Se connecterหลังจากมรสุมคดีความที่อำเภอคลี่คลายลง บารมีของกริชในหมู่บ้านอีแหลวก็พุ่งสูงขึ้นจนฉุดไม่อยู่ แม้แต่ พ่อผู้ใหญ่บ้าน ที่เคยตั้งแง่ว่ากริชเป็นเพียง "เด็กเมืองกรุงจบนอก" ก็เริ่มเปิดใจยอมรับ เมื่อเห็นความตั้งใจจริงที่หลานชายย่าบุญมาคนนี้มีต่อชุมชน เพื่อให้เห็นผลงานเป็นรูปธรรม กริชจึงประเดิมโปรเจกต์แรกด้วยการ รีโนเวทเล้าข้าว(ยุ้งฉาง) ของบ้านพ่อผู้ใหญ่บ้านเสียใหม่ กริชไม่ได้รื้อของเก่าทิ้งแต่เขาใช้ความรู้ทางสถาปัตยกรรมออกแบบโครงสร้างใหม่ที่ใช้ระบบการระบายอากาศแบบธรรมชาติ
"ลุงผู้ใหญ่ครับ เล้าข้าวใหม่นี้ผมออกแบบให้ยกใต้ถุนสูงขึ้นอีกนิด และทำผนังซ้อนสองชั้นแบบมีช่องลม นอกจากจะกันหนูได้เด็ดขาดแล้วยังช่วยให้ข้าวเปลือกข้างในไม่อับชื้น เก็บได้นานขึ้นและสีออกมาเป็นข้าวหอมคัดเกรดได้เลยครับ" กริชอธิบายพร้อมกางแบบที่วาดด้วยลายเส้นสะอาดตา พ่อผู้ใหญ่บ้านเดินตรวจงานพลางลูบไม้เนื้อแข็งที่กริชให้ช่างขัดจนเนียนตา
"เออ... ทรงมันเบิ่งแปลกตาดีแท้กริช แต่มันกะเบิ่งแข็งแรง แถมเท่กว่าเล้าข้าวบ้านกำนันพงษ์อีกว่ะ ฮ่า" เมื่อเห็นว่ากริชทำงานหนักมาหลายวัน อิปิ๊ เลยอาสาจะพาอ้ายกริชไปผ่อนคลายด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิมแบบเอ็กซ์คลูซีฟ
"อ้ายกริชมื้อนี้ปิ๊สิพาไปหาของดีจ้า"
"อ้ายกริช ฟ้าวมาไว ๆ เร็วเข้า ปิ๊พาขุดจิหล่อมาช่วยหน่อย มื้อนี้เราต้องได้เพชรพลอยเต็มถัง" เสียงสดใสของ อิปิ๊ ดังแจ๋วมาแต่ไกล พร้อมกับสะพายตะกร้าหวายและถือจอบเล่มเก่งเดินนำหน้ากริชไปทางหัวคันนาที่เพิ่งจะถอนหญ้าเสร็จใหม่ ๆ กริชในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงขาก๊วย เดินตามหลังไปพลางทำหน้าสงสัย
"ปิ๊... เพชรพลอยบ้านปิ๊นี่มันฝังอยู่ในดินจริง ๆ เหรอ หรือว่าเป็นพวกเศษแร่โบราณ" เขาลูบคางครุ่นคิดในใจตามประสาคนที่เรียนประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมมาบ้าง
"แม่นแล้วจ้าอ้าย แต่มันเป็นเพชรพลอยที่มีขา มีปีก และมีเสียงร้องกริ๊บ ๆ จ้า" อิปิ๊หัวเราะร่า ก่อนจะหยุดกึกที่ข้างคันนา
"นี่ไง รูนี้แหละ เห็นไหมอ้าย รูที่มีขุยดินละเอียด ๆ อยู่ข้างหน้า แสดงว่าเจ้าบ้านยังอยู่" อิปิ๊นั่งยองๆ ลงที่พื้นดินชื้นแฉะ แล้วส่งสายตาเป็นสัญญาณให้กริช
"อ้ายกริชถือถังน้ำมานี่จ๊ะ พอกริชเทน้ำลงไปในรูนะพอเห็นหัวมันโผล่ปุ๊บ กริชต้องใช้นิ้วคีบให้ไวเลยนะ" กริชทำหน้าเลิ่กลั่ก
