Masuk‘หยางซื่อหง’ นอนป่วยอยู่บนเตียงมานานหลายวัน หลายวันมานี้เธอล่องลอยในห้วงความคิด เหมือนเธอกำลังฝันอยู่ ทุกอย่างที่อยู่ในฝันเหมือนปกคลุมไปด้วยผ้าสีขาว พร่ามัวมองเห็นไม่ชัดเจน ในภวังค์ความคิดเหมือนซื่อหงจะได้ยินเสียงของใครบางคนดังก้องอยู่ในหู
“สามปีแล้วนะ หมอก็ได้ตรวจดูร่างกายแล้ว ยาบำรุงก็กินแล้ว แต่กลับไม่มีวี่แววที่จะท้องเลย ตัวปัญหาจริง ๆ ไม่รู้สูญเสียเงินไปตั้งเท่าไรแล้ว เห็นว่าสะโพกใหญ่หน้าอกอวบน่าจะมีลูกง่าย แม่ถึงได้ยอมให้เจียวหมิงแต่งงานด้วยหรอกนะ ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงอย่างซื่อหงกลับมีลูกไม่ได้ มาทำให้ตระกูลเราอับอายขายขี้หน้าจริง ๆ เลย”
“แม่คะ แม่พูดเบา ๆ หน่อยค่ะ เดี๋ยวพี่เขาก็มาได้ยินหรอก”
“ได้ยินแล้วจะทำไม? แต่งงานมานานกี่ปีแล้ว แต่กลับไร้วี่แววที่จะท้อง ไก่ที่เล้าของเรายังทำหน้าที่ตัวเองดีกว่านังนี่เสียอีก รู้ว่ามีลูกให้ไม่ได้ก็ยังไม่ยอมหย่า นังนั่นตั้งใจทำให้ตระกูลเราไม่มีผู้สืบสกุล ถ้านังนั่นอยากจะรักษาหน้าของตระกูลหยางไว้นะ นังนั่นต้องหย่ากับพี่ชายลูกเท่านั้น”
“แม่คะ พี่ซื่อหงหัวแข็ง ดื้อรั้นมากนะคะ แม่ต้องพูดดี ๆ กับพี่เขา ถ้าไม่อย่างนั้นแม่ก็ต้องรอพี่เจียวหมิงกลับมาก่อนค่ะ”
“ที่ผ่านมาแม่ดูแลนังนั่นอย่างดี เรื่องนี้จะปล่อยไว้นานไม่ได้ คอยดู แม่จะต้องหาวิธีทำให้พี่ชายของลูกหย่ากับนังนั่นให้ได้”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นซื่อหงได้ยินมันได้อย่างชัดเจน คำพูดทุกถ้อยคำที่พ่นออกมาจากปากแม่ของสามี ไม่ต่างจากดาบที่กำลังเฉือนเนื้อเธออยู่ เธอรู้สึกเจ็บปวดไปหมดทั้งร่างกายและจิตใจ
ซื่อหงได้สติเหมือนประตูแห่งห้วงความคิดของเธอได้เปิดออก ความทรงจำในอดีตผุดไหลเข้ามาในหัวเธอไม่หยุด อาการปวดที่ศีรษะทำให้เธอถึงกับนิ่วหน้า มือเล็กนวดที่ขมับอยู่ครู่หนึ่งถึงรู้สึกดีขึ้น ดวงตากลมโตกวาดสายตามองดูรอบ ๆ ห้อง ข้าวของที่อยู่ตรงหน้าเธอในตอนนี้คุ้นตานัก เธอนอนในห้องนี้มาหลายปีแล้วอย่างนั้นหรือ? ทำไมเธอจะจำห้องนอนห้องนี้ไม่ได้กันล่ะ นี่คือห้องหอของเธอกับ ‘เหอเจียวหมิง’ อย่างไรล่ะ
