสิบคนเท่านั้น เมื่อรู้จักคนชื่ออาซือแล้วลำดับต่อไปคือการค่อยๆ ตีสนิทให้แนบเนียนที่สุด
...เมื่อเสร็จจากการส่งข่าวให้ทุกคนทราบแล้ว เบญรดาก็หันกลับมามีสมาธิกับงานทัวร์ต่อ เธอเดินไปส่งกลุ่มลูกค้าขึ้นรถบัสของบริษัทซึ่งจอดอยู่ลานจอดรถด้านข้างของสำนักงานเพื่อ และคุยกับไกด์อีกเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับเข้าไปในสำนักงานเพื่อทำงานอื่นต่อ “เป๋นจะใด๋ผ้องเจ้าน้องแวนด้า!! อิดก่อ!! ฮ้อนก่อ!!” ...คุณสายไหมถามไถ่เธอเพราะเห็นแวนด้ามีสีหน้าเหนื่อยๆ อาจเนื่องจากอากาศที่นี่ร้อนมาก “ไม่เป็นไรค่ะพี่ สบายดีค่ะแค่ร้อนไปหน่อยเท่านั้นเอง” ...แวนด้าตอบคุณสายไหม สีหน้าที่แสร้งทำเป็นเหนื่อยๆ นั้นทำให้คุณสายไหมเข้าใจว่าเธอเหน็ดเหนื่อยจากงานและอากาศก็อบอ้าว ...ทันใดทั้นประตูสำนักก็ถูกเปิด “อาซือ!!! ปี้รอแต่เจ๊าแล้วเน้อ!! กึ๊ดว่าจะมาโวย โห้ะมาจ๊าแห๋มเมาะ!! ไปๆ ไปอู้กันในห้องเน้อ” ...คุณสายไหมพูดกับอาซือแบบรวบรัดแล้วเชิญเขาเข้าไปคุยในห้องทำงานผู้จัดการ ...ช่างประจวบเหมาะอะไรเช่นนี้ที่เบญรดากำลังเริ่มแผนสองพอดี “สวัสดีค่ะพี่!!!” ...แวนด้ายกมือไหว้อาซือพร้อมกล่าวทักทายด้วยเสียงสดใสแต่ดูสีหน้าเหมือนไม่ค่อยสดใสตามน้ำเสียงสักเท่าไหร่ ...ขณะเดียวกันเธอก็มักจะใช้นิ้วชี้ขึ้นป้ายจมูกเป็นระยะๆ และแสดงอาการขยุกขยิกดูไม่เป็นธรรมชาติของคน และตาก็คอยเหลือบมองว่าคุณสายไหมจะไม่เห็นพฤติกรรมนั้นของเธอ แน่นอนว่าสิ่งที่เธอกำลังแกล้งทำอยู่นี้เจาะจงให้อาซือเห็นเพียงคนเดียวเท่านั้น ...อาการหลุกหลิกไม่ค่อยนิ่งของแวนด้านั้นเข้าตาอาซือที่ยืนยิ้มๆ มองเธออยู่ก่อนแล้ว เพราะมีความพึงใจในตัวหญิงสาวจึงเห็นอาการของเธอที่เป็นอยู่นั้นไปด้วย แต่แล้วเขาก็เดินตามคุณสายไหมเข้าไปในห้องผู้ตจัดการ ส่วนแวนด้าก็เดินกลับไปยังโต๊ะทำงานโดยแสร้งทำเป็นไม่เห็นว่าอาซือก็มองเธออยู่ ...จนเมื่ออาซือคุยงานกับคุณสายไหมเสร็จและกำลังเดินออกจากห้องผู้จัดการ แวนด้าจึงลุกจากโต๊ะเดินไปยืนรอเปิดประตูให้เขา เพื่อให้เขารู้สึกว่าเธอเป็นคนทำงานหน้าใหม่ที่มีน้ำใจ แต่พฤติกรรมหลุกหลิกๆ ขัดๆ นั่นยังคงมีให้เขาเห็น...จนอาซือกล่าวคำร่ำลากับคุณสายไหมแล้วเดินมายังประตูเพื่อจะกลับออกไป แวนด้าจึงเปิดประตูให้พร้อมคำนับเล็กน้อยเพื่อเป็นการให้เกียรติเขา แต่ทว่าก่อนที่เขาจะก้าวเท้าผ่านประตูออกไปนั้นเป็นจังหวะที่ได้ยืนใกล้กันที่สุด
