Se connecterสิ่งที่เซียวลี่ถิงคาดไม่ถึงก็คือเธอยังไม่ทันจะเดินพ้นบ้านของเฉินซีห่าวดี เธอก็พบว่าในกลุ่มคนที่มายืนดูเรื่องสนุกของเธอและเฉินซีห่าวอยู่มีกู้ชิงโจวยืนอยู่ด้วย เมื่อคิดได้ว่าทั้งชีวิตในชาติก่อนและชีวิตในชาตินี้ของเธอ เพื่อนสนิทของพี่ชายของเธอคนนี้ล้วนอยู่ในทุกเหตุการณ์อันน่าอับอายของเธอ แม้กระทั่งวันที่เธอตายเขาก็ยังอยู่ตรงนั้นและดูเหมือนว่าคนที่ช่วยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้เธอก่อนที่เธอจะตายก็คือเขาเธอจึงรีบเร่งฝีเท้าเดินให้พ้นไปจากเขาในทันที
“เซียวลี่ถิง!” เสียงเรียกชื่ออันคุ้นหูทำให้ฝีเท้าของเธอหยุดชะงัก เสียงเรียกชื่อเธอของเขาล่องลอยอยู่ในเมฆหมอกอันขุ่นมัวก่อนหน้าที่เธอจะได้ย้อนเวลากลับมาอีกครั้งทำให้เธออดหันไปมองเขาไม่ได้ เซียวลี่ถิงตั้งใจว่าจะต่อว่าเขาเรื่องที่เขามายืนดูเรื่องน่าอับอายของเธอ แต่เมื่อได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจของเขาเธอก็เอ่ยวาจาต่อว่าเขาไม่ลง
“จะกลับบ้านหรือเปล่า ผมจะพาคุณไปส่ง” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเขาทำให้ความเจ็บปวดในใจที่คิดว่าหายดีแล้วพลันตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง ด้านหลังของกู้ชิงโจวคือเฉินซีห่าวที่กำลังวิ่งมาหาเธอ เซียวลี่ถิงจึงพยักหน้าแล้วรีบพูดออกมาในทันที
“รบกวนช่วยไปส่งฉันที่บ้านด้วยค่ะ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้กู้ชิงโจวก็พยักหน้าแล้วเดินนำหน้าเธอไปยังรถของเขาที่จอดตรงหน้าบ้านหลังถัดไป
“เซียวลี่ถิง คุณอย่าไปนะ ถ้าคุณกล้าไปผมจะทำให้คุณต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” ถ้อยคำข่มขู่ของเฉินซีห่าวทำให้ฝีเท้าของเซียวลี่ถิงหยุดชะงักอีกครั้ง เธอหันกลับไปมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง สายตาของเธอทำให้เฉินซีห่าวพึ่งจะรู้สึกตัวว่าตนเองใช้คำพูดที่ไม่ถูกต้อง เขาตั้งใจจะพูดจาแก้ตัวให้ตนเองแต่เซียวลี่ถิงกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดแก้ตัว เธอตะโกนสวนกลับเขามาอย่างไม่คิดจะฟังคำพูดของเขาอีกต่อไปแล้ว
“เสียใจหรือ สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเสียใจมากที่สุดก็คือการคิดจะแต่งงานกับคนอย่างคุณนี่แหละ เฉินซีห่าวคนที่ผิดคือคุณ คุณไม่สำนึกผิดก็ไม่เป็นไร แต่คนผิดอย่างคุณยังมีหน้ามาพูดจาข่มขู่ฉันอย่างไร้จิตสำนึกอีกหรือ” เซียวลี่ถิงพูดออกมาอย่างโกรธแค้น เธอโกรธแค้นเฉินซีห่าวที่เขาเป็นคนชั่วและเห็นแก่ตัว แต่คนที่ทำให้เธอรู้สึกโกรธแค้นมากกว่าก็คือตัวเธอเอง
