Se connecterการยกเลิกงานแต่งงานก่อนหน้าวันพิธีสองวันย่อมจะต้องกลายเป็นที่พูดถึงของผู้คน บรรดาเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องต่างก็วนเวียนมาที่บ้านของเธอเพื่อสอบถามว่าเพราะอะไรถึงยกเลิกงานแต่ง ทั้งๆ ที่เรื่องที่เกิดขึ้นหน้าบ้านในเมืองของเฉินซีห่าวถูกคนพูดถึงกันถ้วนหน้าแล้ว ไม่ใช่แค่คนแถวบ้านในเมืองของเฉินซีห่าว แต่ทั้งในโรงงานและในหมู่บ้านแห่งนี้ เซียวลี่ถิงเชื่อว่าทุกคนที่รู้จักเธอกับเขาจะต้องรู้เรื่องที่เธอไปอาละวาดด่าทอเขาและผู้หญิงของเขาหน้าบ้านที่เกือบจะใช้เป็นเรือนหอของเธอและเขาแน่ๆ
“ลี่ถิง เฉินซีห่าวมาขอพบลูก เขาบอกว่าอยากจะขอโอกาสเพื่ออธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ลูกฟังสักครั้ง” สุ่ยเหมยพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง แม้ว่าในใจของเธอจะไม่อยากให้ลูกสาวได้พูดคุยกับเฉินซีห่าว แต่เธอทนความหน้าหนาของเขาไม่ไหว อีกทั้งเธอคิดว่าหากเซียวลี่ถิงรู้ว่าเฉินซีห่าวมาแล้วเธอไม่ยอมให้พบกัน วันหน้าหากเซียวลี่ถิงรู้สึกเสียใจเรื่องเฉินซีห่าวขึ้นมาจะได้ไม่คิดว่าเป็นเพราะพ่อและแม่จึงทำให้งานแต่งกับเฉินซีห่าวต้องล้มเลิก
“แม่บอกกับเขาเถิดค่ะ ว่าหนูไม่อยากพบเขาอีกต่อไปแล้ว” เซียวลี่ถิงพูดพลางขยับตัวลุกขึ้น ช่วงนี้เธอต้องการหลบหน้าบรรดาคนที่มาถามข่าวจึงได้จงใจหลบอยู่แต่ในห้องนอนของตนเอง แต่เพราะไม่มีอะไรให้ทำเธอจึงเริ่มรู้สึกเบื่อแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะลงไปพบเขาเอง” เมื่อพูดจบเซียวลี่ถิงก็เดินออกจากห้องแล้วลงบันไดลงไปด้านล่างพอเธอเปิดประตูออกก็พบว่าเฉินซีห่าวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหดหู่
“ลี่ถิง ผมคิดถึงคุณ” ทันทีที่ได้เห็นหน้ากันเขาก็พูดประโยคนี้ออกมา เซียวลี่ถิงมองหน้าเขาแล้วจึงได้พูดออกมาตามตรงเช่นเดียวกัน
“พึ่งเจอกันเมื่อไม่กี่วันก่อน อย่ามาบอกว่าคิดถึงเลยค่ะ” เซียวลี่ถิงพูดพลางเดินนำเขาไปยังสวนข้างบ้านที่นั่นมีเก้าอี้ไม้เหมาะสำหรับใช้เป็นสถานที่พูดคุยโดยไม่ให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหน้าบ้านสังเกตเห็นว่าเฉินซีห่าวมาหาเธอ เธอไม่สะดวกใจที่จะต้อนรับเขาในบ้านดังนั้นเก้าอี้ไม้บริเวณข้างบ้านจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดที่เธอและเขาจะพูดคุยกัน
“ลี่ถิง ผมรู้ว่าผมทำผิดไปแล้วที่พาผู้หญิงอื่นเข้าไปอยู่ในบ้านที่จะใช้เป็นเรือนหอของพวกเรา แต่ผมอยากให้คุณฟังผมสักนิด ผู้หญิงคนนั้นเธอมีคนรักอยู่แล้ว ช่วงนี้เธอกับเขาทะเลาะเบาะแว้งกันทำให้เธอไม่มีที่อยู่ ผมก็เลยช่วยเหลือเธอด้วยการให้เธอมาพักที่บ้านของผม ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่เหมาะสมแต่ผมและเธอมีความสนิทสนมกันเธอเป็นผู้ช่วยที่ดีของผม ผมทนไม่ได้ที่จะต้องทนเห็นเธอระเหเร่ร่อนไม่มีที่พักอาศัย” คำพูดของเฉินซีห่าวทำให้เซียวลี่ถิงส่ายหน้า
