LOGIN“อื้ม!..อย่าค่ะ” เสียงร้องประท้องที่แผ่วเบาแต่สั่นสะท้านนั้นทำเอาเขาพอใจไม่น้อย ลิ้นสากตวัดเลียวนไปรอบๆยอดอกที่มันแข็งเป็นติ่งไตสู้ลิ้น แล้วดูดดื่มเน้นหนักสลับเบาจนคนใต้ร่างแอ่นหยัดและเผลอครางออกมาอย่างลืมตัว “อ้า!..ซีดด” เสียงร้องคราง กายบิดเร่า ทำเอาปริญ แทบครั่ง แกนกายแกร่งแข็งตึงเปรี๊ยะจนแทบจะระเบิด แต่ยังหรอก...ขายังไม่รุกล้ำเธอตอนนี้ แต่จะเล่นกับเหยื่อที่หลงทางเข้ามาในกับดักสวาทของเขาให้หนำใจเสียก่อน
View Moreแสงไฟระยิบระยับภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรู ใจกลางกรุงเทพมหานครดูจะสว่างจ้าเกินไปสำหรับ ปานวาด หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวสั้นที่ขับเน้นความบริสุทธิ์และวัยสาวของเธอให้โดดเด่น ท่ามกลางเหล่าผู้ลากมากดีที่มารวมตัวกันในงานวันเกิดของท่านรัฐมนตรี สำหรับคนนอก นี่คือโอกาสทองที่จะได้กระทบไหล่คนดังแต่สำหรับเธอ มันไม่ต่างจากโรงละครโรงใหญ่
“ยิ้มหน่อยสิลูก วันนี้วันเกิดคุณลุงพิชิตนะ แล้วก็เป็นงานเปิดตัว ชานนท์ ด้วย” เสียงกำราบเบาๆ จาก ประภาศรี มารดาของเธอทำให้ปานวาดต้องฝืนยกมุมปากขึ้น ชานนท์ ลูกชายคนเดียวของท่านรัฐมนตรีที่เพิ่งเรียนจบ กลับมาจากอังกฤษ คือชายหนุ่มที่ถูกวางตัวให้เป็นคู่หมายของเธอมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย
เขาดูดีในชุดสูทสากล ท่าทางสุภาพเรียบร้อยที่เขาแสดงต่อหน้าผู้ใหญ่นั้นสมบูรณ์แบบเสียจนน่าอึดอัด แต่ปานวาดสัมผัสได้ถึงกำแพงบางอย่างที่เขากั้นเอาไว้เสมอ
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับปานวาด” ชานนท์เอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ข้างกายเขามีชายหนุ่มชาวต่างชาติรูปร่างสูงใหญ่นามว่า มาคัส ซึ่งถูกแนะนำว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ตามมาเที่ยวเมืองไทยด้วย ตลอดทั้งงาน ปานวาดรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่ต้องคอยยกมือไหว้แขกเหรื่อจนเมื่อยล้า เธอเบื่อหน่ายการปั้นหน้าเข้าหากัน การชื่นชมจอมปลอมที่พ่นใส่กันราวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ในจังหวะที่บิดาและมารดากำลังเพลิดเพลินกับการสนทนาเรื่องธุรกิจน้ำดื่มเจ้าใหญ่ของครอบครัว
หญิงสาวจึงฉวยโอกาสหลีกเร้นออกมาจากความวุ่นวาย เธอต้องการอากาศบริสุทธิ์ ต้องการพื้นที่ ที่ไม่มีสายตาจับจ้อง ปานวาดเดินเลี่ยงออกไปยังระเบียงมุมลับตาคนของโรงแรม โดยไม่รู้เลยว่าการก้าวเดินออกจากความวุ่นวายในครั้งนี้ จะนำพาเธอไปสู่โชคชะตาที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล ลายลมแห่งค่ำคืนของเมืองกรุง ที่ไม่ได้มีความบริสุทธิ์ของอากาศ ปะทะใบหน้า