แต่...เธอจำได้ว่าเธอหย่ากับเจียวหมิงนานแล้วนี่นา นัยน์ตาคมกวาดสายตารอบ ๆ ห้องอีกครั้ง เห็นรูปแต่งงานตั้งอยู่ตรงหัวเตียง ปฏิทินที่วางอยู่ข้าง ๆ รูปแต่งงานหยุดอยู่ในวันที่ 10 ตุลาคม ปี 1978 ความทรงจำในอดีตยังผุดเข้ามาในหัวเธอไม่หยุด ทว่าครู่นั้นเหมือนซื่อหงจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เธอรีบลุกจากเตียงเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง นัยน์ตามองดูเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจก ใบหน้าเรียวเล็ก จมูกโด่งริมฝีปากบางอมชมพู ดวงตากลมโตแววตาดูเศร้าสร้อย คิ้วโก่งสวย แม้ว่าใบหน้าจะดูผอมไปหน่อย แต่ซื่อหงจำได้ว่านี่คือเธอเมื่อหลายปีก่อน
ซื่อหงดีใจมากเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว ปี 1978 คือปีที่สามที่เธอกับเจียวหมิงใช้ชีวิตคู่ด้วยกันและยังเป็นปีที่ครอบครัวสามีบังคับให้เธอหย่ากับเจียวหมิง ซื่อหงยังจำวันนั้นได้ดี วันที่เธอสิ้นใจตายลาโลกนี้ไป ไม่คิดว่าลืมตาอีกทีเธอกลับได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ซื่อหงและเจียวหมิงรู้จักกันเพราะมีแม่สื่อมาทาบทามแนะนำให้พวกเขาสองคนได้รู้จักกัน แม้ว่าเธอจะไม่ชอบเจียวหมิงก็เถอะ แต่เจียวหมิงเขาขับรถบรรทุกเป็นและยังทำงานที่เขตชุมชนด้วย เขาออกไปทำงานขับรถบรรทุกทุกวัน เพราะแบบนี้...ครอบครัวของเขาถึงได้มีฐานะดีกว่าผู้คนในหมู่บ้านนี้ ครอบครัวซื่อหงชอบเจียวหมิงมากเหมือนกัน
ชีวิตคู่เธอไม่ได้เป็นคนกำหนด จำใจที่ต้องแต่งงานกับเจียวหมิง สามีของเธอมีอายุมากกว่าเธอถึง 6 ปี หลังจากที่แต่งงานกันได้ไม่กี่วัน ‘โจวเฟยเทียน’ แม่สามีก็บังคับให้เธอรีบ ๆ มีลูกให้ตระกูลเหอ ดูเหมือนว่ายิ่งคาดหวังมากเท่าไรก็ยิ่งผิดหวังมากเท่านั้น
หลายวันหลายเดือนผ่านไปร่างกายเธอไร้วี่แววที่จะท้อง พอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลก็ไม่มีปัญหาอะไร ยาบำรุงก็กินแล้ว เทพก็พึ่งแล้วแต่เธอก็ไม่ท้องสักที แม่สามีไม่ชอบหน้าเธอตั้งแต่แรกเห็น นับวันยิ่งพ่นแต่คำหยาบไม่น่าฟังต่อหน้าเธอ ไม่พอแค่นั้น...แม่สามียังจิกหัวใช้งานเธอเยี่ยงทาสคนหนึ่ง ทำอะไรไม่ถูกใจก็เอาแต่ก่นด่าอยู่ไม่หยุด
นำเรื่องที่เธอมีลูกให้ไม่ได้ไปพูดให้ชาวบ้านฟังอยู่ทุกวัน หาว่าเธอทำลายตระกูลเหอ เจียวหมิงเขารู้ทุกอย่าง แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเธอเลยสักครั้ง กลับเห็นด้วยกับแม่ดุด่าต่อว่าเธออีกคน บางครั้งยังลงมือทำร้ายร่างกายเธอด้วย เมื่อชาติที่แล้ว...ซื่อหงไม่เคยคิดที่จะหย่า ถ้าเธอหย่าจะถูกคนอื่นต่อว่าสาปแช่งไปตลอดชีวิต อีกอย่างคนในครอบครัวของเธอก็ไม่ยอมให้เธอหย่ากับเจียวหมิง
