تسجيل الدخولครั้งนั้น…เธอพลาดทำให้เขาต้องติดคุก ชาตินี้...เมื่อย้อนเวลากลับมา เธอสาบานว่าจะปกป้องเขาให้ถึงที่สุด บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ
عرض المزيد“แม่ รอนังนั่นฟื้นก่อน แล้วแม่ไปบอกให้นังนั่นไปให้การกับตำรวจนะว่าถูกชิงชวนลวนลาม ป้าใหญ่ของชิงชวนเพิ่งให้เงินหนูมา 200 หยวน ป้าเขาบอกว่า ถ้าชิงชวนถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลวนลามจริง จะเพิ่มให้อีก 300 หยวน”
“อะไรนะ ?! ความผิดฐานลวนลามนี่โดนเล่นงานหนักเลยนะ เรายังไม่รู้เลยว่าไอ้ชิงชวนลวนลามนังเจียงสวี่จริงหรือเปล่า อย่างน้อย…ก็น่าจะรอให้นังนั่นฟื้นก่อนสิ จะได้ถามว่าไอ้ชิงชวนลวนลามมันจริงไหม ?”
“จะถามอะไรอีกเล่า ตอนที่มันถูกหามมาที่โรงพยาบาล เสื้อชั้นนอกขาดยับเลยนะแม่ ต้องเป็นเพราะไอ้บ้านั่นเห็นนังเจียงสวี่หน้าตาสะสวย เลยฉวยโอกาสตอนที่นังเจียงสวี่หมดสติทำเรื่องตำทรามนั้นแน่ ๆ”
‘เจียงหงอู่’ พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจราวกับตอกตะปู ก่อนจะกล่อมแม่ตัวเองด้วยสีหน้าที่ลังเลว่า
“ยังไงชิงชวนก็แค่ไอ้เด็กไร้ประโยชน์ไม่มีงานทำ เป็นลูกของศักดินาใจคด มีดีตรงไหนกัน แม้แต่ป้าใหญ่ของมันยังอยากให้มันติดคุกเลย เราแค่พูดไม่กี่คำเอง ก็ได้เงินมาตั้ง 500 หยวนแล้ว ไม่รับก็โง่แล้วแม่”
500 หยวนเลยเหรอ ? สามีหล่อนทำงานได้เดือนละ 35 หยวนเอง อยู่ ๆ เงินก็หล่นตรงหน้า เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ใครบ้างที่จะไม่อยากได้เล่า ‘สวี่หลิงจือ’ เหลือบมองเจียงสวี่ที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง ก่อนจะกัดฟันพูดเพราะความโลภว่า
“รอให้นังเจียงสวี่ฟื้นก่อนเถอะ แม่จะพุดกับมันว่า หลังจากที่มันตกลงมาจากสันเขา ไอ้ชิงชวนได้ฉวยโอกาสตอนที่มันหมดสติทำลายศักดิ์ศรีของมัน จากนั้น...ก็บอกให้มันไปรีบไปแจ้งความที่โรงพักซะ”
“แม่พูดถูก แม่ทำถูกแล้ว เดี๋ยวหนูจะไปเอาเงินอีก 300 หยวนที่เหลือกับป้าใหญ่ไอ้ชีชวนก่อนนะ ส่วนแม่...ก็รออยู่ที่นี่แหละ รอนังเจียงสวี่ฟื้นแล้วรีบพามันไปแจ้งความที่โรงพักนะ”
สิ้นเสียง...หลิงจือก็หยิกแขนอันผอมบางใต้ผ้าห่มของเจียงสวี่อย่างแรงจนเป็นรอย แต่...คนบนเตียงกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
“หมอบอกว่ากว่ามันจะฟื้นก็อีกนาน ลูกไปที่โรงพักแจ้งความก่อนนะ ไปบอกกับตำรวจว่า ทุกคำพูดที่เราให้การมาจากปากนังเจียงสวี่หลังจากที่มันฟื้น”
