LOGINตอนบ่ายทศวรรษก็ดอดไปหาสืบสานที่ทำงานอีกครั้งด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเหมือนเช่นเคย ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องหนักอกหนักใจมากมายพอเห็นคนรักอยู่ต่อหน้าคล้ายมีมือที่คอยปัดเป่าหมอกควันเหล่านั้นออกไป
“สวัสดีตอนบ่าย” เสียงทศวรรษเอ่ยทักทายมาตั้งแต่หน้าประตู แม้แต่เลขาที่กำลังยืนรายงานอยู่หน้าห้องทำหน้าไม่ถูกทันทีเมื่อเห็นสายตาของทศวรรษที่จ้องมองมา สืบสานเองก็เห็นสายตาวาววับของอีกฝ่ายที่จ้องเลขาของเขาอย่างไม่วางตา
“ออกไปก่อนเถอะ” สืบสานเซ็นเอกสารเสร็จก็ยื่นให้เลขาก่อนจะก้มหน้าอ่านแฟ้มที่เหลือต่อไป ทศวรรษวางน้ำลำไยสองแก้วลงบนโต๊ะรับแขก แม้ไม่พูดออกมาสักคำแต่แววตาที่เชือดเฉือนเลขาสาวนั้นทำเอาเจ้าตัวหน้าเจื่อนลงไปทันควัน
ปุศยารีบเดิมค้อมตัวออกไปอย่างระวัง
“ถ้าคุณจะมาอาละวาดที่นี่ก็กลับไปดีกว่า”
“ผมยังไม่ได้พูดสักคำ คุณนี่หาเรื่องเก่งจริง ๆ เลย” ทศวรรษว่าก่อนจะเท้าแขนลงกับโต๊ะพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้สืบสานที่ก้มหน้าอ่านเอกสารอยู่อย่างนั้น
“คุณจ้องเลขาผมตาแทบจะถลนออกจากเบ้าซะขนาดนั้น”
“อ้อ…ไม่ยักรู้ว่าคุณมีตาที่สามด้วย ไม่เงยหน้าก็ยังเห็นสีหน้าและท่าทางของผม” สืบสานเงยหน้าขึ้นมา นัยน์ตาเบิกกว้างเล็กน้อย แถมใบหน้าของคนทั้งสองอยู่ห่างจากกันไม่กี่คืบ ใกล้มากจนเห็นไฝรองน้ำตาด้านขวาเม็ดเล็ก ๆ นั่น รอยยิ้มที่อีกฝ่ายกำลังฉีกยิ้มอยู่ตอนนี้ไปไม่ถึงดวงตา สืบสานหลุบตาลงก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้โยกเพื่อเว้นระยะห่างระหว่างคนทั้งสอง
“ผมก็แค่จะบอกว่าผมเก็บของเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวจะไปอยู่บ้านใหญ่กับคุณ อีกอย่างผมจะได้ตัวติดคุณตลอดเวลาไง”
“ผมบอกที่บ้านให้แล้ว แต่ผมว่าทางที่ดีคุณเตรียมใจเอาไว้บ้างก็ดี” แม้ริมฝีปากของทศวรรษจะยกยิ้มอยู่อย่างนั้น แต่นัยน์ตากลับสั่นระริก เกิดระลอกคลื่นอยู่ในนั้นไม่กี่วินาทีก่อนจะกลับมาสุกสกาวดังเดิม
เขาจะปล่อยให้สืบสานอยู่คนเดียวได้ยังไงในบ้านหลังนั้น
“ขอแค่มีคุณอยู่ตรงนี้…ต่อให้ผมต้องบุกน้ำลุยไฟไปยังนรกหรือสวรรค์ผมก็ไม่กลัวทั้งนั้น”
“ไม่แน่…การไปอยู่กับผมอาจทำให้คุณตัดใจจากผมเร็วขึ้นมากก็ได้”
“…” ทศวรรษหลุบตาลงเพื่อซ่อนความเสียใจเอาไว้ก่อนจะเงยหน้ามาฉีกยิ้มอย่างสดใส
“ไม่มีทาง ผมไม่ปล่อยคุณไปง่าย ๆ หรอกคุณสามี” ไม่พูดเปล่ายังขยิบตาให้สืบสานอย่างทะเล้นอีกด้วย
“ผมซื้อน้ำลำไยมาฝาก อีกอย่างผมเก็บของมาแล้วตอนเย็นก็กลับไปกับคุณได้เลย” ทศวรรษวางแก้วน้ำลำไยบนโต๊ะด้านซ้ายมือของเขาพร้อมกับกระดาษทิชชูที่รองก้นแก้ว
“คุณทำงานต่อเถอะ ผมจะนั่งรอที่โซฟาไม่รบกวนสมาธิการทำงานของคุณแน่”
“แต่การที่คุณอยู่…ทำให้ผมเสียสมาธิ”
“ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ไม่อยากเห็นก็ปิดตาสิ” ทศวรรษพูดก่อนจะกลับไปนั่งไขว่ห้างหยิบโทรศัพท์ออกมาไถเล่นโดยไม่ปริปากส่งเสียงอะไรออกมาอีก หน้าจอเริ่มพร่าเบลอ ทศวรรษทำแสร้งหลับตาพิงกับโซฟาอย่างเหนื่อยล้า หลับตาเพื่อไม่อยากให้สืบสานเห็นว่าเขากำลังแอบร้องไห้อยู่ต่างหาก
กลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ใจ
กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้จุดอ่อนของเขา…สืบสานน่ะคือจุดอ่อนของเขาทั้งหมด ตอนนี้สืบสานเพียงจำเขาไม่ได้ สืบสานคือคนป่วย ต้องให้เวลาเขาได้พักฟื้นอีกหน่อย ต่อให้สืบสานหลงลืมเรื่องราวในอดีตไปจนหมดสิ้น ขอแค่อีกฝ่ายยังมีลมหายใจเขาพร้อมที่จะสร้างความทรงจำใบใหม่ไปพร้อมกันอีกครั้ง ถักทอเรียงร้อยเรื่องราวในแต่ละวันเป็นภาพถ่าย การกระทำ และสืบสานไม่ต้องทำดีกับเขามากมายก็ได้ แค่เพียงแค่ไม่ผลักไส ไม่ไล่เขาทุกสามเวลา แค่นี้ก็พอให้ทศวรรษมีเรี่ยวแรงที่จะหยัดยืนในแต่ละวัน
อย่างน้อยนิ้วนางข้างซ้ายของอีกฝ่ายก็ยังสวมแหวนแต่งงาน
แหวนนั้นบางทีอาจจะเป็นเครื่องกระตุ้นความทรงจำ…ตราบใดที่สืบสานยังสวมมันไว้ เขาจะไม่มีวันถอดใจ
แต่ทศวรรษไม่รู้ตัวเลยว่าทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ อีกฝ่ายไม่ได้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาเป็นอย่างแรกด้วยซ้ำ แต่กลับมองหาแหวนแต่งงานบนนิ้วนางนั้นเป็นอย่างแรกต่างหาก
พอเห็นมันเจ้าตัวถึงจะฉีกยิ้มหน้าทะเล้น พูดจาหยอกล้อเขา
สืบสานเองก็เหลือบตามองแหวนทองคำขาวบนนิ้วนางตัวเองเพียงไม่กี่วินาทีก่อนจะพยายามถอดมันออกแต่พอมันเลื่อนมาถึงข้อนิ้วตรงกลางเท่านั้นกลับคับแน่นไม่สามารถถอดออกได้อยากใจนึก เขาเลยจำใจสวมมันไว้ทั้งอย่างนี้….
ทศวรรษพร่ำบอกกับตัวเองเสมอตอนนี้เขาจะอ่อนแรงและล้มเลิกกลางคันไม่ได้! สืบสานกำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพัง และไม่รู้ว่าต่อสู้กับอะไร ปลายทางจะเห็นชัยชนะหรือไม่ ขอเพียงแค่สืบสานปลอดภัยและมีความสุขในชีวิตต่อจากนี้ หากสืบสานไม่ต้องการเขาด้วยใจจริงเขาก็พร้อมที่จะปล่อยมืออีกฝ่ายไป
ความรู้สึกผิดนั้นเขาจะไม่ให้สืบสานแบกมันเอาไว้อยู่ฝ่ายเดียวหรอก เขาจะแบกความเสียใจนั้นเอาไว้เอง ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะไป ขอจงเดินหน้าไปอย่างสบายใจ…
ทศวรรษหันมามองสืบสานที่ก้มหน้าก้มตาอ่านรายงานอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะเบนสายตากลับมาจ้องมองที่รูปถ่ายภาพพักหน้าจอของตัวเอง
ทศวรรษกดเปลี่ยนมันเป็นรูปดอกไม้ดอกหนึ่ง…หากสืบสานจดจำมันได้ก็คงจะดี รูปที่เราต่างกกกอดหอมแก้มกันอยู่บนเตียงถูกเปลี่ยนเป็นดอกไม้ช่อแรกในวันวาน
ดอกไม้ช่อนั้นคือจุดเริ่มต้นของเราเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