"ห๊ะ ให้ใช้มือเปล่าคีบเลยเหรอปิ๊ มันจะกัดอ้ายไหม"
"โถ่อ้าย จิหล่อมันไม่ใช่ตะขาบจ้า มันน่ารักจะตาย ดูนี่นะ..." อิปิ๊ค่อยๆ รินน้ำลงไปในรูดินลึกประมาณหนึ่งคืบ กริชก้มลงมองตาไม่กะพริบใจหนึ่งก็ลุ้น อีกใจหนึ่งก็กลัว
เพียงไม่กี่วินาที ผิวน้ำในรูดินก็เริ่มสั่นไหว "บุ๋ง... บุ๋ง..." ทันใดนั้น หัวสีน้ำตาลเลื่อมที่มีหนวดยาวๆ สองเส้นสั่นระริกก็โผล่พ้นน้ำออกมา กริชผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่อิปิ๊ไวยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ เธอใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คีบที่ส่วนอกของมันขึ้นมาอย่างแม่นยำ
"กริ๊บ! กริ๊บ!" เจ้าจิหล่อตัวเขื่องดิ้นขลุกขลัก ขาหลังที่แข็งแรงดีดไปมา
"ดูสิอ้ายตัวเมียด้วย ท้องเป่ง ๆ แบบนี้ไข่เต็มท้องเลยนะจ๊ะ นี่แหละเพชรพลอยน้ำหนึ่งของบ้านอีแหลว" อิปิ๊โชว์เจ้าแมลงให้กริชดูใกล้ๆ จนเขาต้องย่นจมูก
"มา... รูนี้อ้ายลองดู ปิ๊สิขุดนำทางให้ก่อน" อิปิ๊ใช้จอบถากหน้าดินออกจนเห็นรูที่ลึกลงไป
"เทน้ำเลยอ้าย"
กริชค่อย ๆ รินน้ำลงไป หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าตอนพรีเซนต์งานให้ลูกค้าหลักล้าน พอน้ำเต็มรู เจ้าจิหล่อตัวโตก็โผล่หัวออกมา กริชกลั้นหายใจหลับตาปี๋แล้วยื่นนิ้วไปคีบตามที่อิปิ๊สอน แต่ด้วยความตื่นเต้นเขาคีบพลาดไปโดนแค่ปลายขา เจ้าจิหล่อสะบัดตัวหลุดแล้วกระโดดหนีลงไปในดงหญ้าทันที
"ว้าย อ้ายกริชเพชรพลอยหลุดมือไปแล้ว" อิปิ๊ร้องเสียงหลงพลางหัวเราะท้องแข็ง
"โถ่ปิ๊... มันไวกว่าที่คิดนี่นา" กริชปาดเหงื่อที่หน้าผาก ขำก็ขำอายก็อายแต่เขากลับรู้สึกสนุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทั้งสองคนใช้เวลาเกือบชั่วโมง เดินเลาะขุดตามรูดินจนได้จิหล่อเกือบเต็มถัง กริชเริ่มคุ้นมือขึ้นจนสามารถคีบเจ้าจิหล่อได้เองโดยไม่กลัวโดนกัดอีกต่อไป ความภูมิใจเล็กๆ เกิดขึ้นในใจของหนุ่มเมืองกรุงอย่างประหลาด
เมื่อกลับมาถึงเถียงนา อิปิ๊จัดการล้างจิหล่อจนสะอาดเอี่ยม แล้วตั้งกระทะคั่วใส่เกลือรสดีร้อน ๆ กลิ่นหอมมันของแมลงที่ถูกความร้อนเริ่มโชยเตะจมูก ผสมกับกลิ่นสมุนไพรอย่างตะไคร้และใบมะกรูดที่ฉีกใส่ลงไป กริชนั่งมองตาเป็นมัน
"เสร็จแล้วจ้า จิหล่อคั่วกรอบๆ ทานคู่กับตำซั่วรสนัวของปิ๊" อิปิ๊วางจานลงตรงหน้า กริชหยิบจิหล่อตัวที่เขาขุดได้เองขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะส่งเข้าปาก
"กรวบ!"