“สนิทสนมกันแค่ไหนก็ไม่ควรจะถึงขั้นที่จะต้องไปนัวเนียกันในห้องนอนนะคะ เฉินซีห่าวที่จริงแล้วฉันไม่ควรจะพูดคุยกับคุณอีก แต่วันนี้ฉันต้องการจะพูดคุยกับคุณอย่างชัดเจนว่า พวกเราควรจะยุติความสัมพันธ์กันได้แล้วและฉันเคยพูดไปแล้วว่าอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก แต่ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ฟังคำพูดของฉันเลย ไม่ใช่สิที่จริงแล้วคุณไม่เคยคิดจะฟังคำพูดของฉันเลยต่างหาก คุณกลับไปเถอะพวกเรากลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกไม่ได้แล้ว” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้เฉินซีห่าวก็ส่ายหน้าเขายื่นมือมาจับข้อมือของเธอเอาไว้แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
“ลี่ถิง ที่จริงแล้ววันพรุ่งนี้ควรจะเป็นวันที่เราสองคนเข้าพิธีด้วยกันแล้วแท้ๆ ระหว่างเราสองคนมันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้เลย” คำพูดของเขาทำให้เซียวลี่ถิงยิ้มออกมาในทันที
“ระหว่างเรามันสมควรจะเป็นเช่นนี้ ฉันจะไม่ยอมให้ตนเองต้องอดทนกับคนที่ทำร้ายจิตใจและร่างกายของฉันอีกแล้ว” เซียวลี่ถิงพูดพลางจ้องมองข้อมือของตนเองที่ถูกเขาจับจนเธอรู้สึกเจ็บไปหมด
“ผมทำคุณเจ็บหรือ” เฉินซีห่าวถามพลางปล่อยข้อมือของเธอ เมื่อเห็นว่าที่ข้อมือของเธอมีรอยช้ำเพราะฝ่ามือของเขา สีหน้าของเฉินซีห่าวก็ไม่ค่อยจะดีนัก
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณเจ็บ” คำพูดของเขาทำให้เซียวลี่ถิงยิ้มออกมา ในชีวิตก่อนของเธอแรกๆ เขาก็เคยพูดอย่างนี้ตอนที่เขาพลั้งมือทำร้ายเธอครั้งแรก แต่ต่อมาก็ดูเหมือนว่ามันคือเรื่องปกติที่คนเป็นสามีอย่างเขาจะลงมือทำร้ายร่างกายของเธอเพื่อเป็นการลงโทษที่เธอกล้าคิดจะไปจากเขา
“ฉันเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมคะว่าอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่ใช่แค่คุณหรอกนะที่ข่มขู่ฉันได้ ตัวฉันเองก็มีความบ้าเพียงพอที่จะข่มขู่คุณได้เช่นเดียวกัน” เมื่อพูดจบเซียวลี่ถิงก็ดึงมีดสั้นที่ซุกซ่อนเอาไว้ออกมาทำให้เฉินซีห่าวพลันรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที
“ลี่ถิง! นี่คุณคิดจะทำอะไร” เฉินซีห่าวถามพลางขยับตัวถอยห่างจากตัวเธอ เซียวลี่ถิงชูมีดพกที่เธอเตรียมเอาไว้ขึ้นมาให้เขาเห็นแล้วชี้ไปที่เขาพลางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความข่มขู่
“ถ้าคุณกล้ามายุ่งกับฉันอีก ฉันจะทำให้คุณรู้สึกเสียใจ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้เฉินซีห่าวก็ส่ายหน้า
“ลี่ถิง! นี่คุณกำลังข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายผมเช่นนั้นหรือ” คำพูดของเขาแม้ว่าจะมีร่องรอยของความเสียใจแต่ก็ยังเผยให้เธอเห็นว่าเขารู้สึกขบขันกับคำขู่ของเธอ เซียวลี่ถิงจึงได้พยักหน้าแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่! ฉันไม่ได้แค่ขู่อย่างเดียว แต่ฉันจะทำให้คุณเห็นด้วยว่าคนอย่างฉันก็สามารถทำเรื่องบ้าๆ ได้” เมื่อพูดจบเธอก็พุ่งร่างไปหาเขาเฉินซีห่าวไม่คิดจะหลบเลี่ยงเพราะรู้ดีว่าแค่มีดพกด้ามเล็กในมือของเซียวลี่ถิงไม่สามารถทำให้เขาได้รับบาดเจ็บได้ เพียงแต่สิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือตอนที่เขากำลังจะยื่นมือไปแย่งมีดจากเธอเซียวลี่ถิงก็หันคมมีดไปที่ต้นแขนของตนเอง
