Masukพรรณพิลัยยังคงเก็บตัวอยู่ในห้องนอน บ้างนั่งขบคิดอะไรเรื่อยเปื่อย แม้แต่คนรับใช้คนสนิทอย่างศรีนวลก็พลอยหนักใจไปด้วย
“มื้อเย็นแล้วให้ดิฉันตั้งโต๊ะเลยไหมคะ”
“ฉันไม่หิว” พรรณพิลัยที่กำลังพลิกอ่านนิตยสารเอ่ยตอบอย่างไร้อารมณ์ ซึ่งแตกต่างจากศรีนวลที่มีท่าทีร้อนอกร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด เธอคุกเข่าก่อนจะคลานเข้ามากุมมือผู้เป็นนาย
“คุณท่านอย่าหาว่านวลปากมากเลยนะคะ ไม่ดื่มไม่ทานอะไรแบบนี้สุขภาพจะแย่เอานะคะ” พรรณพิลัยถอนหายใจ
“ตายซะได้ก็ดี อยู่แบบนี้ไม่ต่างจากตายทั้งเป็น”
“…คุณท่าน” ศรีนวลน้ำตาคลอเบ้าเมื่อได้ฟังผู้เป็นนายเอ่ยตัดพ้อ
“ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไรของฉัน มีลูกตั้งสามคน แต่ละคนเอาใจออกห่างหมด”
“ทำไมไม่วางลงบ้างละคะ” ศรีนวลเอ่ยถามพลางเอาน้ำเย็นเข้าลูบ กอบกุมมือที่เย็นเยียบไว้คอยส่งต่อความอบอุ่นให้
“อะไรหรือ”
“ก็อคติและทิฐิที่มี” พอได้ฟังพรรณพิลัยก็เม้มปากก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
“…ฉัน”
“ดิฉันไม่เคยมีลูกก็จริง แต่ก็ช่วยคุณท่านเลี้ยงคุณหนูมาแต่อ้อนแต่ออก คุณท่านในวันนั้นกับคุณท่านในวันนี้แตกต่างกันลิบลับ คุณท่านจำได้ไหมคะในตอนที่ท้องคุณสืบคุณท่านเคยไหว้พระขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านว่ายังไงบ้าง” พรรณพิลัยนึกย้อนไปสมัยที่เธอตั้งครรภ์ลูกคนแรก ในตอนที่ยังไม่รู้เพศ เธอมักจะกังวลเสมออีกทั้งยังเป็นคุณแม่มือใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ จะกิน จะนอนต่างก็พะว้าพะวังกับลูกในครรภ์ ลูกเธอจะแข็งแรงดีไหม สุขภาพสมบูรณ์พูนพร้อมครบสามสิบสองประการหรือเปล่า และสุดท้ายก่อนที่สืบสานจะคลอดออกมาไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าเธอไปไหว้พระขอพรที่วัด ๆ หนึ่ง
“ไม่ว่าลูกจะเป็นเพศใดขอให้เขาคลอดออกมาสมบูรณ์แข็งแรงทุกประการ เป็นเด็กดีเลี้ยงง่าย เติบโตขึ้นมาไร้ทุกข์ ไร้กังวล” ก่อนจะก้มกราบพระประธานเท่าที่ร่างกายจะเอื้ออำนวยเพราะขนาดท้องที่ใหญ่ทำให้ลุกนั่งไม่ได้ดั่งใจ ก่อนจะลูบหน้าท้องใหญ่โตนั้นด้วยความตั้งตารอคอย จะว่าไปพรที่ขอก็สัมฤทธิผลทุกประการตามที่เธอเอ่ยขอ พรรณพิลัยสูดน้ำมูกพลางปาดน้ำตาตรงหางตาป้อย ๆ กลับกลายเป็นเธอเองที่ทำให้ลูกเผชิญกับความทุกข์และความกังวลใจไม่สิ้นสุดนั้นเสียเอง
“ก็จริง ฉันลืมไปได้ยังไงนะ” ศรีนวลยิ้มทั้งน้ำตา
“คุณท่านอย่าโกรธเคืองคุณหนูทั้งสามอีกเลยนะคะ กว่าคุณสืบจะกลับมาบ้านก็กินเวลาร่วมสิบปี กว่าจะอยู่กันพร้อมหน้าไม่ง่ายเลย อีกอย่างคนเราไม่รู้อนาคตไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้ดูพวกเขาเติบโตไปอีกกี่วัน เพราะฉะนั้นคุณท่านคะ…อะไรที่มันหนักก็วางลง ทำใจให้สบาย ลูกหลานเราเลี้ยงได้แค่ตัว ถ้าตัดเรื่องนั้นออกไป คุณสืบก็เป็นเด็กดีมาโดยตลอดนะคะ” พรรณพิลัยน้ำตาไหลพรากก่อนจะปล่อยโฮโอบกอดแม่บ้านคนสนิท
