Mag-log inความเจ็บปวดทรมานที่เกิดขึ้นกับร่างกายของหนานซวง ถูกถ่ายทอดมายังหลิงอวี๋ผ่านอาการสัมผัสร่วมที่เชื่อมโยงถึงกันหลิงอวี๋ยังรู้สึกได้ว่าหัวใจของตนกำลังเต้นรัวเร็วราวกับกลองศึกเมื่อหลิงอวี๋เข้าไปใกล้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็รีบขยับกายหลีกทางให้ทันทีเบื้องหน้าสายตาคือดรุณีน้อยรูปงามที่นอนแน่นิ่งใบหน้าแดงซ่านอยู่บนเตียงดวงตาของนางปิดสนิท ร่างกายบิดเกร็งไปมาด้วยความทุรนทุราย ลมหายใจติดขัดหอบกระชั้น ทรวงอกกระเพื่อมไหวขึ้นลงอย่างรุนแรงที่มุมปากของนาง มีโลหิตสีดำไหลซึมออกมาหลายสายหลิงอวี๋หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา ซับโลหิตสีดำนั้นเล็กน้อยก่อนจะส่งเข้าไปตรวจสอบในมิติคิ้วเรียวงามขมวดมุ่นเอ่ยถามขึ้นว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า พวกท่านพบนางที่ใดหรือเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิชอบมาพากลเสียแล้ว จูเก๋อเยวียนเพียงต้องการให้หนานซวงชื่อเสียงป่นปี้ จนถูกท่านขับไล่ออกจากตระกูลจูเก๋อมิใช่หรือ!”“อีกทั้งสิ่งที่เซวียนหยวนเซินต้องการคือตัวคน มิใช่ชีวิตของนาง เหตุใดจึงต้องใช้ยาแรงถึงเพียงนี้!”ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มขมขื่น “คนของข้าไปพบซวงเอ๋อร์ในห้องตำราของจูเก๋อเว่ย พวกเขาตั้งใจจะยั่วยุให้ข้าและจูเก๋อเว่ยโกรธเกรี้ยวซวงเอ๋อร์ให้มากย
วันนี้จูเก๋อเยวียนมีอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ เดิมทีควรเป็นวัยดรุณีแรกรุ่นที่งดงามดุจบุปผาหลิงอวี๋มองดวงหน้าที่ได้รับการประทินโฉมมาอย่างวิจิตรบรรจงนั้น แล้วลอบถอนหายใจในอกวัยเพียงนี้ควรไร้เดียงสาบริสุทธิ์ ทว่าแม่นางน้อยผู้นี้กลับรู้จักใช้วิธีการอำมหิตเช่นนี้มาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นตั้งแต่วัยเยาว์หากเติบใหญ่ไปภายหน้า จะร้ายกาจเพียงไรกันหลิงอวี๋ได้บอกกล่าวเรื่องราวระหว่างจูเก๋อเยวียนและหนานซวงแก่เซียวหลินเทียนไปจนสิ้นแล้วก่อนหน้านี้ ยามเซียวหลินเทียนได้ฟังความ เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าคนสกุลเซวียนหยวนผู้นั้นเคยสนทนากับข้า ดูท่าคงสงสัยในฐานะของข้า ถึงได้เอ่ยปากว่าจะมาเยี่ยมเยียนเพื่อพูดคุยสมาคมกับข้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น!”“ฟังจากน้ำเสียงแล้ว คนผู้นี้มิใช่คนดีมีเมตตาเป็นแน่!”“พวกเราจำต้องรีบตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเผยอวี้ตกอยู่ในกำมือของเขาหรือไม่ คนเยี่ยงนี้ เรื่องเลวร้ายอันใดล้วนกระทำได้ทั้งสิ้น!”ยามนี้หลิงอวี๋มิได้คาดหวังสิ่งใดในตัวเซวียนหยวนเซินแม้แต่น้อย บุรุษอกสามศอกผู้หนึ่ง เพียงเพราะมิอาจครอบครองหนานซวง กลับคิดอ่านใช้วิธีการต่ำช้าสามานย์เช่นนี้บุรุษไร้ยางอายพรรค์นี้ ยังจะหวังให้