ก่อนจะออกจากห้องคนไข้ไป หลิงจือยังฉีกเสื้อคลุมของเจียงสวี่ออกเป็นเศษ ๆ แล้วนำไปที่โรงพักใช้เป็นหลักฐานว่าเจียงสวี่ถูกชิงชวนขืนใจจริง ๆ
“นังเด็กตัวซวย แกไม่มีค่าพออยู่รักษาตำแหน่งงานอีกแล้ว ตอนนี้...ความบริสุทธิ์ของแกพังป่นปี้แล้ว พอได้สติก็เตรียมตัวไประเห็จทำงานที่ชนบทอันห่างไกลได้เลย”
ความจริงแล้ว เจียงสวี่ได้สติก่อนหน้านั้นแล้ว ตอนที่...หลิงจือหยิกแขนเธอ ความเจ็บปวดแล่นวาบจนร่างสั่น แต่...เธอก็ข่มใจไว้พยายามไม่ส่งเสียงร้องออกมา เธอต้องรอให้สองแม่ลูกคู่นี้ออกไปก่อน เพราะเธอจะไม่มีวันยอมให้เหตุการณ์มันซ้ำรอยเหมือนชาติที่แล้วอีก...
....................
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เจียงสวี่กับทีมผลิต ได้ขึ้นเขาไปเก็บเกาลัด แต่...โชคร้ายดันพลัดหลงเข้าไปในหุบลึก แล้วยังกลิ้งตกลงมาจากสันเขาอีก เป็น ‘กู้ชิงชวน’ ที่แบกเธอออกมาจากซอกเขา พาไปส่งที่โรงพยาบาลเพื่อรักษา
ตลอด 6 ชั่วโมงเต็ม ชิงชวนไม่หยุดพักเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่แล้ว…ย่ากับอาของเธอกลับใส่ร้ายว่าเขาฉวยโอกาสตอนที่เธอหมดสติทำเรื่องเลวทราม เพราะชาติกำเนิดของชิงชวนไม่ดี จึงไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาเลย
ตอนนั้น...เธอหมดสติไปนานกว่าสองสัปดาห์ พอรู้สึกตัวอีกที ชิงชวนก็ถูกส่งตัวไปที่เรือนจำชิงซานเพื่อรับโทษแล้ว เธอยังไม่ทันได้เป็นพยานล้างมลทินให้เขาเลย ก็ถูกคนใส่ร้ายว่ากักตุนของเกร็งกำไร และถูกพิพากษาจำคุกหลายปี
ครึ่งชีวิตของเธอกับชิงชวน ถูกพวกคนเลวพวกนั้นทำลายจนย่อยยับ วันที่เธอพ้นโทษ คนที่เรียกตัวเองว่าญาติ ไม่เห็นใครโผล่หน้ามาสักคน มีแค่ชิงชวนที่ยืนรอรับเธออยู่ เขาพาเธอกลับบ้าน พาลงใต้ไปทำมาค้าขาย
ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี ผู้ชายคนนั้นก็กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งนครฉิน และตลอด 10 ปีนั้นเขามอบแต่สิ่งดี ๆ ให้เธอ จนวันที่เธอล้มป่วยหนักใกล้สิ้นใจตาย ชิงชวนเจ็บปวดราวหัวใจแตกสลาย เสียงแหบพร่าเอ่ยถาม
“ทั้งชีวิตนี้ คุณยังมีสิ่งใดที่ค้างคาใจหรือเปล่า ?” เจียงสวี่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย พูดประโยคท้ายของชีวิตว่า
“วันนั้น…ตอนที่ฉันตกจากสันเขา คุณเป็นแบกฉันไปส่งที่โรงพยาบาลใช่มั้ย ? ถ้าฉันได้สติเร็วกว่านั้น คุณคงไม่ต้องติดคุกอย่างไร้ความผิดหลายปีแบบนั้น”
