Beranda / โรแมนติก / รอยราคีที่จำยอม / บทที่ 6: ดินแดนแห่งมนต์ขลัง

Share

บทที่ 6: ดินแดนแห่งมนต์ขลัง

last update Tanggal publikasi: 2026-04-22 01:22:50

เสียงประกาศเที่ยวบินจากลำโพงของสนามบินนานาชาติเอดินบะระดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ขุ่นมัวด้วยไอหมอกหนา  ปานวาดก้าวเท้าออกมาจากอาคารผู้โดยสารด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งภายในอก   อากาศที่นี่หนาวเหน็บกว่าที่เธอจินตนาการไว้มากลมแรงพัดมาปะทะใบหน้าจนผิวแก้มที่เคยเป็นสีชมพูระเรื่อเริ่มซีดเผือด

หญิงสาวกระชับเสื้อโค้ตตัวหนาของแบรนด์เนมระดับโลกเข้าหาตัว พลางลากกระเป๋าเดินทางใบโตมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบที่เธอหวังว่าจะได้พบกับใครบางคนที่เปรียบเสมือนที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต  “ไอริณ! ทางนี้ลูก!”  เสียงเรียกที่เปี่ยมไปด้วยความอาทรดังขึ้นจากหญิงสูงวัยที่ยังคงความสง่าในชุดสีเอิร์ธโทนเรียบหรู

ชาล็อต สูตินารีแพทย์  สาวโสดแม่ทูนหัวผู้ครองตัวเป็นอิสระมาจนถึงปัจจุบัน ยืนรอรับลูกสาวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่ปานวาดเคยได้รับ ทันทีที่เห็นหน้ากัน หญิงสาวก็โผเข้ากอดชาล็อตอย่างไม่แคร์สายตาใคร  ความเข้มแข็งที่เธอพยายามฝืนปั้นแต่งมาตลอดทางที่นั่งเครื่องบินยาวนานกว่าสิบหกชั่วโมงพังทลายลงในอ้อมกอดนี้

“คิดถึงที่สุดเลยค่ะชาล็อต” ปานวาดพึมพำเสียงสั่นเครือ เรียกชื่อแม่ทูนหัวด้วยความสนิทสนมและยกย่องที่เธอไว้วางใจที่สุด  “แม่ก็คิดถึงลูกเหลือเกินจ๊ะไอริณ มาเถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ  กลับบ้านเรากันก่อนนะ”  ชาล็อตผละตัวออกมามองสำรวจใบหน้าของบุตรบุญธรรมด้วยสายตาที่เป็นห่วง สัญชาตญาณแพทย์และพรสวรรค์

บางอย่างที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษบอกเธอว่า ปานวาดไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อพักผ่อนธรรมดา แต่เธอกำลังแบกรับบาดแผลลึกบางอย่างมาด้วย ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังจะเดินไปยังลานจอดรถ  ชาล็อตก็นึกขึ้นได้ถึงบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่เธอพามาด้วยในวันนี้  “ตายจริง แม่ลืมแนะนำไปเลย ไอริณจ๊ะ นี่พี่จอร์น ลูกบุญธรรมของแม่ที่มาจากเมืองไทยเหมือนกัน

จอร์นมาช่วยแม่รับน้องหน่อยสิ”  ปานวาดหยุดชะงัก  สายตาที่เคยหม่นเศร้าค่อยๆ เลื่อนไปมองร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ถัดไปเพียงไม่กี่ก้าว  ชายหนุ่มตรงหน้ามีใบหน้าคมสันมีไรเคราเขียวครึ้มรับกับกรามที่แข็งแกร่ง  สายตาคมกริบของเขาซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตากันแดดแบรนด์หรูสีดำสนิท   

"ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ... น้องไอริณ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบนั้นทำให้ปานวาดถึงกับชะงักงัน  เธอจดจ้องใบหน้าคมสันของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัวผิดจังหวะ  ท่าทางที่แสนจะสุภาพและสายตาว่างเปล่าที่เขามองมานั้น ดูเหมือนคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันครั้งแรกจริงๆ จนเธอเริ่มไม่แน่ใจ

