Se connecterทศวรรษลงมาทานข้าวก็เห็นเพียงสืบสานนั่งอยู่คนเดียว เขาเลื่อนเก้าอี้นั่งลงพลางกวาดตามองรอบ ๆ ไม่เห็นใครอื่นแม้อยากจะอ้าปากถามแต่แม่บ้านกลับจัดจานวางลงตรงหน้าเขาเรียบร้อยแล้ว
“ข้าวต้มปลาค่ะ”
“ขอบคุณครับ” จัดวางแก้วน้ำส้ม แก้วนม ผลไม้เสร็จเรียบร้อยแม่บ้านก็ล่าถอยออกไป สืบสานที่นั่งตรงข้ามกับทศวรรษก็นั่งทานเงียบ ๆ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเช่นกัน ตอนจิบน้ำยังพอทำเนา แต่พออ้าปากจะตักโจ๊กเข้าปากมุมปากเจ็บจนต้องร้อง “ซี๊ด” ออกมา
สืบสานเงยหน้าขึ้นมามอง ทศวรรษที่จับมุมปากตัวเองก็เงยหน้าขึ้นมาสบตากับสืบสานด้วยเช่นกัน ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
“ขอช้อนเล็ก ๆ หนึ่งคันครับ” แม่บ้านได้ยินก็เดินไปหยิบมาวางข้าง ๆ จานผลไม้ของทศวรรษ
“ขอบคุณครับ” ทศวรรษเอ่ยขอบคุณแม่บ้าน ก่อนจะแอบมองคนตรงข้าม ตักโจ๊กเข้าปากด้วยช้อนเล็กนั้นไม่พูดอะไรออกมาอีก สานฝันที่หาวลงมาจากชั้นสองก็ลงมาร่วมโต๊ะด้วยเลือกที่จะนั่งข้างพี่สะใภ้ที่แสนดีของเธอ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่ทศ พี่สืบก็ด้วย” สีหน้าสานฝันดีกว่าเมื่อหลายวันก่อนมาก ก่อนจะเอ่ยขอโทษขอโพยอีกครั้งเมื่อเห็นมุมปากของพี่สะใภ้
“ฝันต้องขอโทษแทนคุณแม่อีกครั้งนะคะ เป็นเพราะฝันแท้ ๆ เลย ดูสิปากพี่ทศแตกหมดเลย” สานฝันเอื้อมมือหมายจับใบหน้านั้น
“สานฝัน!” จู่ ๆ สืบสานก็เรียกชื่อเธอเสียงเข้ม เหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่าง สานฝันค้อน “แตะนิดแตะหน่อยก็ไม่ได้เชอะ” บ่นอุบอิบเพียงลำพัง
“ทายาหรือยังคะ”
“กลับไปค่อยทา”
“พี่ทศจะกลับคอนโดเหรอคะ”
“ใช่”
“ไปหาหมอไหมคะวันนี้ฝันว่าง ฝันไปเป็นเพื่อนได้”
“ไม่เป็นไร ฝันพักผ่อนเถอะ พี่ไปคนเดียวได้”
“ได้ยังไงคะ”
“พี่ไปคนเดียวได้จริง ๆ” ทศวรรษเอ่ยตอบเสียงเรียบ การไปไหนมาไหนคนเดียวก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด เหมือนเป็นการให้เวลากับตัวเอง เดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องมีใครมาคอยเร่ง หรือว่าให้คนอื่นต้องมาคอยรอ การกินข้าวคนเดียวก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ร้านอาหารหลายร้านก็กั้นที่สำหรับคนที่มาทานคนเดียว เทรนการใช้ชีวิตของมนุษย์โลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มือถือเครื่องเดียวเป็นทั้งเพื่อนที่คอยดูหนัง ฟังเพลง สแกนจ่ายเงิน คนเราขาดเพื่อนได้ไม่ตาย แต่ขาดสมาร์ตโฟนวันหนึ่งคงตายแน่ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมอยู่ในนั้นหมดครบจบในเครื่องเดียว
“การไปไหนมาไหนคนเดียวก็ไม่ได้แย่” ทศวรรษหันมาระบายยิ้มกับสานฝัน น้ำเสียงไม่ได้มีความเย้ยหยันแต่อย่างใดแต่ทำเอาคนฟังสะท้านในอกจนมือที่คนในชามโจ๊กนั้นชะงักไม่รู้ตัว
