LOGIN“คุณตำรวจคะ ฉันกับฝูซิงรีบไปจดทะเบียนสมรสค่ะ พวกเรา...ไปได้หรือยังคะ ?”
เจ้าหน้าที่ตำรวจหัวเราะเบา ๆ พลางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยกำชับเสี่ยวอวี่ว่า
“รีบไปเถอะ แต่...ครั้งหน้าถ้าเจอคนแปลกหน้าอีก อย่าไว้ใจพวกเขา เข้าใจไหม ?”
เจ้าหน้าที่ตำรวจมองทั้งคู่ด้วยสายตาอบอุ่นแฝงความเอ็นดู สาวน้อยหน้าตาน่ารักกับหนุ่มหน้าคมคาย ดูจากท่าทีคงเพิ่งเข้าเมืองมาจดทะเบียนสมรสสินะ ไม่คิดเลยว่ากลางทางจะเจอพวกค้ามนุษย์ได้ มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเดาว่า
พวกนั้นคงเห็นทั้งคู่หน้าตาดี คิดว่าน่าจะขายได้ราคาสูงเลยคิดจะลักพาตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจให้คนมาควบคุมตัวผู้ร้ายไว้ แล้วกำชับเสี่ยวอวี่อีกครั้งว่าไม่ให้พูดคุยกับคนแปลกหน้าอีก เสี่ยว อวี่โค้งศีรษะขอบคุณ ก่อนจะเดินออกมาจากสถานีตำรวจ
อยู่ข้างนอก ซิงโจวยืนรออยู่แล้ว ใบหน้าขาวซีดชวนให้ใจหาย ครอบครัวเย่มีสมาชิกมาก แต่บ้านยากจน เสื้อผ้าขาด ๆ เก่า ๆ ร่างของเขาผอมจนไหล่ดูเหมือนจะแตกสลายไปกับลมหนาว ลมพัดเบา ๆ ก็ทำให้ชายเสื้อสั่นระริก เผยให้เห็นกระดูกไหล่ที่นูนขึ้นมา เห็นแล้วก็สงสารจับใจ
เสี่ยวอวี่เห็นอย่างนั้นแล้วหัวใจพลันอ่อนโยน เธอแอบคิดอะไรบางอย่างในใจ เธอจะเลี้ยงเขาให้แข็งแรงกว่านี้ให้ได้ เสี่ยวอวี่เดินไปหาเขา ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเป็นการทักทาย แล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะอ่อนโยนว่า
“ฝูซิง ~ เราไปจดทะเบียนสมรสกันเถอะ”
..........
ไฟในเตาเล็ก ๆ ลุกโชน เสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะ ๆ ก่อนจะมีประกายไฟกระเด็นออกมาเป็นจุดเล็ก ๆ ‘หลิวซิ่วห่าว’ ที่กำลังนั่งยอง ๆ เป่ากองไฟถึงกับสะดุ้ง รีบถอยหลังหนีเปลวไฟที่พุ่งใกล้หน้า
แม่สามีเพิ่งจะทอดไข่เจียวเสร็จ ไข่สีเหลืองทองนุ่มนวลแต่งด้วยต้นหอมสีเขียวสด กลิ่นหอมลอยอบอวลไปทั่วห้องครัวชวนให้หิว วันนี้...เป็นวันพิเศษ วันที่ซิงโจวกับเสี่ยวอวี่เข้าเมืองไปจดทะเบียนสมรส
‘เกาเฟิน’ ผู้เป็นแม่ ถึงกับยอมลงทุนเจียวไข่ตั้ง 2 ฟอง ปกติ...นาน ๆ ทีพวกเขาถึงจะได้กินไข่ กินครั้งไม่เกิน 2 ฟอง ซิ่วห่าวกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอยาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า
