تسجيل الدخولหญิงสาวสวมชุดกันหนาวจัดเต็มด้วยเสื้อสะเวตเตอร์ไหมพรมสีครีมทับด้วยโค้ตยาวสีน้ำตาล และผ้าพันคอขนมิ้งค์ที่ชาล็อตมอบให้ก่อนออกจากบ้าน ใบหน้าสวยถูกปกปิดด้วยแว่นกันแดดอันโตเพื่อซ่อนแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“คุณไอริณดูเงียบไปนะครับ ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เหรอ?” จอร์นเอ่ยถามขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินผ่านตรอกแคบๆ ที่เรียกว่า ‘โคลส’ (Close) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่
“เปล่าค่ะ ฉันแค่กำลังคิดว่ามนต์ขลังของที่นี่มันดู... น่ากลัวมากกว่าน่าหลงใหล เหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ความสวยงามเหล่านี้นะคะ”เธอตอบโดยไม่หันไปมองเขา
“บางทีสิ่งที่ซ่อนอยู่ อาจจะเป็นแค่ความทรงจำที่ใครบางคนอยากจะลืมก็ได้นะครับ” จอร์นกระตุกยิ้มมุมปาก สายตาคมจับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวอย่างมีเลศนัย
คำพูดของเขาทำให้ไอริณต้องชะงักฝีเท้า เธอหันมาเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ กลางถนนที่พลุกพล่าน
“คุณจอร์นคะ... คุณเป็นคนแบบไหนกันแน่? ต่อหน้าชาล็อตคุณดูเป็นสุภาพบุรุษที่แสนดี แต่เวลาอยู่กับฉันลำพัง คุณกลับชอบพูดจาให้ฉันสับสน”
จอร์นไม่ได้ถอยหนี เขาขยับเข้าใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอม...น้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลอยมาปะทะจมูกเธออีกครั้ง และมันเป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่ได้กลิ่น
“ผมก็เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งครับ มีทั้งมุมที่มืดดำและมุมที่สว่างไสว ขึ้นอยู่กับว่า... คนที่มองผมเขาเข้ามาหาผมในจังหวะไหน”
“แล้วถ้าฉันบอกว่า ฉันเคยเจอคนที่มีรสนิยมคล้ายคุณ... ทั้งน้ำหอม ทั้งน้ำเสียง ในจังหวะที่มืดดำที่สุดของชีวิตฉันล่ะคะ คุณจะว่ายังไง?” ไอริณถามกลับด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือน จอร์นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวใจของเขาเต้นแรงไม่แพ้เธอ แต่เขายังคงรักษามาดนิ่งได้อย่างยอดเยี่ยม
“โลกนี้กว้างใหญ่ครับคุณไอริณ คนหน้าคล้ายหรือรสนิยมเหมือนกันมีอยู่ถมไป แต่อย่าลืมนะครับว่า... ความจริงกับความรู้สึกบางทีมันก็เป็นเส้นขนานกัน”
เขาผละออกและเดินนำหน้าต่อไป ทิ้งให้ไอริณกำมือแน่นด้วยความหงุดหงิด เธอรีบสาวเท้าตามเขาไปจนถึงลานกว้างหน้าปราสาทเอดินบะระ (Edinburgh Castle) ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาหิน จอร์นพาเธอเดินเลี่ยงผู้คนไปนั่งตรงม้านั่งริมกำแพงหินที่สามารถมองเห็นวิวเมืองเบื้องล่างได้อย่างสุดลูกหูลูกตา
“คุณดูเหนื่อยๆนะครับ นั่งพักก่อนดีกว่าเดี๋ยวผมเดินไปซื้อกาแฟร้อนมาให้” เขาขยับกายเดินออกไปยังร้านกาแฟเล็กๆที่มองเห็นอยู่ไกลๆ ก่อนจะกลับมาพร้อมกาแฟลาเต้ร้อนๆ สองแก้ว แล้วยื่นให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” เธอรับมาถือไว้เพื่อขอความอุ่นจากแก้วกระดาษ “คุณไอริณครับ... ผมรู้ว่าคุณกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ และผมก็พอจะเดาออกว่าความไม่สบายใจนั้นมีผมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย” จอร์นเปิดประเด็นขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาจนเธอตั้งตัวไม่ติด