“ลี่ถิง!” เฉินซีห่าวอุทานออกมาอย่างตื่นตกใจ แต่เซียวลี่ถิงกลับส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างน่าตกใจกว่า
“กรี๊ด! ช่วยด้วยค่ะเขากำลังจะฆ่าฉัน ใครก็ได้ช่วยฉันด้วยเฉินซีห่าวตั้งใจจะฆ่าฉันแล้ว” เสียงตะโกนของเซียวลี่ถิงทำให้เนื้อตัวของเฉินซีห่าวแข็งทื่ออยู่กับที่ ตัวของเขายืนจ้องมองร่างของเซียวลี่ถิงที่ถอยห่างไปจากเขา มีดพกถูกเธอโยนไปข้างหลังของเธอส่วนตัวเธอถอยห่างจากเขาพลางกุมต้นแขนที่มีเลือดไหลอยู่ของตนเองเอาไว้
“เซียวลี่ถิง” เขาคำรามออกมาอย่างคาดไม่ถึง แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือตัวเขาไม่เพียงถูกล็อกคอทางด้านหลังแต่ยังถูกกดลงไปที่พื้นพร้อมด้วยฝ่าเท้าของคนคนหนึ่งที่กดร่างของเขาเอาไว้
“ลี่ถิง! ลูกเป็นอย่างไรบ้าง” สุ่ยเหมยถามพลางวิ่งไปดูบาดแผลที่ต้นแขนของบุตรสาว ส่วนเซียวหลิงยืนจ้องมองน้องสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง
“พี่จะยืนมองอยู่เฉยๆ ตรงนั้นทำไมคะ ไปแจ้งความสิคะ พี่ไม่เห็นหรือว่าเฉินซีห่าวตั้งใจจะทำร้ายฉัน” คำพูดของเซียวลี่ถิงทำให้เซียวหลิงยิ่งตกตะลึงมากขึ้นกว่าเดิมจนกระทั่งกู้ชิงโจวหันมาทางเขาแล้วส่งเสียงเตือนเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ
“หลิง นายรีบไปแจ้งความ” กู้ชิงโจวพูดพลางใช้ฝ่าเท้ากดร่างของเฉินซีห่าวเอาไว้ คำเตือนของเขาทำให้เซียวหลิงพึ่งจะได้สติ เขาตั้งใจจะพูดว่าไม่ควรจะเรียกตำรวจเพราะเขาเห็นอย่างเต็มตาว่าเซียวลี่ถิงตั้งใจทำร้ายตัวเอง แต่คำพูดของน้องสาวของเขากลับทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก
“พี่ก็เห็นแล้วว่าเมื่อครู่นี้ เขาใช้มีดข่มขู่ฉันและทำร้ายฉัน พี่คงไม่อยากจะเห็นฉันต้องเจ็บตัวโดยไม่คิดจะช่วยอะไรฉันกระมัง” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้เซียวหลิงก็พยักหน้าแล้วพูดออกมาในทันที
“ได้! พี่จะไปแจ้งความ” เมื่อพูดจบเซียวหลิงก็รีบหันหลังออกจากบ้านไป ส่วนบรรดาเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็รีบมาที่บ้านเซียวเพื่อจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“ลี่ถิง! จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยหรือ” เฉินซีห่าวส่งเสียงถามออกมาเมื่อได้สติแล้ว ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเซียวลี่ถิงคิดจะใส่ร้ายเขา
“คุณทำร้ายจิตใจของฉัน ตอนนี้ยังทำร้ายร่างกายของฉันอีก วันหน้าถ้าคุณเจอฉันก็ไม่รู้ว่าคุณจะทำร้ายฉันอีกไหม ดังนั้นฉันจึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีกับคุณ วันหน้าคุณจะได้ไม่กล้ามาคุกคามฉันเช่นนี้อีก” คำพูดของเซียวลี่ถิงทำให้กู้ชิงโจวเงยหน้าขึ้นมามองเธอ สายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชาของเขาจ้องมองต้นแขนที่มีบาดแผลของเธอ ส่วนฝ่าเท้าก็กดร่างของเฉินซีห่าวแรงมากขึ้น
