Masukภายในคฤหาสน์หรูของตระกูลวรโชติ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนน่าอึดอัด คุณวิทยา และ คุณประภาศรี นั่งรอคอยบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยความกระวนกระวายใจ หลังจากที่ปานวาดหายตัวไปอย่างลึกลับในช่วงท้ายของงานเลี้ยงวันเกิดท่านรัฐมนตรี กว่าที่เธอจะกลับมาถึงบ้านก็ฟ้าสาง พร้อมด้วยสภาพที่ดูไม่จืด ใบหน้าหวานซีดเผือด ดวงตาบวมช้ำ และท่าทางที่ดูตื่นตระหนกจนผู้เป็นแม่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
“ยัยปาน! หายไปไหนมาลูก รู้ไหมว่าแม่กับพ่อตามหากันให้วุ่นไปหมด ท่านรัฐมนตรีกับชานนท์เขาก็ตกใจที่คุณหนูอย่างลูกหายไปกลางคันแบบนั้น” ประภาศรีเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหน้าบุตรสาว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตำหนิปนความเป็นห่วง ปานวาดนิ่งเงียบ เธอพยายามเลี่ยงสายตาคมกริบของบิดาที่จ้องมองมาอย่างต้องการคำตอบ
“ปาน... ปานปวดหัวมากค่ะแม่ ปานขอขึ้นไปพักก่อนนะคะ” เธอพยายามจะเลี่ยงเดินขึ้นบันได แต่เสียงตวาดก้องของวิทยาทำให้เธอต้องหยุดชะงัก “หยุดเดี๋ยวนี้ปานวาด! พ่อต้องการรู้ความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น ชานนท์บอกว่าเขาเห็นลูกวิ่งหนีออกมาจากงานเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง แล้วลูกหายไปอยู่ที่ไหนมาทั้งคืน บอกพ่อมาเดี๋ยวนี้!” แรงกดดันจากบุพการีทำให้ทำนบน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้พังทลายลง ปานวาดทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าพ่อกับแม่ ร่างกายที่บอบช้ำสั่นเทิ้มจนน่าสงสาร
เธอรู้ดีว่าหากไม่พูดอะไรเลย พ่อกับแม่คงไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ และเธอคงต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายที่หลอกลวงคนนั้น “ปานขอโทษค่ะ... ปานไม่ได้ตั้งใจจะหนีไป แต่ปานทนอยู่ในโรงละครนั่นต่อไปไม่ได้จริงๆ” ปานวาดสะอื้นไห้พลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าด้วยมือที่สั่นเทา “ปานบังเอิญไปเห็นสิ่งที่ชานนท์พยายามซ่อนไว้... เขาไม่ได้รักปาน และเขาไม่มีวันรักผู้หญิงคนไหนได้ทั้งนั้นค่ะ”
เธอตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ระเบียง ความลับของชานนท์และมาคัสที่เธอไปเห็นเข้าโดยบังเอิญ รวมถึงนาทีชีวิตที่เธอถูกชานนท์และมาคัสไล่ล่าไปตามทางเดินของโรงแรมเพื่อแย่งชิงหลักฐาน จนเธอต้องวิ่งหนีลงบันไดหนีไฟและแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักชั้นล่างด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ทว่า... เธอเลือกที่จะปิดปากเงียบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากประตูห้องพักบานนั้นปิดลงเธอไม่ได้เอ่ยถึง ‘ซาตานร้าย’ ที่พรากความสาวของเธอไป แต่อ้างว่าเธอหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องว่างจนกระทั่งพวกเขาล้มเลิกการตามหา เมื่อวิทยาและประภาศรีได้เห็นคลิปวิดีโอหลักฐานที่บุตรสาวบันทึกไว้ ทั้งคู่ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออกประภาศรีตกใจจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสารลูกสาวที่ต้องไปเจอเรื่องราวเลวร้ายขนาดนั้น
ขณะที่วิทยาโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ เขารู้สึกเหมือนถูกลบหลู่เกียรติอย่างรุนแรงที่รัฐมนตรีพิชิตคิดจะเอาลูกชายที่มีรสนิยมทางเพศเช่นนั้นมาเกี่ยวดองกับลูกสาวทีบริสุทธิ์ของเขา “มันจะมากไปแล้ว! เห็นตระกูลเราเป็นอะไร ถึงคิดจะเอาลูกเราไปบัง หน้าความวิปริตของลูกชายตัวเองแบบนี้!” วิทยาตะโกนลั่นห้องรับแขกในวันต่อมา วิทยาเดินทางไปพบรัฐมนตรีพิชิตที่บ้านพักส่วนตัวทันที หลักฐานในมือถือของปานวาดถูกวางลงบนโต๊ะไม้ราคาแพงต่อหน้าท่านรัฐมนตรีและชานนท์ บรรยากาศในห้องทำงานเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ รัฐมนตรีพิชิตเมื่อได้เห็นคลิปก็ถึงกับมือสั่นด้วยความอับอายและโมโหจัด