“แม่ ไม่ต้องรอฝูซิงหรอก เรารีบกินข้าวกันเถอะ บ่ายนี้...หนูต้องไปทำงานนะ”
เกาเฟินยืนพิงประตูห้องครัว มองออกไปยังถนนลูกรังที่ทอดยาวออกไปหน้าหมู่บ้าน
“ฝูซิงกับเสี่ยวอวี่ไปจดทะเบียนสมรส เดี๋ยวก็กลับถึงบ้านแล้ว”
เกาเฟินรู้ดีว่า การแต่งงานครั้งนี้ เสี่ยวอวี่ไม่ได้เต็มใจนักหรอก เธอเป็นถึงยุวปัญญาชนมีการศึกษาที่เดินทางมาจากเมืองใหญ่มาทำงานที่ชนบท เธอทั้งสวยทั้งฉลาดมีชาติตระกูล ตอนมาสอนหนังสือที่โรงเรียนประถมของหมู่บ้าน ไม่มีเด็กคนไหนที่ไม่รักไม่เอ็นดูเธอ
ผู้ชายในหมู่บ้านนี้ พอเห็นหน้าเธอก็พากันหน้าแดงหัวใจเต้นแรง แต่...ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีบ้านไหนรับเธอเป็นสะใภ้ เพราะทุกคนรู้ว่า เสี่ยวอวี่หนีงานแต่งที่เมืองใหญ่มาที่นี่ เกาเฟินได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า มีชายอันธพาลคนหนึ่งแซ่เหลียง หลงใหลในตัวเสี่ยวอวี่มากถึงขั้นทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้แต่งงานกับเธอ
เพราะอยากจะบังคับให้เสี่ยวอวี่กลับไป เขายังส่งคนมาก่อกวนเธอถึงที่นี่ด้วย ในยุคนี้ ยุวปัญญาชนที่มีการศึกษาอย่างเสี่ยวอวี่ หากไม่ได้สอนหนังสือก็ต้องทำงานไร่งานนากับชาวบ้าน แต่...ร่างกายบอบบางอย่างเธอ ทำงานไร่งานนา แบกจอบขุดดินไม่ได้หรอก
ความเหนื่อยล้าและความอับจนทำให้เสี่ยวอวี่โมโหจนประชดออกมาว่า แต่งงานกับไอ้โง่หมู่บ้านต้าเหอ ดีกว่ากลับเมืองใหญ่ไปแล้วแต่งงานกับชายแซ่เหลียงนั่น พูดจบ...เสี่ยวอวี่ก็วิ่งไปที่บ้านเย่ เธอไม่เรียกสินสอด ไม่จัดงานแต่ง บอกแค่ว่า เธอยินดีแต่งงานกับเย่ซิงโจว แล้วเธอก็ชวนซิงโจวไปจดทะเบียนสมรส
ครอบครัวเย่นั้นยากจนถึงขั้นไม่มีอันจะกิน ลูกชายเล็กอย่างซิงโจว ดูนิ่งเงียบ ดูโหดร้าย ในสายตาคนอื่น เขาไม่ต่างจากปีศาจ แต่...เขากลับได้ภรรยาสวย อ่อนหวานอย่างเสี่ยวอวี่มาโดยไม่ต้องเสียเงินสักเฟิน เรื่องนี้...ทำให้หนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาตาร้อนผ่าว แต่...ผู้เฒ่าผู้แก่กลับพากันส่ายหน้า
“ไม่เรียกสินสอดก็ไม่ควรแต่ง ถ้าแต่งมาแล้วไม่ทำงานไร่งานนา ไม่ช่วยงานบ้านงานเรือน จะเอาอะไรกินล่ะ ? จะให้เธอใช้ชีวิตดั่งคุณนายหรืออย่างไร ?”
