Mag-log inปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย
“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที
“อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์
“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะคุณรินดา แต่ฉันยังไหวและฉันก็ไม่ใช่คนอื่นสำหรับบ้านหลังนี้”
“เหรอจ๊ะ?” รินดาเหยียดยิ้มร้าย
“น้องสาวบุญธรรมที่เพิ่งโผล่มาเนี่ยนะ? ปริญคะ... คุณรู้ไหมคะว่า ตอนที่คุณคบกับรินดา คุณเคยบอกว่าคุณไม่มีพี่น้องที่ไหน และคุณก็เกลียดพวกผู้หญิงที่ชอบทำตัวน่าสงสารเพื่อเรียกร้องความสนใจที่สุด”
“หยุดพูดเรื่องอดีตได้แล้วรินดา!” ปริญตวาดเสียงเข้มจนรินดาสะดุ้ง
“ผมบอกแล้วไงว่าผมจำไม่ได้ และผมก็ไม่อยากจำด้วย ถ้าอดีตของผมมันมีแต่คนนิสัยแบบคุณ!” ปริญไม่สนใจรินดาอีกต่อไป เขาเดินเข้าไปกุมมือไอริณไว้แน่น
“ไปเดินเล่นในสวนกับผมเถอะไอริณ อากาศข้างนอกน่าจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น” รินดายืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น เธอจดจ้องแผ่นหลังของคนทั้งคู่ที่เดินหายออกไปทางประตูกระจกด้วยความเคียดแค้น
“ได้... ในเมื่อพูดดีๆ ไม่ชอบ ก็คงต้องใช้ยาแรงกว่านี้” หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและกดดูรูปภาพบางอย่างที่เธอแอบเซฟไว้จากข่าวลือในวงสังคมไทยเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน รูปภาพที่มาพร้อมเสียงซุบซิบในข่าว มันคงทรงพลังพอจะทำลายความสัมพันธ์จอมปลอมนี้ได้ ท่ามกลางสวนหลังบ้านที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะบางๆ ปริญประคองไอริณไปนั่งที่ม้านั่งตัวเดิม เขาเห็นเธอเงียบไปนานจึงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นกังวล
“ไอริณ... ผมขอโทษแทนรินดาด้วยนะ ผมสัญญาว่าพรุ่งนี้ผมจะให้เขาออกไปจากบ้านหลังนี้ ผมไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายความรู้สึกคุณ” ไอริณมองหน้าเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว
“แล้วถ้าอดีตมันกลับมาจริงๆ ล่ะคะปริญ? ถ้าคุณจำได้ว่าคุณเคยรักเขามากขนาดไหน คุณยังจะพูดคำเดิมนี้ได้ไหม?”
“ผมมั่นใจในความรู้สึกของผมตอนนี้ครับไอริณ หัวใจผมจำคุณได้แม่นยำกว่าความทรงจำในสมองเสียอีก” แต่ความโรแมนติกก็ถูกทำลายลงเมื่อรินดาเดินตามออกมาพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ เธอเดินตรงเข้ามาหาคนทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มที่เหนือกว่า
“ปริญคะ... ถ้าคุณอยากรู้ความจริงเรื่องอดีตนัก รินดามีอะไรจะให้ดูค่ะ เป็นเรื่องที่คุณกับ 'น้องสาวบุญธรรม' คนนี้ปิดบังไว้... หรืออาจจะเป็นเรื่องที่แม่นี่ใช้ลวงตาคุณอยู่ก็ได้!”
รินดายื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้ปริญดู มันคือภาพจากกล้องวงจรปิดที่หลุดออกมาจากโรงแรมหรูในกรุงเทพฯ เป็นภาพของชายหนุ่มรูปร่างคล้ายปริญที่เดินออกมาจากห้องพักด้วยท่าทางรีบร้อน และภาพของไอริณที่เดินร้องไห้ออกมาในสภาพที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ย
“จำได้ไหมคะปริญ? คืนที่เกิดเรื่องฉาวโฉ่ที่เมืองไทย คืนที่คุณ 'ขืนใจ' ผู้หญิงคนนี้จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่ทำให้คุณต้องหนีมาอยู่ที่นี่!” รินดาประกาศเสียงดัง “น้องสาวบุญธรรมงั้นเหรอ? อย่ามาตลกเลยค่ะ นี่มันเหยื่อที่คุณเคยกดขี่เขาต่างหากล่ะ!”
