LOGINเสี่ยวอวี่คิดในใจ ซิงโจวเพิ่งหลุดมาจากยุคโบราณได้ไม่นาน เขายังคงพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่นี้อยู่ ตอนนี้…เขามาจากอดีต ส่วนเธอ...มาจากอนาคต ศตวรรษที่ 21 ในชีวิตก่อน เสี่ยวอวี่เป็นหญิงสาวที่เกิดมาพร้อมโรคหัวใจร้ายแรง หมอบอกว่าเธออาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 25 ปี ยิ่งช่วงหลัง ๆ ความฝันประหลาดนั้นยิ่งเกิดบ่อยขึ้นเท่าไร อาการของเธอก็ยิ่งทรุดลงเท่านั้น จนเธอคิดว่า เธอใกล้ลาโลกไปแล้วเสียอีก
แล้วเธอก็ได้ย้อนมาอยู่ในโลกที่เธอเคยฝันถึงซ้ำ ๆ ร่างกายในชีวิตใหม่นี้ยังคงอ่อนแอ แต่…ไม่มีร่องรอยของโรคหัวใจอีกต่อไป เธอหายดีแล้ว แข็งแรงพอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปข้าง ๆ ซิงโจว คิดได้อย่างนั้น เสี่ยวอวี่ก็แอบหัวเราะเบา ๆ ในใจ ในเมื่อชีวิตเก่าของเธอไม่มีใครให้ห่วง ไม่มีครอบครัว ไม่มีภาระ งั้น…การได้มาเกิดใหม่ในโลกนี้ก็คือความโชคดีของเธอน่ะสิ
…ที่สถานีตำรวจ…
เสี่ยวอวี่ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าชายหัวล้านกับสี่เนียงเป็นพวกค้ามนุษย์ พวกเขาพยายามขายเธอกับซิงโจว เขาจะถูกส่งไปที่เหมืองถ่านหิน ส่วนเธอจะถูกขายให้พวกชายแก่ที่อยู่บนเขา โชคดีที่ช่วงนี้รัฐบาลกำลังกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์อย่างเข้มงวด จับได้ลงโทษหนักถึงตาย
สี่เนียงที่ถูกมัดมือโวยวายเสียงดัง ตะโกนกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง
“ไม่จริง!! นังนี่ต่างหากที่มาหาฉันเอง!! นังนี่อยากขายผัวตัวเองเพื่อจะได้กลับไปเมืองใหญ่!! มันก็เป็นพวกค้ามนุษย์เหมือนกัน!! ต้องจับมันด้วยสิ!!”
คำพูดของหญิงคนนั้น ทำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจรีบหันขวับมามองหน้าเสี่ยวอวี่ทันที เธอไม่ยอมรับข้อกล่าวหานี้หรอกนะ เพราะแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมทุกอย่างถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอยังอยู่ระหว่างทางไปจดทะเบียนสมรสกับซิงโจวอยู่เลย
แต่…พอลืมตาอีกที กลับมาโผล่อยู่กลางวัดร้างเสียอย่างนั้น ถูกพวกค้ามนุษย์ล้อมไว้ ความทรงจำระหว่างนั้น ว่างเปล่าราวกับถูกลบหายไปทั้งช่วง ถึงอย่างนั้น เสี่ยวอวี่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เธอเป็นคนมาจากศตวรรษที่ 21 ผ่านเหตุการณ์ประหลาดมาก็มาก ทั้งเรื่องการย้อนเวลา ฝันเห็นอะไรซ้ำ ๆ หรือแม้แต่การเกิดใหม่ เธอไม่แปลกใจกับสิ่งที่เหนือเหตุผลนี้เลย
เสี่ยวอวี่เดาว่า บางที…ช่วงเวลาที่เธอหายไปนั้น อาจมีใครบางคนหรือบางสิ่งควบคุมร่างของเธอไว้ ราวกับมีมือทองที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ก็มีใครบางคนสวมร่างของเธออยู่ แล้วใช้ร่างนั้นทำเรื่องชั่วร้ายแทน แค่คิดก็รู้สึกขนลุกแล้ว เธอยอมให้โลกนี้มีคนที่มีพลังวิเศษอะไรก็ได้ แต่…อย่าให้ใครมาสวมร่างของเธอเลย