“แต่ผมอยากให้คุณลองเปิดใจดูสักครั้ง ที่นี่คือสก็อตแลนด์... ดินแดนที่ความโรแมนติกและมนต์เสน่ห์ มันสามารถเยียวยาทุกอย่างได้ ถ้าคุณยอมทิ้งอดีตไว้ข้างหลังแล้วอยู่กับปัจจุบันที่นี่” “ทิ้งอดีตงั้นเหรอคะ?” ไอริณแค่นยิ้มอย่างขมขื่น “เรื่องบางเรื่องมันทิ้งง่ายขนาดนั้นเลยเหรอคะคุณจอร์น? โดยเฉพาะเรื่องแย่ๆที่มันไม่ควรจพเกิด ที่ถูกประทับไว้โดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม”
ดวงตาของจอร์นวูบไหวไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคที่แสนจะขมขื่นจากปากเธอ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาคือคนคนนั้น คนที่อยากจะชดใช้ทุกอย่างให้เธอ แต่หน้ากากของจอร์นที่ชาล็อตรักและไว้ใจกลับค้ำคอเขาไว้
“ถ้าอดีตมันเจ็บปวด... เราก็แค่สร้างความทรงจำใหม่ที่สวยงามกว่าเดิมมาทับซ้อนมันสิครับ” เขาเอื้อมมือไปกุมมือบางที่วางอยู่บนม้านั่งอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่นุ่มนวลแต่ร้อนแรงนั้นทำให้ไอริณตัวแข็งทื่อ เธอรีบชักมือออกทันที
“อย่าทำแบบนี้ค่ะคุณจอร์น เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น”
“ขอโทษครับ... ผมแค่เห็นมือคุณสั่นเพราะความหนาว”
เขาตอบพลางหลบสายตา สงครามประสาทดำเนินต่อไปตลอดช่วงบ่าย จอร์นทำหน้าที่ไกด์ได้อย่างดีเยี่ยมจนน่าประหลาดใจ เขาพาเธอไปดูอนุสาวรีย์ บรรยายประวัติศาสตร์ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลชวนฟัง จนบางครั้งไอริณเกือบจะเผลอใจไปกับมนต์เสน่ห์ของเขา
แต่ทุกครั้งที่เธอเริ่มจะคล้อยตาม กลิ่นน้ำหอมและรอยยิ้มร้ายของเขาก็จะดึงเธอกลับเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่โหดร้ายเสมอ ก่อนจะกลับบ้าน จอร์นพาเธอแวะเข้าไปในร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ในตรอกวิกตอเรีย (Victoria Street) เขาเลือกซื้อสร้อยคอเงินที่มีจี้เป็นรูป ‘ดอกทิสเซิล’ (Thistle) ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของสก็อตแลนด์ แล้วยื่นให้เธอ
“ดอกทิสเซิลมีความหมายถึงความอดทนและความแข็งแกร่งครับ ผมเห็นว่ามันเหมาะกับคุณดี” ไอริณมองจี้เงินในมือด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ความอดทนงั้นหรือ? เธอต้องอดทนไปอีกนานแค่ไหนกับการที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับผู้ชายที่เธอสงสัยว่าเป็นซาตานร้ายคนนั้น “ฉันไม่รับของมีค่าจากคนแปลกหน้าค่ะ”
“ผมไม่ใช่คนแปลกหน้าครับ ผมคือพี่ชายบุญธรรมของคุณ... และอาจจะเป็นอะไรที่มากกว่านั้นในอนาคต” จอร์นพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนคนฟังใจสั่นสะท้าน
การเดินทางกลับบ้านเต็มไปด้วยความเงียบที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าขามา เมื่อถึงบ้าน ชาล็อตที่กำลังเตรียมน้ำชาคอยท่าอยู่ก็ทักทายด้วยรอยยิ้มสดใส โดยไม่รู้เลยว่าภายใต้หน้ากากของคนทั้งคู่ กำลังเกิดพายุอารมณ์ที่รุนแรงเพียงใด
ไอริณรีบขอตัวขึ้นห้องพักทันที เธอทรุดตัวลงพิงบานประตูที่ล็อกสนิท หยิบจี้รูปดอกทิสเซิลขึ้นมาดูอีกครั้ง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ความสับสนระหว่างความเกลียดชังและความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นทำให้เธอแทบจะบ้าตาย