หลังจากหลิงอวี๋ชี้แจงแก่ฮูหยินผู้เฒ่าจนสิ้นสงสัยนางก็มิได้เข้าไปก้าวก่ายในเรื่องนี้อีกนางเชื่อมั่นว่า ฮูหยินผู้เฒ่าควบคุมตระกูลจูเก๋อมาเนิ่นนานย่อมมีกลวิธีจัดการปัญหาด้วยตนเองเป็นแน่ครั้นหลิงอวี๋กลับมายังที่นั่ง จูเสียยังคงมีท่าทีขุ่นเคืองอยู่บ้างหลิงอวี๋จึงป้องปากกระซิบข้างหูนางเสียงเบา “เรื่องที่ข้าสนทนากับฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อครู่ เป็นเรื่องอัปยศภายในตระกูลจูเก๋อ!”“หากเจ้าอยู่ในเหตุการณ์ ฮูหยินผู้เฒ่าคงกระอักกระอ่วนใจ ข้าจึงต้องให้เจ้าเลี่ยงออกมาเสียก่อน!”“อย่าได้โกรธเคืองไปเลย ประเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปพบน้องสาวของข้า!”จูเสียมิใช่คนไร้เหตุผล เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียภายในตระกูลจูเก๋อ นางก็ตระหนักได้ว่าตนเองมิสมควรอยู่ร่วมรับรู้ จึงมิได้เอ่ยสิ่งใดต่อทว่าจูเก๋อเหวินกลับจ้องมองทั้งสองกระซิบกระซาบกันด้วยความใคร่รู้ ราวกับสงสัยว่ามีลับลมคมในปิดบังนางอยู่สาเหตุที่หลิงอวี๋มิปรารถนาให้จูเก๋อเหวินล่วงรู้ ประการแรกเพราะนางยังเยาว์วัยนัก ประการที่สองคือหลิงอวี๋มิใคร่จะทำให้นางต้องเสียใจขณะที่หลิงอวี๋กำลังสนทนากับจูเสีย นางสัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมา จึงหันกลับไปม
ฮูหยินผู้เฒ่าจนปัญญา วาจาก็แจ้งแถลงไขถึงเพียงนี้ จูเก๋อเซวียนกลับยังมิรู้ความ เหตุใดเด็กคนนี้ถึงได้หัวทึบเพียงนี้นะ!ทว่า บางทีจูเก๋อเซวียนคงมิอาจคิดได้ว่าน้องสาวแท้ ๆ ของตนจะร้ายกาจมากปานนั้น นี่สินะ คนในมองมิออก คนนอกพูดมิฟัง!ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเอ่ยตรงไปตรงมาว่า “การจะทำให้คนผู้หนึ่งต้องชื่อเสียงป่นปี้ โดยเฉพาะสตรี นอกจากการทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศแล้ว ยังจะมีสิ่งใดอีก?”นางกล่าวสืบต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากหลังจบพิธีการ มีคนมาพบเห็นเซวียนหยวนเซินและหนานซวงนอนร่วมเตียงเคียงหมอน เจ้าคิดว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”วาจานี้แจ่มแจ้งยิ่งนัก จูเก๋อเซวียนพลันรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งแผ่นหลังเขาย่อมตระหนักดีว่ามันหมายความว่ากระไร!“ท่านย่า... น้องหญิงใหญ่... นางคงมิทำเรื่องเช่นนี้กระมังขอรับ!”จูเก๋อเซวียนยังคงมิใคร่อยากจะเชื่อ และเอ่ยตะกุกตะกักว่า “ทำเช่นนี้แล้วนางจะได้ประโยชน์อันใดเล่า?”ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอย่างหมดความอดทน “เจ้าจงไปตรองดูเอาเองเถิด!”“ยามนี้ข้าไม่มีเวลามาอธิบายความแก่เจ้าแล้ว เซวียนเอ๋อร์ อย่าได้กังขาในความอำมหิตของจิตใจคน ยามที่คนผู้หนึ่งคิดชั่ว ย่อมไร้ซึ่งขอบเขต!”“