เพราะในความฝันนับครั้งไม่ถ้วน เธอมั่นใจว่าหญิงคนนั้นก็คือตัวเธอเอง เธอไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นกับซิงโจวคนที่เธอรักที่สุดในตอนนี้ เสี่ยวอวี่เชิดหน้า สบตากับสี่เนียงอย่างไม่เกรงกลัว
“งั้นก็บอกมาสิ ฉันไปหาไอ้บ้านั่นตอนไหน ที่ไหน ?” น้ำเสียงเธอเรียบนิ่ง ราวกับหญิงสาวที่ไม่กลัวแม้ต้องเผชิญกับโลกทั้งใบ
“ก็...ก็อยู่ตรงกลางถนนนั่นแหละ” สี่เนียงอึกอักตอบ เสียงสั่นจนคนฟังยังจับไม่ได้ว่าพูดจริงหรือโกหก แม้แต่ตัวหล่อนเองก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่
วันนี้…ตอนออกเดินเร่หาคนหลอกขายอยู่กลางถนน ก็เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผิวขาวจัดเกือบสะท้อนแสง ดูบอบบางแต่ในดวงตากลับมีแววแข็งกร้าว หญิงสาวคนนั้นเปิดปากบอกกับหล่อนทันทีว่า ไม่อยากแต่งกับคนโง่ อยากขายเขาเอาเงินกลับเมืองใหญ่
สี่เนียงก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนั้นง่ายดายเช่นนี้ ทั้งที่ปกติหล่อนจะระวังตัวมาก แต่...หล่อนกลับเดินตามผู้หญิงตรงหน้าไปถึงวัดร้าง และยังได้พาชายหัวล้านตามไปด้วย จากนั้น...ทุกอย่างก็กลายเป็นเหตุการณ์วุ่นวายที่ไม่มีใครคาดคิด
เสี่ยวอวี่รู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอมั่นใจว่ามีมือที่มองไม่เห็นกำลังบงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด เธอจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ฉันไม่รู้จักพวกเธอสักหน่อย แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าพวกเธอเป็นพวกค้ามนุษย์ ? ฉันจะไปชวนให้พวกเธอมาลักพาตัวฝูซิงได้ยังไงกัน ? พวกเธอต่างหากที่หลอกฉัน พาไปติดกับ!” สี่เนียงยังไม่ยอมแพ้ ชี้นิ้วไปที่ซิงโจวแล้วร้องลั่น
“ก็ถามไอ้นั่นดูสิ !! มันเห็นทุกอย่างตั้งแต่ต้น !! ฉันไม่ได้โกหก !!”
ชายหัวล้านถอนหายใจเสียงดังแสดงท่าทีรำคาญ แล้วพูดว่า
“ถามไปก็เท่านั้น มันพูดไม่รู้เรื่องหรอก ก็แค่คนโง่คนนึง” ชายหัวล้านยังพูดไม่ทันจบ เพี๊ยะ!
เสี่ยวอวี่ตบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรง เล็บของเธอครูดจนเกิดรอยเลือดบาง ๆ บนใบหน้าชายคนนั้น
“คนโง่คือแกต่างหากเล่า!” เธอตวาดเสียงสั่น
“ฝูซิงไม่ใช่คนโง่ เขาแค่ไม่ชอบพูด ไม่ได้โง่เลยสักนิด” บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด เจ้าหน้าที่ตำรวจหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกคนกระซิบเบา ๆ
“ผู้หญิงสวยขนาดนี้ ทำไมถึงยอมแต่งกับคนแบบนั้นได้นะ ? แปลกมากเลย” อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดว่า
“ใช่ ๆ ดูเขาสิ หน้าตาหล่อเหล่า ดวงตาคมขนาดนั้น ไม่น่าจะโง่หรอก” แล้วตำรวจอีกคนก็ได้หันมาถามซิงโจวว่า
“สหายเย่ซิงโจว ผมขอถามอะไรหน่อยครับ ทำไมคุณถึงอยู่กับคนพวกนี้ที่วัดร้างได้ล่ะ ?”