ความมันและความหอมฟุ้งกระจายไปทั่วปาก รสชาติเค็มจาง ๆ บวกกับความกรอบของเปลือกแมลงที่ทอดมาอย่างพอดี มันเข้ากันได้ดีเยี่ยมกับความเผ็ดร้อนของส้มตำและข้าวเหนียวนุ่มๆ
"ปิ๊... ผมเข้าใจแล้ว ทำไมปิ๊ถึงบอกว่ามันคือเพชรพลอย" กริชพูดทั้งที่เค็มเต็มปาก
"รสชาติแบบนี้ ต่อให้มีเงินหมื่นเงินแสนในกรุงเทพฯ ก็หาซื้อความสดใหม่และความสนุกตอนขุดแบบนี้ไม่ได้จริง ๆ" อิปิ๊ยิ้มจนแก้มปริ
"เห็นไหมล่ะอ้าย ความสุขของคนบ้านนาเรามันหาได้ง่ายๆ แค่ก้มลงมองดิน... พรุ่งนี้อ้ายกริชสิมีแรงออกแบบเมืองให้พวกเราต่อหรือยังจ๊ะ" กริชพยักหน้าอย่างมั่นใจ
"มีแรงสู้ไปอีกสิบปีเลยล่ะปิ๊"
ความเงียบสงัดของยามเย็นถูกเติมเต็มด้วยเสียงลมพัดยอดข้าวไหวเอน แสงแดดสุดท้ายของวันฉาบไล้ท้องทุ่งจนเป็นสีชมพูอมม่วง กริชเดินสูดอากาศสดชื่นพลางคิดทบทวนในใจ เขาเคยคิดว่าชีวิตในกรุงเทพฯ คือที่สุดของความศิวิไลซ์ แต่เพียงไม่กี่เดือนที่นี่ "บ้านทุ่ง" กลับมอบความสงบที่ประเมินค่าไม่ได้... และที่สำคัญ มันมอบรอยยิ้มของใครบางคนที่มีอิทธิพลต่อหัวใจเขามากขึ้นทุกที
"อ้ายกริช มัวแต่ยืนเหม่ออะไรจ๊ะตัวเหม็นกลิ่นโคลนจิหล่อหมดแล้ว ไปอาบน้ำคลองกันเถอะ น้ำกำลังใสเลย" เสียงเจื้อยแจ้วของ อิปิ๊ ดังขึ้นที่ท่าน้ำหลังบ้าน กริชหันไปมองตามเสียงแล้วก็ต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ
อิปิ๊ในยามนี้ไม่ได้อยู่ในชุดกางเกงมอมแมมที่เห็นจนชินตา เธอผลัดผ้ามานุ่ง "ผ้าถุงลายพื้นเมืองสีสด" มัดปม กระโจมอก อย่างแน่นหนาเผยให้เห็นช่วงไหล่เนียนละเอียดและผิวพรรณที่ดูเปล่งปลั่งสุขภาพดี ผมยาวสลวยที่เคยรวบไว้ถูกปล่อยสยายเปียกน้ำนิดๆ เพราะเธอเพิ่งวักน้ำล้างหน้า แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ตกดินตกกระทบหยดน้ำบนผิวหน้าของเธอ ดูราวกับภาพวาดหญิงงามล้ำค่ากลางทุ่งนา กริชรู้สึกใจสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็น แม้แต่สถาปัตยกรรมระดับโลกที่เขาเคยไปดูมา ยังดูไร้เสน่ห์ไปถนัดตาเมื่อเทียบกับความเป็นธรรมชาติของสาวชาวบ้านตรงหน้า
"จะ... จ้องอะไรขนาดนั้นอ้าย กลัวปิ๊ผ้าถุงหลุดเหรอจ๊ะ" อิปิ๊แกล้งเย้าพลางหัวเราะแก้เขิน ใบหน้าเนียนเริ่มขึ้นสีระเรื่อแข่งกับแสงสนธยา
"เปล่า... เปล่าครับปิ๊ ผมแค่คิดว่าปิ๊ดูสวยมาก" กริชเผลอพูดความในใจออกไปตรง ๆ จนอิปิ๊ต้องรีบหันหน้าหนีแล้วกระโดดลงน้ำกลบเกลื่อนความอาย "ตู้ม!"