เพราะไม่อยากทำให้ตระกูลหยางเสื่อมเสียชื่อเสียง ซื่อหงถึงต้องทน อดทนอดกลั้นทำดีกับครอบครัวสามี คอยเอาอกเอาใจแม่สามี มีเวลาว่างเธอก็ใช้ความสามารถทางด้านการทำอาหารหาเงินมาให้แม่สามีใช้ แต่ยุคนี้...ผู้หญิงที่แต่งงานออกเรือนไป มีลูกให้ครอบครัวสามีไม่ได้ก็จะถูกคนอื่นนินทาว่าร้าย กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ ทนอยู่มานานหลายปีสุดท้ายเธอกับสามีก็ต้องหย่ากัน
หย่ากันได้ไม่นาน เจียวหมิงก็แต่งงานกับหญิงชู้ที่แอบดูใจกันมานาน ส่วนซื่อหง...เพราะคิดว่าตัวเองไม่อาจมีลูกได้ ถึงได้ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว สุดท้ายก็จากไปไร้คนดูแลพร้อมกับความแค้น ถ้าเธอไม่ได้ย้อนเวลากลับมาเธอไม่อาจรู้ได้ว่าเธอคือตัวประกอบในนิยายย้อนยุคเรื่องหนึ่ง ในนิยายซื่อหงคือตัวละครที่โชคร้ายที่นักเขียนเป็นผู้ลิขิตชะตาชีวิต
อ่อนแอ ไม่สู้คน ทนเหมือนวัวเหมือนควาย ไม่มีการศึกษาเหมือนตัวละครอื่น เรื่องที่น่าขันที่สุดก็คือ นักเขียนได้อธิบายในตอนท้ายว่าทำไมเธอกับเจียวหมิงถึงไม่มีลูกกันสักที เพราะเจียวหมิงเป็นหมัน ถึงมีลูกไม่ได้อย่างไรล่ะ
ปัง ๆ ! ได้ยินเสียงเคาะประตู ร่างบางถึงกับสะดุ้งโหยง ซื่อหงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะหันไปมองที่ประตู
“ซื่อหงตื่นหรือยัง? ก็แค่ไข้หวัดธรรมดาทำไมถึงต้องพักรักษาตัวนานขนาดนี้ด้วย รู้ไหมว่าตอนนี้มันกี่โมงกี่ยามแล้วยังไม่ยอมลุกจากเตียงอีก”
น้ำเสียงที่แผดออกมา ต่อให้ซื่อหงสิ้นใจตายอีกครั้งเธอก็ไม่มีวันลืมได้ แม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะคุ้นชินกับน้ำเสียงและการกระทำของแม่สามีแล้วก็ตาม แต่พอได้ยินมันอีกครั้งทำไมเธอถึงได้รู้สึกปวดหัวก็ไม่รู้ เธอรู้สึกอึดอัดใจมาก แต่ตอนนี้ซื่อหงไม่อยากมาเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับแม่สามี
“ฉันตื่นแล้วค่ะ ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” เฟยเทียนได้ยินเสียงอันอ่อนโยนตอบกลับก็ชอบใจมาก
“รีบ ๆ ออกจากห้องมาเลยนะ อย่ามัวชักช้าล่ะ ถ้าเป็นคนอื่นนะ ผู้หญิงที่ไร้น้ำยาอย่างเธอคงถูกเฉดหัวออกจากบ้านไปนานแล้ว”
ได้ยินแม่สามีเอาแต่พูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ไปมา ซื่อหงก็กัดฟันแน่น
“ฉันรู้แล้วค่ะ” ที่ผ่านมาซื่อหงไม่เคยทำตัวไม่ดีกับแม่สามี เฟยเทียนได้ยินซื่อหงไม่พูดอะไรอีกก็รีบหมุนกายเดินกลับออกมา
ได้ยินเสียงฝีเท้าค่อย ๆ เดินจากไป ซื่อหงก็เหยียดยิ้มที่มุมปาก มือเล็กหยิบเอารูปแต่งงานไปทิ้งลงถังขยะ ชีวิตที่ผ่านมาของเธอไม่ต่างจากอยู่ในนรก ตอนนี้เธอตาสว่างแล้ว จะไม่ทนอยู่ที่นี่อีกต่อไป!