สิ้นเสียง...เธอก็หมดลมหายใจลาโลกไป แต่...พอเธอลืมตาตื่นอีกครั้ง กลับพบว่าตัวเธอเองได้ย้อนเวลากลับมาเมื่อ 15 ปีก่อน บางที…ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ฟ้าอาจได้ยินเสียงหัวใจของเธอ ถึงให้เธอย้อนเวลากลับมาในตอนที่เธออายุ 17
ในวันที่กำลังปีนเขาเก็บเกาลัด พลัดตกลงจากสันเขา และถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล คราวนี้…เจียงสวี่ฟื้นเร็วกว่าครั้งก่อน เธอรีบคว้าเสื้อคลุมเก่าของผู้ชายที่วางอยู่บนตู้หัวเตียง หลบสายตาแพทย์และพยาบาลออกมาอย่างเงียบ ๆ แล้วออกจากโรงพยาบาลไป
เธอมีเวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น คนที่ช่วยเธอกำลังจะถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลวนลาม เธอต้องรีบไปให้การกับตำรวจให้ทัน ก่อนอื่น...ต้องช่วยชิงชวนออกมาให้ได้ก่อน ไม่ให้พวกคนชั่วลากเขาเข้าคุกด้วยข้อหาที่ไม่เป็นธรรมนี้
...ที่ห้องสอบสวน...
“งั้น...หมายความว่า ตอนที่ชิงชวนช่วยเธอ เขาไม่ได้มีพฤติกรรมลวนลามอะไรเลยใช่มั้ย ?”
“ไม่มีค่ะ ตอนนั้น...ฉันยังมีสติอยู่ ฉันรู้สึกรับรู้ได้ทุกอย่าง ใกล้ถึงโรงพยาบาลฉันถึงหมดสติไป” ดวงตากลมใสของเจียงสวี่ฉายแววประหลาดใจ
“คุณตำรวจ ชิงชวนเขาเป็นคนดีจริง ๆ นะคะ เขาแบกฉันเดินลัดเลาะลงมาจากเขาตั้ง 6 ชั่วโมง ฝ่าป่าข้ามเขามาส่งถึงโรงพยาบาล คุณตำรวจห้ามใส่ร้ายคนดี ๆ อย่างชิงชวนนะคะ ฉันตั้งใจจะมอบธงเกียรติคุณให้เขาอยู่เลยค่ะ”
ตำรวจหญิงที่กำลังจดบันทึกชะงักไป แล้วเงยหน้ามองเด็กหญิงที่อยู่ตรงหน้า เธออายุราว ๆ 17-18 ปี ดวงตาใสสะอาดปราศจากมลทิน ไม่เหมือนคนกำลังโกหกเลยแม้แต่น้อย หรือว่า…พวกเขาจะเข้าใจผิดชิงชวนผู้ที่มีชาติกำเนิดจากครอบครัวศักดินากันนะ ตั้งแต่เขาถูกพาตัวมาที่นี่ ก็เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดอะไรสักคำ
“เมื่อกี้ย่าของเธอเพิ่งมาที่นี่ บอกว่าเธอฟื้นที่โรงพยาบาลแล้วคิดอยากจะฆ่าตัวตาย และเธอยังบอกด้วยว่าชิงชวนเป็นคนลวมลามเธอตอนที่อยู่ในป่า เสื้อของเธอเองก็ถูกฉีกขาด”
ตำรวจหญิงหยิบเศษเสื้อผ้าฝ้ายที่ขาดยับขึ้นมาให้เจียงสวี่ดู มันคือหลักฐานที่ย่าของเธอนำมาให้พวกเขาเป็นหลักฐาน
“ย่าของเธอบอกว่า ตอนที่ชิงชวนพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาล เสื้อเธอก็ขาดยับหมดแล้ว”