“อย่าพูดอะไรอีกเลยแม่จะพาหนูไปโรงพยาบาล คุณกู้อีกสักครู่ตำรวจก็คงจะมารบกวนคุณกู้ช่วยควบคุมตัวเขาไว้รอตำรวจด้วยนะคะ” เมื่อสุ่ยเหมยพูดจบก็พาลูกของเธอเดินจากไป มีเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านตรงข้ามอาสาขับรถไปให้ทั้งสุ่ยเหมยและเซียวลี่ถิงจึงได้นั่งรถของเพื่อนบ้านไปที่โรงพยาบาลทิ้งให้กู้ชิงโจวรับมือกับเฉินซีห่าวและเพื่อนบ้านที่มามุงดูอย่างอยากรู้อยากเห็น
เมื่อขึ้นไปบนรถแล้วทุกคนก็ต่างไม่มีใครกล้าเปิดปากพูด คราวนี้กู้ชิงโจวเป็นผู้โดยสารนั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับอย่างเซียวหลิง ส่วนสวีเฟยแม้ว่าเธอจะไม่พูดอะไรแต่มือที่ทั้งเรียวบางและอบอุ่นของเธอกลับกุมมือของเซียวลี่ถิงเอาไว้แน่น“นายไปส่งคุณสวีก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันนั่งรถกลับมาเอง” กู้ชิงโจวพูดเมื่อเห็นว่าเซียวหลิงใจลอยจนรับรถเลยเส้นทางที่จะเข้าบ้านของเขาแล้ว“โอ๊ะ ขอโทษทีเดี๋ยวฉันวนรถกลับไปส่งนายก่อน” เซียวหลิงพูดพลางหาเส้นทางกลับรถเพื่อวนรถกลับไปทางเดิม ท่าทีของคนในรถทำเซียวลี่ถิงเม้มปากแน่นแล้วสุดท้ายก็พูดออกมาตามตรง“ฉันไม่เป็นไร ทุกคนเชื่อฉันเถอะว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว ถ้าจะมีก็มีแค่เพียงความเกลียดชังเพียงเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลหรอกค่ะว่าฉันจะเสียใจ” เมื่อเซียวลี่ถิงพูดเช่นนี้กู้ชิงโจวก็หันมาจ้องมองเธอแล้วสุดท้ายเขาจึงได้พูดออกมาตามตรง“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว คนแบบนั้นไม่มีค่าคู่ควรที่จะทำให้คุณเสียใจ” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้เซียวลี่ถิงยิ้มออกมาเธอหันไปมองสวีเฟยแล้วพูดกับสวีเฟยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันนะเฟยเฟย ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้วดังนั้นตอนนี้ฉันไม่ได้เศ
สีหน้าของเซียวลี่ถิงทำให้ทั้งเซียวหลิง สวีเฟยและกู้ชิงโจวต่างก็หันไปมองยังทิศทางที่เฉินซีห่าวนั่งอยู่ โต๊ะของเฉินซีห่าวอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่เซียวลี่ถิงนั่งเท่าใดนักทำให้สีหน้าของทุกคนที่นั่งร่วมโต๊ะพลันเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนในทันที แล้วสุดท้ายก็เป็นกู้ชิงโจวที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน“พวกเรากินข้าวกันเถอะ อย่าปล่อยให้คนแบบนั้นมาทำลายบรรยากาศดีๆ ของพวกเราเลย” คำพูดของกู้ชิงโจวทำให้ทุกคนพยักหน้าแล้วลงมือกินอาหารตรงหน้าอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าเซียวลี่ถิงจะรับรู้ว่าอาหารของภัตตาคารแห่งนี้มีรสชาติอร่อย แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่าตนเองกินข้าวได้ฝืดคอยิ่งนักแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นแต่เธอก็ยังฝืนกลืนข้าวลงคอไปเธอจำได้ดีว่าคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับเฉินซีห่าวคือหุ้นส่วนทางธุรกิจในชาติที่แล้วของเขา ตอนนี้เซียวลี่ถิงรู้แล้วว่าต่อให้เธอทำลายชื่อเสียงของเขาในโรงงานแต่ก็ยังไม่อาจจะทำลายการร่วมมือกันระหว่างเฉินซีห่าวและหุ้นส่วนของเขาได้ แต่เมื่อเธอคิดว่าหลี่ฉยงคือคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ทางการค้ามากกว่าความประพฤติส่วนตัวของหุ้นส่วนทางการค้าเซียวลี่ถิงก็ทอดถอนใจออกม
เมื่อเฉียวอวี้หรานและเซียวจิ่งประชุมเสร็จก็กลับมาที่ห้อง เซียวลี่ถิงรีบรายงานเรื่องที่เฉียวซูหลันต้องการพบเซียวจิ่งในทันที เซียวจิ่งเข้าไปสะสางงานของตนเองในห้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้รีบไปหาเฉียวซูหลัน ส่วนเฉียวอวี้หรานกำลังนั่งตรวจสอบงานที่เซียวลี่ถิงและสวีเฟยทำเสร็จแล้ว ตรวจงานได้แค่เพียงครู่หนึ่งเธอก็รีบโบกมือไล่เด็กสาวทั้งสองในทันที“พวกเธอทำงานเสร็จแล้วก็กลับไปก่อนเถอะ ดูฉันสิ! พอได้เห็นชายหนุ่มหน้าตาดีมายืนที่หน้าห้องเช่นนี้มันทำให้ฉันไม่มีสมาธิทำงานเลย” คำพูดของเฉียวอวี้หรานทำให้เซียวลี่ถิงและสวีเฟยหัวเราะออกมาพร้อมกัน เซียวหลิงเป็นคนที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งก็จริงแต่คนที่กำลังเริ่มต้นคบหากับหนุ่มหล่ออย่างซ่งซีไป๋พูดว่าตนเองไม่มีสมาธิทำงานเพราะเซียวหลิง มันทำให้คนที่ได้ยินอดหัวเราะไม่ได้จริงๆ“แฟนของพี่คือซ่งซีไป๋เชียวนะ คนหน้าตาอย่างพี่ชายของฉันยังสามารถทำให้พี่เสียสมาธิได้ด้วยหรือ” คำถามของเซียวลี่ถิงทำให้เฉียวอวี้หรานหัวเราะออกมาอย่างขัดเขินแล้วพูดออกมาตามตรง“ก็บอกแล้วว่าเขายังไม่ได้เริ่มต้นจีบเสียด้วยซ้ำ จะเรียกว่าแฟนก็คงจะเร็วเกินไป ส่วนพี่ชายของเธอน่ะ เธอไม่เห็นหรือว่าสาวๆ ท
เฉินซีห่าวพ้นคดีออกจากคุกมาแล้วเรื่องนี้ทำให้ทุกคนในสกุลเซียวรู้สึกกังวล เซียวลี่ถิงเข้าใจความกังวลของคนในครอบครัวดีจึงมักจะไม่ค่อยออกนอกบ้านไปไหน สถานที่เดียวที่เธอไปก็คือโรงงานเพียงเท่านั้น ในช่วงนี้เธอแทบจะไม่เคยออกนอกเส้นทางระหว่างบ้านและโรงงานเลย พี่ชายของเธอลงทุนซื้อรถยนต์ก็เพียงเพื่อคอยรับส่งเธอด้วยตนเอง แม้ว่าเงินเก็บทั้งหมดของเขาจะหมดไปแต่เขาก็ไม่เคยบ่นให้เธอได้ยินเลยสักคำ“ฉันก็เลยมีบุญได้นั่งรถของพี่ชายของเธอไปด้วย” สวีเฟยพูดออกมาพลางดื่มกาแฟที่เฉียวอวี้หรานซื้อมาฝากจากร้านที่อยู่นอกโรงงาน“แล้วไม่ดีหรือไง ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเธอจะได้มีเงินเหลือเก็บเอาไว้ใช้ลงทะเบียนเรียนในอนาคต อีกทั้งเธอยังจะได้ใกล้ชิดกับพี่ชายของฉันด้วย” เซียวลี่ถิงพูดพลางหยิบขนมขึ้นมากินโดยไม่ลืมหันไปขอบคุณเฉียวอวี้หรานโดยไม่คิดจะสนใจสีหน้าขัดเขินของเพื่อนสนิทของตนเอง“ขอบคุณพี่อวี้หรานนะคะที่ซื้อขนมกับกาแฟมาฝากฉันกับเฟยเฟย”“ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอกับเฟยเฟยมาช่วยงาน ฉันก็คงจะไม่ได้มีเวลาพักเพียงพอจนสามารถออกไปกินข้าวนอกโรงงานได้” เมื่อเฉียวอวี้หรานพูดเช่นนี้ทั้งสวีเฟยและเซียวลี่ถิงก็