ได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เธอจะไม่โง่ไม่เป็นวัวเป็นควายคอยรับใช้แม่สามีอีก ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเจียวหมิงไม่อาจประคับประคองกันไปได้ ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือหย่า!
น่าเสียดาย...เจียวหมิงออกจากบ้านไปทำงานหลายวันแล้ว พรุ่งนี้เขาถึงจะกลับมาที่บ้าน ถ้าไม่อย่างนั้นวันนี้เธอคงลงนามในใบหย่ายื่นให้เขาแล้ว แม้จะรู้ว่าพรุ่งนี้เจียวหมิงถึงจะกลับมา แต่เธอไม่อยากทนอยู่ที่บ้านหลังนี้สักวินาทีเดียว หลังจากที่รู้ความจริงทุกอย่างและตัดสินใจได้แล้ว ซื่อหงก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า
ซื่อหงรวบผม เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ จากนั้นก็หยิบเอาถุงผ้าออกมา ก่อนจะเก็บเสื้อผ้าในตู้ใส่ลงในถุง เงินทั้งหมดที่หามาได้แม่สามีจะเป็นคนเก็บไว้ทั้งหมด วันแต่งงานแม่สามีซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอแค่ไม่กี่ชุด ทุกวันนี้ซื่อหงถึงไม่มีเงินเก็บหรือมีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเลย เสื้อผ้าที่มีอยู่ก็มีไม่มาก
เมื่อเก็บเสื้อผ้าเสร็จ บังเอิญเธอฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ซื่อหงควานหาของสิ่งนั้นทั่วห้อง สุดท้ายเธอก็หากล่องไม้นั้นเจอใต้ตู้เสื้อผ้า กล่องไม้นี้คือกล่องไม้ของเจียว หมิง ปกติเขาจะเก็บกระดาษสินค้าและใบเสร็จไว้ในนี้ ก่อนหน้านี้เจียวหมิงกำชับนักกำชับหนาว่าไม่ให้เธอแตะต้องกล่องไม้นี้ ซื่อหงเชื่อฟังไม่เคยแตะต้องมันเลย
แต่ตอนนี้...ซื่อหงรู้ทุกอย่างหมดแล้ว ในกล่องไม้นอกจากจะมีใบเสร็จแล้วยังมีจดหมายที่เจียวหมิงกับผู้หญิงที่มีนามว่า ‘จูโม่วหลี’ คนนั้นคอยส่งหากัน ในกล่องไม้มีกุญแจเล็ก ๆ อยู่ ก็เป็นแค่กุญแจประดับข้างนอกเท่านั้น เธอทุบกุญแจนั่นออก ก็มีซองจดหมายสีขาวอยู่ 3 ซอง
ซื่อหงหยิบจดหมายนั่นมาอ่านดู ที่หน้าซองเขียนว่าส่งถึงสหายเจียวหมิง แต่เนื้อหาข้างในกลับเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย โม่วหลีขอให้เจียวหมิงหลังจากที่อ่านจดหมายเสร็จให้ทำลายทิ้ง แน่นอนว่าเจียวหมิงทำแบบนั้นไม่ลงเขาถึงได้เก็บจดหมายพวกนี้ไว้ ถ้าเธอจำไม่ผิด...โม่วหลีคนนี้มีชีวิตที่ดีกว่าเธอมากและยังมีสามีที่ดีและมากความสามารถ
ซื่อหงไม่สนใจว่าพวกเขาสองคนรู้จักกันมานานแค่ไหนแล้วและเธอก็ไม่อยากจะรู้ด้วยว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้วเหมือนกัน เธอรู้แค่ว่าจดหมายพวกนี้มีประโยชน์ต่อเธอในอนาคต!