จอร์น หรือ ปริญ ในคราบชายหนุ่มมาดนิ่งขยับยิ้มที่มุมปากเพียงบางเบา เขาไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามหรือจงใจยั่วเย้าเหมือนในจินตนาการที่เธอกลัว เขาเพียงแต่ก้าวเข้ามาใกล้และยื่นมือออกมาตามมารยาทสากลเพื่อทักทาย

“ไอริณ ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า? หน้าซีดมากเลยนะ” ชาล็อตถามด้วยความกังวลเมื่อเห็นลูกสาวยืนนิ่งค้างไป   “ไอริณคงแค่เหนื่อยจากการเดินทางน่ะค่ะ

ลมที่นี่แรงจนตั้งตัวไม่ทัน”   เธอเค้นเสียงตอบพลางฝืนยิ้มแห้งๆ แต่ในใจกลับสั่นคลอน กลิ่นน้ำหอมที่ลอยมาจากตัวเขามันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน  

กลิ่นไม้หอมผสมกับความเย็นเยือกแบบที่เธอจำได้ขึ้นใจ..แต่เดี๋ยวก่อนน้ำหอมแบรนด์ดังระดับโลกแบบนี้ ใครๆ ก็ใช้กันได้ไม่ใช่หรือ?  มันอาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่น่าตกใจเท่านั้น   “จอร์น รีบไปเอารถมาเถอะลูก เดี๋ยวไอริณจะล้มพับไปเสียก่อน” ชาล็อตสั่ง

ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย  “ครับแม่ เดี๋ยวผมไปเอารถมาจอดข้างหน้านะครับน้องไอริณรอสักครู่”   เขาเอ่ยก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ปานวาดยืนสับสนอยู่กับความคิดของตัวเอง  ตลอดระยะเวลาของการเดินทางไปยังบ้านของชาล็อต ปานวาดนั่งเงียบกริบอยู่ที่เบาะหลัง  สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างชมทัศนียภาพอันอันสวยงามของเมืองเอดินบะระ แต่ในหัวกลับวนเวียนอยู่กับแผ่นหลังกว้างของคนขับรถ

เธอพยายามพินิจพิจารณาเขาผ่านกระจกมองหลัง ท่าทางการจับพวงมาลัย จังหวะการหันมองทาง... ทุกอย่างมันดูคล้าย แต่ก็ไม่ชัดเจนพอที่จะปรักปรำ ยิ่งเขาทำตัว

เป็นสุภาพบุรุษที่แสนดีต่อหน้าชาล็อต เธอก็ยิ่งเริ่มสงสัย สัญชาตญาณของตัวเองบอกให้ต้องระวัง เมื่อถึงบ้านพักหลังใหญ่สไตล์กอทิก ชาล็อตเตรียมการต้อนรับอย่างอบอุ่นเธอรินวิสกี้ชั้นเลิศให้เพื่อคลายหนาว “จอร์น เอาของน้องไปเก็บนะ... ห้องไอริณอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องลูกนั่นแหละ”   คำสั่งนั้นทำให้ปานวาดใจหายวาบ ห้องตรงข้ามงั้นหรือ? ความใกล้ชิดที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงกลับถูกบีบให้แคบลงเพียงแค่บานประตูกั้น

หญิงสาวลอบถอนหายใจยาว พยายามบอกตัวเองว่าอย่าตื่นตูมไปก่อนเหตุ เธอมองตามแผ่นหลังของจอร์นที่ลากกระเป๋าของเธอขึ้นบันไดไปอย่างคล่องแคล่ว

“แม่กับพ่อเลี้ยงสนธิ พ่อของจอร์น เป็นเพื่อนรักกันมานานแล้วจ้ะไอริณ เหมือนพ่อกับแม่ของลูกนั่นแหละ จอร์นเขามักจะมาร่วมฉลองคริสต์มาสกับแม่ที่นี่เกือบทุกปี เขาเป็นเด็กดีนะ อัธยาศัยดีและมีความรับผิดชอบมาก” ชาล็อตเล่าประวัติของชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม

ปานวาดรับฟังพลางขมวดคิ้ว ‘เด็กดีงั้นเหรอ?’  ถ้าเขาคือคนในคืนนั้นจริงๆ คำว่าเด็กดีคงไกลห่างจากเขาหลายปีแสงนัก   แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ? ถ้าผู้ชายคนนั้นเป็นเพียงใครบางคนที่หายสาบสูญไปในความมืดของเมืองกรุง แล้วเธอต้องมาปั้นปึ่งใส่พี่ชายบุญธรรมที่แสนดีของชาล็อต มันจะไม่เป็นการเสียมารยาทไปหน่อยหรือ

“ไอริณ... จะขึ้นไปพักผ่อนก่อนไหมลูก?  เดี๋ยวแม่กับจอร์นจะช่วยกันเตรียมอาหารต้อนรับลูกสาวคนเล็กของแม่เอง”   “ค่ะ.!!.. ไอริณขอตัวก่อนนะคะ” เธอรับคำและรีบเดินขึ้นไปยังชั้นสองของตัวบ้านอย่างคุ้นเคย

เมื่อเข้าสู่ห้องพักแล้ว  เธอลงกลอนประตูอย่างแน่นหนาและทรุดตัวลงบนเตียง

ภาพของชายแปลกหน้าในห้องมืดกับภาพของจอร์นที่สนามบินซ้อนทับกันไปมาจนเธอปวดหัว กลิ่นน้ำหอมนั้นยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก หรือจะเป็นเขาจริงๆ?

ปานวาดตัดสินใจเข้าห้องน้ำเพื่อแช่น้ำอุ่น  หวังจะให้ความเครียดจางหายไป

เธอหย่อนกายลงในอ่างน้ำวนจากุ๊ดชี่  ปิดเปลือกตาลงท่ามกลางฟองสบู่นุ่มนวล

สายน้ำอุ่นช่วยให้เธอผ่อนคลายจนเผลอเข้าสู่ห้วงนิทราสั้นๆ  ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล  ในขณะเดียวกันที่ชั้นล่าง ปริญกำลังช่วยชาล็อตเตรียมมื้อค่ำอย่างขะมักเขม้น  แม้ภายนอกจะดูสุขุมแต่ภายในใจของเขากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาจำเธอได้ตั้งแต่พริบตาแรกที่เห็นเธอที่สนามบิน

‘แม่ขนมเค้ก’ ของเขา... ผู้หญิงที่เขาพรากพรหมจรรย์ไปในคืนแห่งความเข้าใจผิด บัดนี้เธอกลายมาเป็นคนในครอบครัวของชาล็อต  ผู้หญิงที่เขานับถือเหมือนแม่แท้ๆ

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีกันนัวเนียในอก  เขาไม่กล้าแสดงตัว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเธอตรงๆ  เพราะกลัวว่าความลับที่เขาปกปิดไว้จะทำให้ความสัมพันธ์ที่สวยงามในบ้านหลังนี้ต้องพังทลาย 

“จอร์น... ไอริณขึ้นไปนานแล้วนะ ขึ้นไปตามน้องลงมาทานอาหารทีสิ แม่จะเริ่มจัดโต๊ะแล้ว” เสียงชาล็อตดังขึ้น

“ครับ...” เขาตอบรับสั้นๆ  ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง  เมื่อถึงหน้าห้อง เขาเคาะประตูเบาๆ แต่ไร้เสียงตอบรับ ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเธอจะเพลียจนเป็นลมหมดสติ  เขาจึงถือวิสาสะหมุนลูกบิดประตูที่แต่ลูกบิดล็อกจากด้านใน เขาจึงลงไปเอากุญแจสำรองที่ห้องเก็บของหลังบันไดขึ้นมา

ก่อนจะกลับขึ้นไปใหม่  เมื่อปลอดล็อกลูกบิดได้แล้ว  เขาก็ชะโงกหน้าเข้าไปในห้องที่มืดสลัว สายตามุ่งตรงไปยังบนเตียง แต่กลับว่างเปล่า ก่อนที่จะหันไปทางห้องน้ำ

