Se connecterเมื่อขึ้นไปบนรถแล้วทุกคนก็ต่างไม่มีใครกล้าเปิดปากพูด คราวนี้กู้ชิงโจวเป็นผู้โดยสารนั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับอย่างเซียวหลิง ส่วนสวีเฟยแม้ว่าเธอจะไม่พูดอะไรแต่มือที่ทั้งเรียวบางและอบอุ่นของเธอกลับกุมมือของเซียวลี่ถิงเอาไว้แน่น
“นายไปส่งคุณสวีก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันนั่งรถกลับมาเอง” กู้ชิงโจวพูดเมื่อเห็นว่าเซียวหลิงใจลอยจนรับรถเลยเส้นทางที่จะเข้าบ้านของเขาแล้ว
“โอ๊ะ ขอโทษทีเดี๋ยวฉันวนรถกลับไปส่งนายก่อน” เซียวหลิงพูดพลางหาเส้นทางกลับรถเพื่อวนรถกลับไปทางเดิม ท่าทีของคนในรถทำเซียวลี่ถิงเม้มปากแน่นแล้วสุดท้ายก็พูดออกมาตามตรง
“ฉันไม่เป็นไร ทุกคนเชื่อฉันเถอะว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว ถ้าจะมีก็มีแค่เพียงความเกลียดชังเพียงเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลหรอกค่ะว่าฉันจะเสียใจ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้กู้ชิงโจวก็หันมาจ้องมองเธอแล้วสุดท้ายเขาจึงได้พูดออกมาตามตรง
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว คนแบบนั้นไม่มีค่าคู่ควรที่จะทำให้คุณเสียใจ” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้เซียวลี่ถิงยิ้มออกมาเธอหันไปมองสวีเฟยแล้วพูดกับสวีเฟยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันนะเฟยเฟย ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้วดังนั้นตอนนี้ฉันไม่ได้เศร้าโศกเสียใจอย่างที่เธอคิดเอาไว้” คำพูดของเซียวลี่ถิงทำให้สวีเฟยทอดถอนใจออกมาได้ในที่สุด
“ฉันเชื่อว่าเธอไม่เสียใจ แต่ก็ไม่อยากให้เธอเก็บเรื่องของเขามาใส่ใจ ความแค้นเคืองแม้สักเสี้ยวเดียวฉันก็ไม่อยากให้มี มันจะทำให้เธอระคายใจและรู้สึกไม่สบายใจเปล่าๆ เวลาที่ต้องบังเอิญพบเจอเขา” สวีเฟยพูดออกมาแล้วจ้องมองสีหน้าของเซียวลี่ถิงด้วยความเป็นห่วง เธอรู้ใจเพื่อนของเธอคนนี้ดี ดังนั้นเธอจึงคาดเดาได้ว่าเซียวลี่ถิงรู้สึกเกลียดชังเฉินซีห่าวมากเพียงใด สายตาเกลียดชังราวกับอยากจะทำให้ตายไปตรงหน้าของเซียวลี่ถิงทำให้สวีเฟยรู้สึกกังวลใจเพราะความเป็นห่วง
“วางใจเถิด ฉันจะไม่ทำให้ตนเองต้องหมดความสุขเพียงเพราะคนแบบเฉินซีห่าวหรอก” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้สวีเฟยก็ยิ้มออกมา ส่วนกู้ชิงโจวเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงได้ตัดสินใจเอ่ยถามออกมาตามตรง
“คุณรู้เรื่องพ่ออีกคนของเด็กในท้องของผู้หญิงคนนั้นได้อย่างไร แถมยังรู้ด้วยว่าเขาเป็นคนสกุลเสิ่น คุณตามสืบเรื่องของผู้หญิงคนนั้นหรือ” คำถามของกู้ชิงโจวทำให้เซียวลี่ถิงเลิกคิ้วขึ้น เธอกับเขาสบตากันผ่านกระจกมองหลังสายตาที่เต็มไปด้วยความจับผิดของเขาทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจในทันที
“ผู้หญิงคนนั้นมาแย่งว่าที่เจ้าบ่าวของฉันไปทั้งที ฉันก็ต้องสืบหาข้อมูลมาบ้าง แต่อย่าถามว่าฉันได้ข่าวมาอย่างไรฉันเพราะว่าฉันไม่มีทางบอกคุณแน่” เซียวลี่ถิงพูดพลางหันหน้าไปมองนอกหน้าต่าง เธอจะบอกกับทุกคนได้อย่างไรว่าสาเหตุที่เธอรู้เป็นเพราะชาติก่อนลูกของหม่าชิงอีใช้แซ่เสิ่น แม้ว่าจะหย่าขาดกับเฉินซีห่าวไม่ได้แต่เซียวลี่ถิงก็ไม่คิดจะนั่งดูเขาพาเมียน้อยออกหน้าออกตาโดยไม่สืบหาข้อมูลของอีกฝ่ายหรอก
หม่าชิงอีคนนี้ทำตัวเป็นแม่ชาเขียวอย่างไม่อายผู้คน ก่อนหน้าที่จะคบหากับเฉินซีห่าวเธอคบหากับผู้ชายหลายคน เสิ่นหลางคือคุณชายสกุลเก่าแก่ของเมือง บ้านของเขาเป็นคหบดีเก่าหม่าชิงอีจึงเลือกที่จะให้ลูกของเธอเป็นลูกของเสิ่นหลาง แต่พอเฉินซีห่าวประสบความสำเร็จเธอก็ทอดทิ้งสามี หันมาคบชู้กับเฉินซีห่าวอย่างออกหน้าออกตา ใช้ความสัมพันธ์เรื่องงานพัวพันไปจนถึงเรื่องบนเตียงของเขาอย่างไม่อายสายตาของใคร แม้ว่าจะปวดใจแต่เซียวลี่ถิงก็ทำอะไรชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้ไม่ได้ มาชาตินี้ขอแค่เพียงมีโอกาสแม้แค่เพียงสักเล็กน้อยเธอจึงไม่ลืมที่จะลงมือเล่นงานพวกเขา
“ถึงบ้านแล้ว นายเข้าบ้านไปเถิดเดี๋ยวแม่นายจะเป็นห่วง ไม่แน่ว่าเรื่องที่ภัตตาคารอาจจะถูกรายงานให้แม่ของนายรู้แล้วก็ได้ ตอนนี้เธอก็คงจะรอให้นายกลับไปเล่าให้ฟังแล้ว” คำพูดของเซียวหลิงทำให้สีหน้าที่เย็นชามาโดยตลอดของกู้ชิงโจวพลันมีความเบื่อหน่ายและความรำคาญปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เซียวหลิงจึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูดในทันที
“เอาไว้ฉันจะเลี้ยงข้าวขอโทษนายก็แล้วกัน” เมื่อเซียวหลิงพูดเช่นนี้กู้ชิงโจวที่เปิดประตูรถลงไปแล้วก็ก้มหน้าลงมาปรายตามามองเซียวลี่ถิงอีกครั้ง เซียวลี่ถิงก็สบตากับเขาอย่างไม่คิดจะหลบเลี่ยง
‘ฉันทำให้คุณเสียบรรยากาศตอนกินข้าวแล้วจะเป็นอะไรไปเล่า ถึงอย่างไรฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะเชิญคุณมากินข้าวด้วยเสียหน่อย ในเมื่อคุณเชิญตนเองคุณก็ควรจะยอมรับผลที่จะตามมาสิ’ แน่นอนว่าเซียวลี่ถิงไม่ได้คิดจะพูดอะไรออกมานอกจากจะกล้าสบตากับสายตาอันคมกริบของเขาแล้ว ความกล้าในด้านอื่นของเธอไม่มีเลยสักนิด
“ขับรถดีๆ เล่า” กู้ชิงโจวหันไปพูดกับเซียวหลิงแล้วจึงได้เงยหน้าขึ้นแล้วปิดประตูรถเบาๆ เซียวหลิงหันมามองสองสาวแล้วจึงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ใครก็ได้มานั่งเบาะหน้ากับพี่สักคนสิ พี่ไม่อยากถูกคนอื่นมองว่าเป็นคนขับรถ” เมื่อเขาพูดเช่นนี้ทั้งเซียวลี่ถิงและสวีเฟยก็พูดออกมาพร้อมกันในทันที
“พี่ก็กำลังเป็นคนขับรถอยู่มิใช่หรือ” เมื่อสองสาวพูดออกมาพร้อมกันเช่นนี้เซียวหลิงก็ทำได้แค่ส่งเสียงหัวเราะ หึหึ ออกมาแล้วขับรถออกไปโดยไม่พูดอะไรอีกแม้สักคำเดียว
“เฟยเฟย ใครมายืนตรงรั้วบ้านของเธอ” เซียวลี่ถิงถามออกมาพลางจ้องชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมแว่นตาหนาเตอะกำลังชะเง้อมองออกมานอกรั้วบ้านของสวีเฟยราวกับกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่าง
“น่าจะเป็นพี่เหวินหยาง เมื่อวานเขาก็มารอกินข้าวกับฉันที่บ้าน” พอเซียวลี่ถิงได้ยินชื่อนี้รูม่านตาของเธอก็ขยายใหญ่ขึ้นด้วยความตื่นเต้นในทันที