ปริญจ้องมองภาพในจอด้วยอาการสั่นเทิ้ม ความทรงจำที่เคยเป็นเพียงเศษเสี้ยวเริ่มแตกกระจายและร้อยเรียงเข้าด้วยกันราวกับทำนบแตก ภาพในคืนนั้นแล่นเข้ามาในหัวสมองอย่างรุนแรง... เสียงร้องไห้ของไอริณ กลิ่นน้ำหอมในห้องมืด และความป่าเถื่อนที่เขาเคยทำลงไปเพราะความเมามายพุ่งกระแทกเข้ามาในสมองเขาอย่างจัง
“โอ๊ย!” ปริญกุมศีรษะตัวเองร้องลั่น เขาทรุดลงกับพื้นหญ้าด้วยความเจ็บปวดจากการที่ความทรงจำพุ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว
“คุณปริญ! คุณปริญคะ!” ไอริณรีบเข้าไปพยุงเขาไว้ทั้งน้ำตา แต่ปริญกลับเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด การยอมรับผิด และความทรงจำที่กลับมาครบถ้วนสมบูรณ์
“ไอริณ... ผม... ผมจำได้หมดแล้ว” เสียงของปริญแหบพร่าและเต็มไปด้วยความละอายใจ “ผมจำได้แล้วว่าผมทำอะไรไว้กับคุณที่เมืองไทย... ผมคือคนสารเลวคนนั้นจริงๆ” ไอริณนิ่งงันไป น้ำตาไหลอาบสองแก้ม “คุณ... คุณจำได้แล้วจริงๆ เหรอคะ?”
“อุ๊ย! จำได้แล้วเหรอคะปริญ?” รินดาแสร้งทำเป็นดีใจ
“ดีเลยค่ะ ในเมื่อจำได้แล้วก็เลิกเล่นละครน้ำเน่ากับแม่นี่เสียทีนะคะ กลับมาหารินดาคนที่คู่ควรกับคุณจริงๆ ดีกว่า” “หุบปากนะรินดา!” ปริญตวาดลั่นจนรินดาถอยกรูด เขาหันมาหาไอริณและคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ “ไอริณ... ผมขอโทษ ผมขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผมทำลงไป ผมมันสารเลวเกินกว่าจะได้รับความยกโทษจากคุณ”
“แต่คุณจำได้ไหม... ว่าตอนที่คุณตกลงมาจากเขา ฉันก็ยกโทษให้คุณแล้ว” ไอริณสะอื้น “ที่ฉันปิดบังคุณเรื่องความจริงในอดีต เพราะฉันอยากให้คุณเริ่มต้นใหม่ในฐานะคนดีที่ฉันรัก ไม่ใช่เพราะฉันอยากหลอกลวงคุณ!”
รินดาที่เห็นท่าไม่ดีพยายามจะแทรกแซงอีกครั้ง
“อย่าไปเชื่อนางนะคะปริญ! นางตั้งท้องเพื่อจะจับคุณต่างหากล่ะ! ผู้หญิงหน้าเงินแบบนี้มีถมไป!” “ไอริณไม่ได้ตั้งท้องเพื่อจับผม!” ปริญยืนขึ้นและจ้องหน้ารินดาด้วยสายตาอาฆาต “เขาตั้งท้องลูกที่เกิดจากความผิดพลาดของผม แต่เขาก็ยังเลือกจะดูแลและรักผมในวันที่ผมไม่มีอะไรเหลือแม้แต่ความทรงจำ... คนที่น่ารังเกียจคือคุณรินดา! คนที่ทิ้งผมไปยามยาก และกลับมาหาผมเพียงเพราะเห็นว่าผมมีประโยชน์ ออกไปจากบ้านของผมเดี๋ยวนี้!”
