Masuk‘หยางซื่อหง’ นอนป่วยอยู่บนเตียงมานานหลายวัน หลายวันมานี้เธอล่องลอยในห้วงความคิด เหมือนเธอกำลังฝันอยู่ ทุกอย่างที่อยู่ในฝันเหมือนปกคลุมไปด้วยผ้าสีขาว พร่ามัวมองเห็นไม่ชัดเจน ในภวังค์ความคิดเหมือนซื่อหงจะได้ยินเสียงของใครบางคนดังก้องอยู่ในหู
“สามปีแล้วนะ หมอก็ได้ตรวจดูร่างกายแล้ว ยาบำรุงก็กินแล้ว แต่กลับไม่มีวี่แววที่จะท้องเลย ตัวปัญหาจริง ๆ ไม่รู้สูญเสียเงินไปตั้งเท่าไรแล้ว เห็นว่าสะโพกใหญ่หน้าอกอวบน่าจะมีลูกง่าย แม่ถึงได้ยอมให้เจียวหมิงแต่งงานด้วยหรอกนะ ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงอย่างซื่อหงกลับมีลูกไม่ได้ มาทำให้ตระกูลเราอับอายขายขี้หน้าจริง ๆ เลย”
“แม่คะ แม่พูดเบา ๆ หน่อยค่ะ เดี๋ยวพี่เขาก็มาได้ยินหรอก”
“ได้ยินแล้วจะทำไม? แต่งงานมานานกี่ปีแล้ว แต่กลับไร้วี่แววที่จะท้อง ไก่ที่เล้าของเรายังทำหน้าที่ตัวเองดีกว่านังนี่เสียอีก รู้ว่ามีลูกให้ไม่ได้ก็ยังไม่ยอมหย่า นังนั่นตั้งใจทำให้ตระกูลเราไม่มีผู้สืบสกุล ถ้านังนั่นอยากจะรักษาหน้าของตระกูลหยางไว้นะ นังนั่นต้องหย่ากับพี่ชายลูกเท่านั้น”
“แม่คะ พี่ซื่อหงหัวแข็ง ดื้อรั้นมากนะคะ แม่ต้องพูดดี ๆ กับพี่เขา ถ้าไม่อย่างนั้นแม่ก็ต้องรอพี่เจียวหมิงกลับมาก่อนค่ะ”
“ที่ผ่านมาแม่ดูแลนังนั่นอย่างดี เรื่องนี้จะปล่อยไว้นานไม่ได้ คอยดู แม่จะต้องหาวิธีทำให้พี่ชายของลูกหย่ากับนังนั่นให้ได้”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นซื่อหงได้ยินมันได้อย่างชัดเจน คำพูดทุกถ้อยคำที่พ่นออกมาจากปากแม่ของสามี ไม่ต่างจากดาบที่กำลังเฉือนเนื้อเธออยู่ เธอรู้สึกเจ็บปวดไปหมดทั้งร่างกายและจิตใจ
ซื่อหงได้สติเหมือนประตูแห่งห้วงความคิดของเธอได้เปิดออก ความทรงจำในอดีตผุดไหลเข้ามาในหัวเธอไม่หยุด อาการปวดที่ศีรษะทำให้เธอถึงกับนิ่วหน้า มือเล็กนวดที่ขมับอยู่ครู่หนึ่งถึงรู้สึกดีขึ้น ดวงตากลมโตกวาดสายตามองดูรอบ ๆ ห้อง ข้าวของที่อยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้คุ้นตานัก เธอนอนในห้องนี้มาหลายปีแล้วอย่างนั้นหรือ? ทำไมเธอจะจำห้องนอนห้องนี้ไม่ได้กันล่ะ นี่คือห้องหอของเธอกับ ‘เหอเจียวหมิง’ อย่างไรล่ะ
แต่...เธอจำได้ว่าเธอหย่ากับเจียวหมิงนานแล้วนี่นา นัยน์ตาคมกวาดสายตารอบ ๆ ห้องอีกครั้ง เห็นรูปแต่งงานตั้งอยู่ตรงหัวเตียง ปฏิทินที่วางอยู่ข้าง ๆ รูปแต่งงานหยุดอยู่ในวันที่ 10 ตุลาคม ปี 1978 ความทรงจำในอดีตยังผุดเข้ามาในหัวเธอไม่หยุด ทว่าครู่นั้นเหมือนซื่อหงจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เธอรีบลุกจากเตียงเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง นัยน์ตามองดูเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจก ใบหน้าเรียวเล็ก จมูกโด่งริมฝีปากบางอมชมพู ดวงตากลมโตแววตาดูเศร้าสร้อย คิ้วโก่งสวย แม้ว่าใบหน้าจะดูผอมไปหน่อย แต่ซื่อหงจำได้ว่านี่คือเธอเมื่อหลายปีก่อน