“พี่ทศขับรถในเมืองไม่เก่งนี่ค่ะ”
“ขับบ่อย ๆ ก็เก่งเอง” สืบสานดื่มน้ำเปล่าตบท้ายก่อนจะเดินขึ้นชั้นสองไปเงียบ ๆ ทศวรรษทำเพียงได้แต่ถอนหายใจและเก็บสายตากลับมาจากแผ่นหลังที่เย็นชานั้น
“อย่าไปสนใจพี่สืบเลยค่ะพี่ทศ เช้ามาก็หน้าบูด”
“เขา…โกรธเหรอ”
“เหอ ๆ พี่สืบนิสัยไม่ดีพี่ทศอย่าไปยอม” สานฝันชูกำปั้นน้อย ๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ
“หลังจากงานวันเกิด…พี่ว่าจะกลับไปอยู่คอนโด”
“พี่ทศแล้วพี่สืบละคะ” ทศวรรษหันไปมองตรงบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปยังชั้นสอง
“บางทีคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด”
ทศวรรษที่กลับไปเก็บเสื้อผ้า เมื่อวานม้วน ๆ ไว้บนกระเป๋าเดินทางในตู้นี่นา เปิดตู้ออกทั้งบานหาอยู่ตั้งนาน ตะกร้าผ้าที่ใส่แล้วก็ไม่มี เหลือบไปเห็นเจ้าของห้องที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างยกเข่าข้างหนึ่งกอดอกเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่าเจ้าตัวคิดอะไร สืบสานนับวันยิ่งทำตัวแปลก ๆ แม้สีหน้าจะราบเรียบแต่แววตากลับซ่อนความรู้สึกกระวนกระวายเอาไว้ไม่มิด ทศวรรษอยากรู้…แต่ไม่อยากถาม เพราะว่าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะถามไถ่อะไรได้
ทศวรรษเดินไปหยุดข้าง ๆ “ช่วยส่งหนังสือพวกนั้นมาให้ผมหน่อยได้ไหมครับ” สืบสานเลื่อนสายตาลงมาหยุดที่กองหนังสือข้างต้นขาเขา แต่ร่างกายกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด
“เสื้อผ้าแม่บ้านจัดการให้แล้ว”
“วันหลังไม่ต้องลำบากพวกเขาหรอกครับ”
“แบบไหนที่เรียกว่าลำบาก” สายตาคมกริบที่ตวัดจ้องมองมาทำเอาทศวรรษปั้นสีหน้าไม่ถูก สืบสานในเวอร์ชันนี้เหมือนสืบสานที่โกรธเขาและซักไซ้ไล่เลียงเขาเหมือนเด็กน้อยคนนั้นไม่มีผิด เหมือนเมื่อก่อน…ที่เวลาเขาทำอะไรไม่ดี ไม่ถูกก็จะถูกสืบสานถามหาต้นสายปลายเหตุแบบนี้เหมือนกัน ทศวรรษกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ สืบสานเป็นประเภทโกรธเงียบ โกรธไม่โวยวาย แต่หากโวยวายก็คูณสิบ ไม่งั้นมะเดี่ยวเพื่อนเขาไม่กลัวจนเยี่ยวจะราดในตอนที่เกิดเรื่องที่ผับคราวนั้น
“ทำไมไม่ปัดป้องตัวเอง” ทศวรรษยืนอึ้งกับคำถามแรกของสืบสาน
“นึกว่าคุณจะสะใจซะอีก” สืบสานเลิกคิ้วข้างหนึ่งเมื่อได้รับคำตอบที่ยั่วโมโหของอีกฝ่าย เขาถอนหายใจก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
“ก็ให้แม่คุณได้ระบายอารมณ์สักหน่อย คุณหนีไปอยู่กับคนอย่างผมตั้งหลายปี โดนแค่นี้อาจน้อยไปด้วยซ้ำ” น้ำเสียงของทศวรรษเต็มไปด้วยความประชดประชันและค่อนแคะ
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







