LOGINเขาปฏิเสธที่จะนอนในห้องนอนของตัวเองเพียงเพราะอยากอยู่ใกล้ชิดเพื่อดูแลเธอและ "ลูก" หลังจากที่ได้รับรู้ข่าวดีจากโรงพยาบาล ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นไอริณจ้องมองอยู่ เขาก็คลี่ยิ้มกว้าง แววตาของเขาในสภาวะความจำเสื่อมนี้ช่างดูสะอาดบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความหวัง เขาขยับกายเข้ามาใกล้และเอื้อมมือหนามาวางทาบบนหน้าท้องของเธออย่างแผ่วเบา
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่... อรุณสวัสดิ์นะตัวเล็ก” เขาพึมพำเสียงนุ่ม
“ผมยังรู้สึกเหมือนฝันอยู่เลยไอริณ ที่ตื่นมาแล้วพบว่าผมไม่ได้ตัวคนเดียว และผมกำลังจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์กับคุณ” ไอริณลูบมือเขาเบาๆ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจเริ่มคลายตัวลงเมื่อเห็นความตั้งใจจริงของชายหนุ่ม “คุณต้องรีบหายไวๆ นะคะปริญ ลูกคงอยากเห็นคุณพ่อที่แข็งแรงพาเขาไปเดินเล่นในทุ่งหญ้ากว้างๆ ของสก็อตแลนด์”
“ผมสัญญาครับ ต่อให้ต้องฝึกเดินวันละสิบชั่วโมงผมก็ยอม” เขาประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่ง
“วันนี้เราไปนั่งรับลมที่ระเบียงกันไหมครับ ชาล็อตบอกว่าแดดวันนี้จะอุ่นกว่าทุกวัน ผมอยากให้คุณและลูกได้รับอากาศบริสุทธิ์บ้าง” ในขณะที่ทั้งคู่กำลังสร้างความสัมพันธ์บทใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยความละมุนละไม
อีกซีกโลกหนึ่ง ณ จังหวัดเชียงราย บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของ พ่อเลี้ยงสนธิ กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเร่งรีบ พ่อเลี้ยงสนธินั่งอยู่หน้ากองเอกสารสัญญางานไม้แปรรูปและงานสัญญาการทำโรงงานไม้อัดจากเศษวัสดุที่มีมากมาย นั่นก็คือจากขึ้เรื่อยนั่นเอง ซึ่งเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่เขาต้องเซ็นสัญญาให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นปี
“คุณสนธิคะ ทางตัวแทนจากต่างชาติยืนยันมาแล้วค่ะว่าสัญญาพร้อมให้เซ็นในสัปดาห์หน้า ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เราจะมีเวลาว่างยาวไปจนถึงปลายมกราคมเลยค่ะ” เลขาส่วนตัวรายงาน พ่อเลี้ยงสนธิพยักหน้าด้วยความพอใจ
“ดีมาก... ผมอยากจัดการทุกอย่างให้จบเร็วที่สุด ผมต้องเดินทางไปหาปริญที่สก็อตแลนด์ ข่าวที่ชาล็อตบอกว่าลูกชายผมจำอะไรไม่ได้มันทำให้ผมอยู่ไม่ติดจริงๆ ผมต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าเขาสบายดี และต้องไปขอบใจหนูไอริณด้วยที่ยอมลำบากดูแลเจ้าปริญขนาดนี้”
ในขณะเดียวกันที่กรุงเทพฯ คุณวิทยา และ คุณประภาศรี พ่อและแม่ของไอริณ ก็กำลังเตรียมความพร้อมในการเดินทางเช่นกัน พวกเขากำลังเลือกซื้อเสื้อกันหนาวและของฝากชุดใหญ่เพื่อนำไปมอบให้ลูกสาวและครอบครัวของทางพ่อเลี้ยงสนธิ “คุณวิทยาคะ ฉันจัดเตรียมสมุนไพรบำรุงร่างกายและของบำรุงไปให้ลูกเยอะเลยค่ะ ไม่รู้ว่าอยู่ที่นั่นไอริณจะผอมลงไปบ้างไหม” คุณประภาศรีเอ่ยด้วยความเป็นห่วงตามประสาแม่
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกคุณประภาศรี ผมคุยกับคุณสนธิแล้ว หลังปีใหม่นี้เราจะบินไปพร้อมกันทันทีที่เขาเซ็นสัญญางานเสร็จ ผมเองก็อยากจะไปเห็นบรรยากาศที่นั่นเหมือนกันนานแล้วที่พวกเราไม่ได้ไปเยี่ยมชาล็อต เมื่อคืนเขาโทรมาเห็นว่าไอริณดูจะชอบที่นั่นมาก บางทีหลังปีใหม่นี้อาจจะมีข่าวดีเรื่องความสัมพันธ์ของเด็กสองคนนี้ให้เราชื่นใจก็ได้นะ”
คุณวิทยาเอ่ยพลางยิ้มอย่างมีความสุข โดยที่เขายังไม่รู้เลยว่าข่าวดีที่ว่านั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคิดไว้มากนัก ที่บ้านชาล็อตในเอดินบะระ... ปริญพาไอริณออกมานั่งที่ระเบียงไม้ที่มองเห็นทิวทัศน์ภูเขาไกลสุดตา เขาห่มผ้าคลุมไหล่ให้เธออย่างเบามือและนั่งลงเคียงข้าง
“ไอริณครับ... ผมเริ่มจำอะไรบางอย่างได้ลางๆ แล้วนะ” คำพูดของเขาทำให้ไอริณชะงักไปครู่ใหญ่ “ผมจำได้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งที่น่าเกรงขามมาก ชอบนั่งตรวจเอกสารสัญญาสำคัญๆ อยู่เสมอเขาดูเข้มงวดแต่ก็รักผมมาก นั่นคือพ่อของผมใช่ไหมครับ?”