ในขณะเดียวกันที่ห้องตรงข้าม ปริญยืนนิ่งอยู่ริมหน้าหน้าต่าง มองออกไปดูเงาของปราสาทเอดินบะระในยามค่ำคืน เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ผมขอโทษนะไอริณ... ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณยกโทษให้ผม แม้ว่าผมจะต้องสวมหน้ากากนี้ไปตลอดชีวิตก็ตาม” มนต์ขลังแห่งเมืองเก่าและนักทำนายโชคชะตา กำลังเริ่มทำงาน และจะนำพาไปสู่การเยียวยาหรือการพังทลายที่มากกว่าเดิม มีเพียงโชคชะตาที่ผู้หญิงเฟย์อย่างชาล็อตเห็นในลูกแก้วเท่านั้นที่จะเป็นผู้เฉลย
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมคฤหาสน์หินเก่าแก่ในช่วงเวลาที่ราตรีเคลื่อนผ่านพ้นไปค่อนคืน มีเพียงเสียงปะทุเบาๆ ของฟืนที่ค่อยๆ มอดลงในเตาผิงกลางห้องนั่งเล่น
ชาล็อต นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ สายตาของเธอจดจ้องไปยังลูกแก้วใสทรงกลมที่วางอยู่บนฐานไม้โอ๊ค แสงสีน้ำเงินจางๆ ที่หมุนวนอยู่ภายในนั้นดูเหมือนจะมีชีวิต มันวูบไหวและขยายตัวตามจังหวะสมาธิที่แน่วแน่ของหญิงสูงวัย
กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา
เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่
ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ
สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ
รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์
บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด
บรรยากาศทั่วเมืองเอดินบะระในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือที่ชาวสก็อตเรียกว่า 'ฮ็อกมาเนย์' (Hogmanay) เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดังแว่วมาตามสายลมหนาว แม้หิมะจะยังคงปกคลุมตามยอดอาคารหินทรายแต่หัวใจของผู้คนกลับอบอุ่นด้วยการรอคอยแสงไฟจากการจุดพลุเฉลิมฉลองที่หน้าปราสาทเอดินบะระ
เช้าวันใหม่ในเอดินบะระเริ่มต้นด้วยความเงียบสงบที่ผิดไปจากทุกวัน หิมะที่เคยตกหนักเริ่มเบาบางลงทิ้งไว้เพียงปุยขาวละเอียดที่ปกคลุมยอดไม้ ภายในคฤหาสน์หินของชาล็อต ไอริณ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ เธอเฝ้ามองใบหน้าของปริญ ที่หลับใหลอยู่บนโซฟาข้างเตียงในห้องพักฟื้นที่บ้านเขาปฏิเสธที่
บรรยากาศยามบ่ายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเอดินบะระเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีขาว ไอริณ กำลังช่วยจัดเตรียมผลไม้และน้ำดื่มไว้บนโต๊ะข้างเตียงให้กับ ปริญที่เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว แม้ความทรงจำของเขาจะยังคงเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่สภาพร่างกายภายนอกกลับฟื้นตัวได้รวด
เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรยังคงส่งเสียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของพักผู้ป่วย กลิ่นอายของความตายที่เคยวนเวียนอยู่รอบเตียงดูจะจางลงไปบ้าง แต่ความกดดันกลับเพิ่มทวีขึ้นในใจของ ไอริณ เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มือยังคงเกาะกุมมือหนาของ ปริญ ไว้ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที ลมหาย