“ฉันมันโง่เอง โง่มาโดยตลอด หลังจากนี้คุณอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่อย่างนั้นคนโง่อย่างฉันก็อาจจะลงมือทำเรื่องโง่ๆ จนทำให้คุณรู้สึกเสียใจที่มาวุ่นวายกับคนโง่อย่างฉัน” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดจบก็เดินตรงไปที่รถของกู้ชิงโจว เขาเปิดประตูรถให้เธอพอเธอเข้าไปนั่งในรถแล้วเขาจึงปิดประตูแล้วเดินไปนั่งทางฝั่งที่นั่งของคนขับ เขาปรายตาไปมองเฉินซีห่าวอีกครั้งแล้วจึงขับรถพาเซียวลี่ถิงไปส่งที่บ้าน
“คุณจะไม่ถามฉันหรือคะว่าเกิดอะไรขึ้น” เซียวลี่ถิงถามออกมาเมื่อเห็นว่าบนรถที่เธอนั่งมีแค่เพียงเสียงของเครื่องยนต์ที่ดังเข้ามาในรถ ส่วนคนขับและผู้โดยสารอย่างเขาและเธอไม่ได้พูดคุยกันเลยสักคำ
“เท่าที่เห็นก็พอจะคาดเดาได้แล้วล่ะครับ” คำตอบของกู้ชิงโจวทำให้เซียวลี่ถิงนิ่วหน้าแล้วสุดท้ายจึงได้พยักหน้า
“น่าจะคาดเดาได้จริงๆ นั่นแหละค่ะ ฉันตะโกนประจานทั้งเขาและผู้หญิงคนนั้นเสียขนาดนั้น” เซียวลี่ถิงพูดพลางหันไปมองสีหน้าของเขา เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเขายังคงราบเรียบ สายตาสงบนิ่งที่จ้องมองถนนของเขาทำให้เธอทอดถอนใจออกมา
“คุณไปทำอะไรที่นั่นคะ ฉันจำได้ว่าบ้านของคุณไม่ได้อยู่แถวนั้นไม่ใช่หรือ” เซียวลี่ถิงถามออกมาตามตรง พี่ชายของเธอเคยพาเธอไปเที่ยวที่บ้านของเขา บ้านของเขาอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเมืองห่างไกลจากที่นี่เป็นอย่างมาก
“บ้านของเพื่อนร่วมงานของผมอยู่ที่นั่น” คำตอบของกู้ชิงโจวยังคงสั้นและกระชับตามแบบฉบับของเขา เซียวลี่ถิงจึงไม่คิดจะสรรหาคำพูดอะไรมาพูดกับเขาอีก ถึงแม้ว่าเธออยากจะขอร้องกับเขาว่าอย่าให้เขาเล่าเรื่องที่เธอทำในวันนี้ให้พี่ชายของเธอฟัง แต่เมื่อคิดถึงความเป็นคนไม่ค่อยพูดของเขา เธอก็เชื่อว่าต่อให้เธอไม่ขอร้องเขาก็คงจะไม่เล่าอยู่ดี และต่อให้เขาไม่เล่าคนที่บ้านของเธอก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดี เพียงก่อนที่พวกเขาจะได้ยินเรื่องนี้จากคนอื่น เซียวลี่ถิงต้องการให้พวกเขาฟังจากปากของเซียวลี่ถิงมากกว่า
เมื่อรถของเขาจอดลงที่หน้าบ้าน ประตูบ้านก็เปิดออกมาในทันที เป็นสุ่ยเหมยแม่ของเซียวลี่ถิงที่รีบเปิดประตูออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงรถมาจอดตรงหน้าบ้าน
“ลี่ถิง! ทำไมวันนี้ถึงได้กลับเย็นนักล่ะลูก” สุ่ยเหมยเอ่ยปากตำหนิในทันทีที่เห็นหน้าของเซียวลี่ถิงแต่เมื่อเธอเห็นว่าเซียวลี่ถิงลงจากรถของกู้ชิงโจวสุ่ยเหมยก็ถามออกมาในทันที
“ทำไมถึงกลับมากับคุณกู้ได้” คำถามของสุ่ยเหมยทำให้เซียวลี่ถิงยิ้มออกมา ในใจก็คิดว่าถึงอย่างไรเรื่องที่เกิดที่บ้านของเฉินซีห่าวเธอก็ต้องเล่าให้แม่และพ่อของเธอฟัง เธอจึงหันไปทางกู้ชิงโจวแล้วเอ่ยปากขอบคุณเขาอย่างสุภาพ
