LOGIN...เบญรดาหรือแวนด้าเรียนรู้งานเร็วมากและเริ่มได้แสดงฝีมือการต้อนรับลูกค้าที่สนใจซื้อทัวร์เพื่อท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ และเพราะเป็นคนอัธยาศัยดีมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องใดก็ตามจนกลายเป็นที่ชอบพอของทุกคนได้ไม่ยาก
...วันนี้ขณะที่เบญรดาหรือแวนด้ากำลังนั่งดูรายการทัวร์อยู่นั้น ด้านนอกเคาน์เตอร์มีใครคนหนึ่งที่เข้ามาโดยเธอได้ยินเสียงพนักงานคนอื่นๆ กล่าวทักทายเขาอย่างเป็นกันเอง “โห้ะอาซือ!!! บ่ได้ปะกั๋นเมินเลยเนาะ!!” ...คุณสายไหมทักทายด้วยท่าทางดีใจพร้อมกับเดินไปหาผู้ชายคนนั้นอย่างคนคุ้นเคย ...ส่วนชายคนนั้นก็ยิ้มตอบ เขาอยู่ในชุดเสื้อยีดสีขาวและสวมทับเสื้อเชิ้ตสีเทาอีกชั้นสวมกางเกงยีนส์สีซีดและรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดัง ...หูเบญรดาหรือแวนด้ากระดิกทันทีเมื่อได้ยินชื่อนั้น ครูฝึกสอนว่านักสืบหรือนักรบที่เก่งกาจต้องมีหูเหมือนสุนัขที่ไวต่อการได้ยิน และตอนนี้เป้าหมายที่หนึ่งมาแล้ว ...แต่เธอยังแสร้งทำเป็นนั่งทำงานต่อไปเพื่อให้มองว่าเธอไม่รู้จักคนคนนั้นที่เข้ามา จึงไม่จำเป็นต้องทักทายเขาเหมือนคนอื่นๆ “อั้นน้องแวนด้ามาเพ้กำเลาะ!! มาๆ ปี้จะแนะนำฮื่อฮู้จักกับอ้ายอาซือเน้อ!!” ...คุณสายไหมหันไปร้องเรียกเธอซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานใกล้เคาน์เตอร์เพื่อไปทำความรู้จักกับชายคนนั้น ...เบญรดาหรือแวนด้าเดินออกไปตามคำเรียกแล้วส่งยิ้มใสๆ ให้ชายคนนั้นพร้อมกับยกมือไหว้ตามธรรมเนียม “สวัสดีค่ะพี่หนูชื่อแวนด้าค่ะ เพิ่งมาทำงานได้ไม่ถึงอาทิตย์นี่เองค่ะ” ...แวนด้ากล่าวทักทายและแนะนำตัวเองด้วยท่าทางเขินอายเล็กน้อยเพราะเขาคือคนแปลกหน้าสำหรับคนทำงานหน้าใหม่อย่างเธอ “สวัสดีครับ!!! นี่เหรอที่บอกว่ามาทำแผนกรับลูกค้าฝรั่งน่ะ” ...อาซือรับไหว้พร้อมกับยิ้มตอบเธอ แล้วหันไปถามกับคุณสายไหม “แม่นเจ้าน้องเปิ้นเก่งแต๊ๆ น่ะเจ้า อู้ฝรั่งนี่ลื่นหูฟังม่วนขนาด อู้ภาษาจีนก่อจ้าง อู้ดัชก่อจ้าง แล้วน้องเปิ้นก็น่าฮักหนาจ้วยตึ๊งอย่างที่ยะได้ พาบรรยากาศตี้เพ้ม่วนไปโตยน่ะเจ้า ฮ่าๆๆๆ” ...คุณสายไหมตอบพร้อมสาธยายความเก่งน่ารักของเธอให้อาซือฟัง ...อาซือมองหน้าแวนด้าแล้วส่งยิ้มด้วยความยินดีที่บริษัทได้คนทำงานเก่งๆ มาช่วยงาน “ดีๆ ทำงานเก่ง ขยัน ถ้ามีลูกค้าเยอะเดี๋ยวคอมมิชชั่นก็ค่อยๆ เยอะขึ้นตามลำดับละนะ!!” ...ประโยคนี้เขาพูดกับเธอ แวนด้ายิ้มแล้วพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม ...คุณสายไหมเชิญให้อาซือเดินไปยังหลังเคาน์เตอร์เพื่อเข้าไปในห้องทำงานของเธอ ซึ่งนั่นทำให้แวนด้าเดาว่าคงมีอะไรที่ต้องพูดกันโดยไม่ต้องการให้คนอื่นรับรู้ เธอจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาเข้าไปคุยอะไรกัน หากจะเตามเข้าไปก็คงดูไม่ดีและมีพิรุธ...เธอจึงเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน แต่ยังดีที่โต๊ะเธอหันด้านข้างไปปทางห้องผู้จัดการซึ่งมีกระจกใสกั้นอยู่จึงพอแกล้งๆ เหลือบมองเพื่อสังเกตพฤติกรรมของทั้งสองได้บ้าง