15 ปีต่อมา“พ่อครับ แม่ครับ ผมสอบติดแล้วครับ ผมจะได้ไปเรียนที่ปักกิ่งแล้ว ~ ”จางหมิ่นเด็กชายอ้วนท้วนในตอนนั้นกลายเป็นหนุ่มเต็มวัยในวัย 20 เขาวิ่งเข้ามาในร้านพร้อมกับกระดาษใบหนึ่ง“พี่จางหมิ่น พี่สอบติดมหาลัยชื่อดังจริง ๆ เหรอคะ ? ” ซูฮวากำลังตรวจสมุดรายได้อยู่ ได้ยินพี่ชายเพียงคนเดียวของเธอบอกว่าตนสอบติดมหาลัยชื่อดังได้ก็ดีใจมาก เธอรีบวางปากกาในมือลง ก่อนจะวิ่งไปแย่งเอากระดาษในมือของพี่ชายมาดู“พี่สอบติดมหาลัยจริง ๆ ด้วย สอบได้ตั้ง 475 คะแนนแน่ะ สอบได้คะแนนเยอะกว่าแม่ซะอีก”“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะพี่เก่งไง เธอว่าพี่เก่งใช่ไหม ?”“พี่ชายของฉันเก่งและใจดีที่สุดเลยค่ะ ยินดีด้วยนะคะพี่จางหมิ่น เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้พี่ทานนะคะ”“พ่อกับแม่ล่ะอยู่ไหน ?” จางหมิ่นกวาดสายตามองดูรอบ ๆ ร้านก็ไม่เห็นใคร“พ่อกับแม่ตรวจงานอยู่ในครัวน่ะ พี่รีบไปหาพ่อกับแม่สิ”“เสียงดังอะไรกัน ? ทะเลาะกันอีกแล้วหรือ ?” มู่เหยียนเดินออกมาจากในครัวด้วยสีหน้าที่นิ่งขรึม จางหมิ่นเห็นพ่อกับแม่เดินมาก็รีบวิ่งเข้าไปหา“พ่อครับ ผมสอบติดมหาลัยชื่อดังแล้ว”“อืม แล้วยังไง ?”“พ่อไม่ดีใจเหรอครับ ?” จางหมิ่นทำหน้างุนง
“พ่อคะ แม่คะ พี่ซื่อหงเขาไม่อยากให้พ่อกับแม่ตามไปวอแวพี่เขาอีก พ่อกับแม่รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าได้ไปเจอพี่เขาเลยนะ ปล่อยให้พี่เขาได้ใช้ชีวิตตามที่พี่เขาต้องการเถอะค่ะ พี่เขาลำบากมามากแล้ว ให้พี่เขาได้มีความสุขบ้าง”“แกคิดว่าฉันไม่ลำบากเลยหรือ ?ฉันลำบากมากกว่าจะเลี้ยงดูแกกับพี่สาวแกโตได้ แกสองคนกลับไม่คิดที่จะตอบแทนบุญคุณฉันกับพ่อแก พวกแกหายหน้าหายตาไปนานหลายปี ไม่คิดที่จะกลับมาเหยียบที่นี่เลย เงินสักหยวนก็ไม่ส่งกลับมา แกรู้บ้างไหมว่าฉันกับพ่อแกลำบากแค่ไหน อดมื้อกินมื้อบางวันก็ไม่มีข้าวให้กิน ดูชีวิตของพวกแกสองคนตอนนี้สิกลับสุขสบาย มีเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ใส่ แกเคยย้อนกลับมามองดูพ่อกับแม่ของตัวเองบ้างไหม ซื่อหลิน !!”ฮุ่ยหนิงต่อว่าลูกสาวคนเล็กด้วยความอัดอั้นใจ หลายปีที่ผ่านมาตนพยายามที่จะหาที่อยู่ หมายเลขโทรศัทพ์เพื่อติดต่อหาพวกเขา แต่...ชาวบ้านที่นี่ไม่มีใครรู้หนังสือ ถามไปก็ไม่ได้ข่าวอะไร หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้มา ตนโทรไปแค่ครั้งเดียว ซื่อหงก็ไม่ยอมรับสาย พอรู้ว่าเป็นตนโทรไป ซื่อหงก็วางสายใส่ไม่ยอมคุยด้วยซื่อหลินกลับมาคราวนี้กลับอยากจะได้ทะเบียนบ้านไป ลูกสาวทั้งสองที่ตนหวังจะฝากชีวิตไว้กลับท
