Beranda / โรแมนติก / รอยราคีที่จำยอม / ตอนที่ 9: คำทำนายของผู้หญิงเฟย์

Share

ตอนที่ 9: คำทำนายของผู้หญิงเฟย์

last update Tanggal publikasi: 2026-04-22 01:35:57

นี่คือพรสวรรค์ที่ตกทอดมาตามสายเลือดของ ‘ผู้หญิงเฟย์’ (Fae Women) บรรพบุรุษของเธอเชื่อว่าโชคชะตาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือเส้นด้ายที่ถูกปั่นและทอไว้ล่วงหน้า และหน้าที่ของเธอคือการมองเห็นรอยต่อของเส้นด้ายเหล่านั้นเพื่อชี้นำทางที่ควรจะเป็น  “เลือด. และน้ำตา.”  ชาล็อตพึมพำเบาๆ เมื่อภาพในลูกแก้วเริ่มชัดเจนขึ้น

เธอมองเห็นเงาของชายหนุ่มและหญิงสาวที่เดินสวนกันท่ามกลางสายหมอกของเอดินบะระ แม้ใบหน้าจะพร่าเลือนแต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมากลับรุนแรงและบีบคั้น ใจกลางของเงาเหล่านั้น มันมีความลับดำมืดที่ถูกปกปิดด้วยความละอายใจ รอยร้าวที่เกิดขึ้นในคืนที่มืดมิดที่สุดกำลังขยายตัวออกและกลายเป็นกำแพงหนาที่กั้นกลางระหว่างคนทั้งสอง  

ชาล็อตถอนหายใจยาว ความเจ็บปวดของไอริณและความรู้สึกผิด ที่ซ่อนอยู่ในแววตาของปริญนั้นรุนแรงกว่าที่เธอคาดคิดไว้มาก ในขณะเดียวกันที่ชั้นบนของบ้าน  ไอริณยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้นวมอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน  มองออกไปเห็นดวงดาวที่พราวระยับท่ามกลางความมืดมิดและป่าสน  ฝั่งห้องนอนเธอไม่มีเงาของปราสาทเอดินบะระที่ตั้งตระหง่านอยู่ใต้แสงจันทร์ที่ซีดเผือด  เพราะอยู่คนละฝั่งกับปริญ

ความสับสนจากเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่เลิกรา คำพูดทุกคำ รอยยิ้มมุมปาก และกลิ่นน้ำหอมของจอร์น... ทุกอย่างมันเหมือนจงใจจะปั่นหัวเธอให้คลั่ง   “ทำไมต้องเป็นเขา... หรือถ้าไม่ใช่เขา ทำไมเขาต้องเหมือนคนคนนั้นขนาดนี้” เธอพึมพำกับความมืด มือบางลูบไล้จี้รูปดอกทิสเซิลที่จอร์นซื้อให้  ความหมายของความอดทนและความแข็งแกร่งที่เขาบอก  ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดในตอนนี้

แต่ความแข็งแกร่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อเธอยังคงแบกความรู้สึกเลวร้ายไว้เต็มบ่า หญิงสาวตัดสินใจลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้อง  เธอต้องการน้ำอุ่นๆสักแก้วเพื่อช่วยให้จิตใจที่ว้าวุ่นนี้สงบลงบ้าง  ทว่าเมื่อก้าวพ้นประตูห้อง สายตาของเธอกลับปะทะกับร่างสูงของจอร์นที่กำลังยืนพิงผนังโถงทางเดินอยู่พอดิบพอดี  

เขาสวมเพียงกางเกงนอนขายาวและเสื้อยืดสีดำตัวบางที่เน้นให้เห็นมัดกล้ามแข็งแกร่งภายใต้เนื้อผ้า  แสงไฟสลัวจากโถงทางเดินทำให้เขามองดูคล้ายกับซาตานร้ายที่เธอหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม  “นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอครับคุณไอริณ?”  จอร์นเอ่ยถาม 