“ขอบคุณนะคะที่มาส่งฉัน เอาไว้วันหน้าฉันจะให้พี่ชายของฉันเลี้ยงข้าวเพื่อตอบแทนคุณนะคะ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้กู้ชิงโจวก็พยักหน้าแล้วหันไปเอ่ยกับสุ่ยเหมยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสนิทสนม
“ผมต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ เอาไว้วันหน้าผมจะมาเยี่ยมคุณน้าทั้งสองใหม่” เมื่อกู้ชิงโจวพูดจบก็เข้าไปนั่งในรถแล้วขับออกไป
“อ้าวทำไมวันนี้รีบกลับจัง แล้วทำไมลูกไม่เชิญพี่เขาเข้าไปดื่มน้ำชาในบ้านก่อน” สุ่ยเหมยส่งเสียงตำหนิออกมาอย่างไม่จริงจังนัก เซียวลี่ถิงเองก็ไม่ได้พูดจาตอบโต้กลับทำแค่เพียงเดินไปคล้องแขนแม่ของเธอแล้วพากันเดินเข้าไปในบ้าน
“คุณพ่อกับพี่อยู่บ้านหรือเปล่าคะ หนูมีเรื่องจะบอกกับทุกคนค่ะ” เมื่อเซียวลี่ถิงถามเช่นนี้สุ่ยเหมยก็พยักหน้า
“อยู่สิ! พวกเขารอกินข้าวกับแกอยู่นะ” คำบอกเล่าของสุ่ยเหมยทำให้เซียวลี่ถิงพยักหน้าแล้วเดินตรงไปในห้องนั่งเล่นที่พ่อและพี่ชายของเธอมักจะนั่งรออ่านหนังสือกันอยู่ที่นั่น
“คุณพ่อคะ พี่คะ หนูมีเรื่องที่ต้องการจะบอกค่ะ” เซียวลี่ถิงไม่รอช้าเมื่อเห็นพ่อและพี่ชายเธอก็เปิดปากพูดถึงความต้องการของเธอในทันที
“หนูจะยกเลิกงานแต่งงานค่ะ วันพรุ่งนี้รบกวนพ่อกับพี่ช่วยแจ้งให้ทุกคนที่หนูส่งบัตรเชิญไปให้ทราบด้วยนะคะ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้ทั้งพ่อและพี่ชายของเธอก็เงยหน้าขึ้นมามองเธอในทันที
“หนูไม่ได้พูดเล่นและไม่ได้เห็นการแต่งงานเป็นเรื่องเล่นๆ หนูกับเฉินซีห่าวแต่งงานกันไม่ได้แล้ว เขาไม่ใช่คนดีแถมยังมีคนอื่น หนูผิดเองที่ไม่เชื่อคำคัดค้านของพ่อและพี่ เพราะฉะนั้นรบกวนทุกคนช่วยหนูจัดการเรื่องยกเลิกงานแต่งด้วยนะคะ” เซียวลี่ถิงพูดออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง คนในครอบครัวของเธอก็ต่างพากันนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง แล้วสุดท้ายก็เป็นเซียวจิ่งที่ถามเธอออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะดีนัก
“ลี่ถิง! นี่ลูกกำลังประชดพ่ออยู่หรือเปล่า”
“ไม่ใช่นะคะคุณพ่อ อย่างที่หนูบอกไปค่ะ วันนี้หนูพบว่าเฉินซีห่าวพาผู้หญิงคนหนึ่งเข้าไปอยู่ในบ้านของเขาที่เขาบอกกับหนูว่าจะใช้เป็นเรือนหอ ทั้งแม่เขาและน้องสาวของเขาที่ไปด้วยกันก็เห็น ทั้งที่ถูกจับได้แถมยังมีพยานรู้เห็นเขาก็ยังจะตีสีหน้าใสซื่อมาบอกกับหนูว่า หนูกำลังเข้าใจเขาผิด เขาเป็นอย่างที่คุณพ่อเคยพูดเอาไว้ เสแสร้งเก่ง หน้าซื่อใจคด หนูไม่อยากแต่งงานกับเขาแล้วค่ะ” คำพูดของเซียวลี่ถิงทำให้เซียวจิ่งทอดถอนใจออกมา