“ปริญคะ! คุณจะเลือกนางชั้นต่ำนี่เหรอ?” “เขาไม่ใช่คนชั้นต่ำ! เขาคือภรรยาของผม และเป็นแม่ของลูกผม!” ปริญตะโกนลั่นจนเสียงก้องไปทั่วสวน
“ชาล็อตครับ! ช่วยเรียกรถพาผู้หญิงคนนี้ออกไปจากที่นี่ที ผมไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกแม้แต่วินาทีเดียว!” ชาล็อตที่ได้ยินเสียงเอะอะรีบเดินออกมาพร้อมกับเด็กรับใช้ เธอสั่งการให้จัดการส่งรินดาออกไปในทันที รินดากรีดร้องด้วยความขัดใจแต่ก็สู้แรงคนของชาล็อตไม่ได้ เธอถูกลากตัวออกไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ที่น่าอับอาย เมื่อความวุ่นวายจบลง ความเงียบที่น่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมปริญและไอริณอีกครั้ง ปริญยืนนิ่งอยู่หน้าหญิงสาว เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมมือไปแตะต้องเธอในตอนนี้ เพราะความจริงเรื่องในอดีตที่เขากลับจำได้มันหนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับ
“ไอริณ... ผมควรจะทำยังไงดี? ผมจำได้หมดแล้วว่าผมทำร้ายคุณขนาดไหน ผมละอายใจเหลือเกินที่กล้าบอกว่ารักคุณ” ไอริณเดินเข้าไปกอดเขาไว้แน่น
“ความทรงจำที่กลับมามันอาจจะเจ็บปวดนะคะปริญ แต่สิ่งที่คุณทำในช่วงเวลาที่จำอะไรไม่ได้ต่างหากคือ 'ตัวตนที่แท้จริง' ของคุณ... คุณเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องฉัน คุณดูแลฉันอย่างดีที่สุด และคุณก็ตกหลุมรักฉันอีกครั้งโดยไม่มีเงื่อนไขอดีตมาเกี่ยว”
“คุณ... คุณไม่โกรธผมจริงๆ เหรอ?”
“ฉันโกรธปริญคนเก่าค่ะ... แต่ฉันรักปริญคนปัจจุบัน คนที่ยอมmeทุกอย่างเพื่อฉันและลูก”
ไอริณซบหน้าลงกับอกแกร่ง“หลังปีใหม่นี้ พ่อและแม่ของเราจะมาถึง เราต้องเข้มแข็งเพื่อเผชิญหน้ากับพวกท่านนะคะ” ปริญกอดไอริณตอบด้วยหัวใจที่สั่นไหว ความลับที่เคยซ่อนอยู่ใต้กองหิมะถูกขุดขึ้นมาจนหมดสิ้นแล้ว แม้หน้ากากจะถูกฉีกกระชากออก แต่ความรักที่เหลืออยู่กลับบริสุทธิ์และมั่นคงกว่าเดิม เขาปฏิญาณแก่ตัวเองว่า จากนี้ไปเขาจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อลบเลือนรอยแผลในใจของเธอ และจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นเพื่อชดเชยทุกความผิดพลาดในอดีต สายลมหนาวพัดผ่านไป แต่ความอบอุ่นในอ้อมกอดของคนทั้งคู่กลับเพิ่มทวีขึ้น
มนต์ขลังแห่งสก็อตแลนด์ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบในการ 'ชะล้าง' อดีตด้วยความจริงที่เจ็บปวด เพื่อเปิดทางไปสู่รุ่งอรุณใหม่ที่กำลังจะมาถึงพร้อมกับครอบครัวที่ยิ่งใหญ่ของเขาและเธอ
กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา
เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่
ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ
สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ
รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์
บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด
บรรยากาศทั่วเมืองเอดินบะระในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือที่ชาวสก็อตเรียกว่า 'ฮ็อกมาเนย์' (Hogmanay) เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดังแว่วมาตามสายลมหนาว แม้หิมะจะยังคงปกคลุมตามยอดอาคารหินทรายแต่หัวใจของผู้คนกลับอบอุ่นด้วยการรอคอยแสงไฟจากการจุดพลุเฉลิมฉลองที่หน้าปราสาทเอดินบะระ
เช้าวันใหม่ในเอดินบะระเริ่มต้นด้วยความเงียบสงบที่ผิดไปจากทุกวัน หิมะที่เคยตกหนักเริ่มเบาบางลงทิ้งไว้เพียงปุยขาวละเอียดที่ปกคลุมยอดไม้ ภายในคฤหาสน์หินของชาล็อต ไอริณ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ เธอเฝ้ามองใบหน้าของปริญ ที่หลับใหลอยู่บนโซฟาข้างเตียงในห้องพักฟื้นที่บ้านเขาปฏิเสธที่
บรรยากาศยามบ่ายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเอดินบะระเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีขาว ไอริณ กำลังช่วยจัดเตรียมผลไม้และน้ำดื่มไว้บนโต๊ะข้างเตียงให้กับ ปริญที่เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว แม้ความทรงจำของเขาจะยังคงเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่สภาพร่างกายภายนอกกลับฟื้นตัวได้รวด
เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรยังคงส่งเสียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของพักผู้ป่วย กลิ่นอายของความตายที่เคยวนเวียนอยู่รอบเตียงดูจะจางลงไปบ้าง แต่ความกดดันกลับเพิ่มทวีขึ้นในใจของ ไอริณ เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มือยังคงเกาะกุมมือหนาของ ปริญ ไว้ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที ลมหาย