ซื่อหงดีใจมากเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว ปี 1978 คือปีที่สามที่เธอกับเจียวหมิงใช้ชีวิตคู่ด้วยกันและยังเป็นปีที่ครอบครัวสามีบังคับให้เธอหย่ากับเจียวหมิง ซื่อหงยังจำวันนั้นได้ดี วันที่เธอสิ้นใจตายลาโลกนี้ไป ไม่คิดว่าลืมตาอีกทีเธอกลับได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ซื่อหงและเจียวหมิงรู้จักกันเพราะมีแม่สื่อมาทาบทามแนะนำให้พวกเขาสองคนได้รู้จักกัน แม้ว่าเธอจะไม่ชอบเจียวหมิงก็เถอะ แต่เจียวหมิงเขาขับรถบรรทุกเป็นและยังทำงานที่เขตชุมชนด้วย เขาออกไปทำงานขับรถบรรทุกทุกวัน เพราะแบบนี้...ครอบครัวของเขาถึงได้มีฐานะดีกว่าผู้คนในหมู่บ้านนี้ ครอบครัวซื่อหงชอบเจียวหมิงมากเหมือนกัน
ชีวิตคู่เธอไม่ได้เป็นคนกำหนด จำใจที่ต้องแต่งงานกับเจียวหมิง สามีของเธอมีอายุมากกว่าเธอถึง 6 ปี หลังจากที่แต่งงานกันได้ไม่กี่วัน ‘โจวเฟยเทียน’ แม่สามีก็บังคับให้เธอรีบ ๆ มีลูกให้ตระกูลเหอ ดูเหมือนว่ายิ่งคาดหวังมากเท่าไรก็ยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น
หลายวันหลายเดือนผ่านไปร่างกายเธอไร้วี่แววที่จะท้อง พอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็ไม่มีปัญหาอะไร ยาบำรุงก็กินแล้ว เทพก็พึ่งแล้วแต่เธอก็ไม่ท้องสักที แม่สามีไม่ชอบหน้าเธอตั้งแต่แรกเห็น นับวันยิ่งพ่นแต่คำหยาบไม่น่าฟังต่อหน้าเธอ ไม่พอแค่นั้น...แม่สามียังจิกหัวใช้งานเธอเยี่ยงทาสคนหนึ่ง ทำอะไรไม่ถูกใจก็เอาแต่ก่นด่าอยู่ไม่หยุด
นำเรื่องที่เธอมีลูกให้ไม่ได้ไปพูดให้ชาวบ้านฟังอยู่ทุกวัน หาว่าเธอทำลายตระกูลเหอ เจียวหมิงเขารู้ทุกอย่าง แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเธอเลยสักครั้ง กลับเห็นด้วยกับแม่ดุด่าต่อว่าเธออีกคน บางครั้งยังลงมือทำร้ายร่างกายเธอด้วย เมื่อชาติที่แล้ว...ซื่อหงไม่เคยคิดที่จะหย่า ถ้าเธอหย่าจะถูกคนอื่นต่อว่าสาปแช่งไปตลอดชีวิต อีกอย่างคนในครอบครัวของเธอก็ไม่ยอมให้เธอหย่ากับเจียวหมิง