ซื่อหงได้ยินแบบนั้นก็ประหลาดใจมาก ไม่คิดว่าอดีตแม่สามีของเธอจะมีจุดจบเช่นนี้ พอย้อนกลับไปคิดดู...เธอก็ไม่แปลกใจที่อดีตแม่สามีของเธอจะมีจุดจบแบบนั้น อดีตแม่สามีเคยทำอะไรไว้กับทุกคนบ้างเธอรู้ดีกว่าใคร แต่...การจากไปของอดีตแม่สามี ทำให้เธอหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่วันที่เจียวหมิงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวไป บ้านเหอตกต่ำลงทุกวันเมื่อปีก่อน...เธอได้ยินซื่อหลินบอกว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวเจียวหมิงไปทำงานที่เหมือง ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับออกมา นี่คงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้อดีตแม่สามีของเธอล้มป่วย เฟยเทียนรับความจริงนี้ไม่ได้ ไม่ยอมทานข้าวทานปลา คิดว่าตนทำแบบนี้แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสงสารปล่อยตัวเจียวหมิงให้ออกมาดูแลตนแต่...ความเป็นจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้สนใจเลยว่าเฟยเทียนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ก่อนที่เฟยเทียนจะสิ้นใจตาย เฟยเทียนยังสาปแซ่งให้ซื่อหงทำมาหากินไม่ขึ้น ชีวิตพังพินาศเหมือนกับพวกเขา แต่...ดูเหมือนคำสาปแซ่งจะย้อนกลับเข้าตัวเฟยเทียน เพราะวันที่เฟยเทียนจากโลกนี้ไป ไม่มีชาวบ้านคนไหนแวะมาที่บ้านเหอเลยสักคนชาวบ้านตีตัวออกห่าง ต่างก็สาปส่งเฟยเทียนกันหมด ถ้าเฟยเทียนไม่เอารั
หลายปีต่อมา...เจ้าแฝดหน้าหงิกหน้างอหลบอยู่ในมุมห้อง ซื่อหงพยายามเรียกแค่ไหนเจ้าแฝดก็ไม่ยอมโผล่หน้าออกมา วันนี้เป็นวันแรกที่เจ้าแฝดต้องไปเรียน แต่...เจ้าแฝดกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ เอาแต่หลบอยู่ในห้อง ใครเข้าไปเกลี้ยกล่อมก็ไม่ยอมเดินออกมาจากห้อง เพราะเจ้าแฝดกลัวว่าพ่อกับแม่จะทิ้งพวกเขาที่โรงเรียน“ผมไม่อยากไปเรียนฮะ ที่โรงเรียนไม่มีของอร่อยให้ผมกับน้องกิน พ่อกับแม่ไม่รักพวกเราแล้ว”“หนูก็ไม่อยากไปเรียนค่ะแม่ หนูอยากอยู่ที่บ้านกับย่า” ให้ตายยังไงเจ้าแฝดก็ไม่ยอมไปโรงเรียนซื่อหงได้ยินแบบนั้นได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความจนใจ ปีนี้เจ้าแฝดอายุได้ 5 ขวบแล้ว ถึงวัยที่ต้องไปเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ เขา โรงเรียนที่เด็ก ๆ จะต้องไปเรียนอยู่ใกล้ ๆ กับที่เธออยู่พอดี เมื่อวานเจ้าแฝดรู้ว่าพ่อกับแม่จะให้พวกเขาไปเรียน เจ้าแฝดงอแงไม่ยอมนอน ต้องพามานอนด้วยเจ้าแฝดถึงยอมนอนแต่โดยดี“ที่โรงเรียนมีของอร่อย มีเพื่อนใหม่ มีของเล่นด้วยนะคะ แม่รู้ว่าพวกหนูกลัวอะไร แม่สัญญาว่าพอถึงเวลาเลิกเรียนแม่กับพ่อจะไปรับนะคะ”“ไม่เอา ผมไม่ไป ผมจะอยู่ที่บ้านกับย่า ฮือ ๆ~ ” เจ้าจางหมิ่นแฝดพี่ร้องไห้เสียงดังไม่ยอมออกมาจากห้อง ผู้เ