สีหน้าและแววตาของสวีเฟยในตอนนี้แตกต่างจากสวีเฟยที่เธอเคยจดจำได้ในชาติก่อน ในชาติก่อนสวีเฟยแต่งงานกับคุณหมอคนหนึ่ง แรกเริ่มสวีเฟยก็ยังติดต่อกับเธออยู่บ้าง แต่แล้วสวีเฟยก็ขาดการติดต่อไป จนเมื่อได้พบกันอีกครั้งก็คือที่โรงพยาบาล ใบหน้าอันบอบช้ำรวมไปถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังของสวีเฟยทำให้เธอสามารถคาดเดาความเป็นอยู่ของสวีเฟยได้เพราะตอนนั้นเธอเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกันกับสวีเฟยจนเมื่อได้พูดคุยกันสวีเฟยจึงได้เล่าให้เซียวลี่ถิงฟังว่าชีวิตของสวีเฟยก็ไม่ต่างจากเธอมากนัก ถูกสามีทุบตีแถมยังถูกสามีนอกใจ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเธอถูกสามีข่มขู่จึงไม่อาจจะเลิกรากับสามีได้ แต่สวีเฟยนั้นเป็นเพราะสามีอยากหย่าแต่สวีเฟยไม่ยอมเขาจึงได้ลงไม้ลงมือทุบตี สาเหตุที่สวีเฟยไม่ยอมหย่าข้อแรกเป็นเพราะสวีเฟยกังวลเรื่องสิทธิ์การเลี้ยงดูลูก ส่วนข้อสองก็คือถ้าหย่าขาดกันไปสวีเฟยไม่รู้ว่าจะหาเลี้ยงตนเองและลูกได้อย่างไร สุดท้ายสวีเฟยก็ทนใช้ชีวิตอยู่เช่นนั้นจนลูกโตเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้แล้ว สวีเฟยจึงได้จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายเซียวลี่ถิงจดจำได้ดีว่ามีช่วงหนึ่งตอนที่เคยนั่งพูดคุยปรับทุกข์กัน สวีเฟยเคยบอกกับเธอ
เซียวลี่ถิงกลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่เพียงยกเลิกงานแต่งงานกะทันหันแถมยังถูกอดีตเจ้าบ่าวเข้ามาทำร้ายร่างกายจนถึงบ้านอีก เรื่องราวของเธอถูกทุกคนเอาไปพูดถึงอย่างถึงพริกถึงขิง บางคนเห็นใจแต่ก็มีบางคนที่รู้สึกสมเพช ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้เซียวลี่ถิงก็ยังคงใช้ชีวิตปกติ เธอไม่อยากจะหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านแล้ว จึงออกจากบ้านมาใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่คิดจะสนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง“จำเอาไว้นะลูก เวลาจะเลือกผู้ชายที่จะแต่งงานด้วยต้องดูให้ดีก่อน ไม่อย่างนั้นจะมีจุดจบที่ไม่ดีอย่างลูกสาวบ้านเซียว” ถ้อยคำสั่งสอนประโยคนี้ทำให้เซียวลี่ถิงหันไปมองยังต้นเสียงในทันที แล้วเธอก็เห็นคุณแม่คนหนึ่งกำลังนั่งสั่งสอนและพร่ำบ่นบุตรสาวด้วยสีหน้าจริงจัง เซียวลี่ถิงทำได้แค่เพียงทอดถอนใจออกมาแล้วหันกลับมากินข้าวต่อ“เธอไม่โกรธหรือที่เขาพูดถึงเธอเช่นนั้น” สวีเฟยกระซิบถามเซียวลี่ถิงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย สวีเฟยและเซียวลี่ถิงเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ต่างคนก็ต่างรู้นิสัยของกันและกันดี เมื่อได้เห็นว่าเซียวลี่ถิงไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกโกรธยามที่มีคนพูดถึงแถมยังก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าราวกับไม่มีส







