ログインกลิ่นหอมหวานของน้ำตาลทรายแดงเคี่ยวผสมกับกลิ่นชาต้มสุกอบอวลไปทั่วร้านชานมไข่มุกขนาดกะทัดรัด แสงแดดช่วงสายสาดส่องผ่านกระจกบานใสเข้ามาด้านใน ไข่มุกกำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมวัตถุดิบที่เคาน์เตอร์
วันนี้ลูกค้าคึกคักตั้งแต่เปิดร้าน หญิงสาวร่างอวบผมสีแดงอ่อนทำงานด้วยความคล่องแคล่ว รอยยิ้มสดใสยังคงประดับอยู่บนใบหน้าจิ้มลิ้มไม่จางหาย
"รับชาไทยหวานปกติแก้วหนึ่งครับ" ลูกค้าหนุ่มวัยทำงานคนหนึ่งสั่งเครื่องดื่ม
"รอสักครู่นะคะ" ไข่มุกรับคำสั่งพร้อมกับกดเครื่องคิดเงิน เธอชอบบรรยากาศความวุ่นวายเล็กๆ แบบนี้ มันทำให้เธอรู้สึกมีพลังในการทำงาน
เข็มนาฬิกาบอกเวลาเกือบบ่ายโมงตรง ความสงบภายในร้านถูกขัดจังหวะเมื่อมีชายฉกรรจ์สามคนผลักประตูกระจกเข้ามา ท่าทางของพวกเขาดูไม่เหมือนคนทำงานออฟฟิศหรือนักศึกษาที่มักจะแวะเวียนมาแถวนี้ สายตาของทั้งสามคนกวาดมองไปทั่วร้านก่อนจะหยุดลงที่พนักงานชงชาเพียงคนเดียวหลังเคาน์เตอร์
"น้องสาว ขอชานมสามแก้ว เอาแบบหวานน้อยกว่าใจน้องนิดนึงได้ไหม" ชายคนแรกเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาประชิดหน้าเคาน์เตอร์ สายตาของเขาไล่มองรูปร่างของไข่มุกอย่างเสียมารยาท
"ทางร้านรับออเดอร์ตามคิวนะคะ รบกวนรอสักครู่ค่ะ" ไข่มุกพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ เธอขยับตัวถอยห่างจากขอบโต๊ะเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ
"แหม ใจเย็นสิครับ เราเห็นน้องยืนเหงามาตั้งนาน อยากจะชวนไปหาอะไรทำสนุกๆ มากกว่ายืนชงชาแบบนี้" ชายคนที่สองพูดแทรกขึ้นมาพลางวางมือทาบลงบนเคาน์เตอร์ กักพื้นที่ไม่ให้เธอขยับตัวได้สะดวก
"ถ้าไม่สั่งเครื่องดื่ม รบกวนช่วยออกจากร้านด้วยค่ะ ลูกค้าท่านอื่นกำลังรออยู่" ไข่มุกยังคงใช้ความใจเย็นเข้าสู้ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย บรรยากาศรอบข้างเริ่มอึดอัด ลูกค้าคนอื่นที่นั่งอยู่ตามมุมร้านต่างพากันมองหน้ากันแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย
"จะรีบไล่ไปไหนล่ะครับ เราแค่อยากทำความรู้จักให้มากกว่านี้" ชายคนแรกยังไม่ลดละ เขาพยายามชะโงกหน้าข้ามเคาน์เตอร์เข้ามาใกล้
เสียงกริ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้ม ลูคัสก้าวเข้ามาภายในร้านด้วยจังหวะก้าวที่มั่นคง ทันทีที่สายตาคมกริบของเขากวาดเห็นสถานการณ์ตรงหน้า อุณหภูมิภายในร้านก็คล้ายจะลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
ออร่าความเย็นชาและดุดันแผ่กระจายออกมาจากตัวมาเฟียหนุ่มจนลูกค้าคนอื่นในร้านแทบจะกลั้นหายใจ ลูคัสเดินตรงดิ่งเข้าไปหยุดอยู่ด้านหลังกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งสามคนโดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัว
"มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ" เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ชายทั้งสามคนชะงักก่อนจะหันขวับกลับมามอง ทันทีที่สบเข้ากับดวงตาคมกริบที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตของคนตัวโตกว่า พวกเขาก็ถึงกับหน้าถอดสี ความกลัวที่อธิบายไม่ได้แล่นปราดเข้าสู่หัวใจโดยไม่ต้องมีคำขู่ใดๆ หลุดออกจากปากของลูคัส
