Se connecterเช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศที่บ้านย่าบุญมาควรจะเต็มไปด้วยความสดชื่นหลังจากชัยชนะในศึกดำนาเมื่อวาน แต่ความสงบกลับถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์คำรามของรถยนต์หลายคันไม่คุ้นตาที่ขับเข้ามาจอดเรียงรายหน้าบ้าน ฝุ่นลูกรังตลบอบอวลจนไก่ที่ลานบ้านแตกตื่นบินว่อนหนีตายกันอลหม่าน
ชายในชุดซาฟารีสีกากีที่แอบซุ่มมองอยู่ที่ริมทุ่งเมื่อวานก้าวลงจากรถ เขาคือ นายทุนเดชา ผู้กว้างขวางในวงการที่ดินระดับจังหวัด ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจแบบนักธุรกิจ แต่ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้แว่นกันแดดราคาแพงกลับนิ่งสนิทและเต็มไปด้วยการคำนวณ เขาเดินเข้ามาที่บ้านย่าบุญมาอย่างถือวิสาสะ โดยมีลูกน้องร่างกำยำหิ้วกระเป๋าเอกสารหนังมันปลาบตามมาติดๆ
บนชานบ้านไม้ที่เพิ่งผ่านการล้างทำความสะอาดจากงานเลี้ยงเมื่อคืน กริชและอิปิ๊นั่งขนาบข้างย่าบุญมาทั้งสามเผชิญหน้ากับแขกไม่ได้รับเชิญท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงพัดลมเพดานเก่าๆ หมุนดังเอี๊ยดอ๊าด
เดชาถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นแววตาที่จ้องมองย่าบุญมาอย่างอ่อนโยนจนน่าขนลุก เขาโน้มตัวลงเล็กน้อยแสดงท่าทีนอบน้อมผิดกับบุคลิกนายทุนผู้ยิ่งใหญ่
“คุณแม่บุญมาแม่นบ่ครับ... ผมขอโทษที่มารบกวนแต่เช้า แต่เห็นนาสีทองเมื่อวานแล้ว ผมนอนไม่หลับจริง ๆ ” เดชาเริ่มบทสนทนาพลางส่งสัญญาณให้ลูกน้องเปิดกระเป๋า
“ผมรู้ว่าคุณแม่แก่มากแล้วตรากตรำทำนามาทั้งชีวิตเพื่อหลานชาย ผมเลยอยากจะมาช่วยให้คุณแม่ได้พักผ่อนในบ้านปูนหลังใหญ่ๆ มีเงินใช้ไม่ขาดมือไปตลอดชาติ”
เขาวางเช็คเงินสดใบหนึ่งลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ตรงหน้าย่าบุญมา ตัวเลขที่ปรากฏบนนั้นทำเอาอิปิ๊ถึงกับลืมหายใจ
“นี่คือค่ามัดจำก้อนแรก 10 ล้านบาท ครับคุณแม่ สำหรับที่นา 50 ไร่ในโซนนี้ที่คุณแม่และเครือญาติถือครองอยู่ ผมจะให้ราคาจบที่ไร่ละ 2 ล้านบาท รวมแล้วคุณแม่จะได้รับเงินถึง 100 ล้านบาท ทันทีที่โอนกรรมสิทธิ์เสร็จ”
กริชสังเกตเห็นมือของย่าบุญมาที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาเริ่มสั่นเทา ท่านมองตัวเลขศูนย์หลายตัวบนกระดาษใบนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า เดชาขยับยิ้มกว้างขึ้น เขาคิดว่าหญิงชราบ้านนอกคนนี้หัวอ่อนและคงพ่ายแพ้ต่ออำนาจเงินก้อนโตได้ง่ายๆ เหมือนรายอื่นๆ ที่เขาเคยฮุบมา