เพราะไม่อยากทำให้ตระกูลหยางเสื่อมเสียชื่อเสียง ซื่อหงถึงต้องทน อดทนอดกลั้นทำดีกับครอบครัวสามี คอยเอาอกเอาใจแม่สามี มีเวลาว่างเธอก็ใช้ความสามารถทางด้านการทำอาหารหาเงินมาให้แม่สามีใช้ แต่ยุคนี้...ผู้หญิงที่แต่งงานออกเรือนไป มีลูกให้ครอบครัวสามีไม่ได้ก็จะถูกคนอื่นนินทาว่าร้าย กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ทนอยู่มานานหลายปีสุดท้ายเธอกับสามีก็ต้องหย่ากัน
หย่ากันได้ไม่นาน เจียวหมิงก็แต่งงานกับหญิงชู้ที่แอบดูใจกันมานาน ส่วนซื่อหง...เพราะคิดว่าตัวเองไม่อาจมีลูกได้ ถึงได้ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว สุดท้ายก็จากไปไร้คนดูแลพร้อมกับความแค้น ถ้าเธอไม่ได้ย้อนเวลากลับมาเธอไม่อาจรู้ได้ว่าเธอคือตัวประกอบในนิยายย้อนยุคเรื่องหนึ่ง ในนิยายซื่อหงคือตัวละครที่โชคร้ายที่นักเขียนเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิต
อ่อนแอ ไม่สู้คน ทนเหมือนวัวเหมือนควาย ไม่มีการศึกษาเหมือนตัวละครอื่น เรื่องที่น่าขันที่สุดก็คือ นักเขียนได้อธิบายในตอนท้ายว่าทำไมเธอกับเจียวหมิงถึงไม่มีลูกกันสักที เพราะเจียวหมิงเป็นหมัน ถึงมีลูกไม่ได้อย่างไรล่ะ
ปัง ๆ ! ได้ยินเสียงเคาะประตู ร่างบางถึงกับสะดุ้งโหยง ซื่อหงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะหันไปมองที่ประตู
“ซื่อหงตื่นหรือยัง? ก็แค่ไข้หวัดธรรมดาทำไมถึงต้องพักรักษาตัวนานขนาดนี้ด้วย รู้ไหมว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้วยังไม่ยอมลุกจากเตียงอีก”
น้ำเสียงที่แผดออกมา ต่อให้ซื่อหงสิ้นใจตายอีกครั้งเธอก็ไม่มีวันลืมได้ แม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะคุ้นชินกับน้ำเสียงและการกระทำของแม่สามีแล้วก็ตาม แต่พอได้ยินมันอีกครั้งทำไมเธอถึงได้รู้สึกปวดหัวก็ไม่รู้ เธอรู้สึกอึดอัดใจมาก แต่ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากมาเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับแม่สามี
“ฉันตื่นแล้วค่ะ ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” เฟยเทียนได้ยินเสียงอันอ่อนโยนตอบกลับก็ชอบใจมาก
“รีบ ๆ ออกจากห้องมาเลยนะ อย่ามัวชักช้าล่ะ ถ้าเป็นคนอื่นนะ ผู้หญิงที่ไร้น้ำยาอย่างเธอคงถูกเฉดหัวออกจากบ้านไปนานแล้ว”
ได้ยินแม่สามีเอาแต่พูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ไปมา ซื่อหงก็กัดฟันแน่น
“ฉันรู้แล้วค่ะ” ที่ผ่านมาซื่อหงไม่เคยทำตัวไม่ดีกับแม่สามี เฟยเทียนได้ยินซื่อหงไม่พูดอะไรอีกก็รีบหมุนกายเดินกลับออกมา
ได้ยินเสียงฝีเท้าค่อย ๆ เดินจากไป ซื่อหงก็เหยียดยิ้มที่มุมปาก มือเล็กหยิบเอารูปแต่งงานไปทิ้งลงถังขยะ ชีวิตที่ผ่านมาของเธอไม่ต่างจากอยู่ในนรก ตอนนี้เธอตาสว่างแล้ว จะไม่ทนอยู่ที่นี่อีกต่อไป!
