Se connecter“ต่อแต่นี้เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะคะ” ทอฝันสะอึกสะอื้นเอ่ยออกมา
“ได้ ได้” ท่านเจ้าสัวรับคำ ทั้งสี่ต่างก็ถอยออกมาเช็ดน้ำตาก่อนจะหัวเราะให้กัน ยิ้มให้กัน ท่านเจ้าสัวจับมือของลูกทั้งสามมาวางไว้บนฝ่ามือตัวเองก่อนจะตบหลังมือนั้นเบา ๆ
“หลังจากนี้ก็ขอให้ลูกทั้งสามได้ใช้ชีวิตตามแบบที่ตัวเองต้องการ พ่อจะคอยดูทุกย่างก้าวของลูก วันไหนที่หกล้มคลุกคลาน ก้าวเดินต่อไม่ไหว หากหันมา…จะเห็นพ่ออยู่ตรงนี้เสมอ พูดตอนนี้อาจจะสายไปสักหน่อย แต่เป็นสิ่งที่พ่ออยากพูดมานานแล้ว สืบเองก็เช่นกัน จงใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ไม่ต้องแคร์คำใคร แล้วพ่อก็ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นได้ตั้งนานแล้ว รวมถึงเราด้วยทอฝัน…”
“คุณพ่อ” ทอฝันน้ำตาไหลพราก
“พ่อรู้มานานแล้ว หากลูกจะไปเรียนต่อพ่อก็ไม่ว่า เรื่องบริษัทก็วางมือเถอะ”
“ค่ะ” ท่านเจ้าสัวผละไปลูบหัวทอฝัน
“พาเขามาไหว้พ่อได้แล้ว พ่อรักลูกและอยากเห็นลูกมีความสุข พ่อมีลูกไม่ได้อยากให้ลูกใช้ชีวิตตามที่พ่อต้องการ ปลดปล่อยตัวเอง แล้วโบยบินอย่างอิสรเสรี ยังไงลูกก็คือลูกของพ่อเสมอ”
“ขอบคุณค่ะ” รอยยิ้มของทอฝันตอนนี้มีชีวิตชีวาเหมือนได้ชีวิตที่เคยถอดใจไปครั้งนั้นกลับคืนมา เพราะการที่พี่ชายของเธอประกาศตัวว่าตัวเองคบหากับผู้ชายด้วยกันทำให้พรรณพิลัยเสียใจถึงกับล้มหมอนหนอนเสื่อ ความรักที่เบ่งบานระหว่างเพศเดียวกันเลยถูกเก็บล็อกปิดตายในลิ้นชัก เพราะว่าไม่อยากให้แม่ตัวเองต้องเสียใจซ้ำสองอีก และไม่กล้าพอที่จะเปิดเผยมันกับทางบ้าน โดยเฉพาะพ่อของเธอเอง คนทั้งโลกประณามไม่เท่ากับคำพูดของพ่อแม่ ทอฝันเลยพยายามเป็นลูกที่ได้ดั่งใจของพรรณพิลัยให้มากที่สุด แม้ว่าจะกล้ำกลืนฝืนทนมากก็ตาม เธอยอมแบกโลกที่ไม่ได้ต้องการเอาไว้เพื่อให้พี่น้องได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ
“ไหน ๆ ก็เปิดอกคุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว ใครอยากจะทำอะไรก็พูดมาเถอะ” ทอฝันและสานฝันต่างแย่งกันยกมือเหมือนเด็กเรียกเสียงหัวเราะของท่านเจ้าสัวได้เป็นอย่างดี ลูกโตแค่ไหนก็เป็นเด็กเสมอในความคิดของพ่อแม่ แต่เขาจะเป็นพ่อที่ไม่ขีดเขียนทางเดินเส้นทางชีวิตของลูก นกน้อยในรังถึงเวลาโผบินออกไปหาอาหารกินเองได้แล้ว
มีเพียงสืบสานที่ยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนมีเรื่องที่คิดไม่ตก