ตำรวจหญิงรู้สึกสงสารและเห็นใจเจียงสวี่มาก จึงปลอบใจเธอว่า
“หรือเป็นเพราะเธอกลัวเรื่องนี้จะกระทบถึงชื่อเสียงของเธอ เธอถึงได้เปลี่ยนคำให้การ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ พวกเราจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ จะไม่เปิดเผยชื่อเหยื่ออย่างแน่นอน”
เก็บเป็นความลับงั้นเหรอ ? แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอว่าเป็นข้อกล่าวหาไร้หลักฐานน่ะ ตำรวจดึงเรื่องนี้มาใส่ร้ายชิงชวนได้ยังไง ? ชาติที่แล้ว หลังจากที่หลิงจือกลับจากสถานี ก็แพร่ข่าวไปทั่วว่าเธอถูกชิงชวนทำมิดีมิร้าย ทำให้ตำแหน่งงานที่กำลังจะจัดสรรให้เธอหลุดลอยไป
กลายเป็นไม่มีงานทำ เธอจึงต้องเอาของป่าที่บ้านไปขาย สุดท้าย...กลับถูกฟ้องร้องว่ากักตุนเกร็งกำไร จนต้องติดคุกอยู่หลายปีกว่าจะได้ออกมา เสื้อที่ถูกฉีกเละนี้ ความจริงแล้ว มันคือของขวัญที่เธอถักให้ตัวเองเมื่อตอนที่เธออายุครบ 17 ปี
เธอรักเสื้อตัวนี้มาก จนไม่กล้านำออกมาใส่บ่อย ๆ แต่...เจียงสวี่เพิ่งใส่เสื้อตัวนี้ครั้งแรก กลับถูกผู้เป็นย่าทำให้กลายเป็นหลักฐานมัดตัวชายที่เธอรัก ตอนเธอถูกหามไปส่งที่โรงพยาบาล เสี้อมีรอยขาดจากกิ่งไม้นิดเดียว
แต่...เพราะย่าอยากจะใส่ร้ายเธอ ถึงได้ฉีกเสื้อตัวนี้นำมาเป็นหลักฐานให้กับตำรวจ เพียงเพราะเงิน 500 หยวน ย่าถึงกับลงมือทำลายชื่อเสียงของเธออย่างนั้นเหรอ ? พอได้ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เธอก็ไม่เชื่อใครหน้าไหนอีก
“ตอนที่ฉันถูกหามไปส่งที่โรงพยาบาล เสื้อมีรอยขาดนิดหน่อยเอง ทำไมพอมาถึงสถานีตำรวจ ถึงกลายเป็นผ้าขี้ริ้วอย่างนี้ล่ะคะ ?”
เจียงสวี่สะบัดเสื้อที่ถูกใช้เป็นหลักฐานอย่างแรง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“คุณตำรวจคะ เสื้อตัวนี้ ต้องเป็นฝีมือของย่าฉันแน่ ๆ ที่ฉีกมันขาดค่ะ ถ้าคุณตำรวจไม่เชื่อ คุณตำรวจไปถามหมอที่รักษาฉันได้เลย หมอยืนยันความบริสุทธิ์ให้ฉันได้ค่ะ”
เด็กสาวตัวเล็ก แต่...พูดจามีเหตุผลชัดเจน ทำให้ตำรวจหญิงเริ่มลังเล เรื่องเสื้อ...แค่ไปถามหมอที่รักษาเจียงสวี่ก็รู้ความจริงแล้ว แต่...มีสิ่งหนึ่งที่ตำรวจหญิงยังสงสัยอยู่
“สวี่หลิงจือคือย่าแท้ ๆ ของเธอ เรื่องศักดิ์ศรีของผู้หญิงถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง ทำไมย่าของเธอถึงใส่ร้ายเธอแบบนี้ ฉันไม่เข้าใจ ย่าเธอทำไปทำไม ?”
ย่าทำไปทำไมอย่างนั้นเหรอ ?