ได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เธอจะไม่โง่ไม่เป็นวัวเป็นควายคอยรับใช้แม่สามีอีก ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเจียวหมิงไม่อาจประคับประคองกันไปได้ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือหย่า!
น่าเสียดาย...เจียวหมิงออกจากบ้านไปทำงานหลายวันแล้ว พรุ่งนี้เขาถึงจะกลับมาที่บ้าน ถ้าไม่อย่างนั้นวันนี้เธอคงลงนามในใบหย่ายื่นให้เขาแล้ว แม้จะรู้ว่าพรุ่งนี้เจียวหมิงถึงจะกลับมา แต่เธอไม่อยากทนอยู่ที่บ้านหลังนี้สักวินาทีเดียว หลังจากที่รู้ความจริงทุกอย่างและตัดสินใจได้แล้ว ซื่อหงก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า
ซื่อหงรวบผม เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ จากนั้นก็หยิบเอาถุงผ้าออกมา ก่อนจะเก็บเสื้อผ้าในตู้ใส่ลงในถุง เงินทั้งหมดที่หามาได้แม่สามีจะเป็นคนเก็บไว้ทั้งหมด วันแต่งงานแม่สามีซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอแค่ไม่กี่ชุด ทุกวันนี้ซื่อหงถึงไม่มีเงินเก็บหรือมีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเลย เสื้อผ้าที่มีอยู่ก็มีไม่มาก
เมื่อเก็บเสื้อผ้าเสร็จ บังเอิญเธอฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ซื่อหงควานหาของสิ่งนั้นทั่วห้อง สุดท้ายเธอก็หากล่องไม้นั้นเจอใต้ตู้เสื้อผ้า กล่องไม้นี้คือกล่องไม้ของเจียว หมิง ปกติเขาจะเก็บกระดาษสินค้าและใบเสร็จไว้ในนี้ ก่อนหน้านี้เจียวหมิงกำชับนักกำชับหนาว่าไม่ให้เธอแตะต้องกล่องไม้นี้ ซื่อหงเชื่อฟังไม่เคยแตะต้องมันเลย
แต่ตอนนี้...ซื่อหงรู้ทุกอย่างหมดแล้ว ในกล่องไม้นอกจากจะมีใบเสร็จแล้วยังมีจดหมายที่เจียวหมิงกับผู้หญิงที่มีนามว่า ‘จูโม่วหลี’ คนนั้นคอยส่งหากัน ในกล่องไม้มีกุญแจเล็ก ๆ อยู่ ก็เป็นแค่กุญแจประดับข้างนอกเท่านั้น เธอทุบกุญแจนั่นออก ก็มีซองจดหมายสีขาวอยู่ 3 ซอง
ซื่อหงหยิบจดหมายนั่นมาอ่านดู ที่หน้าซองเขียนว่าส่งถึงสหายเจียวหมิง แต่เนื้อหาข้างในกลับเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย โม่วหลีขอให้เจียวหมิงหลังจากที่อ่านจดหมายเสร็จให้ทำลายทิ้ง แน่นอนว่าเจียวหมิงทำแบบนั้นไม่ลงเขาถึงได้เก็บจดหมายพวกนี้ไว้ ถ้าเธอจำไม่ผิด...โม่วหลีคนนี้มีชีวิตที่ดีกว่าเธอมากและยังมีสามีที่ดีและมากความสามารถ
ซื่อหงไม่สนใจว่าพวกเขาสองคนรู้จักกันมานานแค่ไหนแล้วและเธอก็ไม่อยากจะรู้ด้วยว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้วเหมือนกัน เธอรู้แค่ว่าจดหมายพวกนี้มีประโยชน์ต่อเธอในอนาคต!