“เขามาที่บ้านเธอบ่อยๆ หรือ ทำไมเธอไม่เห็นเล่าให้ฉันฟังบ้างเลย” คำพูดของเซียวลี่ถิงทำให้สวีเฟยยิ้มพลางส่ายหน้า
“ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร คุณแม่พี่เขาเป็นเพื่อนกับคุณแม่ของฉัน ทำให้เขามากินข้าวที่บ้านของฉันอยู่บ่อยครั้ง” เมื่อสวีเฟยพูดเช่นนี้เซียวลี่ถิงก็พลันหันไปมองแผ่นหลังของพี่ชายของเธอที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยในทันที
‘แย่แล้ว! มัวแต่พูดจาอ้อมไปอ้อมมา สุดท้ายพี่ชายของฉันก็จะถูกคุณหมอเซี่ยแย่งเฟยเฟยไปอีกแล้วหรือ’
“เฟยเฟย เธอฟังฉันนะคุณหมอคนนี้เขาไม่ใช่คนดี ถ้าพ่อกับแม่ของเธอบังคับให้เธอแต่งงานกับเขาเธอต้องปฏิเสธให้ได้นะ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้พี่ชายของเธอก็หันขวับมาจ้องมองเธอในทันที ส่วนสวีเฟยนั้นกำลังส่ายหน้าแล้วเอ่ยปากปฏิเสธด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะไปเสียแล้ว
“เธออย่าพูดเล่นเช่นนี้สิ ฉันกับพี่เหวินหยางนี่นะ ไม่มีทางหรอก” เมื่อสวีเฟยพูดเช่นนี้เซียวลี่ถิงก็ทำเสียงจิ๊จะอย่างไม่พอใจในทันที
“ฉันไม่ได้พูดเล่น ถ้าฉันเดาไม่ผิดอีกไม่นานพ่อกับแม่ของเธอจะต้องพูดเรื่องแต่งงานกับเธอแน่ เฟยเฟย ถ้าเธออยากมีอนาคตที่ดีอย่าเอาทั้งชีวิตของเธอไปฝากเอาไว้ในมือของเจ้าหมอชั่วคนนั้นเชียวนะ” สีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจังของเซียวลี่ถิงทำให้รอยยิ้มของสวีเฟยพลันเหือดหายไปในทันที
“ถิงถิงฉันชักเริ่มจะกลัวเธอแล้วนะ เอาเถอะ! อย่าทำสีหน้าน่ากลัวใส่ฉันเช่นนี้เลย ฉันไม่ได้ชอบพี่เหวินหยางไม่มีทางตกลงแต่งงานกับเขาหรอก” สวีเฟยพูดพลางยื่นมือมากุมมือของเซียวลี่ถิงเอาไว้พลางตบเบาๆ เพื่อปลอบโยนพอดีกับที่เซี่ยเหวินหยางเดินมาที่รถอย่างมีความคาดหวัง
“ฉันไปก่อนล่ะ เอาไว้วันพรุ่งนี้พวกเราค่อยคุยกัน” เมื่อสวีเฟยพูดจบเธอก็หันไปสบตากับสายตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลของเซียวหลิงอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเธอจึงได้ตัดสินใจเปิดประตูลงจากรถ
“พี่เหวินหยาง!” สวีเฟยเอ่ยทักทายออกมาทันทีที่ลงจากรถเรียบร้อยแล้ว เซียวลี่ถิงเปิดประตูรถอีกฝั่งหนึ่งเพื่อเดินลงจากรถแล้วก็ส่งเสียงทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“สวัสดีค่ะ คุณหมอเซี่ย”
“เอ่อ! สวัสดีครับ” เขาทักทายตอบแล้วจึงได้ก้มหน้าลงมาถามสวีเฟยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“น้องเฟยเฟย ทำไมวันนี้จึงได้กลับดึกนัก” คำถามของเขาทำให้ทั้งสวีเฟยและเซียวลี่ถิงต่างก็ก้มลงไปจ้องมองนาฬิกาข้อมือพร้อมกัน
“สองทุ่มก็ไม่ถือว่าดึกนะคะ” เป็นสวีเฟยที่พูดออกมา ส่วนเซี่ยเหวินหยางเขาขยับแว่นด้วยความประหม่าแล้วพูดกับสวีเฟยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขัดเขิน
“เอาไว้เธอเข้าไปในบ้านก็จะรู้เอง” เมื่อเขาพูดเช่นนี้สวีเฟยก็นิ่วหน้าแล้วจึงได้พูดกับเซียวลี่ถิงด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ถิงถิง! เธอกลับบ้านไปก่อนเถอะ เอาไว้วันพรุ่งนี้พวกเราค่อยคุยกัน” เมื่อสวีเฟยพูดเช่นนี้เซียวลี่ถิงก็พยักหน้าแล้วเปิดประตูรถตรงที่นั่งข้างคนขับ เมื่อเข้าไปนั่งในรถและปิดประตูอย่างเรียบร้อยแล้วเธอจึงได้หันไปออกคำสั่งกับพี่ชายของเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“กลับบ้านของเรากันเถอะ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้เซียวหลิงก็พยักหน้าแล้วขับรถออกจากบริเวณหน้าบ้านของสวีเฟยในทันที
เมื่อขึ้นไปบนรถแล้วทุกคนก็ต่างไม่มีใครกล้าเปิดปากพูด คราวนี้กู้ชิงโจวเป็นผู้โดยสารนั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับอย่างเซียวหลิง ส่วนสวีเฟยแม้ว่าเธอจะไม่พูดอะไรแต่มือที่ทั้งเรียวบางและอบอุ่นของเธอกลับกุมมือของเซียวลี่ถิงเอาไว้แน่น“นายไปส่งคุณสวีก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันนั่งรถกลับมาเอง” กู้ชิงโจวพูดเมื่อเห็นว่าเซียวหลิงใจลอยจนรับรถเลยเส้นทางที่จะเข้าบ้านของเขาแล้ว“โอ๊ะ ขอโทษทีเดี๋ยวฉันวนรถกลับไปส่งนายก่อน” เซียวหลิงพูดพลางหาเส้นทางกลับรถเพื่อวนรถกลับไปทางเดิม ท่าทีของคนในรถทำเซียวลี่ถิงเม้มปากแน่นแล้วสุดท้ายก็พูดออกมาตามตรง“ฉันไม่เป็นไร ทุกคนเชื่อฉันเถอะว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว ถ้าจะมีก็มีแค่เพียงความเกลียดชังเพียงเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลหรอกค่ะว่าฉันจะเสียใจ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้กู้ชิงโจวก็หันมาจ้องมองเธอแล้วสุดท้ายเขาจึงได้พูดออกมาตามตรง“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว คนแบบนั้นไม่มีค่าคู่ควรที่จะทำให้คุณเสียใจ” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้เซียวลี่ถิงยิ้มออกมาเธอหันไปมองสวีเฟยแล้วพูดกับสวีเฟยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันนะเฟยเฟย ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้วดังนั้นตอนนี้ฉันไม่ได้เศ
สีหน้าของเซียวลี่ถิงทำให้ทั้งเซียวหลิง สวีเฟยและกู้ชิงโจวต่างก็หันไปมองยังทิศทางที่เฉินซีห่าวนั่งอยู่ โต๊ะของเฉินซีห่าวอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่เซียวลี่ถิงนั่งเท่าใดนักทำให้สีหน้าของทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะพลันเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนในทันที แล้วสุดท้ายก็เป็นกู้ชิงโจวที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน“พวกเรากินข้าวกันเถอะ อย่าปล่อยให้คนแบบนั้นมาทำลายบรรยากาศดีๆ ของพวกเราเลย” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้ทุกคนพยักหน้าแล้วลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าเซียวลี่ถิงจะรับรู้ว่าอาหารของภัตตาคารแห่งนี้มีรสชาติอร่อย แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าตนเองกินข้าวได้ฝืดคอยิ่งนักแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นแต่เธอก็ยังฝืนกลืนข้าวลงคอไปเธอจำได้ดีว่าคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับเฉินซีห่าวคือหุ้นส่วนทางธุรกิจในชาติที่แล้วของเขา ตอนนี้เซียวลี่ถิงรู้แล้วว่าต่อให้เธอทำลายชื่อเสียงของเขาในโรงงานแต่ก็ยังไม่อาจจะทำลายการร่วมมือกันระหว่างเฉินซีห่าวและหุ้นส่วนของเขาได้ แต่เมื่อเธอคิดว่าหลี่ฉยงคือคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ทางการค้ามากกว่าความประพฤติส่วนตัวของหุ้นส่วนทางการค้าเซียวลี่ถิงก็ทอดถอนใจออกม
เมื่อเฉียวอวี้หรานและเซียวจิ่งประชุมเสร็จก็กลับมาที่ห้อง เซียวลี่ถิงรีบรายงานเรื่องที่เฉียวซูหลันต้องการพบเซียวจิ่งในทันที เซียวจิ่งเข้าไปสะสางงานของตนเองในห้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้รีบไปหาเฉียวซูหลัน ส่วนเฉียวอวี้หรานกำลังนั่งตรวจสอบงานที่เซียวลี่ถิงและสวีเฟยทำเสร็จแล้ว ตรวจงานได้แค่เพียงครู่หนึ่งเธอก็รีบโบกมือไล่เด็กสาวทั้งสองในทันที“พวกเธอทำงานเสร็จแล้วก็กลับไปก่อนเถอะ ดูฉันสิ! พอได้เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีมายืนที่หน้าห้องเช่นนี้มันทำให้ฉันไม่มีสมาธิทำงานเลย” คำพูดของเฉียวอวี้หรานทำให้เซียวลี่ถิงและสวีเฟยหัวเราะออกมาพร้อมกัน เซียวหลิงเป็นคนที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งก็จริงแต่คนที่กำลังเริ่มต้นคบหากับหนุ่มหล่ออย่างซ่งซีไป๋พูดว่าตนเองไม่มีสมาธิทำงานเพราะเซียวหลิง มันทำให้คนที่ได้ยินอดหัวเราะไม่ได้จริงๆ“แฟนของพี่คือซ่งซีไป๋เชียวนะ คนหน้าตาอย่างพี่ชายของฉันยังสามารถทำให้พี่เสียสมาธิได้ด้วยหรือ” คำถามของเซียวลี่ถิงทำให้เฉียวอวี้หรานหัวเราะออกมาอย่างขัดเขินแล้วพูดออกมาตามตรง“ก็บอกแล้วว่าเขายังไม่ได้เริ่มต้นจีบเสียด้วยซ้ำ จะเรียกว่าแฟนก็คงจะเร็วเกินไป ส่วนพี่ชายของเธอน่ะ เธอไม่เห็นหรือว่าสาวๆ ท
เฉินซีห่าวพ้นคดีออกจากคุกมาแล้วเรื่องนี้ทำให้ทุกคนในสกุลเซียวรู้สึกกังวล เซียวลี่ถิงเข้าใจความกังวลของคนในครอบครัวดีจึงมักจะไม่ค่อยออกนอกบ้านไปไหน สถานที่เดียวที่เธอไปก็คือโรงงานเพียงเท่านั้น ในช่วงนี้เธอแทบจะไม่เคยออกนอกเส้นทางระหว่างบ้านและโรงงานเลย พี่ชายของเธอลงทุนซื้อรถยนต์ก็เพียงเพื่อคอยรับส่งเธอด้วยตนเอง แม้ว่าเงินเก็บทั้งหมดของเขาจะหมดไปแต่เขาก็ไม่เคยบ่นให้เธอได้ยินเลยสักคำ“ฉันก็เลยมีบุญได้นั่งรถของพี่ชายของเธอไปด้วย” สวีเฟยพูดออกมาพลางดื่มกาแฟที่เฉียวอวี้หรานซื้อมาฝากจากร้านที่อยู่นอกโรงงาน“แล้วไม่ดีหรือไง ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเธอจะได้มีเงินเหลือเก็บเอาไว้ใช้ลงทะเบียนเรียนในอนาคต อีกทั้งเธอยังจะได้ใกล้ชิดกับพี่ชายของฉันด้วย” เซียวลี่ถิงพูดพลางหยิบขนมขึ้นมากินโดยไม่ลืมหันไปขอบคุณเฉียวอวี้หรานโดยไม่คิดจะสนใจสีหน้าขัดเขินของเพื่อนสนิทของตนเอง“ขอบคุณพี่อวี้หรานนะคะที่ซื้อขนมกับกาแฟมาฝากฉันกับเฟยเฟย”“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอกับเฟยเฟยมาช่วยงาน ฉันก็คงจะไม่ได้มีเวลาพักเพียงพอจนสามารถออกไปกินข้าวนอกโรงงานได้” เมื่อเฉียวอวี้หรานพูดเช่นนี้ทั้งสวีเฟยและเซียวลี่ถิงก็