กริชไม่รอช้า เขาถอดเสื้อเชิ้ตพาดไว้บนกิ่งไม้ เหลือเพียง เสื้อกล้ามสีขาว ที่เน้นสัดส่วนสมาร์ตและ กางเกงขาสั้น เขาตัดสินใจกระโดดลงน้ำตามไปทันที สายน้ำเย็นฉ่ำปะทะร่างกายช่วยคลายความร้อนจากเปลวแดดได้ดี แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่เต้นรัวของเขาสงบลงเลย
ทั้งคู่ว่ายน้ำเล่นกันอยู่ใกล้ ๆ ท่าน้ำ เสียงหัวเราะหยอกล้อดังสลับกับเสียงน้ำสาดกระจาย ในจังหวะที่อิปิ๊พยายามจะแกล้งวักน้ำใส่กริช เธอเกิดเสียหลักลื่นตะไคร่น้ำที่โขดหิน
"ว้าย!"
กริชรีบถลาเข้าไปคว้าร่างของเธอไว้ได้ทันท่วงที มือหนารวบเอวบางไว้แน่น ขณะที่มือของอิปิ๊ก็คว้าบ่ากว้างของกริชไว้เป็นหลักยึด ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันท่ามกลางสายน้ำที่ไหลเอื่อย กลิ่นแป้งร่ำจาง ๆ และกลิ่นสบู่นกแก้วจากตัวอิปิ๊ลอยมาเตะจมูกกริช จนเขาเผลอกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมโตของอิปิ๊สบเข้ากับดวงตาคมเข้มหลังกรอบแว่นของกริช ในวินาทีนั้นโลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุน มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นโครมครามแข่งกัน ต่างคนต่างนิ่งงัน แววตาที่จ้องกันสะท้อนความรู้สึกที่ปิดไม่มิด... ความหวั่นไหวที่เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นความรัก
"อ้ายกริช... ปิ๊... ปิ๊ไม่เป็นไรแล้วจ้า" อิปิ๊พึมพำเสียงแผ่วพยายามหลบสายตาที่ร้อนแรงเกินกว่าน้ำเย็นจะดับได้ กริชค่อย ๆ ปล่อยมืออย่างเสียดาย
"ขอโทษครับปิ๊... ผมแค่กลัวปิ๊จม" ทั้งคู่นั่งพักกันที่บันไดท่าน้ำ ปล่อยให้ขาทั้งสองข้างแกว่งไกวอยู่ในน้ำยามค่ำคืนที่ดาวเริ่มพรายแสง กริชมองเสี้ยวหน้าของอิปิ๊แล้วยิ้มออกมา ปื๊ขึ้นไปเอาผ้าเช็ดตัวมาก่อนหน้าสองผืน เธอคลุมตัวเอาไว้ อีกผืนให้กริชเช็ดตัวที่เปียก
"ปิ๊รู้ไหมสาวในกรุงที่ผมเคยเจอ เขาแต่งตัวสวยกว่านี้ใช้ของแพงกว่านี้... แต่ไม่มีใครทำให้ผมรู้สึก อุ่นใจได้เท่าปิ๊เลยนะ" อิปิ๊หันมามองกอดเข่าตัวเองไว้แน่น
"ปิ๊ก็เป็นแค่เด็กบ้านนอกจ้าอ้าย จะไปสู้อะไรเขาได้"
"สู้ได้สิ... เพราะปิ๊คือหัวใจของที่นี่" กริชเอื้อมมือไปลูบผมที่เปียกชื้นของเธอเบาๆ
"และตอนนี้... ปิ๊ก็เริ่มจะเป็นหัวใจของผมด้วยเหมือนกัน" อิปิ๊นิ่งไปความเงียบยามค่ำคืนปกคลุมเราทั้งคู่ แต่มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยคำสัญญาที่เข้าใจกันเพียงสองคน
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