ก็เห็นประตูเปิดแง้มไว้  ภาพที่เห็นทำเอาลมหายใจของเขาติดขัด หญิงสาวนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ่างน้ำท่ามกลางฟองโฟมสีขาวบริสุทธิ์ ผิวพรรณที่ขาวผ่องกระทบแสงไฟรำไรดูงดงามและเปราะบางเหลือเกิน

ปริญยืนนิ่งงันด้วยความรู้สึกผิดเป็นเท่าทวี เขาเคยล่วงเกินร่างกายนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง และตอนนี้เขากลับมายืนมองเธอในสภาพนี้อีกครั้ง ความรู้สึกละอายใจทำให้เขาต้องรีบถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว  เขากลับลงมาที่โต๊ะอาหารด้วยท่าทางที่พยายามปกปิดความว้าวุ่น   “ไอริณคงกำลังหลับอยู่น่ะครับชาล็อต ผมเรียกแล้วแต่ไม่มีเสียงตอบรับ”“ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ขึ้นไปดูเอง” ชาล็อตเดินขึ้น  ปริญทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ลอบถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่  หัวใจยังคงเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก เขาต้องเก็บ

เรื่องนี้ไว้เป็นความลับให้ลึกที่สุด และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเขาไม่ได้เป็นเพียง   ‘ปีศาจร้าย’ ในความทรงจำของเธอ แต่สงครามประสาทที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในมื้ออาหารค่ำนี้ และรอยแผลเป็นในใจของปานวาด จะทำให้เรื่องนี้ง่ายอย่างที่เขาคิดจริงหรือ...

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 20: มนต์ขลังที่ยั่งยืน

    กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา

  • รอยราคีที่จำยอม   บทที่ 19 วิวาห์สุดอลังการ

    เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 18: เพลิงรักใต้แสงจันทร์และพันธะสัญญาแห่งหัวใจ

    ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 17: สายใยแห่งการให้อภัย

    สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 16: หน้ากากที่ถูกฉีกกระชาก

    รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 15: แขกไม่ได้รับเชิญและรอยร้าวในใจ

    บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 14: แสงแรกของปีใหม่และเศษเสี้ยวความทรงจำ  

    บรรยากาศทั่วเมืองเอดินบะระในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือที่ชาวสก็อตเรียกว่า 'ฮ็อกมาเนย์' (Hogmanay) เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดังแว่วมาตามสายลมหนาว แม้หิมะจะยังคงปกคลุมตามยอดอาคารหินทรายแต่หัวใจของผู้คนกลับอบอุ่นด้วยการรอคอยแสงไฟจากการจุดพลุเฉลิมฉลองที่หน้าปราสาทเอดินบะระ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 13: ของขวัญจากท้องฟ้าและสัญญาที่รอคอย

    เช้าวันใหม่ในเอดินบะระเริ่มต้นด้วยความเงียบสงบที่ผิดไปจากทุกวัน หิมะที่เคยตกหนักเริ่มเบาบางลงทิ้งไว้เพียงปุยขาวละเอียดที่ปกคลุมยอดไม้ ภายในคฤหาสน์หินของชาล็อต ไอริณ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ เธอเฝ้ามองใบหน้าของปริญ ที่หลับใหลอยู่บนโซฟาข้างเตียงในห้องพักฟื้นที่บ้านเขาปฏิเสธที่

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 12: หัวใจที่เริ่มสั่นคลอน และความลับในสายเลือด

    บรรยากาศยามบ่ายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเอดินบะระเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีขาว ไอริณ กำลังช่วยจัดเตรียมผลไม้และน้ำดื่มไว้บนโต๊ะข้างเตียงให้กับ ปริญที่เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว แม้ความทรงจำของเขาจะยังคงเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่สภาพร่างกายภายนอกกลับฟื้นตัวได้รวด

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 11: ลมหายใจในความว่างเปล่า

    เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรยังคงส่งเสียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของพักผู้ป่วย กลิ่นอายของความตายที่เคยวนเวียนอยู่รอบเตียงดูจะจางลงไปบ้าง แต่ความกดดันกลับเพิ่มทวีขึ้นในใจของ ไอริณ เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มือยังคงเกาะกุมมือหนาของ ปริญ ไว้ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที ลมหาย

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status