น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังก้องในความเงียบ  ปานวาดสะดุ้งตัวโยนและพยายามจะถอยหลังกลับเข้าห้อง  “ฉันแค่จะลงไปหาน้ำดื่มค่ะ... ขอตัวนะคะ”

“เดี๋ยวครับ...”  จอร์นขยับกายขวางทางไว้เพียงเล็กน้อย ระยะห่างที่ลดลงทำให้ปานวาดสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของชายหนุ่ม  และมันก้เป็นอีกครั้งที่ทำให้เธอเห็นภาพความระยำอัปรีย์ในคืนนั้น

“เรื่องเมื่อวาน... ถ้าผมพูดหรือทำอะไรให้คุณรู้สึกไม่ดี ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆนะครับ ผมแค่อยากให้คุณมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่”   แววตาที่จ้องมองมานั้นดูมีความจริงใจอย่างประหลาด  แต่มันกลับทำให้ปานวาดรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“ความสุขงั้นเหรอคะคุณจอร์น?  คุณคิดว่าคนที่มีแผลลึกอยู่ในใจ จะหาความสุขได้ง่ายๆ เพียงแค่มาเดินเที่ยวในเมืองสวยๆ อย่างนั้นเหรอ? คุณไม่รู้อะไรเลย... คุณไม่รู้เลยว่าฉันต้องผ่านอะไรมาบ้าง!”  เธอเผลอตัวตะคอกใส่เขา ออกไปทั้งน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเต็มสองตา   

จอร์นนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจของเขาจนปวดหนึบ  เขาอยากจะคว้าเธอเข้ามากอดและบอกว่าเขารู้... เขารู้ดีที่สุดว่าเธอผ่านอะไรมา เพราะเขาคือคนต้นเหตุ แต่เขากลับทำได้เพียงแค่ยืนมองเธอด้วยสายตาที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน

“ผมอาจจะไม่รู้ทั้งหมด... แต่ผมพร้อมจะรับฟังนะครับ ถ้าคุณอยากจะระบายมันออกมา”   “ไม่จำเป็นค่ะ! เรื่องของฉัน ฉันจัดการเองได้ และคุณก็เป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญมีแม่ทูนหัวคนเดียวกันเท่านั้น   อย่าพยายามเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของฉันมากกว่านี้เลยค่ะ”

ปานวาดเดินเลี่ยงเขาลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว  ทิ้งให้จอร์นยืนนิ่งอยู่ลำพังในความมืด  เขาชกกำแพงหินเบาๆ ด้วยความอึดอัดใจ  “ผมควรจะบอกคุณยังไงดีไอริณ...ว่าผมเสียใจขนาดไหนที่ทำแบบนั้นกับคุณ”  

ที่โถงด้านล่าง ชาล็อคที่เพิ่งละสายตาจากลูกแก้วพยากรณ์ เห็นบุตรสาวบุญธรรมเดินลงมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย หญิงสูงวัยขยับยิ้มบางๆ อย่างรู้เท่าทัน

“ไอริณลูก... มานั่งนี่สิแม่มีอะไรจะให้ดู” ชาล็อตเรียก หญิงสาว เดินเข้าไปหาแม่ทูนหัวด้วยความเกรงใจ  เธอนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับโต๊ะพยากรณ์ สายตาจ้องมองลูกแก้วที่บัดนี้กลับมาใสกระจ่างดังเดิม

“ในโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญหรอกนะลูก  ทุกอย่างถูกกำหนดไว้ด้วยเหตุและผลของมันเอง”  ชาล็อตเริ่มบทสนทนาที่ดูเป็นปริศนา  

“บางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าเป็นรอยด่างพร้อยหรือตราบาปที่ติดตัวมา แท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของปาฏิหาริย์ก็ได้นะลูก”

“ปาฏิหาริย์เหรอคะชาล็อต... หนูมองไม่เห็นทางนั้นเลยค่ะ เห็นแต่ความมืดและความอัปยศที่ตามหลอกหลอน”