“ร้อยล้าน...” ย่าบุญมาพึมพำเบาๆ
“เงินมันเยอะขนาดนั้นเชียวหรือคุณ”
“เยอะพอที่จะเปลี่ยนชีวิตคนทั้งหมู่บ้านได้เลยครับคุณแม่ คุณแม่ไม่ต้องลำบากขุดดิน ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งอีกต่อไป” เดชาสำทับ
กริชรู้สึกถึงก้อนแข็งๆ ในลำคอ เขาหันไปมองหน้าย่า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าเป็นคนทั่วไป เงินร้อยล้านคือคำตอบของทุกอย่างในชีวิต เขาเตรียมใจจะพูดแย้งแต่อิปิ๊กลับบีบมือเขาไว้ใต้โต๊ะเป็นเชิงบอกให้เงียบและฟังย่าก่อน ย่าบุญมาเงยหน้าขึ้นมองเดชาช้า ๆ ใบหน้าที่ฝังรอยตีนกาแห่งความอดทนมาหลายทศวรรษดูสงบนิ่งอย่างผิดคาด ท่านไม่ได้คว้าเช็คใบนั้นขึ้นมาดูด้วยความดีใจ แต่กลับวางมือลงบนเข่าของกริชแทน
“คุณเดชาเอ๊ย... ย่ามันคนแก่หัวอ่อนฟังอะไรกะเชื่อไปหมด” ย่ากล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ
“เงินร้อยล้านที่คุณว่ามา มันซื้อทองได้เต็มห้อง ซื้อรถได้เต็มบ้าน แต่ย่าถามหน่อย... เงินร้อยล้านนี่มันกินแทนข้าวที่ปลูกจากดินนาสีทองได้บ่ มันทำให้ใจย่าสงบเท่าตอนเห็นหลานชายตั้งใจดำนาเมื่อวานได้บ่” เดชาชะงักรอยยิ้มทางธุรกิจเริ่มเจือจางลง
“คุณแม่ครับ ความจริงกับความฝันมันคนละเรื่องกันนะ...”
“สำหรับย่าความจริงคือที่นาผืนนี้คือกระดูกของตายายที่ฝังอยู่ใต้ดิน” ย่าบุญมาพูดเสียงหนักแน่นขึ้น
“กริชมันกลับมาที่นี่เพื่อสร้างไม่ใช่เพื่อขาย คุณเดชาเอาเงินของคุณกลับไปเถอะ ย่าจะแก่ตายบนบ้านหลังนี้และหลานย่าจะเติบโตบนผืนนาผืนนี้ เงินร้อยล้านของคุณ... ย่าขอฝากไปบอกคนอื่นเถอะว่าคนบ้านอีแหลวไม่ได้กินแบงก์เป็นอาหาร ”
บรรยากาศบนชานบ้านพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที เดชาเก็บเช็คใส่กระเป๋าช้าๆ ความสุภาพเมื่อครู่เลือนหายไป เหลือเพียงสายตาเย็นชาของนายทุนที่พร้อมจะขยี้ทุกอย่างที่ขวางทาง
“ผมเสียใจที่คุณแม่เลือกแบบนี้” เดชาลุกขึ้นยืนพลางจัดสูทให้เข้าที่
“พ่อหนุ่มเมืองกรุง คุณเก่งนะที่กล่อมคนแก่ได้ขนาดนี้ แต่ระวังไว้เถอะ การพัฒนาที่คุณฝันถึงมันต้องใช้เงิน และถ้าชาวบ้านรู้ว่าที่นามีมูลค่าถึงไร่ละสองล้าน แต่คุณขวางทางรวยของพวกเขาอยู่... คุณคิดว่าพวกเขาจะยังศรัทธาคุณไหม”
เดชาหันหลังเดินลงบ้านไป ทิ้งคำพูดทิ้งท้ายที่เหมือนระเบิดเวลาไว้ให้กริช กริชทองมองตามหลังขบวนรถที่ขับออกไป แววตาของเขามุ่งมั่นกว่าเดิม
“ย่าครับ... ขอบคุณครับที่เชื่อใจผม” กริชก้มลงกราบแทบเท้าหญิงชรา