คำพูดเหล่านั้นฟังดูแรงไปหน่อย แต่...ก็ไม่ผิด เพราะซิงโจวไม่เหมือนคนทั่วไป อีกทั้ง...ครอบครัวเย่เองก็ยากจนเหลือเกิน หากวันนั้นเสี่ยวอวี่ไม่ได้พูดประชดเพราะอารมณ์โกรธ ชาตินี้...ซิงโจวคงไม่ได้แต่งงาน วันที่เสี่ยวอวี่มาขอแต่งเองกับปากตัวเอง เกาเฟินก็ได้แต่เม้มปากแน่นขบคิด ตนไม่สนหรอกว่าเสี่ยวอวี่จะทำงานไร่งานนาได้หรือไม่ ขอให้ลูกชายตนได้แต่งงานก็พอ
คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เกาเฟินคือซิ่วห่าว ลูกสะใภ้รองของบ้านซิ่วห่าวมองจานไข่เจียวหอมชวนหิวบนโต๊ะแล้วเบะปาก
‘เฮ้อ ~ ถ้าคำพูดของหยกนั่นเป็นจริงละก็ เสี่ยวอวี่ไม่กลับมาแน่’
ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัว เรื่องทั้งหมดนี้ เริ่มจากเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนั้น...ซิงโจวล้มหัวกระแทกพื้นจนสลบ ชาวบ้านจึงรีบหามเขากลับมาส่งที่บ้าน และตอนนั้นเอง ซิ่วห่าวก็บังเอิญเก็บหยกชิ้นหนึ่งได้ตรงที่เขาล้มพอดี
ตอนแรก...หล่อนก็ไม่ได้สนใจ แต่...คืนถัดมา หล่อนกลับได้ยินเสียงพูดแผ่วเบาดังออกมาจากหยกนั้น ตอนนั้น...ซิ่วห่าวตกใจแทบสิ้นสติ รีบหันไปปลุกสามีให้ลุกมาฟังเสียงนั้นด้วยกัน แต่...สามีหล่อนกลับหัวเราะ บอกว่าหล่อนคิดไปเอง เพราะเขาไม่ได้ยินอะไรเลย ยังหาว่าหล่อนหลอนด้วย
แต่...ซิ่วห่าวยืนกรานว่าหล่อนได้ยินเสียงนั้นจริง ๆ เสียงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าเสียงลมหายใจเสียอีก และ...ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือ หล่อนกลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด เพราะเสียงนั้นพูดว่า
“ซิงโจวผู้นี้มีโชคติดตัว หากเขาได้ภรรยา โชคนั้นจะเป็นของครอบครัวเขาเพียงผู้เดียว คนในครอบครัวจะไม่ได้อะไรจากโชคนี้ของเขา”
ซิ่วห่าวไม่เชื่อ ก็แค่ไอ้โง่คนหนึ่ง จะมีโชคได้ยังไง และตอนนั้น หล่อนก็หลุดปากพูดออกมาว่า
“ถ้าไอ้ซิงโจวมันมีโชคติดตัวจริง ก็ขอให้มันอย่าได้แต่งงานกับผู้หญิงคนไหนเลย โชคนั้นจะได้ตกอยู่ที่บ้านเย่นี้ ทุกคนในบ้านจะได้สุขสบาย” สิ้นเสียง...เสียงจากหยกนั้นก็ตอบกลับมาทันทีว่า
“ได้” แล้วเสียงจากหยกนั่นก็ดังแว่วมาอีกว่า
“ในวันที่ไปจดทะเบียนสมรส เสี่ยวอวี่จะเจอกับพวกค้ามนุษย์ พวกนั้นจะขายซิงโจวให้กับเหมืองถ่านหิน ส่วนเสี่ยวอวี่จะถูกหลอกไปขายให้กับพวกชายแก่บนเขา”
ได้ยินอย่างนั้น ซิ่วห่าวก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา หล่อนไม่เชื่อสิ่งที่หยกนั้นพูดเลย
แต่...ตอนนี้ เวลาล่วงเลยเกือบเที่ยงแล้ว ซิงโจวกับเสี่ยวอวี่ก็ยังไม่กลับมา แววตาของซิ่วห่าวเริ่มมีประกายประหลาดปนความโลภลึก ๆ ในใจ หรือว่า...สิ่งที่หยกนั่นพูดจะเป็นความจริง ?