“นั่นเพราะลูกมองด้วยตา... ไม่ได้มองด้วยหัวใจ”    ชาล็อตเอื้อมมือมากุมมือเย็นเฉียบของปานวาดไว้  “เจ้าลูกแก้วนี่บอกแม่ว่า เนื้อคู่ของลูกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่หรอกจ้ะ  เขาคือคนที่ผูกพันกับลูกด้วยโชคชะตา ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จุดเริ่มต้นมันจะดูโหดร้าย แต่นั่นคือบททดสอบที่พวกลูกต้องผ่านมันไปให้ได้เพื่อที่จะค้นพบความรักที่แท้จริง” 

คำว่า ‘เนื้อคู่’ ทำให้ปานวาดนึกถึงจอร์นขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติ และนั่นทำให้เธอรู้สึกขนลุก   “ไม่จริงหรอกค่ะชาล็อต... ไอรีณไม่อยากมีเนื้อคู่ที่เริ่มต้นด้วยความเจ็บปวดแบบนั้น”   “ลูกเปลี่ยนอดีตไม่ได้... แต่ลูกกำหนดอนาคตได้นะจ๊ะ”  ชาล็อตกล่าวทิ้งท้าย ด้วยแววตาที่ทรงพลัง “เปิดใจดูสักครั้ง อย่าให้ความโกรธแค้นบังตาจนมองไม่เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของผู้ชายคนนั้น”

ปานวาดนิ่งเงียบไปกับคำพูดของแม่ทูนหัว เธอเดินกลับขึ้นห้องพักด้วยความคิดที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม คำทำนายของผู้หญิงเฟย์ช่างดูงมงายในสายตาของคนสมัยใหม่ แต่ทำไมความรู้สึกบางอย่างในใจเธอกลับโต้แย้งว่ามันคือเรื่องจริง?   คืนนั้นปานวาดฝัน... เธอฝันเห็นตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกทิสเซิลที่กว้างใหญ่

มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอจากสายหมอก เขาไม่ได้สวมหน้ากากและไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด  เมื่อเขาเข้ามาใกล้ เธอจึงเห็นใบหน้าที่ชัดเจน... มันคือใบหน้าของจอร์นที่ดูนุ่มนวลและเต็มไปด้วยความรัก  เขาเอื้อมมือมาสัมผัสแก้มเธออย่างแผ่วเบา ความรู้สึกเจ็บปวดเคียดแค้นมันลดลงไปราวกับปาฏิหาริย์

เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่นองหน้า อากาศในห้องเย็นจัดแต่หัวใจกลับรู้สึกอุ่นซ่านอย่างประหลาด  ปานวาดลุกขึ้นมานั่งกอดเข่าบนเตียง พลางนึกถึงคำพูดของจอร์นที่ว่า ‘สร้างความทรงจำใหม่มาทับซ้อนอดีต’ หรือนี่จะเป็นสิ่งที่เธอควรทำจริงๆ?

แต่ความลังเลก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ เธอจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ชายคนนี้จะไม่ทำร้ายเธอซ้ำสอง?  และเธอจะยอมรับผู้ชายที่พรากสิ่งสำคัญที่สุดของเธอไปได้อย่างไรในฐานะเนื้อคู่?   สงครามระหว่างเหตุผลและความรู้สึกกำลังคุกรุ่นอยู่ในใจของ หญิงสาว ขณะที่ภายนอก หิมะแรกของฤดูกาลเริ่มโปรยปรายลงมาปกคลุมเมืองเอดินบะระให้กลายเป็นสีขาวโพลน   

