Se connecter“คิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ”
“แล้วจะคิดแบบไหนได้อีก” ทั้งสองคนต่างก็จ้องตากันอย่างไม่ยอมแพ้
“ทำไมคุณไม่บอกผมสักคำ” สืบสานเอ่ยถามเสียงเรียบ อยากจะถามตั้งแต่เมื่อวาน แต่เหมือนว่าคนตรงหน้าอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะอธิบายอะไรได้ เขาอุตส่าห์อดทนรอจนถึงเช้าของอีกวัน แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
“บอกอะไร” ระหว่างเราไม่มีความลับได้ด้วยเหรอ? ทศวรรษคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกไป สืบสานคนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับเขาสักนิด เว้นช่องว่างระยะห่างเอาไว้ด้วยซ้ำ ถ้าเขาพูดไปอีกฝ่ายจะเชื่อเหรอ ดีไม่ดีช่องว่างที่มีอาจจะขยายใหญ่ขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ แค่นี้เขาก็ทรมานจะตายอยู่แล้ว จะเดินหน้าก็กลัว จะถอยหลังก็กลัว อยู่กับความหวาดระแวง และหวาดกลัวตลอดเวลา ทศวรรษถอนหายใจเหมือนคนปลงตก ลิ้นแลบเลียริมฝีปากที่แห้งผากก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา
“คนนอกอย่างผมพูดไปคุณจะเชื่อเหรอ…ที่ผมบอกน้องสาวคุณเอาจริง ๆ ผมเองก็เห็นแก่ตัวและหวาดกลัวเหมือนกัน เรื่องหุ่นนั่นหากคุณคิดว่าเป็นฝีมือผม ผมก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้งคุณจริง ๆ” เขาเว้นจังหวะก่อนจะหันหลังสะโพกพิงกับริมหน้าต่าง สองแขนเท้าที่นั่งเอาไว้เพื่อพยุงร่างกายที่กำลังสั่นเทา
“ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิดผมก็รู้ในคืนวันนั้นก่อนจะก้มลงไปมองที่ใต้เตียง…เมื่อก่อนคุณหวาดระแวงทุกครั้งที่ต้องไปนอนค้างนอกสถานที่ คุณเองก็เป็นคนสอนผมให้สังเกตเรื่องกล้องวงจรปิดด้วยซ้ำ” ทศวรรษหันหน้ามามองสืบสานที่ยังนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น
“คุณไม่รู้หรือว่าแกล้งไม่รู้กันแน่”
“นั่นสิ” สืบสานละสายตาจากทิวทัศน์ข้างนอก สองฝ่ายต่างสบตากันโดยไม่มีฝ่ายไหนหลบสายตาไปก่อน ทศวรรษเป็นฝ่ายผินหน้าหนีสายตานั้น ก่อนถอนหายใจออกมาดังเฮือกใหญ่
“ช่างเถอะ…ยังไงก็เป็นความผิดของผมอยู่ดี ก็อย่างที่คุณบอกคุณเคยบอกว่าแล้วผมจะเสียใจที่มาอยู่กับคุณที่นี่…ผมก็เสียใจจริง ๆ นั่นแหละ เสียใจที่ทำให้คุณต้องบาดหมางใจกับแม่ แต่อย่างน้อยคุณก็ได้ครอบครัวกลับคืน คุณออกมารอนแรมอยู่ข้างนอกกับผมนับสิบปี สิบปีที่ผ่านผมคิดว่ารู้จักคุณดีพอ แต่เปล่าเลย…ผมรู้จักคุณในแง่ที่คุณอยากให้ผมรู้จักและได้เห็นเท่านั้น” ทศวรรษเม้มปากแน่นก่อนจะหันมาสบตากับสืบสาน นัยน์ตาว่างเปล่า ไม่ได้เจือความวิงวอนเหมือนอย่างแต่ก่อน
“ความจริง…ถ้าคุณจะไปก็แค่บอกผมสักคำ ไม่ต้องสร้างสถานการณ์อะไรให้มากมาย ทำไมผมจะให้คุณไป” ทศวรรษยิ้มบาง ๆ
“ส่วนเรื่องหย่าก็เอาตามที่คุณต้องการก็แล้วกัน ถ้าคุณมีเวลาก็กลับไปคอนโด เผื่อมีของอะไรที่คุณต้องการ ส่วนห้องนั้นก็ขายไปซะจะได้ไม่มีอะไรติดค้างกัน” เขายืดตัวตรงสองขาที่กำลังจะก้าวไปเก็บของกลับชะงักเพราะข้อมือถูกกระชากอย่างแรงจนถลาอยู่ในอ้อมอกของอีกฝ่าย ทศวรรษไม่รู้ว่าสืบสานต้องการอะไรจากเขากันแน่ หัวคิ้วจึงมุ่นเข้าหากัน
“ที่พูดออกมาจริงใจกี่ส่วนกัน” ข้อมือนั้นบีบแรงจนเขาต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“ก็แล้วแต่คุณจะคิด”
“เรียกร้องความสงสารอยู่เหรอไง”
“แล้วผมไม่น่าสงสารตรงไหน…” ทศวรรษถามกลับเสียงดัง แทบจะคุมน้ำเสียงที่เจือเสียงสะอื้นเอาไว้ไม่อยู่ ก่อนจะหลุบตาลง เงาของแสงที่กระทบใบหน้าด้านข้างทำให้ใบหน้านั้นยิ่งดูขาวซีดมากกว่าเดิม อยู่โดยไม่รู้อะไร ถูกปั่นหัว ปั่นประสาทเล่นกับความรู้สึกไม่รู้เท่าไหร่ เจอเรื่องกระทบจิตใจมามากมาย สุดท้ายคนไม่ใช่ก็กลายเป็นเพียงคนที่กำลังเรียกร้องความสงสาร ขอความเห็นใจ