“เรื่องที่หนูกับเขาทะเลาะกันในวันนี้คงจะถูกพูดถึงในโรงงานอย่างแน่นอน หนูขอโทษที่ทำให้เรื่องราวมันบานปลาย แต่หนูก็แค่อยากจะเปิดเผยให้คนอื่นรู้ว่าเพราะอะไรงานแต่งจึงได้ล้มเลิก และคนที่ขอยกเลิกงานแต่งอย่างหนูไม่ใช่คนผิด” คำพูดของเซียวลี่ถิงทั้งตรงไปตรงมาอีกทั้งน้ำเสียงที่ใช้ก็เต็มไปด้วยความจริงจังทำให้เซียวจิ่งหันไปสบตากับสุ่ยเหมย แล้วสุดท้ายก็เป็นสุ่ยเหมยที่เดินเข้าไปโอบกอดบ่าอันบอบบางของเซียวลี่ถิงเอาไว้
“ยกเลิกก็ยกเลิกไปสิ จะไปสนใจทำไมว่าคนอื่นจะพูดถึงหนูอย่างไร พ่อกับแม่ไม่สนใจเรื่องหน้าตาหรอก แต่ที่แม่สนใจก็คือความรู้สึกของหนูต่างหาก ลี่ถิง! หนูไม่เป็นอะไรใช่ไหม” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของสุ่ยเหมยทำให้เซียวลี่ถิงที่คิดว่าตนเองไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้พลันหลั่งน้ำตาออกมาในทันที
“หนูเสียใจเรื่องเฉินซีห่าวไหม แน่นอนค่ะว่าหนูย่อมจะเสียใจ แต่สิ่งที่ทำให้หนูรู้สึกเสียใจมากว่าก็คือหนูไม่ยอมฟังคัดค้านของคนในครอบครัว เห็นคนชั่วอย่างเขาเป็นคนดีจนไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านของคนในบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ พี่ หนูขอโทษนะคะ หนูขอโทษที่ไม่ฟังเสียงคัดค้านจนทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น” เมื่อเห็นว่าเซียวลี่ถิงร้องไห้ทั้งพ่อและพี่ชายของเธอก็นั่งต่อไปไม่ได้ในทันที พวกเขาลุกขึ้นแล้วเดินมาหาเธอยื่นมาตบที่บ่าอันบอบบางและแผ่นหลังของเธอแล้วก็ช่วยกันปลอบโยนเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน การปลอบโยนที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยนเช่นนี้เซียวลี่ถิงไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว เมื่อได้ย้อนเวลากลับมาแล้วได้รับการปลอบโยนเช่นนี้อีกครั้งทำให้เซียวลี่ถิงอดรู้สึกยินดีไม่ได้ที่เธอได้มีโอกาสย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเช่นนี้
เมื่อขึ้นไปบนรถแล้วทุกคนก็ต่างไม่มีใครกล้าเปิดปากพูด คราวนี้กู้ชิงโจวเป็นผู้โดยสารนั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับอย่างเซียวหลิง ส่วนสวีเฟยแม้ว่าเธอจะไม่พูดอะไรแต่มือที่ทั้งเรียวบางและอบอุ่นของเธอกลับกุมมือของเซียวลี่ถิงเอาไว้แน่น“นายไปส่งคุณสวีก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันนั่งรถกลับมาเอง” กู้ชิงโจวพูดเมื่อเห็นว่าเซียวหลิงใจลอยจนรับรถเลยเส้นทางที่จะเข้าบ้านของเขาแล้ว“โอ๊ะ ขอโทษทีเดี๋ยวฉันวนรถกลับไปส่งนายก่อน” เซียวหลิงพูดพลางหาเส้นทางกลับรถเพื่อวนรถกลับไปทางเดิม