เสี่ยวอวี่เผลอกำชายเสื้อแน่น ความกังวลแล่นผ่านหัวใจ แม้เธอจะจำเหตุการณ์ตอนนั้นไม่ได้ แต่...เขาเห็นทุกอย่าง เขาจะตอบว่าอย่างไรนะ ?
ซิงโจวยืนนิ่ง ดวงตาใสกระจ่างกวาดมองรอบห้องอย่างเงียบ ๆ ใบหน้าเขายังคงไร้สีหน้า มือทั้งสองซ่อนอยู่ด้านหลังเหมือนเดิม จากนั้น...เขาก็ชี้นิ้วไปทางสี่เนียงกับชายหัวล้าน แล้วพูดสั้น ๆ ว่า
“คนชั่ว” แค่สองคำ แต่...น้ำเสียงกลับหนักแน่นกว่าคำอธิบายใด ๆ
เขาไม่ชอบสถานที่แออัดแบบนี้เลย โดยเฉพาะสถานที่ที่เต็มไปด้วยระเบียบและกฎเกณฑ์ ในยุคที่เขาจากมา เขาเป็นเพียงมือสังหารเงียบ ผู้ไม่มีสิทธิ์ก้าวเท้าออกสู่แสงตะวัน หลังจากที่พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจมองตามร่างสูงโปร่งนั้นด้วยความทึ่ง ไม่เคยเห็นใครเย็นชาและเด็ดขาดขนาดนี้มาก่อน ยังเดินออกจากสถานีตำรวจก่อนคนรักตัวเองด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจอดไม่ได้ที่จะพึมพำเบา ๆ
“ผู้ชายคนนี้ นิ่งจริง ๆ สงสารคนรักเขาจริง ๆ เลย” แล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้หันมามองเสี่ยวอวี่ ก่อนจะเอ่ยปลอบ
“คนรักของคุณที่แปลกจริง ๆ เลยนะ แต่...ฝีมือเขานี่สุดยอดมาก เห็นตอนเขาขว้างหินใส่สองคนนี้ไหม ? นิ่ง แม่นยำ ทำเอาผมขนลุกเลย”
“แค่สาดน้ำเย็นใส่ทั้งคู่ก็ฟื้นแล้ว แรงกำลังพอดีเลย” เสี่ยว อวี่ได้ยินอย่างนั้นก็คลี่ยิ้มแห้ง
เธอรู้ดีว่าซิงโจวยังมีความสามารถอีกมากที่ทุกคนบนโลกนี้ยังไม่รู้ และทั้งหมดนั้น มีไว้เพื่อปกป้องเธอเพียงคนเดียว
เสี่ยวอวี่หันไปพูดกับหลิวอวิ๋นว่า “พี่หลิว งูน้ำน่ะไม่มีพิษหรอกค่ะ หาไม้มาเขี่ยมันออกไปข้างนอกนะ แล้วซื้อยาไล่แมลงมาโรยรอบ ๆ งูก็ไม่เลื้อยเข้ามาแล้ว”“ได้ ๆ เดี๋ยวพี่จะรีบไปซื้อ” หลิวอวิ๋นเข็นจักรยานออกไป แล้วหันมาพูดกับเทียนตงว่า“รีบเอางูนั่นไปปล่อยนะ เอาไปปล่อยไกล ๆ เลย อย่าให้มันฟื้นล่ะ เดี๋ยวจะหาไม่เจอ ระวังมันจะมุดเข้าไปอยู่ในผ้าห่มเธอนะเทียนตง” เทียนตงได้ยินอย่างนั้นก็เกือบปล่อยโฮ“ฉันกลัว เสี่ยวอวี่ เธอบอกไอ้โง่ของเธอนำงูตัวนี้ไปทิ้งที” เสี่ยวอวี่ชำเลืองตามอง เธอไม่คิดจะช่วย คนตระกูลเหลียงนี่บ้ากันหมดทุกคนเลยหรือไง ? เธอไม่ช่วยหรอกนะ..........