ฮูหยินผู้เฒ่ามิรู้เลยว่าในหัวของจูเก๋อเยวียนมีสิ่งใดอยู่กันแน่!หากหนานซวงเกิดเหตุอันใดขึ้นในจวนอัครเสนาบดีจูเก๋อ แม่ทัพหนานจะยอมละเว้นพวกนางกระนั้นหรือ?แม้นายท่านผู้เฒ่าจูเก๋อจักวางมือจากราชการแล้ว ทว่าบุตรหลานตระกูลจูเก๋อยังคงรับราชการอยู่ในราชสำนักหากไร้ซึ่งการเกื้อหนุนจากแม่ทัพหนาน พี่น้องตระกูลจูเก๋อจะยืนหยัดอยู่ได้นานเพียงไรนี่คือกิจการที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีเพียงการค้ำจุนกันเท่านั้นจึงจะมั่นคงสืบไปนานแสนนานจูเก๋อเยวียนกลับดึงดันจะทำลายความสัมพันธ์เช่นนี้ นางมิหวั่นเกรงหรือว่าการทำลายหนานซวง ท้ายที่สุดแล้วตัวนางเองก็จะไม่มีจุดจบที่ดีเช่นกันหรือ?แววตาของฮูหยินผู้เฒ่าฉายแววดุดันหลานสาวผู้นี้ถูกจูซื่อเลี้ยงดูจนเสียคน เมื่อคราก่อนนางเคยใส่ร้ายหนานซวง ตนเห็นแก่อายุที่ยังเยาว์จึงยอมปล่อยไป มิได้ถือสาเอาความจริงจังผู้ใดจะคาดคิดว่าจูเก๋อเยวียนนอกจากจักมิสำนึกผิดแล้ว ยังคิดวางอุบายปองร้ายหนานซวงอีกครานี้หากปล่อยให้นางกระทำการสำเร็จ มิเท่ากับทำลายตระกูลจูเก๋อจนย่อยยับหรอกหรือ?ครั้นเห็นหลิงอวี๋จากไปแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจึงเรียกแม่นมข่งคนสนิทเข้ามา “แม่นมข่ง เจ้าจ
หลิงอวี๋กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “จิตใจคน!”“ในใต้หล้านี้ สิ่งที่ยากจะควบคุมที่สุดก็คือใจคน!”“พวกเขาอาจแสดงท่าทีก้มหัวยอมสยบต่ออำนาจ ทว่าภายในใจหาได้ยอมรับนับถือไม่!”“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านกล้าต่อกรกับตระกูลเซวียนหยวน แต่ท่านจะรับประกันได้หรือว่าคนทั้งจวนอัครเสนาบดีจูเก๋อจะมีใจร่วมแรงร่วมใจต้านศัตรูเฉกเช่นเดียวกับท่าน?”ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยถามขึ้น “เป็นตาเฒ่าแห่งตำหนักเสวียนเทียนผู้นั้นส่งเจ้ามาเกลี้ยกล่อมให้พวกเราสนับสนุนพวกเขาหรือ?”หลิงอวี๋ส่ายหน้า “หามิได้... ท่านอดีตเจ้าตำหนักมิได้กล่าวเช่นนั้น!”“สิ่งที่ข้ากำลังพูดถึงมิใช่เรื่องนั้น หากแต่เป็นเรื่องชะตาชีวิตของหนานซวง!”ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มบาง ๆ “ท่านหมายถึงเรื่องที่หนานซวงถูกเซวียนหยวนเซินตามตอแยกระนั้นหรือ?”“ฮูหยินอู่ ข้าเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของตระกูลจูเก๋อและตระกูลหนาน ต่อให้เซวียนหยวนเซินจะมีความคิดเช่นนั้น เขาก็ไม่มีวันแต่งหนานซวงไปได้!”หลิงอวี๋เอ่ยแย้งอย่างมิเกรงใจ “ฮูหยินผู้เฒ่า วันนี้เซวียนหยวนเซินเองก็มาด้วยใช่หรือไม่?”“ตระกูลจูเก๋อของพวกท่านคงต้อนรับเขาเยี่ยงแขกคนสำคัญ!”ฮูหยินผู้เฒ่าพย