ท่าทีของคนในรถทำเซียวลี่ถิงเม้มปากแน่นแล้วสุดท้ายก็พูดออกมาตามตรง“ฉันไม่เป็นไร ทุกคนเชื่อฉันเถอะว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว ถ้าจะมีก็มีแค่เพียงความเกลียดชังเพียงเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลหรอกค่ะว่าฉันจะเสียใจ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้กู้ชิงโจวก็หันมาจ้องมองเธอแล้วสุดท้ายเขาจึงได้พูดออกมาตามตรง“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว คนแบบนั้นไม่มีค่าคู่ควรที่จะทำให้คุณเสียใจ” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้เซียวลี่ถิงยิ้มออกมาเธอหันไปมองสวีเฟยแล้วพูดกับสวีเฟยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันนะเฟยเฟย ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้วดังนั้นตอนนี้ฉันไม่ได้เศ
สีหน้าของเซียวลี่ถิงทำให้ทั้งเซียวหลิง สวีเฟยและกู้ชิงโจวต่างก็หันไปมองยังทิศทางที่เฉินซีห่าวนั่งอยู่ โต๊ะของเฉินซีห่าวอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่เซียวลี่ถิงนั่งเท่าใดนักทำให้สีหน้าของทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะพลันเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนในทันที แล้วสุดท้ายก็เป็นกู้ชิงโจวที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน“พวกเรากินข้าวกันเถอะ อย่าปล่อยให้คนแบบนั้นมาทำลายบรรยากาศดีๆ ของพวกเราเลย” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้ทุกคนพยักหน้าแล้วลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าเซียวลี่ถิงจะรับรู้ว่าอาหารของภัตตาคารแห่งนี้มีรสชาติอร่อย แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าตนเองกินข้าวได้ฝืดคอยิ่งนักแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นแต่เธอก็ยังฝืนกลืนข้าวลงคอไปเธอจำได้ดีว่าคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับเฉินซีห่าวคือหุ้นส่วนทางธุรกิจในชาติที่แล้วของเขา ตอนนี้เซียวลี่ถิงรู้แล้วว่าต่อให้เธอทำลายชื่อเสียงของเขาในโรงงานแต่ก็ยังไม่อาจจะทำลายการร่วมมือกันระหว่างเฉินซีห่าวและหุ้นส่วนของเขาได้ แต่เมื่อเธอคิดว่าหลี่ฉยงคือคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ทางการค้ามากกว่าความประพฤติส่วนตัวของหุ้นส่วนทางการค้าเซียวลี่ถิงก็ทอดถอนใจออกม