“ย่าบ่ได้เชื่อใจเจ้าเพราะเจ้าเป็นหลานอย่างเดียวหรอกกริช” ย่าลูบหัวเขาเบาๆ
“แต่ย่าเชื่อว่าดินที่เปื้อนมือเจ้าเมื่อวาน มันมีค่ามากกว่ากระดาษพวกนั้น... ปิ๊เอ๊ย ไปเตรียมน้ำมาให้พี่เขาหน่อยซิศึกใหญ่ของจริงมันกำลังจะเริ่มแล้ว”
อิปิ๊มองกริชด้วยสายตาที่เป็นห่วงและชื่นชมพร้อมกัน เธอรู้ดีว่าคำขู่ของเดชาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะในหมู่บ้านนี้... ความจนมันน่ากลัวกว่านายทุน และความโลภมักจะมาไวกว่าความกตัญญูเสมอ ฝุ่นคลุ้งจากขบวนรถของนายทุนเดชายังไม่ทันนอนก้น กลิ่นอายความขัดแย้งระลอกใหม่ก็ถาโถมเข้าใส่บ้านอีแหลวในทันที เมื่อ "อำนาจเงิน" ไม่อาจซื้อใจย่าบุญมาได้ เดชาจึงตัดสินใจเปลี่ยนหมากเกมใหม่ แทนที่จะบึ่งรถกลับตัวจังหวัด เขาเลือกหักพวงมาลัยมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ไม้สักหลังงามของ กำนันพงษ์ แทน
ภายใต้ร่มเงาของสถาปัตยกรรมทรงไทยประยุกต์ซึ่งตั้งตระหง่านแปลกแยกจากกระท่อมชาวบ้าน บรรยากาศภายในห้องโถงรับรองอบอวลไปด้วยกลิ่นกรุ่นของกาแฟชั้นดีที่อบอวลปนไปกับไอแห่งความทะเยอทะยาน นายทุนผู้มั่งคั่งวางกระเป๋าเอกสารหนังแท้ลงบนโต๊ะกระจกอย่างใจเย็น ก่อนจะเลื่อนซองสีน้ำตาลที่มีความหนาผิดปกติไปตรงหน้าผู้มีอิทธิพลประจำตำบลอย่างมีความหมาย
“ผมชอบทำงานกับคนที่มีวิสัยทัศน์อย่างกำนันนะครับ” เดชาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
“เงินก้อนนี้เป็นแค่ค่าเปิดทางส่วนถ้าโครงการ 50 ไร่นี้สำเร็จกำนันจะมีชื่อเป็นที่ปรึกษาโครงการ รับเงินเดือนกินเปล่าไปยาว ๆ รวมถึงค่านายหน้าจากการที่ชาวบ้านยอมเซ็นขายที่ดินรอบนาสีทองนั่นด้วย”
กำนันพงษ์มองซองน้ำตาลด้วยแววตาเป็นประกาย ความโลภที่สั่งสมมานานถูกกระตุ้นด้วยตัวเลขที่นายทุนกระซิบข้างหู แกเอื้อมมืออันสั่นเทาไปลูบซองนั้นเบา ๆ ราวกับกลัวมันจะหายไป
“แล้ว... ผมต้องทำยังไงครับคุณเดชา ไอ้กริชมันเป็นหลานรักยายบุญมาแกหัวแข็งปานหิน”
“คนแก่นะคุยยาก แต่ชาวบ้านวัยเดียวกับกำนันคุยง่ายครับ” เดชาถอดแว่นกันแดดออกเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยแผนการ
“จุดอ่อนของชาวบ้านคือความอยาก และจุดอ่อนของไอ้กริชคือศรัทธาของชาวบ้าน ถ้ากำนันทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่ากริชคือคนที่ขวางความรวยของพวกเขา... กริชก็จะไม่เหลือใครแม้แต่คนเดียวในหมู่บ้านนี้”
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