"เปล่า แค่คุยกับน้องเขาเล่นๆ" ชายคนที่เคยวางอำนาจตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
"ถ้าคุยกันเสร็จแล้ว ก็เชิญออกไปได้แล้วครับ" ลูคัสย้ำประโยคเดิมด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าเดิม เขาก้าวเข้าไปประชิดอีกหนึ่งก้าว เป็นการบีบบังคับทางสายตาที่ทรงพลังจนกลุ่มชายอันธพาลต้องถอยกรูด
พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาหรือพูดจาตอบโต้ รีบหันหลังและเดินจ้ำอ้าวออกจากร้านไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีตาย
ลูคัสละสายตาจากประตูกระจกหน้าร้านแล้วหันกลับมามองคนหลังเคาน์เตอร์ แววตาดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด
"ลูกค้ากลุ่มนั้นดูท่าทางไม่ค่อยดีเลยนะครับ" เขาเอ่ยทำลายความเงียบ
ไข่มุกถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะพยักหน้า "เจอแบบนี้บ่อยเหมือนกันค่ะ แต่ไข่มุกรับมือได้ ขอบคุณที่ช่วยนะคะ"
"คุณแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร" ลูคัสถามย้ำ สายตาของเขายังคงกวาดมองสำรวจเธอเพื่อความแน่ใจ
"แน่ใจค่ะ ร้านมุกมีกล้องวงจรปิด พวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไรมากหรอกค่ะ"
"แต่กล้องวงจรปิดมันช่วยชีวิตคนไม่ได้ตอนเกิดเหตุหรอกนะครับ" ลูคัสสวนกลับทันควัน
"คุณก็เลยมาช่วยเป็นบอดี้การ์ดให้เหรอคะ" ไข่มุกเผลอถามออกไปโดยไม่ทันคิด
"ผมแค่ไม่อยากให้ใครมาทำให้แม่ค้าหวานร้อยของผมต้องลำบาก" ลูคัสตอบกลับพร้อมกับวางมือลงบนเคาน์เตอร์ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธออย่างสื่อความหมาย
"อย่าเรียกแบบนั้นเลยค่ะ มุกเป็นแค่แม่ค้า ไม่ใช่ของใคร" ไข่มุกรีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนริ้วรอยสีแดงที่เริ่มพาดผ่านพวงแก้ม เธอหยิบแก้วพลาสติกขึ้นมาถือไว้เพื่อหาที่วางมือ
"งั้นก็รีบเปลี่ยนสถานะสิครับ ผมรออยู่" มาเฟียหนุ่มสวนกลับทันควันโดยไม่ยอมปล่อยให้จังหวะหลุดลอยไป "ถ้าคุณยอมจ่ายค่าจ้างเป็นหัวใจ ผมก็ยินดีเป็นบอดี้การ์ดให้คุณทุกวัน"
ไข่มุกเม้มริมฝีปากแน่น เธอรู้ดีว่าต่อปากต่อคำกับผู้ชายคนนี้ไปก็ไม่มีทางชนะ "รอก่อนนะคะ เดี๋ยวทำชานมให้ค่ะ"
ลูคัสยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา เขายอมถอยออกไปยืนพิงผนังที่มุมประจำเพื่อรอเครื่องดื่ม สายตายังคงจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของเธออย่างไม่คลาดสายตา
บรรยากาศในร้านกลับมาดำเนินไปตามปกติ ลูกค้าคนอื่นเริ่มผ่อนคลายและทยอยสั่งเครื่องดื่ม ไข่มุกจัดการออเดอร์อย่างรวดเร็วจนมาถึงคิวของเขา
"คิวที่สิบสอง ชานมไข่มุกหวานร้อยได้แล้วค่ะ" เธอวางแก้วชานมลงบนโต๊ะ
ลูคัสเดินเข้ามารับแก้วชานมไปถือไว้ วันนี้เขาไม่ได้สัมผัสโดนมือเธอเหมือนวันก่อน แต่สายตาที่มองมากลับให้ความรู้สึกร้อนผ่าวมากยิ่งกว่า
"ไว้พรุ่งนี้ผมมาใหม่นะครับ" ลูคัสเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะหมุนตัวก้าวออกจากร้านไป