เมื่อเฉียวอวี้หรานและเซียวจิ่งประชุมเสร็จก็กลับมาที่ห้อง เซียวลี่ถิงรีบรายงานเรื่องที่เฉียวซูหลันต้องการพบเซียวจิ่งในทันที เซียวจิ่งเข้าไปสะสางงานของตนเองในห้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้รีบไปหาเฉียวซูหลัน ส่วนเฉียวอวี้หรานกำลังนั่งตรวจสอบงานที่เซียวลี่ถิงและสวีเฟยทำเสร็จแล้ว ตรวจงานได้แค่เพียงครู่หนึ่งเธอก็รีบโบกมือไล่เด็กสาวทั้งสองในทันที“พวกเธอทำงานเสร็จแล้วก็กลับไปก่อนเถอะ ดูฉันสิ! พอได้เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีมายืนที่หน้าห้องเช่นนี้มันทำให้ฉันไม่มีสมาธิทำงานเลย” คำพูดของเฉียวอวี้หรานทำให้เซียวลี่ถิงและสวีเฟยหัวเราะออกมาพร้อมกัน เซียวหลิงเป็นคนที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งก็จริงแต่คนที่กำลังเริ่มต้นคบหากับหนุ่มหล่ออย่างซ่งซีไป๋พูดว่าตนเองไม่มีสมาธิทำงานเพราะเซียวหลิง มันทำให้คนที่ได้ยินอดหัวเราะไม่ได้จริงๆ“แฟนของพี่คือซ่งซีไป๋เชียวนะ คนหน้าตาอย่างพี่ชายของฉันยังสามารถทำให้พี่เสียสมาธิได้ด้วยหรือ” คำถามของเซียวลี่ถิงทำให้เฉียวอวี้หรานหัวเราะออกมาอย่างขัดเขินแล้วพูดออกมาตามตรง“ก็บอกแล้วว่าเขายังไม่ได้เริ่มต้นจีบเสียด้วยซ้ำ จะเรียกว่าแฟนก็คงจะเร็วเกินไป ส่วนพี่ชายของเธอน่ะ เธอไม่เห็นหรือว่าสาวๆ ท
เฉินซีห่าวพ้นคดีออกจากคุกมาแล้วเรื่องนี้ทำให้ทุกคนในสกุลเซียวรู้สึกกังวล เซียวลี่ถิงเข้าใจความกังวลของคนในครอบครัวดีจึงมักจะไม่ค่อยออกนอกบ้านไปไหน สถานที่เดียวที่เธอไปก็คือโรงงานเพียงเท่านั้น ในช่วงนี้เธอแทบจะไม่เคยออกนอกเส้นทางระหว่างบ้านและโรงงานเลย พี่ชายของเธอลงทุนซื้อรถยนต์ก็เพียงเพื่อคอยรับส่งเธอด้วยตนเอง แม้ว่าเงินเก็บทั้งหมดของเขาจะหมดไปแต่เขาก็ไม่เคยบ่นให้เธอได้ยินเลยสักคำ“ฉันก็เลยมีบุญได้นั่งรถของพี่ชายของเธอไปด้วย” สวีเฟยพูดออกมาพลางดื่มกาแฟที่เฉียวอวี้หรานซื้อมาฝากจากร้านที่อยู่นอกโรงงาน“แล้วไม่ดีหรือไง ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเธอจะได้มีเงินเหลือเก็บเอาไว้ใช้ลงทะเบียนเรียนในอนาคต อีกทั้งเธอยังจะได้ใกล้ชิดกับพี่ชายของฉันด้วย” เซียวลี่ถิงพูดพลางหยิบขนมขึ้นมากินโดยไม่ลืมหันไปขอบคุณเฉียวอวี้หรานโดยไม่คิดจะสนใจสีหน้าขัดเขินของเพื่อนสนิทของตนเอง“ขอบคุณพี่อวี้หรานนะคะที่ซื้อขนมกับกาแฟมาฝากฉันกับเฟยเฟย”“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอกับเฟยเฟยมาช่วยงาน ฉันก็คงจะไม่ได้มีเวลาพักเพียงพอจนสามารถออกไปกินข้าวนอกโรงงานได้” เมื่อเฉียวอวี้หรานพูดเช่นนี้ทั้งสวีเฟยและเซียวลี่ถิงก็