แต่ก็ยังชวนให้รู้สึกผ่อนคลายกว่าอยู่ในงานเลี้ยง แต่แล้วหูของเธอกลับได้ยินเสียงกระซิบกระซาบที่คุ้นเคยมาจากเงามืดใกล้ๆ “ชานนท์ นี่ยูจะต้องแต่งงานกับยัยตุ๊กตาบาร์บี้นั่นจริงๆ เหรอ ไอไม่ยอมหรอกนะ”
เสียงของมาคัสสั่นเครือด้วยความน้อยใจ “ยูใจเย็นๆ ก่อนสิ นี่มันแค่งานวันเกิดของ Daddy เท่านั้นเอง ก็เป็นการแนะนำให้รู้จักกัน ในสังคมไทยก็เป็นแบบนี้แหละไอซั่มกับชะนีไม่ได้หรอกยูก็รู้” คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มที่ผู้ใหญ่หมายมั่นปั้นมือให้เป็นสามีในอนาคต ทำให้ปานวาดตัวชาวาบเหมือนถูกสาด
ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าผ่านเงามืดที่ระเบียงนั้นรุนแรงยิ่งกว่าพายุ ภาพชานนท์ที่กำลังแลกลิ้นกับมาคัสอย่างดูดดื่มโดยไม่แคร์สายตาใคร คือหลักฐานชั้นดีว่าชีวิตคู่ ที่พ่อแม่วาดฝันไว้นั้นเป็นเพียงเรื่องลวงโลก เธอยืนนิ่ง ลมหายใจติดขัด ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นความตื่นตระหนกและสับสน ปานวาดรู้ดีว่าหากเดินกลับไปบอกใครตอนนี้คงไม่มีใครเชื่อคำพูดของเด็กอย่างเธอ มือบางสั่นเทาขณะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพความลับนี้ไว้เป็นเกราะป้องกันตัววาบ!แสงแฟลชจากตัวเครื่องสว่างขึ้นท่ามกลางความมืดโดยไม่ได้ตั้งใจ!
“ใครน่ะ!” เสียงตวาดของชานนท์ดังขึ้นพร้อมกับที่เขารีบผละออกจากมาคัส ปานวาดไม่รอช้า เธอหมุนตัวออกวิ่งหนีทันที หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เธอไม่ได้วิ่งกลับเข้าไปในงาน เพราะรู้ดีว่านั่นคือทางตันที่พวกเขาจะดักทางได้ง่ายเกินไป หญิงสาวตัดสินใจวิ่งลงบันไดหนีไฟแทนการใช้ลิฟต์ ความมืดและเสียงฝีเท้าที่ไล่หลังมาทำให้ความกลัวเกาะกินใจ เมื่อลงมาถึงชั้นที่หก เธอเห็นประตูห้องหนึ่งแง้มไว้เพียงนิดเดียว ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ปานวาดจึงแทรกตัวเข้าไปข้างในและปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบที่สุด ภายในห้องนั้นมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงที่ส่องสว่างรำไร เธอพยายามบังคับลมหายใจให้เบาที่สุด แผ่นหลังแนบสนิทกับบานประตูที่เพิ่งปิดลง
แต่แล้ว... เสียงเปิดประตูห้องน้ำก็ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างกำยำของชายคนหนึ่งที่ก้าวออกมา โดยมีเพียงผ้าเช็ดตัวพันกายหมิ่นเหม่ หยดน้ำยังเกาะพราวบนผิวแกร่ง และแผงอกกว้าง เขาสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพึงใจและคุกคามในเวลาเดียวกัน “สาวไซด์ไลน์สมัยนี้สวยน่ารักยังกับคุณหนูแนะ ดูแต่งเนื้อแต่งตัวก็ไม่ใช่ไก่กา” น้ำเสียงแหบพร่าของผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายขอแอลกอฮอล์และความต้องการ ปานวาดอ้าปากค้าง ความกลัวครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมกำลังจู่โจมเธอในห้องมืดแห่งนี้..