สีหน้าและแววตาของสวีเฟยในตอนนี้แตกต่างจากสวีเฟยที่เธอเคยจดจำได้ในชาติก่อน ในชาติก่อนสวีเฟยแต่งงานกับคุณหมอคนหนึ่ง แรกเริ่มสวีเฟยก็ยังติดต่อกับเธออยู่บ้าง แต่แล้วสวีเฟยก็ขาดการติดต่อไป จนเมื่อได้พบกันอีกครั้งก็คือที่โรงพยาบาล ใบหน้าอันบอบช้ำรวมไปถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของสวีเฟยทำให้เธอสามารถคาดเดาความเป็นอยู่ของสวีเฟยได้เพราะตอนนั้นเธอเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกันกับสวีเฟยจนเมื่อได้พูดคุยกันสวีเฟยจึงได้เล่าให้เซียวลี่ถิงฟังว่าชีวิตของสวีเฟยก็ไม่ต่างจากเธอมากนัก ถูกสามีทุบตีแถมยังถูกสามีนอกใจ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเธอถูกสามีข่มขู่จึงไม่อาจจะเลิกรากับสามีได้ แต่สวีเฟยนั้นเป็นเพราะสามีอยากหย่าแต่สวีเฟยไม่ยอมเขาจึงได้ลงไม้ลงมือทุบตี สาเหตุที่สวีเฟยไม่ยอมหย่าข้อแรกเป็นเพราะสวีเฟยกังวลเรื่องสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก ส่วนข้อสองก็คือถ้าหย่าขาดกันไปสวีเฟยไม่รู้ว่าจะหาเลี้ยงตนเองและลูกได้อย่างไร สุดท้ายสวีเฟยก็ทนใช้ชีวิตอยู่เช่นนั้นจนลูกโตเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้แล้ว สวีเฟยจึงได้จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายเซียวลี่ถิงจดจำได้ดีว่ามีช่วงหนึ่งตอนที่เคยนั่งพูดคุยปรับทุกข์กัน สวีเฟยเคยบอกกับเธอ
เซียวลี่ถิงกลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่เพียงยกเลิกงานแต่งงานกะทันหันแถมยังถูกอดีตเจ้าบ่าวเข้ามาทำร้ายร่างกายจนถึงบ้านอีก เรื่องราวของเธอถูกทุกคนเอาไปพูดถึงอย่างถึงพริกถึงขิง บางคนเห็นใจแต่ก็มีบางคนที่รู้สึกสมเพช ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้เซียวลี่ถิงก็ยังคงใช้ชีวิตปกติ เธอไม่อยากจะหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านแล้ว จึงออกจากบ้านมาใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่คิดจะสนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง“จำเอาไว้นะลูก เวลาจะเลือกผู้ชายที่จะแต่งงานด้วยต้องดูให้ดีก่อน ไม่อย่างนั้นจะมีจุดจบที่ไม่ดีอย่างลูกสาวบ้านเซียว” ถ้อยคำสั่งสอนประโยคนี้ทำให้เซียวลี่ถิงหันไปมองยังต้นเสียงในทันที แล้วเธอก็เห็นคุณแม่คนหนึ่งกำลังนั่งสั่งสอนและพร่ำบ่นบุตรสาวด้วยสีหน้าจริงจัง เซียวลี่ถิงทำได้แค่เพียงทอดถอนใจออกมาแล้วหันกลับมากินข้าวต่อ“เธอไม่โกรธหรือที่เขาพูดถึงเธอเช่นนั้น” สวีเฟยกระซิบถามเซียวลี่ถิงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย สวีเฟยและเซียวลี่ถิงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ต่างคนก็ต่างรู้นิสัยของกันและกันดี เมื่อได้เห็นว่าเซียวลี่ถิงไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกโกรธยามที่มีคนพูดถึงแถมยังก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าราวกับไม่มีส