ไอริณพยักหน้าเบาๆ “ใช่ค่ะ... ท่านคือพ่อเลี้ยงสนธิ ท่านรักคุณมากจริงๆ และตอนนี้ท่านก็กำลังเร่งทำงานทางโน้นเพื่อจะรีบบินมาหาคุณหลังปีใหม่นี้พร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ของฉันด้วยค่ะ”
“คุณพ่อคุณแม่ของคุณ... คุณวิทยาและคุณประภาศรีสินะครับ” ปริญทวนชื่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามจดจำ
“ผมอยากให้ท่านมาถึงเร็วๆจัง ผมอยากกราบขอโทษพวกท่านที่ทำให้ลูกสาวคนเดียวต้องมาตกระกำลำบากดูแลคนป่วยอย่างผม และที่สำคัญผมอยากจะขออนุญาตพวกท่านเพื่อที่จะดูแลคุณและลูกอย่างเป็นทางการเสียที” ไอริณซบหน้าลงบนบ่าของปริญ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากร่างกายของเขาทำให้เธอรู้สึกมั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด มิติใหม่ของความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากความแค้นหรือพันธะสัญญาที่บังคับใจ แต่มันเริ่มต้นจากความเอื้ออาทรและการยอมรับในสิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังพายุใหญ่
“พวกท่านต้องดีใจแน่ค่ะปริญ โดยเฉพาะถ้าท่านรู้ว่ากำลังจะมีหลานตัวน้อยๆ ไว้รอต้อนรับ” “หลังปีใหม่นี้... เมืองนี้คงจะคึกคักน่าดูนะครับ” ปริญหัวเราะเบาๆ พลางกระชับอ้อมกอด “ผมจะสร้างบ้านหลังนี้ให้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพื่อรอต้อนรับผู้ใหญ่ทั้งสามท่าน และเพื่อรอต้อนรับสมาชิกใหม่ของเรา ผมสัญญาว่าจะไม่ให้ใครมาทำร้ายหรือทำให้คุณต้องเสียใจอีกต่อไป”
สายลมหนาวพัดผ่านระเบียงไป แต่ความอบอุ่นในใจของคนทั้งคู่กลับเพิ่มทวีขึ้น สายใยความผูกพันที่โยงใยจากเชียงราย กรุงเทพฯมาจนถึงเอดินบะระ กำลังถักทอเข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายแห่งความรักที่มั่นคง ความลับและอดีตที่เคยขมขื่นกำลังถูก ชะล้างไปตามกาลเวลา เหลือเพียงการรอคอยวันที่ครอบครัวจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้า เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สวยงามกว่าเดิมในดินแดนแห่งนี้
ไอริณหลับตาลงรับไอแดดที่เริ่มอุ่นขึ้น เธอรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นไปพร้อมกับลูกในครรภ์ และมั่นใจว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังปีใหม่นี้ เธอจะมีปริญที่ยืนเคียงข้างเป็นโล่กำบังและเป็นพ่อของลูกที่สมบูรณ์แบบที่สุดอย่างที่เธอไม่เคยกล้าฝันถึงมาก่อน ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันที่ค่อยๆลับขอบฟ้าไป ทิ้งไว้เพียงสีทองรำไรฉาบไล้อยู่บนทุ่งหญ้ากว้าง
ไอริณทอดสายตามองออกไปไกลด้วยความรู้สึกที่สงบลงกว่าวันแรกที่เหยียบลงบนแผ่นดินนี้อย่างมหาศาล มือหนาของปริญยังคงกุมมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ราวกับว่าเขาต้องการซึมซับทุกไออุ่นและทุกจังหวะชีวิตจากร่างบางที่ยืนอยู่เคียงข้าง
“อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันปีใหม่แล้วนะครับไอริณ” ปริญเอ่ยทำลายความเงียบ
“ที่นี่เขาจะมีการจุดพลุเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ที่หน้าปราสาทเอดินบะระ ผมอยากพาคุณไปดูจัง แต่ชาล็อตคงไม่ยอมแน่ ถ้าผมยังเดินเหินไม่คล่องแบบนี้”
“แค่เรานั่งดูอยู่บนดาดฟ้าของบ้านนี้ก็น่าจะเห็นชัดแล้วค่ะคุณปริญ”
ไอริณตอบพลางส่งยิ้มให้เขา “ที่สำคัญ... ปีใหม่ปีนี้เป็นปีที่พิเศษที่สุดสำหรับฉัน เพราะมันไม่ใช่การเริ่มต้นของปี เพียงคนเดียวเหมือนที่ผ่านมา แต่ฉันมีคุณ... และมีเขา” เธอละมือมาลูบหน้าท้องตัวเองอย่างทะนุถนอม คำพูดนั้นทำให้ปริญดึงร่างบางเข้ามากอดไว้อย่างแสนรัก เขาฝังจมูกลงบนกลุ่มผมหอมกรุ่นของเธออย่างซาบซึ้ง