“จริงสิ…คนจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างอย่างคุณจะผิดได้ยังไง…จริงไหม การรอคอยโดยไม่รู้เวลาสิ้นสุดมันก็ไม่ต่างอะไรกับการกอดระเบิดเวลา หล่อเลี้ยงความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันนึงคุณจะจดจำเรื่องราวระหว่างเราได้ คุณไม่ใช่ผมคุณก็พูดได้ทุกอย่าง ถูกทิ้งขว้างโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร ถูกย่ำยีความรู้สึกครั้งแล้วครั้งเล่า ก็อย่างที่คนอื่นเคยพูดไว้…ยังไงเราสองคนก็ต้องมีวันนี้ แต่ผมดันทุรังเองทั้ง ๆ ที่ไม่คู่ควรกับคุณเลยสักอย่าง!” เขายิ้มหยันกับความรักและความซื่อสัตย์ที่เคยมีให้สืบสาน สุดท้ายกลับกลายเป็นมีดเล่มหนึ่งที่คอยทิ่มแทงตัวเอง คิดว่าเราจะรักกันไปจนแก่เฒ่า แต่ความจริงก็คือความจริง บางทีสืบสานอาจจะไม่ได้คิดเหมือนอย่างกับเขา รักมากเสียจนฝากชีวิตตัวเองไว้ในฝ่ามืออีกคน สุดท้ายตัวเองก็ย่อยยับแม้แต่จะตัดสินใจเองยังไม่กล้า ไม่มีสืบสานเขาเองก็แทบใช้ชีวิตด้วยตัวเองไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาได้รู้ว่า…เขาไม่ควรจะฝากชีวิตเอาไว้ในมือของใคร สุดท้ายมีเพียงตัวเองเท่านั้นที่ยังคงอยู่
ดวงตาแดงก่ำน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย ทศวรรษพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ร้องไห้ออกมา แต่ก็ไม่เป็นผล พออยู่ต่อหน้าคนรักความอดกลั้นทั้งหมดที่มีก็พังทลาย ร้องไห้โฮสะอื้นจนตัวโยนนิ้วโป้งที่คอยปาดน้ำตาบนผิวแก้มนั้นช่างอ่อนโยน ไม่ต่างอะไรกับหลุมพราง หากเขาใจอ่อนคงไม่แคล้วต้องเจ็บปวดซ้ำ ๆ ย่ำอยู่กับที่อย่างนี้ เขาไม่อยากจะมานั่งร้องไห้กับเรื่องเดิม ๆ อีกแล้ว
การปล่อยมือคือวิธีการที่ดีที่สุด…แต่อ้อมแขนนี้กลับไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ ทศวรรษดิ้นขลุกขลักจากอ้อมแขนแข็งแรงนั้น อ้อมแขนที่เมื่อก่อนเอาแต่ผลักไสแต่ตอนนี้กลับรัดเขาเสียแน่นจนหายใจไม่ออก
“ปล่อย บอกให้ปล่อย” ร่างกายที่ดิ้นขลุกขลักในตอนแรกกลับโอบกอดอีกฝ่ายอย่างหวงแหน ซุกใบหน้าที่แดงก่ำร่ำไห้กับหน้าอกอุ่นนั้นอย่างอ่อนแรง ไม่รู้ว่าเสียงสะอึกสะอื้นเงียบลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ หน้าอกของสืบสานชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของทศวรรษ ไฝใต้ตาที่ดวงตาข้างขวาเวลาร้องไห้ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูน่าสงสาร แพขนตาเปียกชุ่ม ความเปียกชื้นของน้ำตานั้นไม่เพียงเปรอะเปื้อนบนเสื้อของเขาแต่ยังซึมลึกลงไปในหัวใจของเขาอีกด้วย
การเริ่มต้นยากเสมอ การตัดใจเองก็เช่นกัน ทศวรรษในตอนนี้ทั้งอ่อนแอและโง่เขลา แต่อนาคตที่กำลังจะมาถึงเขาสาบานว่าจะไม่หลั่งน้ำตาให้กับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับมาอีก ความรักระหว่างเขากับสืบสานก็เหมือนแม่น้ำสายหนึ่งที่มักจะไหลจากที่สูงไปหาที่ต่ำเสมอ และไม่มีวันไหลย้อนกลับ กาลเวลาอาจทำให้แม่น้ำสายนี้แห้งขอดและแห้งเหือดไป เมื่อเวลาผ่านไปอาจมีต้นไม้ใบหญ้า ผืนดินเป็นปึกแผ่นมาทดแทนแม่น้ำสายนั้น บางทีอาจเหลือเพียงแต่คำบอกเล่า ภาพถ่ายให้แก่คนรุ่นหลัง สักวันผู้คนก็ลืมเลือนไป ความรักที่เขามีให้สืบสานเองเช่นกัน อาจเหลือเพียงความทรงจำที่เก็บไว้ในลิ้นชักปิดตายและไม่มีวันจะเปิดออกมาเพื่อสัมผัสมันอีกครั้ง
เมื่อเวลาผ่านไปอาจเป็นเพียงเรื่องเล่าขำขันในวงเหล้าไม่มีผลอะไรกับความรู้สึกอีก
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







