เข้าสู่ระบบช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด
“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม
“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เราก็จะได้เห็นหน้าเขากันแล้วนะ” ภาพของปริญที่คอยประคองไอริณเดินเล่นในสวนทุกเย็น คอยนวดเฟ้นเท้าที่บวมเป่งด้วยความอดทน และการพูดคุยกับลูกในท้องทุกคืนก่อนนอน เป็นภาพที่ชาล็อต เฝ้ามองด้วยความอิ่มเอมใจ เธอเห็นการเติบโตทางจิตวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมสยบทุกอย่างเพื่อความรัก และเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าแกร่งพอจะให้อภัยเพื่อสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์
คืนหนึ่งท่ามกลางความเงียบสงัดของต้นฤดูร้อนที่อากาศยังคงเย็นสบาย แสงจันทร์นวลตาอาบไล้ไปทั่วคฤหาสน์หิน ไอริณรู้สึกถึงแรงบีบรัดที่หน้าท้องอย่างรุนแรงจนต้องสะดุ้งตื่น ความเปียกชื้นที่กลางกายบอกให้รู้ว่า ‘น้ำคร่ำ’ ได้แตกออกแล้ว และเวลาที่รอคอยมาถึงเร็วกว่าที่คิด
“คุณปริญ... ฉัน...ฉันจะคลอดแล้วค่ะ!” เสียงเรียกของไอริณทำให้ปริญที่นอนหลับอยู่ข้างๆ กระเด้งตัวขึ้นมาทันทีด้วยสัญชาตญาณ เขาไม่ได้ลนลานเหมือนที่เคยจินตนาการไว้ แต่กลับมีความนิ่งสุขุมอย่างประหลาด เขาเร่งฝีเท้าไปตามชาล็อตที่ห้องพักชั้นล่างในทันที “ชาล็อต! ไอริณจะคลอดแล้วครับ!
ชาล็อตสวมวิญญาณสูตินารีแพทย์มือหนึ่งที่เคยผ่านการทำคลอดมานับครั้งไม่ถ้วน เธอสั่งการให้ปริญเตรียมน้ำอุ่น และผ้าสะอาดอย่างรวดเร็ว พร้อมกับย้ายไอริณไปยัง ห้องที่ถูกเตรียมไว้เป็นห้องคลอดชั่วคราวภายในบ้านซึ่งติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐานที่จำเป็นไว้อย่างครบถ้วน
“หายใจลึกๆ นะไอริณ แม่อยู่นี่แล้ว... ไม่สิ วันนี้ยายชาล็อตจะพาหลานออกมาดูโลกด้วยตัวเองนะลูก” ชาล็อตเอ่ยเสียงนุ่มนวลเพื่อปลอบประโลม ปริญกุมมือไอริณไว้แน่น เขาปล่อยให้เธอใช้มือบางบีบมือเขาเพื่อระบายความเจ็บปวด เหงื่อกาฬซึมตามไรผมของคนทั้งคู่ เสียงเชียร์และคำแนะนำของชาล็อตดังก้องอยู่ในห้องกว้าง ไอริณรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีภายใต้ความเจ็บปวดที่แสนสาหัส เพื่อมอบชีวิตให้กับสายเลือดที่เป็นดั่งโซ่ทองคล้องใจ
“อีกนิดเดียวลูก... ยายเห็นหัวหลานแล้ว! เบ่งอีกครั้งนะไอริณ!” และแล้ว เสียงอุแว้ที่ดังก้องกังวานไปทั่วห้อง ท่ามกลางหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันของปริญและไอริณ เด็กหญิงตัวน้อยผิวขาวนวลราวน้ำนม มีไรผมสีเข้มเหมือนพ่อและดวงตากลมโตเหมือนแม่ ถูกวางลงบนอกของไอริณโดยฝีมือของ ‘คุณยายชาล็อต’ ผู้ทำคลอดให้หลานสาวด้วยความรักทั้งหมดที่มี
“หลานสาวจ้ะไอริณ... ปริญ... เขาแข็งแรงมาก” ชาล็อตเอ่ยพลางปาดน้ำตาที่คลอหน่วยตา ปริญก้มลงจูบที่หน้าผากของไอริณและลูกสาวพร้อมกัน “ขอบคุณนะไอริณขอบคุณที่มอบของขวัญที่วิเศษที่สุดให้กับผม” เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก หนึ่งปีต่อมา...แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์ที่เอดินบะระ เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงลายสก๊อตสีหวานกำลังหัดเดินเตาะแตะไปตามทางเดินหิน โดยมีปริญคอยเดินตามหลังระแวดระวังทุกฝีก้าว
“ปะ... ป๊า... ป๊า!” เสียงเล็กๆ แผ่วเบาแต่ชัดเจนที่หลุดออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้ม ทำเอาปริญถึงกับหยุดชะงักและรีบอุ้มลูกสาวขึ้นมาฟัดแก้มด้วยความดีใจ “ไอริณ! ดูสิ! ลูกเรียกผมว่าปะป๊าแล้ว!” ปริญตะโกนเรียกภรรยาที่กำลังเดินออกมาพร้อมถาดน้ำชาและของว่าง ไอริณยืนอมยิ้มมองภาพชายหนุ่มผู้เคยอหังการและป่าเถื่อนในอดีต ที่บัดนี้กลายเป็นคุณพ่อที่หลงลูกสาวหัวปักหัวปำ ชีวิตที่ไทยอาจจะวุ่นวายด้วยธุรกิจและการงาน แต่พวกเขามักจะหาเวลาบินกลับมาพักผ่อนที่เอดินบะระแห่งนี้เสมอ เพราะที่นี่คือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