“ผมจะรีบฝึกกายภาพบำบัดให้หนักขึ้นครับ เพื่อที่หลังปีใหม่ตอนที่พ่อเลี้ยงสนธิ คุณพ่อวิทยา และคุณแม่ประภาศรีเดินทางมาถึง ผมจะได้ยืนต้อนรับพวกท่านได้อย่างสง่างามในฐานะผู้ชายที่จะดูแลคุณไปตลอดชีวิต ผมไม่อยากให้พวกท่านต้องกังวลเมื่อเห็นผมในสภาพที่อ่อนแอแบบนี้”
“ท่านต้องภูมิใจในตัวคุณแน่ค่ะปริญ ในตอนนี้คุณคือผู้ชายที่วิเศษที่สุดสำหรับฉัน” ในคืนนั้น ขณะที่ไอริณนอนหลับฝันดีอยู่ข้างกายชายหนุ่มที่เธอคิดว่ากำลังตกหลุมรักเขาอย่างหมดหัวใจ สายใยแห่งความรักบทใหม่นี้เริ่มแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่เพียงแค่ภาระหรือหน้าที่ แต่มันคือการเยียวยาบาดแผลในใจของกันและกันได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ความเงียบงันของฤดูหนาวในสก็อตแลนด์ไม่ได้ดูน่ากลัวอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นมนตราที่ช่วยโอบอุ้มชีวิตใหม่ที่กำลังจะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ไอริณลืมตาขึ้นมามองใบหน้าที่หลับใหลของปริญภายใต้แสงจันทร์สลัว เธอพึมพำจะถูกเปิดเผยออกมาในรูปแบบใด เธอจะไม่ยอมปล่อยมือจากผู้ชายคนนี้อีกแล้ว เพราะ เขาคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่ฟ้าส่งมาให้เธอในวันที่มืดมนที่สุดของชีวิตเบาๆ กับตัวเองว่า ไม่ว่าความทรงจำของเขาจะกลับมาหรือไม่ หรือความจริงในอดีต จะถูกเปิดเผยออกมาในรูปแบบใด เธอจะไม่ยอมปล่อยมือจากผู้ชายคนนี้อีกแล้ว เพราะเขาคือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่ฟ้าส่งมาให้เธอในวันที่มืดมนที่สุดของชีวิต
กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา
เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่
ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ
สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ
รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์
บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด
บรรยากาศทั่วเมืองเอดินบะระในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือที่ชาวสก็อตเรียกว่า 'ฮ็อกมาเนย์' (Hogmanay) เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดังแว่วมาตามสายลมหนาว แม้หิมะจะยังคงปกคลุมตามยอดอาคารหินทรายแต่หัวใจของผู้คนกลับอบอุ่นด้วยการรอคอยแสงไฟจากการจุดพลุเฉลิมฉลองที่หน้าปราสาทเอดินบะระ
บรรยากาศยามบ่ายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเอดินบะระเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีขาว ไอริณ กำลังช่วยจัดเตรียมผลไม้และน้ำดื่มไว้บนโต๊ะข้างเตียงให้กับ ปริญที่เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว แม้ความทรงจำของเขาจะยังคงเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่สภาพร่างกายภายนอกกลับฟื้นตัวได้รวด
เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรยังคงส่งเสียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของพักผู้ป่วย กลิ่นอายของความตายที่เคยวนเวียนอยู่รอบเตียงดูจะจางลงไปบ้าง แต่ความกดดันกลับเพิ่มทวีขึ้นในใจของ ไอริณ เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มือยังคงเกาะกุมมือหนาของ ปริญ ไว้ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที ลมหาย
เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าเหนือเมืองเอดินบะระถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาทะมึนสลับกับแสงแดดอ่อนๆ ที่พยายามลอดผ่านลงมา หิมะที่เริ่มโปรยปรายเมื่อคืนทิ้งร่องรอยสีขาวบางๆ ไว้ตามยอดหญ้าและโขดหิน จอร์นยืนรอหญิงสาวอยู่ที่หน้าบ้านพักด้วยชุดเดินป่าที่ดูทะมัดทะแมง เขามองร่างบางของไอริณที่เดินออกมาในชุดที่รัดกุมขึ


![พิศวาสรักลูกหนี้ [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