“คิดว่าฉันโง่หรือไง ?” เจียงสวี่ล้วงเอาสมุดบันทึกเล่มนั้นออกมา“คืนความบริสุทธิ์ให้อารองฉันก่อน ฉันถึงจะให้เธอดู ไม่งั้น…ฉันจะกลับออกไปเดี๋ยวนี้!!”การมาครั้งนี้ก็เพื่อมาบังคับให้กุ้ยเซียงยอมรับว่าหล่อนเป็นคนขโมยกุญแจของอารองเธอไป ถ้าไม่ล้างมลทินให้อารอง ชีวิตต่อจากนี้ของอารองเธอจะลำบาก ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะใช้ชีวิตลำบาก จะถูกคนอื่นต่อว่าดูถูกดูแคลนกุ้ยเซียงเป็นคนเสนอให้เธอมาหาที่นี่เอง เธอเชื่อว่ากุ้ย เซียงต้องยอมอ่อนข้อให้เธอแน่ๆ“ได้ ๆ ฉันยอมก็ได้” ความร้อนใจทำให้กุ้ยเซียงต้องยอมตกลง หล่อนลงนามและประทับลายนิ้วมือในคำให้การว่าเหิงไห่ถูกใส่ร้าย ตำรวจนำคำให้การออกไป และตอนนี้่ เหลือแค่เจียงสวี่กับกุ้ยเซียงอยู่ในห้องสอบสวนกุ้ยเซียงยื่นมือไปตรงหน้าเจียงสวี่ ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง“เอาสมุดบันทึกให้ฉันดูได้หรือยัง ?” เจียงสวี่ยื่นสมุดบันทึกเล่มนั้นให้กุ้ยเซียง หล่อนรีบรับมาแล้วเปิดอ่านดูกุ้ยเซียงกัดนิ้วตัวเองจนเลือดซึม เห็นกุ้ยเซียงกัดนิ้วอยู่ไม่หยุด มือเปิดอ่านสมุดเล่มนั้นดูอย่างช้า ๆ แววตาของเจียงสวี่ก็พลันเปลี่ยนไป เป็นอย่างที่เธอคิดไว้จริง ๆ ด้วย กุ้ย เซียงย้อนเวลากลับมาเกิดใ
“ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต!! แกทำให้แม่ฉันตาย!! ทำให้ฉันกลายเป็นหัวขโมย!! ฉันจะฆ่าแก!! แกจะได้ไม่ทำร้ายน้องเล็กฉัน!! พ่อฉันจะได้ไม่โมโหแกจนล้มป่วย!!”ไค่ซูที่ยังคงมีสติ รีบส่งสัญญาณให้ตำรวจคุมตัวกุ้ยเซียงขึ้นรถไป พร้อมกันนั้นก็กันเหิงไห่ไว้“ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต นายพูดถูก แต่…นายควรจะนึกถึงลูกนายบ้างนะ อย่าใจร้อน เดี๋ยวจะทำให้ทุกอย่างมันพัง”เหิงไห่ทรุดนั่งกับพื้น โอบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นกุ้ย เซียงมีอาการกลัว พยายามดิ้นไม่อยากไปที่โรงพัก ตอนนี้…คนเดียวที่หล่อนจะหวังพึ่งได้คือกั๋วจู้เท่านั้น“กั๋วจู้ ช่วยฉันที อย่าลืมว่าเรายังมีลูกอีก 4 คนที่ต้องดูแลนะ แม่คุณป่วยพูดไม่รู้เรื่อง ฉันให้ยาแม่คุณกินตามที่หมอสั่งทุกอย่าง คุณต้องเชื่อฉันนะกั๋วจู้”กุ้ยเซียงหวังว่ากั๋วจู้จะไว้ชีวิตหล่อนเพื่อลูก ๆ อีกสักครั้ง แต่…ไค่ซูกลับหัวเราะ แล้วพูดว่า“เมื่อกี้…ฉันต้องโน้มตัวเข้าใกล้ถึงได้ยินย่าเจียงพูด เธออยู่ข้างนอก แต่…กลับรู้ทุกคำทุกประโยค สารภาพเองไม่ดีกว่าเหรอ ?”กั๋วจู้เดินมาหยุดตรงหน้ากุ้ยเซียง ดวงตาแดงก่ำ คำรักหวานหูที่เคยเอ่ยข้างหมอน บัดนี้…นึกย้อนกลับไปแล้วช่างน่าขัน เขาง้างมือกลางอากาศ กุ้ย