ซื่อหงเดินช้า ๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเป็นแม่ นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง“ตอนที่พี่จินเกอประสบอุบัติเหตุ ฉันต้องหยุดเรียนเพื่อมาดูแลพี่เขา ฉันช่วยงานพ่อกับแม่ดูแลพี่จินเกอและซื่อหลิน ฉันตามพ่อกับแม่ไปทำงานที่ทุ่ง เรือนที่เราอยู่ตอนนี้ฉันก็มีส่วนร่วมหาเงินมาช่วยสร้างเรือนหลังนี้ เพราะเหตุใดกัน? ฉันหย่ากับเจียวหมิงแม่ถึงตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน ฉันควรจะได้อยู่ที่เรือนหลังนี้สิ”เมื่อคราที่เธอยังเด็ก พี่ชายโชคไม่ดีประสบอุบัติเหตุ ซื่อหงคิดว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ เมื่อชาติที่แล้วใครพูดอะไรเธอก็เชื่อฟังไม่เคยขัด เธอทำดีคอยช่วยเหลือทุกคนในบ้าน ทำไมตอนนี้เธอถึงอาศัยอยู่ในเรือนนี้ไม่ได้กันเล่า?“ถ้าแม่รู้สึกว่าการที่ฉันหย่ากับเจียวหมิงทำให้ตระกูลหยางอับอายขายขี้หน้า ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันกับแม่ก็ไปป่าวประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าแม่อยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันเหมือนอย่างที่แม่ต้องการ!!”ซื่อหงไม่ได้ประชดประชันแม่แต่อย่างใด เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายในบ้านหลังนี้อ่อนแอปวกเปียกแค่ไหน พ่อกับพี่ชายไม่มีความเป็นผู้นำและยังเป็นคนโลภมากชอบเอาแต่ได้ ก่อนหน้านั้นแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยได้กลับม
ผู้คนที่นี่ต่างก็กลัวอับอายขายขี้หน้ากันหมด พวกเขาจะไม่สนว่าลูกสาวจะรู้สึกอย่างไร ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับแม่ พูดไปแม่ก็ไม่มีวันฟังคำพูดจากปากเธออยู่แล้ว เพราะเธอได้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรในบ้านหลังนี้อีกต่อไป การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่ ลูกสาวบ้านไหนแต่งงานออกเรือนไปแล้วเกิดหย่ากับสามีจะทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าต่อให้พวกเธออธิบายเหตุผลก็ไม่มีใครฟัง ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของคนเหล่านั้นได้ เมื่อชาติที่แล้วเธอก็เคยอธิบายให้ผู้คนที่นี่ฟังแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเธอเลยสักคนเดียว ซื่อหงสูดหายใจเข้าลึก ๆ นึกถึงคำพูดของแม่เมื่อชาติที่แล้วที่ได้พูดไว้กับเธอ“คนอื่นนำเรื่องนี้ไปนินทาแล้วทำไมเหรอคะ? อดทนแล้วทุกอย่างจะผ่านไป อย่างไรเสียคำพูดของคนพวกนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราแย่ลงได้ นี่คือคำพูดก่อนหน้านั้นที่แม่ได้พูดกับฉัน แม่ไม่อยากให้ฉันหย่ากับเจียวหมิงถึงได้บอกแบบนั้น วันนี้ฉันจะใช้คำพูดที่แม่เคยพูดไว้กับฉันเตือนสติแม่ค่ะ”“นี่แก!!” คำพูดจุกอยู่ที่คอทำให้ฮุ่ยหนิงถึงกับพูดไม่ออก ก่อนหน้านั้นหล่อนได้พูดกับลูกสาวแบบนั้นจริง ๆ แต่...ตอนนี้กับตอนนั้นมีอะไรที่ไ