ไข่มุกยืนมองแผ่นหลังกว้างที่เดินไปขึ้นรถยุโรปคันหรูจนรถเคลื่อนตัวออกไปจากหน้าร้าน เธอหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาเช็ดเคาน์เตอร์พลางทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ความใส่ใจและการปกป้องที่เขาแสดงออกเมื่อครู่ทำให้กำแพงในใจของเธอสั่นคลอน แม้เขาจะยังคงเป็นลูกค้าจอมกวนประสาทที่ชอบหยอดมุกเลี่ยนใส่เธอทุกวัน แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่าทีดุดันที่เขาใช้ปกป้องเธอนั้นดูพึ่งพาได้มากแค่ไหน
หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เธอต้องกลับมาโฟกัสที่การขายชานมต่อ แต่ลึกๆ แล้ว เธอกลับรู้ตัวดีว่าพรุ่งนี้ตอนบ่ายโมงตรง เธอคงจะเผลอมองไปที่ประตูร้านเพื่อรอคอยการปรากฏตัวของลูกค้าคิวที่สิบสองคนนี้อีกครั้ง
เวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็มนับตั้งแต่ไข่มุกย้ายเข้ามาอยู่ในเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมืองร่วมกับลูคัส ชีวิตคู่ของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวานชื่นและอบอวลไปด้วยความรัก มาเฟียหนุ่มหน้าดุที่ใครต่อใครต่างหวาดกลัว ได้กลายร่างเป็นพ่อบ้านคลั่งรักอย่างสมบูรณ์แบบ ลูคัสยอมตื่นเช้ามาทำอาหารให้เธอทาน ยอมขับรถไปรับไปส่งที่ร้านชานมทุกวันจนลูกน้องในแก๊งต่างพากันลอบอมยิ้มและแซวบอสของตัวเองลับหลัง แต่ถึงอย่างนั้นลูคัสก็ไม่เคยสนใจ เขาสนแค่ยัยหนูชานมของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นทว่าภายใต้ความสุขสมบูรณ์แบบนี้ มีเรื่องหนึ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของมาเฟียหนุ่ม ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ในคืนที่บรรยากาศเป็นใจ ลูคัสเคยเกริ่นเรื่องการแต่งงานกับไข่มุกมาแล้วครั้งหนึ่งย้อนความทรงจำ วันนั้นทั้งสองคนกำลังนั่งดูทีวีและกอดก่ายกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ลูคัสลูบเรือนผมสีแดงอ่อนของเธออย่างทะนุถนอม ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า เมื่อไหร่ไข่มุกจะยอมใช้นามสกุลคาร์เตอร์ของเขาสักที คุณแม่ของเขาก็บ่นถามหาหลานและงานแต่งงานจนเขาแทบจะตอบคำถามไม่ทันแล้วในตอนนั้น ไข่มุกมีสีหน้าลำบากใจ หญิงสาวรีบขยับตัวลุกขึ้นนั่งและจับมือหนาของเขา
แสงแดดจ้าส่องผ่านม่านเนื้อหนาเข้ามาตกกระทบลงบนเตียงกว้าง ไข่มุกขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่โจมตีเข้ามาคือความปวดเมื่อยร้าวรานไปทั่วทั้งร่างกายนุ่มนิ่ม ราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาสิบกิโลเมตร หญิงสาวพยายามพลิกตัวแต่ก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเสียดสีที่จุดกึ่งกลางกาย เธอกะพริบตาปรับโฟกัสสายตา มองไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังห้องนอน ตัวเลขดิจิทัลบอกเวลาสิบสามนาฬิกาตรงไข่มุกเบิกตากว้างด้วยความตกใจ วันนี้เธอตั้งใจจะเข้าไปเปิดร้านชานมตั้งแต่เช้า แต่ร่างกายกลับไม่รักดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการโดนมาเฟียหนุ่มรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกือบเช้าโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงแผดเสียงร้องดังขึ้น