เสี่ยวอวี่หันไปพูดกับหลิวอวิ๋นว่า “พี่หลิว งูน้ำน่ะไม่มีพิษหรอกค่ะ หาไม้มาเขี่ยมันออกไปข้างนอกนะ แล้วซื้อยาไล่แมลงมาโรยรอบ ๆ งูก็ไม่เลื้อยเข้ามาแล้ว”“ได้ ๆ เดี๋ยวพี่จะรีบไปซื้อ” หลิวอวิ๋นเข็นจักรยานออกไป แล้วหันมาพูดกับเทียนตงว่า“รีบเอางูนั่นไปปล่อยนะ เอาไปปล่อยไกล ๆ เลย อย่าให้มันฟื้นล่ะ เดี๋ยวจะหาไม่เจอ ระวังมันจะมุดเข้าไปอยู่ในผ้าห่มเธอนะเทียนตง” เทียนตงได้ยินอย่างนั้นก็เกือบปล่อยโฮ“ฉันกลัว เสี่ยวอวี่ เธอบอกไอ้โง่ของเธอนำงูตัวนี้ไปทิ้งที” เสี่ยวอวี่ชำเลืองตามอง เธอไม่คิดจะช่วย คนตระกูลเหลียงนี่บ้ากันหมดทุกคนเลยหรือไง ? เธอไม่ช่วยหรอกนะ..........เสี่ยวอวี่ขนข้าวของทั้งหมดของเธอมาที่ห้องของซิงโจว จินซานกับอินซานต่างก็แต่งงานมีครอบครัว มีลูกกันแล้ว ห้องหลัก 2 ห้องที่อยู่ด้านหน้าจึงแบ่งให้ 2 ครอบครัวนี้อยู่ เดินออกทางประตูหลังของห้องหลักไป ก็จะเป็นห้องเล็ก 2 ห้องที่ด้านหลังบ้าน ซึ่งต่อเติมขึ้นมาภายหลังห้องหนึ่งเป็นห้องของเกาเฟิน อีกห้องเป็นของซิงโจว แม้ว่าห้องด้านหลังจะเล็กไปหน่อย แต่...มันก็ยังดีกว่าต้องนอนร่วมเตียงกับปัญญาชนคนอื่น ๆ ที่ห้องพักนั่น อีกอย่าง...ซิงโจวอยู่ที่นี่ อย
วันนั้น...มีหมูป่าตัวหนึ่งวิ่งลงมาจากเขา วิ่งไปที่หน่วยผลิต 3 ของหมู่บ้านต้าเหอ มันพุ่งชนชาวบ้านบาดเจ็บ 2 คน ก่อนจะวิ่งไปเหยียบย่ำแปลงพืชผลเสียหายยับเยินไปทั้งแถบ ซิงโจวเป็นคนที่ชกหมูป่าตัวนั้นตายคาที่แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ได้แบ่งเนื้อหมูป่าให้ทุกคน รวมถึงปัญญาชนคนอื่นๆ ด้วย ได้รับส่วนแบ่ง 4 ชั่ง ในบรรดาปัญญาชน เทียนตงกินเนื้อหมูป่าเยอะสุด หล่อนตกใจหันขวับไปดู พอเห็นซิงโจวยืนอยู่ข้างหลังทำหน้าขรึมอยู่ก็ยิ่งกลัวเทียนตงพึมพำกับตัวเองในใจ ไอ้โง่ซิงโจวชกหมูป่าทีเดียวตาย ไม่รู้ว่าเวลาโกรธจะฆ่าเธอไหมนะ ? หล่อนรีบหลบไปอยู่ข้างหลังพี่ใหญ่ ‘หลิวอวิ๋น’ ก่อนจะตอบกลับ“เสี่ยวอวี่ เธอนี่ใจร้ายจริง ๆ เลยนะ ฉันมาอยู่ที่นี่กับเธอสองปีแล้ว เธอกลับไม่ยอมแต่งงานกับพี่ชายฉันสักที”“นี่...ฉันจะบอกอะไรให้นะ ใครอยู่กับใคร ? เราทุกคนคือยุวปัญญาชนที่ทางการส่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่นี่ ส่วนพี่ชายเธอน่ะ ฉันไม่สนใจหรอกนะ พี่ชายเธอมันโรคจิต ฉันยอมตายดีกว่าแต่งงานกับพี่ชายเธอ !!”“เธอกล้าว่าพี่ชายฉันเหรอ ? ฉันจะเขียนจดหมายไปฟ้องพี่ชายฉัน !!”“เอาเลย รีบเขียนจดหมายไปฟ้องตอนนี้เลย ฉันแต่งงานกับคนที่นี่แล้ว พี่ชายเธอจะทำอะไ