...อยากรู้จังว่าแฟ้มงานที่ผู้จัดการหรือคุณสายไหมส่งให้อาซือนั้นข้างในมีรายละเอียดว่าอะไร จะเกี่ยวกับเรื่องที่เธอกำลังสืบข้อมูลอยู่หรือไม่ ...อาซือเซ็นชื่อลงในแฟ้มแล้วส่งคืนคุณสายไหมแล้วก็มีแฟ้มใหม่ส่งให้อีก มองผ่านๆ น่าจะสี่ห้าแฟ้มที่ต้องให้อาซือเซ็นชื่อลงไป ...การพูดคุยที่ดูปกตินั้นหากไม่สังเกตุดีๆ จะไม่รู้เลยว่าคุณสายไหมมีการใช้เครื่องคิดเลขแล้วส่งให้อาซือดูผลลัพท์ของตัวเลข สีหน้าทั้งสองคนดูไม่เป็นธรรมชาติเหมือนการคุยงาน สีหน้าที่บางครั้งก็ดูจริงจังหรือดุดันของอาซือมันช่างมีพิรุธกว่าการคุยงานทั่วไป...เพราะภาพรวมของงานที่เธอได้เรียนรู้ไม่กี่วันมานี้ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติดีและดูท่าจะมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย ไม่มีช่องว่างตรงไหนที่ต้องทำให้ต้องทำหน้าจริงจังหรือดุดันขนาดนั้น ลักษณะพฤติกรรมทุกอย่างถูกบันทึกพร้อมการวิเคราะห์ด้วยสมองซีกซ้ายของเบ็ญรดา
...จนเมื่อการพูดคุยจบลง อาซือเดินออกมาเพียงคนเดียวทำให้เธอต้องลุกขึ้นแล้วยกมือไหว้อีกรอบเพื่อเป็นการร่ำลา ...อาซือมองแวนด้าด้วยสายตามแพรวพราว แต่แค่แว้บเดียวความแพรวพราวนั้นก็หายไป ซึ่งเขาคงคิดว่าหญิงสาวคงไม่ทันเห็นหรือคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาเผลอสื่อผ่านสายตาออกมา ...ตรงกันข้ามกับแวนด้าที่สามารถเห็นและเก็บรายละเอียดได้อย่างรวดเร็วและฉับไว แต่ก็ต้องแสร้ยิ้มใสซื่อให้เขาก่อนที่เขาจะออกไปจากสำนักงาน ...คุณสายไหมเดินออกมาจากห้องผู้จัดการและตรงมายังโต๊ะที่แวนด้าทำงานอยู่พร้อมกับส่งยิ้มหวานฉ่ำมาให้เธอ “น้องหันก่อแวนด้า!!! อาซือมองแปลกๆ เนาะ อิอิ!!” ...คุณสายไหมแซว ทำให้แวนด้ามองเธอแบบเลิ่กลั่กและออกจะงงๆ กับคำพูดนั่น “คืออะไรคะพี่สายไหมหนูไม่เข้าใจที่พี่พูดอ่ะค่ะ” ...แวนด้าถามและทำหน้างงๆ เพราะไม่เข้าใจความหมาย “ฮ่าๆๆๆๆ ก็ปี้ว่าสงสัยอาซือจะชอบน้องล่ะก่ะ ป้อจายนี่ผ่อบ่ยากเน้อ” ...คุณสายไหมพูดไปยิ้มไป ใส่อาการหยอกล้อเล่นหูเล่นตากับแวนด้า ...แวนด้าได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับกลอกตาไปมาใส่ความบ้องแบ๊วและว่าไร้เดียงสากับเรื่องแบบนี้ ...อันที่จริงเธอพอจะรู้เป็นนัยๆ จากสายตาที่อาซือมองมาตั้งแต่แนะนำตัวแล้วว่าแววตาแพรวพราวที่ส่งมาให้เป็นสัญญาณบอกว่าชอบเธอ แต่เพราะแวนด้ากำลังเล่นละครในบทบาทที่ต้องใช้ชีวิตจริงเข้าเสี่ยงต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การทำให้ดูเป็นหญิงสาวที่ค่อนข้างไม่รู้เดียงสากับเรื่องพวกนี้จึงยิ่งมีความจำเป็นที่ต้องตีบทให้แตกเพราะเธอต้องลากคออาซือไปเป็นของฝากให้กับ ผบ.ตร. ให้ได้ ...เมื่อถึงเวลาเลิกงาน เบญรดาตั้งใจจะไปเดินชมตลาดดอกไม้อีกฟากที่ยังไม่เคยไป เธอโบกมือกล่าวลาทุกคนแล้วแยกตัวเดินไปตามฟุตบาทดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ แต่การเดินดูอะไรไปเรื่อยๆ ที่ว่านี้คือการดูเพื่อจดจำรายละเอียดพื้นที่แถวนี้ให้มากที่สุด ยิ่งเดินดูทุกวันก็ยิ่งเห็นรายละเอียดเพิ่มขึ้นทุกวัน .......................สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