“หาไม่ได้หรือไงถึงได้เก็บอาการไม่อยู่แบบนี้!!” ...อาซือพูดเบาจนเกือบเป็นกระซิบขณะที่แวนด้าเปิดประตูค้างไว้ ...แวนด้าได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองเขาด้วยสายตาเลิ่กลั่ก “เอ่อพี่พูดอะไรคะ!!” ...เธอถามกลับอย่างงงๆ และปนตระหนกเล็กน้อย “ฮ่าๆๆ โธ่เอ้ยแค่นี้คิดว่าพี่ดูไม่ออกเหรอ จะเอามั้ยเดี๋ยวจัดให้!!” ...อาซือหัวเราะและพูดอย่างรู้ทันกับพฤติกรรมที่เห็น “พี่น่ะพูดอะไร!! อย่าพูดดังสิเดี๋ยวพี่สายไหมได้ยินนะ” ...แวนด้าพูดโดยก้มหน้าเล็กน้อย ไม่ยอมเงยหน้าสบตาเขา “ปัดโธ่เว้ย!! ไม่ต้องกลัวหรอกน่า!! คนกันเองทั้งนั้น เอ้าแอดไลน์พี่ไว้ จะเอาตอนไหนเท่าไหร่ก็บอกได้ตลอดเวลา คนกันเองให้ไม่อั้นแถมราคาย่อมเยาหรือจะเอาไปปล่อยต่อก็ไม่ว่ากัน หึๆๆ!! แต่ต้องระวังให้มากเพราะที่นี่เจ้าถิ่นเยอะเดี๋ยวไปทับเส้นกันเข้าจะเจ็บตัวเอาน่ะ” ...สิ่งที่อาซือพูดออกมานั้นทำให้แวนด้าแอบดีใจว่าเขาเข้าใจการสื่อสารทั้งหมดจากเธอ และยังทำให้แผนการก้าวหน้าได้เร็วอีกด้วยนั่นคือการปล่อยของต่อเพื่อเก็งกำไร “พี่น่ะ อย่าพูดเล่นสิ!! ถ้าพี่รู้ก็ช่วยหนูบ้างแล้วกันนะ ไอดีไลน์พี่อะไรคะ!!” ...แวนด้ายังคงก้มหน้าพูดเพื่อลบตาพนักงานทุกคน ...อาซือบอกรหัสไอดีไลน์ของเขาให้เธอซึ่งเธอก็ดึงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าหลังกางเกงมาแอดไลน์เขาทันที เมื่อทั้งสองทดสอบสื่อสารผ่านทางไลน์กันแล้วอาซือจึงเดินออกจากประตูกระจกที่แวนด้ายังคงเปิดค้างไว้ให้ ...ช่วงเขาก้าวผ่านประตูไปแล้วก็ยังหันกลับมามองเธออีกครั้ง “หรือถ้าวันไหนว่างๆ อยากไปนั่งชมวิวห้องพี่ก็บอกนะ เดี๋ยวมารับ” ...อาซือพูดทิ้งท้ายท้ายพร้อมกับส่งสายตากรุ้มกริ่มให้เธอ ซึ่งนั่นเธอก็รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร ...เธอยิ้มน่ารักตอบเขา โดยที่เขาไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มน่ารักนั่นคือระเบิดเวลาที่กำลังนับจำนวนลมหายใจถอยหลังของเขา...และความชะล่าใจของอาซือก็เกิดจากความอวดดีว่าบริษัททัวร์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่กรุงเทพและมีสาขาย่อยอยู่เชียงใหม่นั้นมีพ่อเลี้ยงทรงพลเจ้านายเขาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เขาจึงกล้าพูดถึง “ของ” กับแวนด้าผู้หญิงติดยาที่มองไม่เห็นเล่ห์เหลี่ยมใดๆ
......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