“ได้ ๆ ปู่รับไว้ก็ได้” ต้าโหย่วรับเงิน 5000 หยวนมา ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายลูกสะใภ้ว่า“ทีนี้รู้หรือยังว่าทำไมพ่อถึงลำเอียงรักเสี่ยวสวี่มากกว่าใคร คอยดูแลจัดการทุกอย่าง ลงแรงไม่พอยังมาช่วยเรื่องเงินอีก ต่อแต่นี้ไป ครอบครัวเราต้องสามัคคีกัน รักกันให้มาก ๆ อย่าเอาผู้หญิงคนนั้นเป็นเยี่ยงอย่าง เข้าใจมั้ย ?”……….เช้าวันต่อมา ต้าโหย่วไปจ่ายค่าปรับ แล้วรับเหิงไห่กลับมาที่บ้าน วันนั้น…ฮุ่ยฮุ่ยถึงกับร้องไห้โผกอดสามี แล้วทำพิธีไล่เคราะห์ให้ ตั้งแต่นั้นสามีภรรยาก็ยิ่งรักกันมากขึ้นวันต่อมา…กุ้ยเซียงก็โผล่หน้ามา หล่อนนอนร้องห่มร้องไห้ที่หน้าลานบ้านเจียง พูดพร่ำอยู่ไม่หยุด“ฉันเป็นสะใภ้ใหญ่บ้านนี้ !! จะไม่รับฉันเป็นสะใภ้ไม่ได้นะ !! ห้ามไม่ให้ฉันเข้าไปในบ้านได้ยังไง ?!!”เหิงไห่กับเหล่าซานเดือดแทบระเบิด ผู้หญิงคนนี้ยังกล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีกเหรอ ? กลัวพ่อจะโมโหจนล้มป่วย พวกเขาจึงคิดจะกระโจนเข้าใส่สั่งสอนสักหน่อย ทว่า…ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร กุ้ยเซียงก็เชิดหน้าท้าทายว่า“ตบฉันสิ อยากจะทำร้ายพี่สะใภ้คนนี้ใช่มั้ย ? เอาเลย ตบฉันเลย”ต้าโหย่วไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนหน้าด้านหน้าทนอย่างกุ้ยเซียงมาก่อน แต่…ครั
กุ้ยเซียงร่ำไห้ได้แนบเนียน ถ้าชิงชวนไม่มาเตือนไว้ก่อน เกือบทำให้ฉางฉินใจอ่อนแล้วจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่กั๋วจู้จะถูกผู้หญิงคนนี้หลอกมากว่าสิบปี“บ้านฉันฐานะไม่ได้ดีอะไร”“พี่สะใภ้คะ ชื่อเสียงคุณธรรมของพ่อสามีฉัน อย่าบอกนะว่าพี่ไม่เชื่อใจพวกเรา เงินก้อนนี้ ตระกูลเจียงเราใช้คืนแน่นอนค่ะ”ฉางฉินจ้องหน้าอันเศร้าสร้อยของกุ้ยเซียง ในใจก็แอบคิด ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา หล่อนบอกว่าตอนนี้ทุกคนที่บ้านเจียงออกไปยืมเงินกันหมด เพื่อนมิตรสหายต่างรู้กันหมดว่าเหิงไห่กำลังถูกขังที่โรงพัก ไม่มีใครสงสัยอย่างแน่นอน บ้านไหนที่สนิทกับบ้านเจียง จะไม่มีใครลังเลเลยสักคน“แล้ว…ต้องการยืมเท่าไหร่ ?”