ไข่มุกพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่ท่อนแขนแกร่งของคนข้างกายกลับไวกว่า ลูคัสตื่นอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มนอนตะแคงเท้าคางมองเธอด้วยสายตาพราวระยับ ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นแผงอกล่ำสันและหน้าท้องที่เป็นลอนสวยงาม เขาคว้าโทรศัพท์ของเธอไปดูหน้าจอ ก่อนจะกดรับสายอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ขออนุญาต"คุณพ่อครับ วันนี้มุกคงเข้าร้านเลทหน่อยนะครับ พอดีเมื่อคืนค่อนข้างดึก ตอนนี้น้องยังนอนหลับอยู่
เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มของรถสปอร์ตยุโรปคันหรูดับลงเมื่อแล่นเข้ามาจอดสนิทภายในโรงรถส่วนตัวของเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมือง ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ร่างอวบอิ่มของไข่มุกก็ถูกตวัดอุ้มขึ้นพาดบ่ากว้างอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว"อ๊ะ! พี่ลูคัส ปล่อยมุกเลยนะ นิสัยไม่ดี ลักพาตัวกันชัดๆ" ไข่มุกแกล้งโวยวายเบาๆ หน้ามุ่ยด้วยความขัดใจ พร้อมกับกำปั้นเล็กที่ทุบลงบนแผ่นหลังกว้างของมาเฟียหนุ่มลูกครึ่งที่ทำตัวหน้ามึน อุ้มเธอเดินตรงดิ่งเข้าไปในลิฟต์ส่วนตัวโดยไม่สนเสียงทัดทานลูคัสไม่ตอบโต้คำประท้วงนั้น เขากระชับอ้อมแขนรัดสะโพกผายแน่นขึ้น ฝ่ามือหนาตีลงบนก้นงอนเด้งเบาๆ อย่างมันเขี้ยว ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเย็นชาต่อหน้าคนอื่น บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก แววตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าดุดันวาววับไปด้วยความหิวโหยที่สะสมมาหลายวัน ชายหนุ่มก้าวยาวๆ เข้าสู่ห้องนอนกว้างขวางทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกร่างนุ่มนิ่มถูกโยนลงบนฟูกนอนคิงไซส์ ทว่าความนุ่มของเตียงก็ทำให้เธอไม่รู้สึกเจ็บ ไข่มุกพยายามจะตะเกียกตะกายลุกหนีทันทีเมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับฟูกนอนนุ่ม แต่ความไวของมาเฟียหนุ่มนั้นเหนือกว่า ลูคัส
บรรยากาศภายในร้านชานมไข่มุกช่วงสายของวันธรรมดาค่อนข้างเงียบสงบ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่แวะมาซื้อเครื่องดื่มก่อนเข้างาน ทำให้ช่วงเวลานี้ไข่มุกพอจะมีเวลาว่างได้พักหายใจบ้างหญิงสาวร่างอวบกำลังยืนจัดเตรียมวัตถุดิบอยู่หลังเคาน์เตอร์ ทว่าเธอกลับไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง เพราะมีร่างสูงใหญ่ของมาเฟียหนุ่มลูกครึ่งกำลังยืนซ้อนทับอยู่ด้านหลัง ท่อนแขนแกร่งตวัดโอบรอบเอวบางเอาไว้อย่างถือวิสาสะ คางสากที่เต็มไปด้วยไรหนวดจางๆ วางเกยอยู่บนลาดไหล่มน"มุกย้ายไปอยู่กับพี่เถอะนะ ให้พี่นอนกอดหมอนข้างที่เพนต์เฮาส์คนเดียวทุกคืน พี่นอนไม่หลับเลย" ลูคัสออดอ้อนด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม พลางฝังจมูกลงบนซอกคอหอมกรุ่นของคนในอ้อมกอดไข่มุกส่ายหน้าเบาๆ มือเล็กยังคงง่วนอยู่กับการตักไข่มุกดิบลงไปต้มในหม้อ "ไม่ได้หรอกค่ะพี่ลูคัส พ่อกับแม่ท่านลงมาหาและพักอยู่ที่คอนโด มุกจะทิ้งพวกท่านไปอยู่กับพี่ได้ยังไงกันคะ ท่านอุตส่าห์มาอยู่ด้วยทั้งที มุกก็ต้องดูแลพวกท่านสิคะ"หลังจากที่พ่อและแม่ของเธอกลับมาจากเวียดนาม พวกท่านก็ตัดสินใจอยู่พักผ่อนที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสักระยะ ทำให้พื้นที่ในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดถูกจับจองจนหมด ลูคัส
ช่วงบ่ายของวันหยุด บรรยากาศภายในคอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัดของไข่มุกเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ หญิงสาวร่างอวบในชุดเดรสดูเรียบร้อยน่ารักกำลังเดินวนไปวนมาอยู่หน้าโซฟาห้องนั่งเล่น สองมือเล็กบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ ดวงตากลมโตคอยชะเง้อมองไปที่บานประตูห้องสลับกับนาฬิกาแขวนผนังแทบจะทุกๆ ห้านาทีตรงกันข้ามกับชายหนุ่มลูกครึ่งรูปร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งพิงพนักโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ลูคัสไม่ได้สวมชุดสูทสีดำสนิทที่ดูดุดันและน่าเกรงขามเหมือนเวลาไปทำงาน วันนี้เขาเลือกสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนขึ้นลวกๆ ปลดกระดุมคอออกสองเม็ดเพื่อให้ดูสุภาพและเข้าถึงง่าย ทว่าเสื้อผ้าธรรมดาเหล่านั้นก็ไม่อาจปิดบังออร่าความหล่อเหลาและบุคลิกที่ดูแพงของเขาเอาไว้ได้เลยที่มุมห้องด้านหนึ่ง เจสัน บอดี้การ์ดคนสนิทในชุดสูทสีเทาเข้มกำลังยืนสงบนิ่ง สองมือถือถุงกระดาษแบรนด์เนมสุดหรูและกล่องไม้สลักลายปราณีตเอาไว้อย่างระมัดระวัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญในการพิชิตใจว่าที่ครอบครัวของเจ้านาย"พี่ลูคัส มุกตื่นเต้นจนหายใจไม่ออกแล้วค่ะ พ่อกับแม่ส่งข้อความมาบอกว่ากำลังขึ้นลิฟต์มาแล้ว ทำยังไงดีคะ" ไข่มุกหันมา
เวลาล่วงเลยผ่านไปราวสามสัปดาห์นับตั้งแต่ค่ำคืนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนขยับสถานะอย่างเป็นทางการ ชีวิตประจำวันของไข่มุกและลูคัสเริ่มปรับเข้าหากันอย่างลงตัวมากขึ้น หญิงสาวกลับไปดูแลร้านชานมไข่มุกของเธอตามปกติ ในขณะที่ชายหนุ่มก็กลับไปเคลียร์เอกสารและดูแลความเรียบร้อยที่คาสิโนแม้ลูคัสจะคลั่งรักและอยากให้ไข่มุกย้ายข้าวของมาอยู่ด้วยกันที่เพนต์เฮาส์แบบถาวร แต่หญิงสาวร่างอวบก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธเพราะความเกรงใจและหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง สุดท้ายคนเอาแต่ใจจึงต้องยอมพบกันครึ่งทางด้วยการผลัดกันไปนอนค้างคืน บางวันลูคัสก็หอบเสื้อผ้าไปนอนเบียดกับเธอที่คอนโดมิเนียมขนาดกะทัดรัด ส่วนบางวันไข่มุกก็เป็นฝ่ายยอมมานอนค้างที่เพนต์เฮาส์สุดหรูของเขา เป็นการใช้ชีวิตคู่ที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุขที่ค่อยๆ เติมเต็มซึ่งกันและกันช่วงสายของวันหยุดพักผ่อน ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงบทสนทนาจากภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนที่กำลังฉายอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่บนโซฟาบุหนังตัวนุ่ม ร่างอวบอิ่มของไข่มุกกำลังนอนหนุนตักแกร่งของลูคัสแทนหมอนใบโต ดวงตากลมโตจดจ่ออยู่กับเนื