“…ฉัน ฉันจะพยายาม”
“ดี ดีถ้างั้นให้ดิฉันตั้งโต๊ะเลยนะคะ” ศรีนวลปาดน้ำตาพลางใช้ชายเสื้อเช็ดน้ำตาลวก ๆ พรรณพิลัยเองก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดใบหน้าตัวเองเช่นกัน พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เดี๋ยวดิฉันไปดูเองค่ะ งั้นตั้งโต๊ะเลยนะคะ” ศรีนวลถามเองเออเองเสร็จสรรพ ก่อนจะลุกไปเปิดประตู แต่ที่ทำเอาแม่บ้านคนสนิทน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้งเพราะคุณหนูสานฝันที่ยิ้มแป้นพร้อมกับอาหารเย็นมากหน้าหลายตาที่เข็นขึ้นมา ดูท่าจะร่วมรับประทานอาหารพร้อมกับคุณท่าน ศรีนวลเบี่ยงตัวเปิดทางให้อีกฝ่ายเข้ามาในห้อง
“เข้ามาเลยค่ะ เดี๋ยวอาหารพวกนี้ดิฉันจะเข็นเข้าไปเอง”
“ขอบคุณค่ะ”
พรรณพิลัยที่เช็ดหน้าสะอาดสะอ้านก็พลอยน้ำตาคลอขึ้นมาอีกหนเมื่อลูกสาวคนเล็กคลานเข่าเข้ามาหาพร้อมกับกราบกรานลงที่หน้าตัก
“เมื่อวันก่อนวันเกิดฝัน คุณแม่ไม่ยอมลงมาสักทีฝันเลยถือโอกาสนำพวงมาลัยดอกมะลิมาไหว้” พร้อมกับก้มลงกราบอีกครั้ง “ขอบคุณที่ให้กำเนิดฝันนะคะ ฝันรู้ว่าคุณแม่รักและเป็นห่วงพวกเรามากขนาดไหน แต่คุณแม่คะ…บางครั้งลูก ๆ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะเดินบนเส้นทางสายใหม่ที่ตัวเองเป็นคนเลือก แม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง แต่ฝันก็ยังอยากเห็นคุณแม่อยู่ข้างหลังเสมอ ฝันไม่สามารถเป็นลูกน้อยในสายตาของคุณแม่ได้ตลอดไป และฝันก็โกรธจริง ๆ ที่คุณแม่ติดกล้องไว้ในห้องนอนฝัน”
“ยัยฝัน” พรรณพิลัยลูบใบหน้าลูกสาวด้วยความเสียใจ ขอบตาร้อนผ่าวน้ำตาเม็ดใสไหลเอื่อยเหมือนไร้ก้นบึ้ง ไม่มีทีท่าว่าจะเหือดแห้ง สานฝันเองเสียงก็สั่นเช่นกัน เธอพยายามอย่างหนักที่จะบังคับเส้นเสียงตัวเองให้พูดด้วยน้ำเสียงปกติ
“ฝันรู้ว่าแม่เสียใจ ฝันเองก็เสียใจเหมือนกัน” สองแม่ลูกต่างก็โอบกอดกัน สานฝันเองก็สูดหายใจลึก ๆ เพื่อไล่น้ำตาเธออยากจะพูดให้จบก่อน ไม่งั้นคงพูดกันไม่รู้เรื่องแน่
“เรามาเริ่มต้นใหม่กันได้ไหมคะ ตอนนี้ครอบครัวของเราก็อยู่กันพร้อมหน้าแล้วแท้ ๆ”
“…ฝัน แม่ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ” พรรณพิลัยสะอึกสะอื้นร่ำไห้กอดลูกสาวอย่างแนบแน่น เหมือนที่ศรีนวลว่าทิฐิที่เธอแบกไว้นอกจากจะหนักอกหนักใจแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง แถมยังผลักให้เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทานข้าวคนเดียวเพียงลำพังเพราะคำว่าทิฐิคำเดียว เธอจะยึดมั่นถือมั่นมันไว้เพื่ออะไร ลูกเต้าต่างก็หนีหน้า ส่วนสามีเธอวางให้เขาสำคัญน้อยกว่าลูกในไส้เพราะคิดมาเสมอว่าเลิกกันไปสามีก็กลายเป็นคนอื่น ไม่เหมือนบุตรในอุทธรณ์ที่เธอฟูมฟักเลี้ยงมากับมือ
แต่ความจริงไม่ใช่ทั้งหมด!
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







