Masuk“พี่ทศนอนหรือยัง ดาวเข้าไปได้หรือเปล่า”
“เข้ามาสิ” ทศวรรษที่ยืนเหม่ออยู่ที่ริมหน้าต่างเลื่อนม่านลงมาปิดบังทิวทัศน์ข้างนอก ก่อนจะเดินไปนั่งที่ปลายเตียง ทัดดาวเดินมานั่งที่ปลายเตียงด้วยเช่นกัน
“ดาวพอจะได้ยินข่าวพี่สืบมาบ้าง”
“อือ”
“แล้วพี่จะทำยังไงต่อไป”
“จะทำอะไรได้”
“เอ้า แล้วพี่จะเลิกกับพี่สืบเหรอ”
“ไม่รู้สิ แค่เหนื่อย” ทศวรรษนอนแผ่หลาอยู่บนที่นอนยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาพาดดวงตา
“แล้วพี่สืบอาการเป็นไงบ้าง”
“อาการทางสมองไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อาจจะรู้สึกปวดบ้างบางครั้ง”
“พี่ว่ามันไม่แปลกบ้างเหรอ”
“ช่างเถอะ”
“เอ้า คบกันมาตั้งนาน”
“ทำไงได้ ความจริงมันขึ้นกับสืบทั้งนั้น อีกอย่างเขาก็ได้ครอบครัวกลับคืนมาแล้ว สืบเป็นลูกชายคนโต ความจริงถ้าไม่มัวมาขลุกอยู่กับพี่ป่านนี้เขาคงดำรงตำแหน่งผู้บริหารไปนานแล้ว”
“เหอ ๆ ถ้าพี่สืบเขาชอบแบบนั้นเขาไปตั้งนานแล้ว สิบปีนะพี่ทศไม่ใช่สิบเดือน”
“~~คำว่ารักมันกลายเป็นฝุ่นไปแล้ว~~” ทศวรรษร้องท่อนฮุคเพลงหนึ่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่สีหน้าทัดดาวนั้น
“….”
ทศวรรษลุกขึ้นมาถามยิ้ม ๆ
“ทำไมทำหน้างั้น”
“ไม่ตลกนะพี่ทศ”
“ก็ไม่ได้เล่าเรื่องตลกหนิ…เอาน่าเรื่องนี้พี่จัดการเอง พี่ไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดเนื้อร้อนใจไปกับพี่ด้วย ว่าแต่เรื่องเราเถอะ…” คืนนั้นสองพี่น้องพูดคุยจ้อกันยันเช้า แม้จะอยู่กรุงเทพฯ เหมือนกันแต่ว่าวิถีชีวิตแตกต่างกัน แทบไม่ได้เจอกันเลย ต่างก็เป็นวัยก่อร่างสร้างตัว พริบตาเดียวทัดดาวน้องสาวของเขาก็ไม่ใช่ไอ้ดาวเด็กผู้หญิงที่ห้าว ๆ ห่าม ๆ คนนั้นอีกแล้ว กลายเป็นแพทย์หญิงทัดดาว หน้าที่การงานมั่นคง แถมกำลังจะเป็นหัวหน้าครอบครัว แม้ว่าจะเจอเรื่องสาหัสมากแค่ไหน ขอแค่มีคนคอยรับฟัง คอยให้กำลังใจสนับสนุนความทุกข์ที่มีก็ไม่ได้หนักหนาจนแบกไว้ไม่ไหวเหมือนอย่างตอนแรก เพราะอายุห่างกันไม่มากสองพี่น้องเลยมีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย และทศวรรษไม่รู้เลยว่าถูกน้องสาวตะล่อมให้เล่าเรื่องราวที่กักเก็บเอาไว้ในใจจนกลัดหนองออกมาจนหมด เป็นการกะเทาะเปลือกหนาที่ทศวรรษได้เก็บซ่อนตัวตนที่อ่อนแอเอาไว้ในนั้น ห่อหุ้มมันไว้ด้วยคำว่าเข้มแข็ง ไม่เป็นไร ก่อนจะผล็อยหลับไปในตอนรุ่งสางของอีกวัน และเป็นครั้งแรกที่ทศวรรษได้นอนหลับอย่างเต็มตา ไม่สะดุ้งตื่นกลางดึกอย่างที่ผ่านมา
ทศวรรษตื่นมาก็เที่ยงแล้ว เขาหาวออกมาจากห้องนอน
“เอ้าไอ้ทศมากินข้าวได้แล้ว นอนยันตะวันโด่งเลยนะเอ็ง”
“แม่ หนูมาพักผ่อนไม่ได้มาเข้าค่ายทหาร” ทศวรรษว่า ทัดดาวส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะหันไปสบตากับพ่อตัวเอง เพราะก่อนหน้าทัดดาวได้เล่าเรื่องของพี่ชายให้ฟังบ้างแล้ว แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เลยพูดต่อ
“จริงสิ ตอนเช้าลูกตาโหนดมาหา ได้ยินว่าเอ็งกลับบ้าน” ทศวรรษชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความงงงวย ไม่เจอกันนานสิบกว่าปีแล้วมั้ง
“คงจะชวนเอ็งไปงานแต่งเขานะแหละ”
“ฮะ?” ทศวรรษแทบจะสำลักน้ำแกงที่เพิ่งซดเข้าไปหมาด ๆ แคก ๆ แคก ๆ
“พี่โน้ตอะนะ”
“เอ็งไม่เห็นมานาน เดี๋ยวนี้หล่อเชียว” ทศวรรษทำหน้าไม่เชื่อ
“ไม่เชื่อ เอ็งก็ไปหาบ้านตาโหนดสิ เอาผลไม้ในเข่งไปฝากตาโหนดด้วย”
“พี่โน้ตเมื่อก่อนหุ่นอย่างล่ำ แถมยังโคตรจะแมนอะนะ” ทัดดาวเองก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง หากเทียบกับพี่ชายตัวเอง รายนั้นแววออกมาตั้งแต่ไม่กี่ขวบ แม้จะไม่กระดี๊กระด๊าวี้ดว้าย แต๋วแตกแต่ก็ไม่ได้มาดแมนอย่างพี่โน้ต
“ก็คงเหมือนตาสืบละมั้ง” แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์โพล่งออกมา
“เกย์เหรอ” ทัดดาวถาม
“อะไรสักอย่างแหละ แต่ผัวเขาเป็นฝรั่งตาสีฟ้า คนลือกันทั้งตลาด”
“แม่ก็ไปร่วมวงเม้ามอยกับเขาด้วยใช่ปะ”
“อะไร แม่เอ็งแค่ไปซื้อของ” แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์มีสีหน้าเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด ทัดดาวหรี่ตา
“ฉันก็ว่าแม่ไปตลาดเป็นชั่วโมง ที่ไหนได้…”
“ไอ้ดาวเอ็งพูดดี ๆ แม่จะไปนินทาอะไรกับเขาได้ ดูพวกเอ็งสองคน” ก่อนจะเว้นจังหวะไป
“ดีใจซะอีก มีคนอย่างพวกเอ็งสองคนเพิ่มมาในหมู่บ้านเรา ฮ่า ๆ”
“เอ้าแม่ ทำไมหักมุมแบบนี้ล่ะ” ทศวรรษว่า ก่อนจะหัวเราะพร้อมกัน เป็นอีกมื้อที่ทศวรรษเจริญอาหารและรู้สึกเบิกบานใจเพิ่มมาอีกวัน
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