เสี่ยวอวี่เห็นซิงโจวกำลังเหม่อ เธอก็เขย่าแขนเขาเบา ๆ พลางเอ่ยว่า“คุณ ~ อาหารอยู่ในถ้วยของคุณ นั่นหมายความว่าเป็นของคุณแล้ว รีบกินได้แล้ว”ตั้งแต่เล็กจนโต เขาได้กินไข่ไก่นับครั้งได้ อยู่ที่สนามฝึกซ้อมมีคนอยู่หลายร้อยคน ข้าวโพดชุบแป้งทอดที่ขึ้นราอยู่ในตะกร้าไม้ถูกโยนลงมาจากข้างบน ใครแย่งได้ก็มีกิน ใครแย่งไม่ได้ก็อด ต่อมา...เมื่อผู้คนลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถึงจะได้กิน และตอนนั้นก็จะได้กินมันเทศ ไม่ก็ซาลาเปาแป้งสาลีกระทั่งเหลือเพียงไม่กี่สิบคน นาน ๆ ครั้งถึงจะได้ลิ้มรสไข่ไก่ แต่...ไข่ไก่นั้นก็ไม่ได้หอมอร่อยเหมือนตอนนี้ เสี่ยวอวี่บอกว่า ไข่ไก่อยู่ในถ้วยข้าวของเขาแล้ว นั่นก็หมายความว่าไข่ไก่นี้เป็นของเขา ซิงโจวจึงเริ่มคีบอาหารกิน ก้มหน้าก้มตากินข้าวที่หุงกับมันเทศซึ่งโปะเต็มไปด้วยไข่เจียวซิ่วห่าวมองด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม กิน กิน เอาแต่จะกินอย่างเดียว กินคนเดียวแต่เหมือนกินอยู่สองคน ไม่กลัวอาหารจะติดคอตายหรือไง ? ซิ่วห่าวเริ่มสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง ไอ้โง่คนนี้น่ะมองยังไงก็ไม่เหมือนคนมีวาสนาใหญ่หลวงเลยสักนิด บางที...หล่อนอาจจะฟังผิดไปก็ได้หลังจากที่กินข้าวเสร็จ ซิ่วห่าวก็ได้หยิบเอาผ้ามาเช็ด
เสี่ยวอวี่ถามด้วยความประหลาดใจว่า “พี่ใหญ่ ทำไมแม่ถึงรู้ว่ามีกลุ่มพวกค้ามนุษย์ด้วยล่ะคะ ?”จินซานเอ่ยตอบด้วยความซื่อตรง ตรงไปตรงมาว่า “ก็พี่สะใภ้รองของเธอน่ะสิ ฝันเห็น ฝันเห็นว่า...ว่าเธอตามกลุ่มพวกค้ามนุษย์ไปเพราะอยากจะขายฝูซิงให้กับคนพวกนั้น”เสี่ยวอวี่แอบคิดในใจ มือทองอยู่ที่พี่สะใภ้รองแน่ ๆ ดูเหมือนว่าพี่สะใภ้รองจะไม่อยากให้ซิงโจวแต่งงานสินะ คิดไปคิดมาก็อาจจะจริง ซิงโจวเก่งขนาดนั้น งานทุกอย่างในบ้านเขาเป็นคนทำหมด และยังทำแต้มแรงงานได้เยอะสุดในหน่วยผลิตด้วยขยันขันแข็ง พูดน้อย ไม่ใช้จ่ายอะไร ไม่สิ้นเปลือง ถ้าซิงโจวไม่แต่งงาน ก็ไม่ต่างอะไรกับแรงงานฟรีของตระกูลเย่ ตอนนี้...มีเธออยู่ตรงนี้แล้ว เธอจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกเขาอีก ระหว่างทางกลับ พวกเขาสองคนนั่งรถไถกลับไปที่หมู่บ้านเสี่ยวอวี่ได้ยินเสียงอึกทึกวุ่นวายดังมาจากหน้าบ้านตระกูลเย่แต่หน้าหมู่บ้านแล้ว เกาเฟินได้ยินลูกชายรองมาแจ้งข่าวแล้ว แต่...ในใจก็ยังไม่อยากเชื่อ ยังไงซะมันก็เป็นแค่ความฝัน ไม่เกิดขึ้นจริงหรอก เสี่ยวอวี่มาอยู่ชนบท 2 ปี สอนหนังสือมา 2 ปีเต็ม แม้แต่ไก่ก็ยังไม่กล้าฆ่า เธอคงไม่กล้าค้ามนุษย์หรอก“เสี่ยวอวี่ไม่มีทา