เสี่ยวอวี่ขนข้าวของทั้งหมดของเธอมาที่ห้องของซิงโจว จินซานกับอินซานต่างก็แต่งงานมีครอบครัว มีลูกกันแล้ว ห้องหลัก 2 ห้องที่อยู่ด้านหน้าจึงแบ่งให้ 2 ครอบครัวนี้อยู่ เดินออกทางประตูหลังของห้องหลักไป ก็จะเป็นห้องเล็ก 2 ห้องที่ด้านหลังบ้าน ซึ่งต่อเติมขึ้นมาภายหลังห้องหนึ่งเป็นห้องของเกาเฟิน อีกห้องเป็นของซิงโจว แม้ว่าห้องด้านหลังจะเล็กไปหน่อย แต่...มันก็ยังดีกว่าต้องนอนร่วมเตียงกับปัญญาชนคนอื่น ๆ ที่ห้องพักนั่น อีกอย่าง...ซิงโจวอยู่ที่นี่ อย
วันนั้น...มีหมูป่าตัวหนึ่งวิ่งลงมาจากเขา วิ่งไปที่หน่วยผลิต 3 ของหมู่บ้านต้าเหอ มันพุ่งชนชาวบ้านบาดเจ็บ 2 คน ก่อนจะวิ่งไปเหยียบย่ำแปลงพืชผลเสียหายยับเยินไปทั้งแถบ ซิงโจวเป็นคนที่ชกหมูป่าตัวนั้นตายคาที่แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ได้แบ่งเนื้อหมูป่าให้ทุกคน รวมถึงปัญญาชนคนอื่นๆ ด้วย ได้รับส่วนแบ่ง 4 ชั่ง ในบรรดาปัญญาชน เทียนตงกินเนื้อหมูป่าเยอะสุด หล่อนตกใจหันขวับไปดู พอเห็นซิงโจวยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าขรึมอยู่ก็ยิ่งกลัวเทียนตงพึมพำกับตัวเองในใจ ไอ้โง่ซิงโจวชกหมูป่าทีเดียวตาย ไม่รู้ว่าเวลาโกรธจะฆ่าเธอไหมนะ ? หล่อนรีบหลบไปอยู่ข้างหลังพี่ใหญ่ ‘หลิวอวิ๋น’ ก่อนจะตอบกลับ“เสี่ยวอวี่ เธอนี่ใจร้ายจริง ๆ เลยนะ ฉันมาอยู่ที่นี่กับเธอสองปีแล้ว เธอกลับไม่ยอมแต่งงานกับพี่ชายฉันสักที”“นี่...ฉันจะบอกอะไรให้นะ ใครอยู่กับใคร ? เราทุกคนคือยุวปัญญาชนที่ทางการส่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่นี่ ส่วนพี่ชายเธอน่ะ ฉันไม่สนใจหรอกนะ พี่ชายเธอมันโรคจิต ฉันยอมตายดีกว่าแต่งงานกับพี่ชายเธอ !!”“เธอกล้าว่าพี่ชายฉันเหรอ ? ฉันจะเขียนจดหมายไปฟ้องพี่ชายฉัน !!”“เอาเลย รีบเขียนจดหมายไปฟ้องตอนนี้เลย ฉันแต่งงานกับคนที่นี่แล้ว พี่ชายเธอจะทำอะไ
เสี่ยวอวี่เห็นซิงโจวกำลังเหม่อ เธอก็เขย่าแขนเขาเบา ๆ พลางเอ่ยว่า“คุณ ~ อาหารอยู่ในถ้วยของคุณ นั่นหมายความว่าเป็นของคุณแล้ว รีบกินได้แล้ว”ตั้งแต่เล็กจนโต เขาได้กินไข่ไก่นับครั้งได้ อยู่ที่สนามฝึกซ้อมมีคนอยู่หลายร้อยคน ข้าวโพดชุบแป้งทอดที่ขึ้นราอยู่ในตะกร้าไม้ถูกโยนลงมาจากข้างบน ใครแย่งได้ก็มีกิน ใครแย่งไม่ได้ก็อด ต่อมา...เมื่อผู้คนลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถึงจะได้กิน และตอนนั้นก็จะได้กินมันเทศ ไม่ก็ซาลาเปาแป้งสาลีกระทั่งเหลือเพียงไม่กี่สิบคน นาน ๆ ครั้งถึงจะได้ลิ้มรสไข่ไก่ แต่...