ซื่อหงได้ยินสิ่งที่แม่สามีเล่า เธอก็แปลกใจไม่น้อย แต่...เธอก็ไม่ได้สนใจ เพราะสิ่งที่บ้านหยางต้องเจอเป็นผลของการกระทำของพวกเขาเอง สิ่งที่เธอให้ความสำคัญในตอนนี้มีแค่เรื่องกิจการแล้วก็ลูก ๆ เท่านั้น ซื่อหงไม่ได้ถามอะไรมาก เปลี่ยนเรื่องคุยแทน“แล้ว...เรื่องร้านเป็นอย่างไรบ้างคะ ?พี่มู่หยางบอกไหมคะว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรถึงจะซ่อมแซมร้านเสร็จ ?”“ร้านเราหาได้แล้ว มู่หยางบอกว่าซ่อมแซมร้านไม่เกิน 7 วัน หนูอย่าเป็นกังวลไปเลยนะ ระยะเวลาที่รอมู่หยางซ่อมแซมร้าน แม่จะช่วยสอนงานหนิงซวนเอง”“ค่ะแม่ ฝากแม่ดูแลร้านทางนู่นแทนฉันด้วยนะคะ ต้องการเงินเท่าไรให้รีบโทรมาบอกฉัน”หลังจากที่วางสาย...รั่วซีก็รีบกลับไปที่บ้านเตรียมตัวสอนงานให้กับหนิงซวน ทางด้านซื่อหง...หลังจากที่คุยกับแม่เสร็จ เธอก็รีบพาเจ้าแฝดไปที่ร้าน เห็นลูกค้าภายในร้านแวะเวียนมากินบะหมี่ที่ร้านแล้ว เธอก็รู้สึกดีไม่น้อย ตอนนี้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว ผู้คนแถวนี้เริ่มรู้จักร้านบะหมี่เธอมากขึ้น ทางสื่อเองก็เริ่มให้ความสนใจกับกิจการของเธอซื่อหงคิดว่า...เธอจะไม่มีทางหยุดอยู่แค่นี้ เธออยากจะเปิดร้านอาหารเพิ่ม อยากจะปูทางให้ลูก ๆ ได้สานต่อกิจ
เด็ก ๆ พอรู้ว่าซือซือจะกลับไปที่บ้านหลิว พวกเขาก็ไม่อยากจะตามหล่อนกลับไปที่นั่นอีก รั่วซีเห็นซือซือเดินออกจากบ้านไป ก็ลอบถอนหายใจแรง ตนเกือบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปีใหม่ปีนี้พวกเขาจะได้มีความสุขด้วยกันจริง ๆ สักที แม้ว่าเด็ก ๆ จะไม่มีแม่คอยอยู่ข้าง ๆ แต่...อย่างน้อย เด็ก ๆ ก็ไม่ต้องไปทนลำบากที่บ้านหลิวหนิงซวนกับซือซือแต่งเข้ามาอยู่ในบ้านหลี่มานานหลายปี หนิงซวนไม่อยากจะเชื่อว่าซือซือจะเป็นคนแบบนั้น ไม่รู้ว่าความคิดนั้นเข้ามาครอบงำซือซือตั้งแต่เมื่อไร หรือว่าเป็นเพราะข่าวลือของซื่อหง ถึงได้ทำให้ซือซือเปลี่ยนไปเป็นคนละคน พอนึกถึงซื่อหงแล้ว หนิงซวนพลันนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมา“แม่คะ เราควรจะบอกให้ซื่อหงรู้ดีไหมคะ ?ให้ซื่อหงมาเปิดร้านบะหมี่ที่นี่ดีไหมคะแม่ ? ฉันกับมู่หยางจะเป็นคนงานให้กับซื่อหงเองค่ะ”ตอนนี้...ทางรัฐได้จัดสรรแบ่งที่ดินให้ชาวนาอย่างพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่ต้องลำบากไปงานหนักที่ทุ่งอีก ขอแค่แต่ละปีพวกเขาปลูกข้าวตามจำนวนที่รัฐกำหนดไว้ก็พอ ผู้คนที่นี่เริ่มออกไปทำงานหาเงินที่เมืองหยางเฉิงกันแล้ว แต่...พวกเขากลับไม่ได้ออกไปไหนเลย เอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในหมู่บ้านนี้ หนิงซวนเห็นชาวบ้านเริ