“เลือกผ้า” เขายังจำสิ่งที่แม่บอกเขาก่อนออกจากบ้านได้ ว่าให้พาเธอไปซื้อผ้ากลับมาตัดเสื้อผ้าชุดใหม่เสี่ยวอวี่ไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้า พ่อแม่ของเธอเป็นคนชอบแต่งตัว ทุก ๆ ปี พ่อกับแม่จะคอยส่งเสื้อผ้าใหม่มาให้เธอใส่เสมอ ตรงกันข้าม ซิงโจวกลับขาดแคลนเสื้อผ้าใส่ เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงผ้าสีดำที่ดูสะอาดสะอ้าน ไม่มีรอยปะใด ๆ ที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ เป็นชุดเดียวที่ยังดูเรียบร้อยที่สุดของเขาปกติออกไปทำงานที่ทุ่งเขาไม่กล้าหยิบชุดนี้มาใส่ วันนี้...เขามาจดทะเบียนสมรสกับเธอถึงได้หยิบมาใส่ เสี่ยวอวี่กลับไม่มีคูปองผ้า เธอล้วงเอาลูกอมกำหนึ่ง ก่อนจะยื่นให้พนักงานขาย ก่อนจะเอ่ยถามว่ามีผ้าที่ไม่ต้องใช้คูปองซื้อขายไหม ? ผ้าที่ซื้อได้โดยไม่ต้องใช้คูปอง มักเป็นผ้าที่มีตำหนิ ราคาก็จะถูกกว่าหน่อย ปกติแล้ว ถ้าไม่รู้จักคนในร้าน ไม่มีทางซื้อได้เสี่ยวอวี่เป็นคนปากหวานช่างพูดช่างจาก เอ่ยชมพนักงานร้านไม่กี่คำก็ทำให้พนักงานขายอารมณ์ดีใจหยิบม้วนผ้ามาให้เธอเลือกอยู่หลายสี เธอเลือกผ้าสีเทากับสีดำมา ซื้อแค่ไม่กี่หลา หลังจากนั้น ก็ได้ซื้อเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มอีกไม่กี่อย่าง ซิงโจวเห็นผ้าที่เธอเลือกก็ขมวดคิ้วแน่นซิง
ซิ่วห่าวกลับไปที่ห้อง ก่อนจะเปิดตู้หยิบเอากล่องไม้เล็กมาดู สิ่งที่เห็นทำให้ซิ่วห่าวหน้าชาวูบ หยกที่เมื่อคืนยังเปล่งแสงระยิบระยับ ตอนนี้...กลับแตกละเอียดกลายเป็นผงสีขาวฟุ้ง เศษผงเกาะติดอยู่เต็มชุดเสื้อผ้าใหม่เพียงชุดเดียวของหล่อน ซิ่วห่าวรีบหยิบเอาเสื้อผ้าชุดนั้นออกมาปัด แต่...ยิ่งปัดก็ยิ่งเปรอะเปื้อนซิ่วห่าวกัดริมฝีปากแน่น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ในใจกลับสั่นสะท้าน หยกที่แตกเป็นผงแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องดีแน่ มันเหมือนลางร้ายบอกเหตุบางอย่างที่กำลังจะมาถึง หล่อนเดินออกมาจากห้อง ก่อนจะเปรยกับแม่สามีด้วยน้ำเสียงแผ่ว ๆ ว่า“แม่ หนูว่าฝูซิงแต่งกับเสี่ยวอวี่ต้องไม่ดีแน่ ๆ แม่ก็รู้นี่คะ ปัญญาชนที่หมู่บ้านเรายื่นหนังสือกลับเมืองใหญ่กันหมดแล้ว เสี่ยวอวี่เองก็คงยื่นหนังสือกลับเมืองใหญ่แล้วเหมือนกัน ยังไง เสี่ยวอวี่ก็ต้องกลับเมืองใหญ่นะแม่”“ก็ดีน่ะสิ จะได้พาฝูซิงไปอยู่ที่นั่นด้วยเลย”“ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกค่ะ ผู้หญิงอย่างเสี่ยวอวี่ไม่ชอบฝูซิงหรอก ไม่มีผู้หญิงคนไหนชอบคนโง่อย่างเขาหรอกแม่ แม่ดูปัญญาชนที่หมู่บ้านข้าง ๆ เราสิคะ เพราะอยากจะกลับเมืองใหญ่ ถึงกับทิ้งลูกตัวเอง ยังขอหย่ากับแม่ของลูกด้วย