มู่เหยียนเป็นคนที่รูปร่างสูงใหญ่ ภายนอกดูเย็นชาน่ากลัว มองยังไงก็เหมือนคนไม่น่าเข้าใกล้ แต่...พอเขาได้ยิ้มแล้วละก็ ใบหน้าที่เยือกเย็นนั้นก็จะมีความอ่อนโยนขึ้น ทำให้เขาดูไม่ได้แย่ในสายตาของเธอ ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้ม ดูเหมือนเรื่องที่เธอขอร้องเขานั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ซื่อหงเห็นเขาแตกต่างจากเมื่อครู่ก็รู้สึกโล่งอก เขาก็ไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด“เอาเป็นว่าคุณเห็นด้วยกับฉันนะคะ” นัยน์ตาเรียวคมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เป็นประกายเหมือนกับดวงดาวในยามค่ำคืน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงรัวเร็ว“คุณไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ผมคือทหารทำงานในค่าย ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่”ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเหมือนว่ามู่เหยียนเขาคงไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ ภายในใจก็แอบเป็นกังวลเล็กน้อย“แล้ว...คุณจะเอายังไงต่อคะ? จะเปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคนเหรอคะ? ”มู่เหยียนแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ เขาจะไม่เปิดเผยเรื่องของพวกเขาสองคน เขาอยากจะเห็นโม่วหลีและเจียวหมิงแต่งงานกัน อยากจะให้สองคนนั้นได้รู้ซึ้งถึงความรักที่พวกเขาปรารถนา มู่เหยียนอยากจะเห็นเจียวหมิงตกอยู่ในสภาพที่ลำบากใจเมื่อเจอกับปัญหาที่แก้ไม่ได้ มีเพียงความวิตกกังวลและความกลัวเท
เมื่อเช้านี้...เธอเพิ่งจะเจอมู่เหยียนที่อำเภอ พอกลับมาที่นี่ก็รู้ว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นนอกจากมู่เหยียนแล้ว เธอนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเป็นฝีมือใคร ตอนแรก...ซื่อหงคิดว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้แล้วเสียอีก ใครจะไปคิดว่าเขาก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันและเขาก็คิดที่จะไม่ปล่อยเจียวหมิงไปตั้งแต่แรกได้ยินว่าเจียวหมิงถูกทำร้ายร่างกาย เธอก็ดีใจมาก อย่างน้อยคนคนนั้นก็ได้ช่วยเอาคืนเจียวหมิงให้เธอ แต่พอได้ยินว่าเจียวหมิงแขนขาหักต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกนานหลายวัน ซื่อหงก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา ถ้าเจียวหมิงนอนที่โรงพยาบาลแล้วเรื่องหย่าล่ะ?ซื่อหงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ สิ่งที่เธอจนใจคือเรื่องเงินต่างหากล่ะ ถ้าเกิดมู่เหยี่ยนนำเรื่องนี้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องของเจียวหมิงถูกเปิดเผย แล้วเงินที่เหลือของเธอล่ะ? เมื่อนึกถึงเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้จากเจียวหมิงแล้ว ซื่อหงไม่ไปเยี่ยมเจียว หมิงที่โรงพยาบาลอีก ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านจงโหวแทนซื่อหงรู้แค่ว่าหมู่บ้านจงโหวอยู่ห่างจากเขตชุมชนไม่ไกลเท่าไรนัก แต่เธอก็ไม่เคยไปที่หมู่บ้านจงโหวมาก่อน เธอวิ่งจากเขตมาที่นี่ก็นานเกือบครึ่งชั่