ไข่ไก่นั้นก็ไม่ได้หอมอร่อยเหมือนตอนนี้ เสี่ยวอวี่บอกว่า ไข่ไก่อยู่ในถ้วยข้าวของเขาแล้ว นั่นก็หมายความว่าไข่ไก่นี้เป็นของเขา ซิงโจวจึงเริ่มคีบอาหารกิน ก้มหน้าก้มตากินข้าวที่หุงกับมันเทศซึ่งโปะเต็มไปด้วยไข่เจียวซิ่วห่าวมองด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม กิน กิน เอาแต่จะกินอย่างเดียว กินคนเดียวแต่เหมือนกินอยู่สองคน ไม่กลัวอาหารจะติดคอตายหรือไง ? ซิ่วห่าวเริ่มสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้โง่คนนี้น่ะมองยังไงก็ไม่เหมือนคนมีวาสนาใหญ่หลวงเลยสักนิด บางที...หล่อนอาจจะฟังผิดไปก็ได้หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ซิ่วห่าวก็ได้หยิบเอาผ้ามาเช็ด
เสี่ยวอวี่ถามด้วยความประหลาดใจว่า “พี่ใหญ่ ทำไมแม่ถึงรู้ว่ามีกลุ่มพวกค้ามนุษย์ด้วยล่ะคะ ?”จินซานเอ่ยตอบด้วยความซื่อตรง ตรงไปตรงมาว่า “ก็พี่สะใภ้รองของเธอน่ะสิ ฝันเห็น ฝันเห็นว่า...ว่าเธอตามกลุ่มพวกค้ามนุษย์ไปเพราะอยากจะขายฝูซิงให้กับคนพวกนั้น”เสี่ยวอวี่แอบคิดในใจ มือทองอยู่ที่พี่สะใภ้รองแน่ ๆ ดูเหมือนว่าพี่สะใภ้รองจะไม่อยากให้ซิงโจวแต่งงานสินะ คิดไปคิดมาก็อาจจะจริง ซิงโจวเก่งขนาดนั้น งานทุกอย่างในบ้านเขาเป็นคนทำหมด และยังทำแต้มแรงงานได้เยอะสุดในหน่วยผลิตด้วยขยันขันแข็ง พูดน้อย ไม่ใช้จ่ายอะไร ไม่สิ้นเปลือง ถ้าซิงโจวไม่แต่งงาน ก็ไม่ต่างอะไรกับแรงงานฟรีของตระกูลเย่ ตอนนี้...มีเธออยู่ตรงนี้แล้ว เธอจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกเขาอีก ระหว่างทางกลับ พวกเขาสองคนนั่งรถไถกลับไปที่หมู่บ้านเสี่ยวอวี่ได้ยินเสียงอึกทึกวุ่นวายดังมาจากหน้าบ้านตระกูลเย่แต่หน้าหมู่บ้านแล้ว เกาเฟินได้ยินลูกชายรองมาแจ้งข่าวแล้ว แต่...ในใจก็ยังไม่อยากเชื่อ ยังไงซะมันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่เกิดขึ้นจริงหรอก เสี่ยวอวี่มาอยู่ชนบท 2 ปี สอนหนังสือมา 2 ปีเต็ม แม้แต่ไก่ก็ยังไม่กล้าฆ่า เธอคงไม่กล้าค้ามนุษย์หรอก“เสี่ยวอวี่ไม่มีทา
“เลือกผ้า” เขายังจำสิ่งที่แม่บอกเขาก่อนออกจากบ้านได้ ว่าให้พาเธอไปซื้อผ้ากลับมาตัดเสื้อผ้าชุดใหม่เสี่ยวอวี่ไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้า พ่อแม่ของเธอเป็นคนชอบแต่งตัว ทุก ๆ ปี พ่อกับแม่จะคอยส่งเสื้อผ้าใหม่มาให้เธอใส่เสมอ ตรงกันข้าม ซิงโจวกลับขาดแคลนเสื้อผ้าใส่ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงผ้าสีดำที่ดูสะอาดสะอ้าน ไม่มีรอยปะใด ๆ ที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ เป็นชุดเดียวที่ยังดูเรียบร้อยที่สุดของเขาปกติออกไปทำงานที่ทุ่งเขาไม่กล้าหยิบชุดนี้มาใส่ วันนี้...