“500 หยวน” กุ้ยเซียงปกปิดความดีใจไว้ข้างใน ดวงตาเป็นประกายเมื่อนึกถึงเงิน 500 หยวน หล่อนเชื่อว่าฉางฉินมีให้ยืมแน่ฉางฉินโมโหเกือบจะหลุดด่ากุ้ยเซียงแล้ว แต่…เธอก็ต้องพยายามสงบสติอารมณ์ไว้ ผู้หญิงคนนี้กล้ามากที่เอ่ยปากขอยืมตั้ง 500 หยวน ยุคสมัยนี้ใครเขาจะยอมควักเงินเก็บทั้งหมดที่มีออกมาให้คนอื่นยืมกันเล่า พอนึกถึงคำพูดของชิงชวนแล้ว ฉางฉินก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ยบอก“รอสักครู่นะ” ฉางฉินรีบวิ่งไปหาชิงชวนในห้อง ก่อน
“ดูจากที่เธอหาทางส่งชุ่ยเหลียนไปที่ตู้ 11 แปลว่าเธอรู้สถานการณ์ดี อย่าห่วงเลย”ทั้งคู่ใช้จังหวะไปรินเอาน้ำร้อนคุยกันสองสามคำ ก่อนจะกลับมานั่งที่ ตลอดการเดินทาง เจียงสวี่ไม่ชายตามองสองคนนั้นแม้แต่นิด มีแต่เฟยเฟยที่คอยแอบชำเลืองเป็นพัก ๆ ขึ้นรถไฟตอนบ่ายสอง ผ่านไป 6 ชั่วโมง รถไฟก็จอดที่สถานีซือสุ่ย ผู
ซิ่วหลานเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า เมื่อห้าสิบปีก่อน ตอนที่ตระกูลเหมียวยังไม่ตกอับ ปีนั้น…ปู่ของตนบริจาคเงินให้กับทางการมากถึง 2 ล้านตำลึงเงินขาว ตอนที่ตนแต่งงานออกเรือน แม่เป็นคนช่วยซ่อนของพวกนี้ไว้ มีแต่ของดีของชั้นเลิศทั้งนั้น ของที่ซ่อนไว้ในเสาเตียง ของที่ถูกที่สุดก็ถือไข่มุกพวกนี้ แต่…ไข่ม
“เสี่ยวสวี่ เสี่ยวสวี่ อะไรก็เสี่ยวสวี่ ทำไมเธอถึงเอาแต่เข้าข้างผู้หญิงคนนั้นล่ะ ? ไม่คิดจะเข้าข้างพี่สาวตัวเองหรือไง ? พี่คือพี่สาวแท้ ๆ ของเธอนะถิงเซียง”ได้ยินชื่อเจียงสวี่ถิงอวี่ก็โกรธขึ้นมาทันที ตอนแรก…คิดว่าน้องสาวจะดีใจซะอีกที่เธอกลับมา ที่ไหนได้ แม้แต่น้องสาวแท้ ๆ ยังไม่เข้าข้างเธอ ถิงอวี่เ
“เธอเพิ่ง 17 ยังเด็กอยู่” ชิงชวนอ้ำอึ้งอยู่พักใหญ่ สุดท้าย…ก็ตัดสินใจยื่นห่อผ้าให้เจียงสวี่“ลองเปิดดูสิ ของพวกนี้ ใช่ของที่เธอทำหายมั้ย ?”เจียงสวี่มีสีหน้างุนงง ก่อนจะยื่นมือรับห่อผ้านั้นมาเปิดดู ก็พบว่าของที่หายไปยังอยู่ครบชุดชั้นใน 2-3 ชุด ปากกาหมึกซึม และตั๋วหนังเก่า ๆ อีก 2 ใบ“ของอยู่ที่พี่เห












المراجعات