คุณวิทยาและคุณประภาศรีที่บินตามมาหาหลานสาว เดินออกมาจากตัวบ้านพร้อมกับชาล็อต ทั้งสามท่านกลายเป็นคุณตาคุณยายที่แย่งกันอุ้มหลานสาวจนกลายเป็นภาพที่น่าเอ็นดู ชาล็อตในสถานะคุณยายประจำบ้านยังคงดูแข็งแรงและมีความสุขที่ได้เห็นครอบครัวที่เธอรักมีความสมบูรณ์แบบเช่นนี้
“มนต์ขลังของเอดินบะระไม่ได้หายไปไหนเลยนะจ๊ะ แล้วเมื่อไหร่จะมีเบบี๋น้อยอีกคนให้เจสซิก้าอีกสักคนละลูก” ชาล็อตเอ่ยพลางจิบชา
“ผมก้อยากมีอีกคนสองคนจะแย่แล้วนะครับ แค่รอว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง”
“แม่ว่าคงไม่ต้องรอแล้วละจ๊ะ..เชื่อผู้หญิงเฟย์เถอะ “ สิ้นคำพูดของชาล็อต ไอริณก็มีท่าทีพะอืดพะอมขึ้นมาทันที แล้วก็เป็นไปตามคาด ปริญเดินเข้ามาโอบเอวภรรยาไว้ พลางมองดูลูกสาวที่กำลังหัวเราะร่าเริงในอ้อมกอดของคุณตาคุณยาย และทุกคนต่างก็ใจจดจ่อที่จะรอสมาชิกใหม่ที่จะออกมาลืมตาดูโลกในอีกแปดเดือนข้างหน้านี้ ลมหนาวพัดผ่านมาเบาๆ แต่หัวใจของทุกคนกลับอบอุ่นอย่างประหลาด ภายใต้ร่มเงาของปราสาทหินเก่า และความลับของผู้หญิงเฟย์ ที่สามารถหยั่งรู้ชะตาชีวิตคนอื่น แต่ผู้ที่สืบทอดจะเป็นผู้ให้ ให้ความรักความเมตตา
เหตุที่ชาล็อตรับไอริณและปริญเป็นลูกบุญธรรม เพราะว่า พ่อเลี้ยงสนธิและคุณวิทยา ต่างก็เคยตกหลุมรักชาล็อตมาก่อน แต่เธอก็ไม่ได้เลือกใคร จนกระทั่งทั้งสองได้พบรักกับภรรยา เวลานั้นชาล็อตเป็นสูตินรีแพทย์แล้ว เธอจึงอาสาทำคลอดให้แต่รัศมีแม่ของปริญ จากไปในวันที่คลอดปริญ เพราะเขาไม่กลับตัว ถึงแม้ชาล็อตจะเร่งทำการผ่าตัดแต่เธอเสียเลือดมาก จึงไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้
แต่นางรู้ตั้งแต่ทั้งคู่ลืมตาดูโลกแล้วว่าเด็กสองคนมีสายใยกามเทพที่ผูกเกี่ยวกัน และวันนี้คำทำนายของผู้หญิงเฟย์ยังคงมีมนต์ขลัง และมันยังจะเป็นเช่นนี้ไปชั่วนิรันดร์
***จบบริบูรณ์***
กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา
เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่
ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ
สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ
รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์
บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด
บรรยากาศทั่วเมืองเอดินบะระในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือที่ชาวสก็อตเรียกว่า 'ฮ็อกมาเนย์' (Hogmanay) เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดังแว่วมาตามสายลมหนาว แม้หิมะจะยังคงปกคลุมตามยอดอาคารหินทรายแต่หัวใจของผู้คนกลับอบอุ่นด้วยการรอคอยแสงไฟจากการจุดพลุเฉลิมฉลองที่หน้าปราสาทเอดินบะระ
เช้าวันใหม่ในเอดินบะระเริ่มต้นด้วยความเงียบสงบที่ผิดไปจากทุกวัน หิมะที่เคยตกหนักเริ่มเบาบางลงทิ้งไว้เพียงปุยขาวละเอียดที่ปกคลุมยอดไม้ ภายในคฤหาสน์หินของชาล็อต ไอริณ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ เธอเฝ้ามองใบหน้าของปริญ ที่หลับใหลอยู่บนโซฟาข้างเตียงในห้องพักฟื้นที่บ้านเขาปฏิเสธที่
บรรยากาศยามบ่ายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเอดินบะระเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีขาว ไอริณ กำลังช่วยจัดเตรียมผลไม้และน้ำดื่มไว้บนโต๊ะข้างเตียงให้กับ ปริญที่เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว แม้ความทรงจำของเขาจะยังคงเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่สภาพร่างกายภายนอกกลับฟื้นตัวได้รวด
เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรยังคงส่งเสียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของพักผู้ป่วย กลิ่นอายของความตายที่เคยวนเวียนอยู่รอบเตียงดูจะจางลงไปบ้าง แต่ความกดดันกลับเพิ่มทวีขึ้นในใจของ ไอริณ เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มือยังคงเกาะกุมมือหนาของ ปริญ ไว้ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที ลมหาย