เขามาจดทะเบียนสมรสกับเธอถึงได้หยิบมาใส่ เสี่ยวอวี่กลับไม่มีคูปองผ้า เธอล้วงเอาลูกอมกำหนึ่ง ก่อนจะยื่นให้พนักงานขาย ก่อนจะเอ่ยถามว่ามีผ้าที่ไม่ต้องใช้คูปองซื้อขายไหม ? ผ้าที่ซื้อได้โดยไม่ต้องใช้คูปอง มักเป็นผ้าที่มีตำหนิ ราคาก็จะถูกกว่าหน่อย ปกติแล้ว ถ้าไม่รู้จักคนในร้าน ไม่มีทางซื้อได้เสี่ยวอวี่เป็นคนปากหวานช่างพูดช่างจาก เอ่ยชมพนักงานร้านไม่กี่คำก็ทำให้พนักงานขายอารมณ์ดีใจหยิบม้วนผ้ามาให้เธอเลือกอยู่หลายสี เธอเลือกผ้าสีเทากับสีดำมา ซื้อแค่ไม่กี่หลา หลังจากนั้น ก็ได้ซื้อเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มอีกไม่กี่อย่าง ซิงโจวเห็นผ้าที่เธอเลือกก็ขมวดคิ้วแน่นซิง
ซิ่วห่าวกลับไปที่ห้อง ก่อนจะเปิดตู้หยิบเอากล่องไม้เล็กมาดู สิ่งที่เห็นทำให้ซิ่วห่าวหน้าชาวูบ หยกที่เมื่อคืนยังเปล่งแสงระยิบระยับ ตอนนี้...กลับแตกละเอียดกลายเป็นผงสีขาวฟุ้ง เศษผงเกาะติดอยู่เต็มชุดเสื้อผ้าใหม่เพียงชุดเดียวของหล่อน ซิ่วห่าวรีบหยิบเอาเสื้อผ้าชุดนั้นออกมาปัด แต่...ยิ่งปัดก็ยิ่งเปรอะเปื้อนซิ่วห่าวกัดริมฝีปากแน่น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ในใจกลับสั่นสะท้าน หยกที่แตกเป็นผงแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องดีแน่ มันเหมือนลางร้ายบอกเหตุบางอย่างที่กำลังจะมาถึง หล่อนเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะเปรยกับแม่สามีด้วยน้ำเสียงแผ่ว ๆ ว่า“แม่ หนูว่าฝูซิงแต่งกับเสี่ยวอวี่ต้องไม่ดีแน่ ๆ แม่ก็รู้นี่คะ ปัญญาชนที่หมู่บ้านเรายื่นหนังสือกลับเมืองใหญ่กันหมดแล้ว เสี่ยวอวี่เองก็คงยื่นหนังสือกลับเมืองใหญ่แล้วเหมือนกัน ยังไง เสี่ยวอวี่ก็ต้องกลับเมืองใหญ่นะแม่”“ก็ดีน่ะสิ จะได้พาฝูซิงไปอยู่ที่นั่นด้วยเลย”“ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกค่ะ ผู้หญิงอย่างเสี่ยวอวี่ไม่ชอบฝูซิงหรอก ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบคนโง่อย่างเขาหรอกแม่ แม่ดูปัญญาชนที่หมู่บ้านข้าง ๆ เราสิคะ เพราะอยากจะกลับเมืองใหญ่ ถึงกับทิ้งลูกตัวเอง ยังขอหย่ากับแม่ของลูกด้วย