ริมฝีปากบางสั่นระริก ปานวาดพยายามจะเปล่งเสียงปฏิเสธ แต่ความหวาดกลัวที่สลักลึกทำให้ลำคอแห้งผากเหมือนผืนทราย พ่อเลี้ยงปริญขยับกายเข้าหา ความร้อนผ่าวจากร่างกายกำยำที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์เข้มข้นแผ่ซ่านออกมา กดดันร่างบางที่ถูกต้อนจนมุมอยู่ติดบานประตู แววตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความต้องการจ้องมองไปยังลำคอระหงและไหล่มนที่โผล่พ้นชุดเดรสสีขาว ขาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นฟังดูเหมือนเสียงคำรามของราชสีห์ที่เจอเหยื่อ อันโอชะ “ไม่ต้องทำท่าทางตื่นกลัวขนาดนั้นหรอกน่า รับงานมาแล้วก็น่าจะรู้หน้าที่ดีนี่นา” เขาพูดพลางยื่นมือหนามาลูบไล้เส้นผมที่ตกลงมาปรกดวงตาของเธออย่างถือวิสาสะ “มะ...ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น”
เธอพยายามรวบรวมความกล้าพูดออกไปด้วนน้ำเสียงตะกุกตะกัก พลางขยับหนีจากการเกาะกุม แต่ก็ไปไหนไม่ได้ไกลเพราะพื้นที่ห้องที่จำกัดและร่างกายแกร่งที่ขวางทางไว้ ปริญเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย ความเมามายทำให้สติสัมปชัญญะของเขาลดลง จนเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบ เขาคิดว่าการขัดขืนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของละครราคาแพงที่เอเจนซี่สั่งให้เด็กพวกนี้เล่นเพื่ออัปค่าตัวให้สูงขึ้น ยิ่งเห็นแววตาตื่นตระหนกที่คลอด้วยหยาดน้ำตา เขากลับยิ่งรู้สึกอยากเอาชนะและลิ้มลองรสชาติของแม่สาวน้อยคนนี้ให้เร็วขึ้น “แสดงได้เก่งนี่ จะเรียกอีกกี่หมื่นล่ะถึงจะยอมเลิกเล่นบทคุณหนูหลงทางเสียที”
เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชิดติดกัน กลิ่นวิสกี้ที่ผสมกับกลิ่นกายชายทำเอาปานวาดเริ่มหายใจติดขัด ขณะที่ความตึงเครียดภายในห้องพุ่งสูงขึ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ จากภายนอกก็ดังสะท้อนมาตามทางเดินหนีไฟที่เธอเพิ่งวิ่งผ่านมา เสียงนั้นหยุดลงที่หน้าห้องพัก “ชานนท์! ยูแน่ใจนะว่าเห็นยัยนั่นวิ่งมาทางนี้” เสียงของมาคัสตะโกนถามด้วยความหงุดหงิดดังลอดเข้ามาถึงข้างใน
“ฉันเห็นผมสีดำแวบเข้าประตูมา แถวนี้มีไม่กี่ห้องหรอกที่เปิดทิ้งไว้ หาให้เจอ! ถ้าคลิปนั้นหลุดออกไปเราฉิบหายกันหมดแน่!” เสียงของชานนท์เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและกดดัน ปานวาดสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธออยู่ตรงกลางระหว่างเสือโคร่งในห้องที่กำลังจะขย้ำเธอ กับหมาป่าข้างนอกห้องที่จ้องจะทำลายชีวิตเธอเพื่อปกปิดความลับ หากชานนท์พังประตูเข้ามาเห็นเธอในสภาพนี้กับผู้ชายกึ่งเปลือย ทุกอย่างจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก“ช่วย...ช่วยฉันด้วยค่ะ” เธอหันไปกระซิบอ้อนวอนผู้ชายตรงหน้าด้วย
สายตาน่าเวทนา หวังว่าความสุภาพบุรุษที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ในตัวเขาจะช่วยเธอได้ แต่ปริญกลับกระตุกยิ้มมุมปาก เขาไม่สนใจเสียงนกเสียงกาข้างนอกนั่นเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือเรือนร่างหอมกรุ่นที่อยู่ตรงหน้า “ช่วยงั้นเหรอ? ได้สิ ฉันจะช่วยให้เธอได้ทำ ‘งาน’ ของเธอให้จบๆ ไปไงล่ะ” ไม่พูดเปล่า มือหนารวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างกายของทั้งคู่บดเบียดกันจนไม่เหลือแม้ช่องว่าง
หญิงสาวอ้าปากจะกรีดร้องแต่ก็ถูกฝ่ามือใหญ่อีกข้างปิดกั้นไว้ได้ทันควัน เขาอุ้มร่างเธอขึ้นอย่างง่ายดายก่อนจะโยนลงบนเตียงกว้างอย่างไม่เบามือนัก ความมืดสลัวในห้องกลายเป็นม่านพรางตาชั้นดีที่ปกปิดตราบาปที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยที่คนข้างนอกไม่มีวันรู้เลยว่าเหยื่อที่พวกเขากำลังตามหา กำลังติดอยู่ในบ่วงเสน่หาที่ร้อนแรงและอันตรายยิ่งกว่าสิ่งใด
โรงละครโรงใหญ่ที่เธอพยายามหนีออกมา กลับกลายเป็นบทเริ่มต้นของนิยายชีวิตเรื่องใหม่ที่เธอต้องจ่ายด้วยราคาสูงลิ่ว... และรอยราคีที่เธอต้องจำยอมในคืนนี้จะกลายเป็นรอยประทับที่ฝังลึกไปชั่วนิรันดร์
กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา
เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่
ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ
สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