“ผมก็ต้องไปทำธุระของผมเหมือนกันครับ หวังว่าเรื่องของพวกเราสองคนจะราบรื่นนะครับ”ซื่อหงจะต้องทำสมุดเงินเก็บพอดี ไม่รู้ว่าจะบอกลาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าอย่างไร ดีที่เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากบอกลาเธอก่อน“ค่ะ หวังว่าเรื่องของพวกเราจะราบรื่น” เห็นร่างบางเดินจากไปแล้ว มู่เหยียนถึงถอนหายใจโล่งอกเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอแล้ว นัยน์ตาดำขลับก็พลันหม่นแสง หลังจากนั้นมู่เหยียนก็มุ่งหน้าไปที่ที่เจียวหมิงเดินหายไปเมื่อครู่ เส้นทางตรงหน้าไปที่คณะปฏิวัติที่เขาคุ้นเคย สำนักงานใหญ่ต่างรวมอยู่ที่นั่นหมด เจียวหมิงอยากจะยื่นหนังสือสำคัญจะต้องไปที่นั่นมู่เหยียนเดินเข้าไปในคณะปฏิวัติ เขาเดินดูรอบ ๆ ถึงเห็นเจียวหมิงไปยืนที่แผนกจราจร เขาไม่อาจเดินเข้าไปลากเจียว หมิงออกมาได้ ได้แต่ยืนรออยู่ตรงนั้น สุดท้าย...มู่เหยียนก็เห็นเจียวหมิงเดินออกมาพร้อมกับกระดาษสำคัญในมือ ริมฝีปากหนาผลิยิ้มไม่หุบ เขาเดินไปหยิบเอากระสอบที่หาได้แถวนั้นติดมือมาด้วยมู่เหยียนเห็นว่า...หลังจากที่เจียวหมิงเดินออกมาจากอาคารคณะปฏิวัติ เขาไม่ได้ไปหาโม่วหลีในทันที แต่กลับเดินไปที่ร้านอาหารรัฐซื้อข้าวมาสองกล่อง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้แล้วว่าเ
เจียวหมิงยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ซื่อหงก็รีบเอ่ยแทรก “เรื่องนั้นพวกเราสองคนคุยกันแล้วค่ะ พวกเราจะแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรม ในอนาคตพวกเราจะไม่นำเรื่องนี้มารบกวนอาหรอกนะคะ อาไม่ต้องห่วงค่ะ”เจียวหมิงได้ยินคำว่ายุติธรรม เขาก็โกรธซื่อหงมาก เธอหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน รีดไถเงินจากเขาตั้ง 1200 หยวน หน้าไม่อายกล้าพูดว่าแบ่งทรัพย์สินอย่างยุติธรรมได้อย่างไร ต่อให้โกรธมากแค่ไหนก็ตาม เจียวหมิงก็พูดอะไรไม่ได้ จางหย่งซักถามพวกเขาสองคนไม่หยุด เขาเริ่มจะหมดความอดทนก็ได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีเท่าไร“ทีนี้อาประทับตราได้หรือยัง? ” จางหย่งถามพวกเขานานเกือบครึ่งชั่วโมง ก็ได้รู้ว่าพวกเขาอยากจะหย่ากันจริง ๆ ไม่ได้มีใครบังคับ ต่อให้พยายามเตือนให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันแล้วก็ตาม ก็คงจะเตือนพวกเขาสองคนไม่ได้ จางหย่งได้แต่ถอนหายใจแรง“เอาละ ที่ผ่านมาฉันก็เตือนพวกเธอสองคนมาโดยตลอด พวกเธอสองคนทะเลาะกันมานานเป็นปีแล้ว ก็คงคิดมาดีแล้วสินะ ในเมื่อพวกเธอสองคนอยากจะหย่า ฉันก็ไม่มีความคิดเห็นใด ๆ อีก” พูดจบ จางหย่งก็เปิดลิ้นชักนำตราประทับออกมา“เรื่องทรัพย์สิน ถ้าตอนนั้นพวกเธอสองคนอยากจะให้คนไปเป็