สีหน้าและแววตาของสวีเฟยในตอนนี้แตกต่างจากสวีเฟยที่เธอเคยจดจำได้ในชาติก่อน ในชาติก่อนสวีเฟยแต่งงานกับคุณหมอคนหนึ่ง แรกเริ่มสวีเฟยก็ยังติดต่อกับเธออยู่บ้าง แต่แล้วสวีเฟยก็ขาดการติดต่อไป จนเมื่อได้พบกันอีกครั้งก็คือที่โรงพยาบาล ใบหน้าอันบอบช้ำรวมไปถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของสวีเฟยทำให้เธอสามารถคาดเดาความเป็นอยู่ของสวีเฟยได้เพราะตอนนั้นเธอเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกันกับสวีเฟยจนเมื่อได้พูดคุยกันสวีเฟยจึงได้เล่าให้เซียวลี่ถิงฟังว่าชีวิตของสวีเฟยก็ไม่ต่างจากเธอมากนัก ถูกสามีทุบตีแถมยังถูกสามีนอกใจ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเธอถูกสามีข่มขู่จึงไม่อาจจะเลิกรากับสามีได้ แต่สวีเฟยนั้นเป็นเพราะสามีอยากหย่าแต่สวีเฟยไม่ยอมเขาจึงได้ลงไม้ลงมือทุบตี สาเหตุที่สวีเฟยไม่ยอมหย่าข้อแรกเป็นเพราะสวีเฟยกังวลเรื่องสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก ส่วนข้อสองก็คือถ้าหย่าขาดกันไปสวีเฟยไม่รู้ว่าจะหาเลี้ยงตนเองและลูกได้อย่างไร สุดท้ายสวีเฟยก็ทนใช้ชีวิตอยู่เช่นนั้นจนลูกโตเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้แล้ว สวีเฟยจึงได้จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายเซียวลี่ถิงจดจำได้ดีว่ามีช่วงหนึ่งตอนที่เคยนั่งพูดคุยปรับทุกข์กัน สวีเฟยเคยบอกกับเธอ
เซียวลี่ถิงกลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่เพียงยกเลิกงานแต่งงานกะทันหันแถมยังถูกอดีตเจ้าบ่าวเข้ามาทำร้ายร่างกายจนถึงบ้านอีก เรื่องราวของเธอถูกทุกคนเอาไปพูดถึงอย่างถึงพริกถึงขิง บางคนเห็นใจแต่ก็มีบางคนที่รู้สึกสมเพช ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้เซียวลี่ถิงก็ยังคงใช้ชีวิตปกติ เธอไม่อยากจะหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านแล้ว จึงออกจากบ้านมาใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่คิดจะสนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง“จำเอาไว้นะลูก เวลาจะเลือกผู้ชายที่จะแต่งงานด้วยต้องดูให้ดีก่อน ไม่อย่างนั้นจะมีจุดจบที่ไม่ดีอย่างลูกสาวบ้านเซียว” ถ้อยคำสั่งสอนประโยคนี้ทำให้เซียวลี่ถิงหันไปมองยังต้นเสียงในทันที แล้วเธอก็เห็นคุณแม่คนหนึ่งกำลังนั่งสั่งสอนและพร่ำบ่นบุตรสาวด้วยสีหน้าจริงจัง เซียวลี่ถิงทำได้แค่เพียงทอดถอนใจออกมาแล้วหันกลับมากินข้าวต่อ“เธอไม่โกรธหรือที่เขาพูดถึงเธอเช่นนั้น” สวีเฟยกระซิบถามเซียวลี่ถิงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย สวีเฟยและเซียวลี่ถิงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ต่างคนก็ต่างรู้นิสัยของกันและกันดี เมื่อได้เห็นว่าเซียวลี่ถิงไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกโกรธยามที่มีคนพูดถึงแถมยังก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าราวกับไม่มีส