มนต์ขลังแห่งสก็อตแลนด์กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และบททดสอบถัดไปที่กำลังจะมาถึง จะเป็นสิ่งที่ตัดสินว่าคำทำนายของชาล็อตจะเป็นจริง... หรือจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันลืมเลือน  จอร์นที่นอนอยู่อีกห้องหนึ่ง  ก็ไม่อาจข่มตาหลับได้ เขาจ้องมองหิมะที่เกาะอยู่ริมหน้าต่าง พลางนึกถึงแผนการในวันพรุ่งนี้

เขาจะพาเธอไปที่เนินเขาอาร์เธอร์สซีต (Arthur's Seat) สถานที่ที่คนท้องถิ่นเชื่อว่าเป็นบัลลังก์ของกษัตริย์ในตำนาน และเป็นจุดที่มนต์ตราเข้มข้นที่สุด เขาหวังว่าบรรยากาศที่นั่นจะช่วยทลายกำแพงในใจของเธอลงได้บ้าง แม้เพียงน้อยนิดก็ยังดี ความรักที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางรอยแค้นช่างดูเปราะบางเหมือนเกล็ดหิมะที่สัมผัสผิวกายแล้วละลายหายไป แต่ปริญสัญญากับตัวเองว่า เขาจะประคองเกล็ดหิมะชิ้นนี้ไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่ลมหายใจของเขาจะเอื้ออำนวย ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร เขาก็พร้อมจะยอมรับมันแต่เพียงผู้เดียว

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 20: มนต์ขลังที่ยั่งยืน

    กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา

  • รอยราคีที่จำยอม   บทที่ 19 วิวาห์สุดอลังการ

    เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 18: เพลิงรักใต้แสงจันทร์และพันธะสัญญาแห่งหัวใจ

    ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 17: สายใยแห่งการให้อภัย

    สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 16: หน้ากากที่ถูกฉีกกระชาก

    รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 15: แขกไม่ได้รับเชิญและรอยร้าวในใจ

    บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 12: หัวใจที่เริ่มสั่นคลอน และความลับในสายเลือด

    บรรยากาศยามบ่ายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเอดินบะระเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีขาว ไอริณ กำลังช่วยจัดเตรียมผลไม้และน้ำดื่มไว้บนโต๊ะข้างเตียงให้กับ ปริญที่เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว แม้ความทรงจำของเขาจะยังคงเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่สภาพร่างกายภายนอกกลับฟื้นตัวได้รวด

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 11: ลมหายใจในความว่างเปล่า

    เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรยังคงส่งเสียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของพักผู้ป่วย กลิ่นอายของความตายที่เคยวนเวียนอยู่รอบเตียงดูจะจางลงไปบ้าง แต่ความกดดันกลับเพิ่มทวีขึ้นในใจของ ไอริณ เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มือยังคงเกาะกุมมือหนาของ ปริญ ไว้ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที ลมหาย

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 10: อุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต

    เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าเหนือเมืองเอดินบะระถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาทะมึนสลับกับแสงแดดอ่อนๆ ที่พยายามลอดผ่านลงมา หิมะที่เริ่มโปรยปรายเมื่อคืนทิ้งร่องรอยสีขาวบางๆ ไว้ตามยอดหญ้าและโขดหิน จอร์นยืนรอหญิงสาวอยู่ที่หน้าบ้านพักด้วยชุดเดินป่าที่ดูทะมัดทะแมง เขามองร่างบางของไอริณที่เดินออกมาในชุดที่รัดกุมขึ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 8: สงครามประสาทในเมืองเก่า

    อากาศยามสายในย่านโอลด์ทาวน์ (Old Town) ของเมืองเอดินบะระนั้นเย็นเยียบจนเห็นเป็นไอสีขาวจางๆ ยามที่ลมหายใจพ่นออกมา ถนนรอยัลไมล์ (Royal Mile) ที่ปูด้วยหินเก่าแก่และแวดล้อมด้วยอาคารหินทรายสีเข้มสไตล์ยุคกลาง ดูเข้มขลังและมีเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก แต่สำหรับไอริณ ที่กำลังเดินเคียงคู่ไ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status