Masuk“เรื่องก็เป็นมาอย่างนี้แหละค่ะ” สานฝันกอดหมอนอิงในคอนโดของทศวรรษ ที่นี่เคยเป็นบ้านที่อบอุ่นของพี่ชาย แต่พอมาถึงวันนี้ทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไปในพริบตา
“พี่ทศไม่คิดว่ามันแปลกเหรอคะ” ทศวรรษที่ใบหน้าซูบซีดแถมมุมปากยังแตกเลือดซิบก้มหน้ามองแก้วน้ำตรงหน้า เอ่ยตอบเสียงเนือย ๆ
“แปลกยังไง”
“ปกติพี่สิบไม่ใช่คนขับรถเร็ว แม้ว่าวันนั้นฝนจะตกก็จริง อีกอย่างรถยุโรปปกติเซฟตี้ดีจะตาย เบรกก่อนคนจะเหยียบด้วยซ้ำหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน” ทศวรรษเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อหู
“ฝันไม่เชื่อว่ามันเป็นอุบัติเหตุเหรอ” หญิงสาวพยักหน้า
“แล้วอีกฝ่ายเป็นใคร ต้องการอะไร” แม้ว่าทุกคนจะมีคำตอบอยู่ในใจแต่ก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากพลาดถึงตายเลยทีเดียว
“ฝันก็ไม่รู้”
“ช่างเถอะพี่สืบปลอดภัยก็ดีแล้ว” ทศวรรษตัดบท ตอนนี้เขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ ตั้งแต่คบหากันมาร่างกายของเขาไม่เคยต้องเลือดตกยางออกจากฝีมือของคนรักเลยสักครั้ง สืบสานปรนนิบัติดูแลเขาประหนึ่งสิ่งของล้ำค่า การกระทำทุกอย่างของอีกฝ่ายทิ้งตะกอนภายในใจของเขาจนไม่อาจสลัดให้หลุดภายในวันสองวัน เขาไม่อาจทำใจปล่อยมือผู้ชายที่แสนดีอย่างสืบสานให้หลุดมือไปได้
จวบจนลมหายใจสุดท้ายอาจลืมไม่ได้ด้วยซ้ำ…บางครั้งการตายจากย่อมดีกว่าการอยู่ต่อหน้าแต่ก็คว้าเอามาไว้ในมือไม่ได้ ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวอีกครั้ง ระหว่างเขากับสานฝันเปรียบเสมือนพี่น้องท้องเดียวกันไม่มีอะไรให้น่าอาย เมื่อสานฝันเห็นน้ำตาอีกฝ่ายตัวเองก็น้ำตาเอ่อล้นที่ขอบตาทันทีเช่นกัน
“พี่ทศไม่เอาอย่าร้อง” สานฝันเข้าไปสวมกอดพี่สะใภ้ ทั้งสองคนกอดกันร้องไห้อยู่อย่างนั้นนานสองนานจนหลังเสื้อสานฝันชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา
“พี่ทศ อยากร้องก็ร้องออกมาให้พอ ถ้าพี่ยอมแพ้ตอนนี้แล้วพี่สืบล่ะ เขารักพี่ออกขนาดนั้นเขาไม่มีทางลืมพี่ได้หรอก” สานฝันจับใบหน้าของอีกฝ่ายไว้แน่นพลางจ้องไปยังนัยน์ตา
“พี่ทศเชื่อมั่นในตัวเองหน่อยสิ พี่สืบรักพี่ขนาดไหนใคร ๆ ก็รู้ หากความทรงจำพี่สืบกลับมา…” พวกเขาสองคนจ้องตากันอยู่อย่างนั้น
“พี่หวังว่าจะยืนหยัดจนกว่าจะถึงวันนั้น วันที่พี่สืบกลับมาหาพี่” ทศวรรษพูดแทบไม่เป็นภาษาน้ำเสียงสั่นเครือ แถมยังสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลออกมาหยดแล้วหยดเล่า หางตาแดงระเรื่อไฝรองน้ำตาที่หางตาด้านขวานั้นยิ่งทำให้ผู้ชายตรงหน้าน่าสงสารเข้าไปใหญ่ สานฝันสวมกอดเขาด้วยความรู้สึกสงสาร และพี่สะใภ้ของเขาใบหน้าเหมาะกับรอยยิ้มพิมพ์ใจมากกว่าใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา สภาพในตอนนี้เหมือนซากศพเดินได้ยังไงยังงั้น
“ร้องซะให้พอ ต่อไปต้องเข้มแข็งและอย่ายอมแพ้เพราะว่าพี่สืบรอพี่อยู่นะ” ทศวรรษพยักหน้าพลางสูดน้ำมูกลึก ๆ ซับน้ำตาลวก ๆ
“พี่ขอโทษด้วยที่ทำให้เราต้องมาเห็นสภาพแบบนี้”
“พี่ทศนอกจากพี่หนูก็ไม่เห็นใครจะเหมาะกับพี่สืบอีกแล้ว พี่สืบมีวันนี้ได้ก็เพราะมีพี่อยู่เคียงข้าง อย่าทิ้งพี่สืบนะ”
“ได้” แต่หากสืบสานอยากจะปล่อยมือจากความสัมพันธ์นี้ บางทีเขาเองก็ควรจะปล่อยมือบ้างเช่นกัน แต่ก็ภาวนาว่าอย่าให้วันนั้นมาถึงไวนัก บางทีโลกที่ผุพังใบนี้เขาก็แบกคนเดียวลำพังไม่ไหว
สืบสานหลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกตาไปหมด อาจเป็นเพราะสมองได้รับความกระทบกระเทือน เขาลูบรอยแผลตกสะเก็ดตรงหน้าผากป้อย ๆ แต่ความรู้สึกอึดอัดภายในใจกลับไม่เคยจางหายไปตั้งแต่เขาก้าวเท้าเข้ามาที่บ้านหลังนี้ นอกจากมารดาที่ทำตัวเป็นปกติสุขอย่างออกนอกหน้า ไม่ว่าจะเป็นพ่อของเขา รวมไปถึงเหล่าแม่บ้านต่างก็ลอบมองเขาด้วยสีหน้าแปลก ๆ เหมือนกับว่าเขาไม่ค่อยมีความทรงจำดี ๆ กับบ้านเกิดสักเท่าไหร่ สืบสานนั่งมองฝ่ามือตัวเองทั้งสองข้างอยู่บนเตียง กวาดสายตาไปมองรอบ ๆ ห้อง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาย ความผูกพันฉันครอบครัวในบ้านหลังนี้ทุกอย่างดูแปลกตา และเขากลับไม่ใคร่จะอยากอยู่ที่นี่สักเท่าไหร่โดยเฉพาะสายตาของผู้เป็นพ่อ รวมไปถึงใบหน้าที่บึ้งตึงเหมือนกับว่าก่อนหน้าพวกเขามีเรื่องบาดหมางร้ายแรงแทบจะตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูก
อาหารเย็นวันนี้ก็เหมือนกัน ไม่คุ้นลิ้นเลยสักนิด
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็

![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