“เรื่องคดีไม่ต้องห่วงหรอก แม่เขาหัวอ่อนเลยถูกชักจูงได้ง่าย แต่เขาก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นเอาชีวิตหรอก”
“ครับ”
“แล้วเราจะเอายังไงต่อไป” ท่านเจ้าสัวหันไปถามลูกชายที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้น
นั่นสิแล้วเขาจะเอายังไงต่อไปดี…เงื่อนที่ได้ผูกเอาไว้อย่างหลวม ๆ กลายเป็นเงื่อนตายที่มัดตัวเองจนแน่นหนา แทบหายใจไม่ออกและไม่อาจดิ้นหลุดไปจากหลุมที่ตัวเองขุดเอาไว้ง่าย ๆ ทุกอย่างพลิกผันเกินกว่าที่คาดเดาเอาไว้มากเสียจนตั้งหลักไม่ทัน
ว่ากันว่าคนเราได้อย่างมักเสียอย่าง ตอนนี้เขาได้ครอบครัวกลับคืนมาแล้ว
แล้วถ้าเขาอยากจะได้ทั้งสองอย่างโดยที่ไม่ยอมเสียอะไรไปเลยสักอย่างล่ะ จะเป็นไปได้หรือเปล่า?
คำถามง่าย ๆ แต่ทว่าสืบสานกลับไม่สามารถให้คำตอบให้กับท่านเจ้าสัว เพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังหาคำตอบนั้นไม่เจอเหมือนกัน
สืบสานกลับมาถึงห้องนอนตัวเอง สายตาโฟกัสไปทางเดียวคือตรงโซฟาหน้าทีวี โซฟาที่มีร่างของใครบางคนนอนหลับอยู่ ใบหน้าด้านซ้ายที่บวมเป่ง ไหนจะเลือดซิบตรงมุมปาก เขาอดจะที่ใช้หลังนิ้วเกลี่ยเบา ๆ ไม่ได้ ผละลุกไปหายาที่ใต้ทีวีก่อนจะค่อย ๆ บรรจงทาอย่างแผ่วเบา สืบสานทำได้เพียงนั่งทอดถอนใจนั่งมองคนที่หลับใหลอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่านานแค่ไหน รู้ตัวอีกที นาฬิกาปลุกทุกเช้าของคนตรงหน้าก็สั่นครืดคราดขึ้นมา มือไวกว่าความคิดก็เอื้อมมือไปกดหยุดนาฬิกาปลุกนั้นเสียแล้วให้อีกคนได้นอนต่ออีกหน่อย
ปกติเสาร์อาทิตย์ทศวรรษจะกลับไปนอนที่คอนโดของตัวเองเพราะต้องหอบเอาเสื้อผ้าไปซักและกลับไปทำความสะอาดห้อง และที่เขาไม่อยากนอนค้างในวันหยุดเพราะบ้านคุณาปกรมีกฎเรื่องอาหารเช้าต้องทานพร้อมหน้า ส่วนบ้านเขานั้นตามสบายไม่ได้มีกฎระเบียบอะไร แต่หากมีเวลาก็มักจะทานมื้อเย็นร่วมกัน กินไปคุยไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ บางครั้งก็ร้องรำทำเพลงไปด้วยตามประสาคนชนบท ตั้งโต๊ะทุ่มลากยาวถึงสามทุ่มก็มี ไม่เหมือนกับที่นี่
ทศวรรษที่ยังคงมีอาการเมาค้าง ปวดเมื่อยไปทั้งตัวแทบไม่อยากจะลุกจากที่นอน เหมือนจะมีไข้ต่ำ ๆ ตัวรุม ๆ ไม่สบายตัวเอาเสียเลย หันไปมองบนเตียงกว้างไร้เงาของใครอีกคนแถมผ้าปูที่นอนถูกปูเรียบร้อย ไร้รอยยับย่นเหมือนไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