“เพี๊ยะ!”....ฝ่ามือหนาของท่านรัฐมนตรีฟาดลงบนใบหน้าของชานนท์อย่างเต็มแรง จนชายหนุ่มหน้าหันไปตามแรงตบ “ไอ้ลูกไม่รักดี! ฉันอุตส่าห์วางรากฐานทุกอย่างไว้ให้แก แต่แกกลับไปทำเรื่องระยำจนเสียเรื่องขนาดนี้!” รัฐมนตรีพิชิตตวาดกร้าว สายตาคมกริบจ้องมองลูกชายอย่างผิดหวัง
“แกไปซะ! ไปอยู่อเมริกากับคนรักของแกซะตอนนี้ แล้วไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ถ้ายังทำตัวเหลวไหลแบบนี้!” ทางด้านปานวาด เมื่อเรื่องการหมั้นหมายและงานแต่งงานถูกยกเลิกไปอย่างเป็นทางการ เธอก็ไม่รู้สึกยินดีอย่างที่ควรจะเป็น รอยราคีที่ฝังลึกในใจทำให้เธอไม่อาจทนอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของค่ำคืนนั้นได้อีกต่อไป เธอต้องการหนี... หนีไปให้ไกลจากสายตาของคนในสังคม หนีจากกลิ่นอายของชายแปลกหน้าที่ยังคงหลอกหลอนอยู่ในความรู้สึก “คุณพ่อคะ คุณแม่คะ... ปานอยากขออนุญาตไปพักผ่อนที่ต่างประเทศสักพักค่ะ
ปานอยากไปหาคุณป้าชาล็อตที่สก็อตแลนด์” ปานวาดเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแต่แฝงไปด้วยความอ่อนล้า วิทยาและประภาศรีมองหน้ากันด้วยความเข้าใจ ทั้งคู่รู้ดีว่าสภาพจิตใจของลูกสาวในตอนนี้ต้องการการเยียวยาอย่างหนัก การให้เธอไปอยู่กับ ชาล็อต แพทย์สาวโสดที่เป็นเพื่อนสนิทและเป็นแม่ทูนหัวของปานวาดที่สก็อตแลนด์ ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“ก็ได้ลูก... ไปพักผ่อนให้สบายใจ ถ้าดีขึ้นแล้วค่อยกลับมาบ้านเรานะ” วิทยาเอ่ยพลางลูบศีรษะบุตรสาวอย่างอ่อนโยน การเตรียมตัวเดินทางเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปานวาดจัดการทำเรื่องเอกสารและเตรียมกระเป๋าใบโต ภายในใจของเธอเต็มไปด้วยความหวังว่าอากาศหนาวเหน็บที่สก็อตแลนด์จะช่วยแช่แข็งความเจ็บปวด นี้ให้เลือนหายไป เธอไม่รู้เลยว่าที่นั่น... โชคชะตากำลังเตรียมบทเรียนบทใหม่ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมไว้รอคอยเธออยู่ รอยราคีที่เธอพยายามจะทิ้งไว้เบื้องหลัง กำลังจะถูกดึงดูดกลับมาหาเธออีกครั้งโดยชายที่ชื่อ ‘จอร์น’ ผู้ชายที่มีรอยยิ้มคุกคามและอ้อมกอดที่ร้อนแรงที่สุดคนเดิม
กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา
เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่
ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ
สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ
รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์
บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด
บรรยากาศทั่วเมืองเอดินบะระในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือที่ชาวสก็อตเรียกว่า 'ฮ็อกมาเนย์' (Hogmanay) เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดังแว่วมาตามสายลมหนาว แม้หิมะจะยังคงปกคลุมตามยอดอาคารหินทรายแต่หัวใจของผู้คนกลับอบอุ่นด้วยการรอคอยแสงไฟจากการจุดพลุเฉลิมฉลองที่หน้าปราสาทเอดินบะระ
เช้าวันใหม่ในเอดินบะระเริ่มต้นด้วยความเงียบสงบที่ผิดไปจากทุกวัน หิมะที่เคยตกหนักเริ่มเบาบางลงทิ้งไว้เพียงปุยขาวละเอียดที่ปกคลุมยอดไม้ ภายในคฤหาสน์หินของชาล็อต ไอริณ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ เธอเฝ้ามองใบหน้าของปริญ ที่หลับใหลอยู่บนโซฟาข้างเตียงในห้องพักฟื้นที่บ้านเขาปฏิเสธที่
บรรยากาศยามบ่ายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเอดินบะระเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีขาว ไอริณ กำลังช่วยจัดเตรียมผลไม้และน้ำดื่มไว้บนโต๊ะข้างเตียงให้กับ ปริญที่เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว แม้ความทรงจำของเขาจะยังคงเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่สภาพร่างกายภายนอกกลับฟื้นตัวได้รวด
เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรยังคงส่งเสียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของพักผู้ป่วย กลิ่นอายของความตายที่เคยวนเวียนอยู่รอบเตียงดูจะจางลงไปบ้าง แต่ความกดดันกลับเพิ่มทวีขึ้นในใจของ ไอริณ เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มือยังคงเกาะกุมมือหนาของ ปริญ ไว้ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที ลมหาย







